ทุกวันนี้คนไทยเพิ่มดีกรีการดื่มชา กาแฟมากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นเมื่อผ่านไปที่ไหนก็จะเห็นร้านกาแฟกลาดเกลื่อนไปหมด ทั้งแผงกาแฟโบราณ และร้านกาแฟสัมประทาน(franchises) ซึ่งบางร้านราคาแพงมหาโหดจนผู้เขียนต้องประท้วงด้วยการเลิกดื่มกาแฟไปพักใหญ่
ผู้เขียนเคยถามนักศึกษาบางคนว่า "กาแฟ"มาจากคำว่าอะไร บางคนก็ตอบว่า "คอฟฟี่-coffee"ในภาษาอังกฤษ บางคนก็ตอบอย่างมั่นใจว่า "กาเฟ-café" ในภาษาฝรั่งเศส หนังสืออภิธานศัพท์คำไทยที่มีต้นเค้ามาจากภาษาต่างประเทศ(๒๕๔๐) เรียบเรียงโดยนักวิชาการจำนวนหนึ่งของกรมศิลปากร อธิบายประวัติศาสตร์วัฒนธรรม(Culture History)ของคำว่า "กาแฟ" โดย สมศรี เอี่ยมธรรม(น.๓๔-๔๐)และ "ชา"โดย นันทนา ตันติเวส(น.๘๔-๘๙)อย่างน่าสนใจ แม้จะมิได้กล่าวถึงคำเรียก "กาแฟ"ในภาษาจีน แต่ก็บอกให้เราทราบว่า ในภาษาจีนเรียก "ชา"ว่า "ฉา (cha-จีนกลาง)หรือ เต๊(แต้จิ๋ว) ซึ่งก็ใกล้เคียงกับภาษาฝรั่งเศสว่า "thé-เต"
หนังสือดังกล่าวระบุถึงคำในภาษาไทยซึ่งพัฒนามาจากภาษาโปรตุเกสจำนวน ๒ คำ ได้แก่ คำว่า กระดาษ และบาทหลวง
คำว่า"กระดาษ"มาจากคำว่า "กราตัส" อันเป็นชื่อของชาวโปรตุเกสซึ่งนำกระดาษเข้ามาในสมัยสมเด็จพระนารายณ์(น.๑๙) ประเด็นนี้ผู้เขียนไม่ค่อยจะเห็นด้วยเท่าใดนัก เพราะในภาษาโปรตุเกสเองก็มีคำเรียกกระดาษอยู่หลายคำ อาทิ "การ์ตา-carta แปลว่า card-กระดาษ.บัตร, แผ่น, แผนที่" กับคำว่า "ปาเปล-papel" แปลว่า "กระดาษ" ตรงกับ "paper"ในภาษาอังกฤษ(The Collins Portuguese Pocket Dictionary, 1987, p.35, p.124)
อีกคำหนึ่งคือ "บาทหลวง" ค้นคว้าโดย เสาวลักษ์ กีชานนท์ (น.๑๑๑)ซึ่งอ้างพระวินิจฉัยของสมเด็จฯเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ในสาส์นสมเด็จ(๑๔ ตุลาคม ๒๔๗๗)ระบุว่า "คำว่า บาทหลวง เลอเมย์ เป็นผู้พบมูลของคำว่า บาด ว่ามาจากคำว่า "Padre" ภาษาโปรตุเกส แปลว่า พ่อ ซึ่งเขาใช้นำหน้าชื่อเรียกกันในชั้นหลังว่า Father..ส่วนคำว่า หลวง นั้นหม่อมฉันสันนิษฐานว่า หมายความว่าเป็นใหญ่ในพวกบาด คือ Bishop ซึ่งเราเรียกในชั้นหลังว่า สังฆราช ครั้งกรุงศรีอยุธยาคงจะเรียกว่า บาดหลวง หาได้เรียกนักพรตฝรั่งทุกตนอย่างทุกวันนี้ไม่"
ผู้เขียนเห็นด้วยที่ผู้รู้เสนอว่า คำว่า บาทหลวงเกี่ยวข้องกับ คำว่า "padre" แต่คำนี้ในภาษาโปรตุเกส แปลว่า "นักบวช -clergyman, reverend, priestและ pastor" (อ้างจาก พจนานุกรมโปรตุเกส-อังกฤษออนไลน์ของhttp://lookwayup.com/)มิได้แปลว่า "พ่อ" และในภาษาโปรตุเกสมีคำเรียก "พ่อ" ว่า "pai-ไป๋" ส่วน "บิดามารดา" ว่า "pais-ไป๋อิช"
หนังสือThe Portuguese Missions in Malacca and Singapore (1511-1958)ของ บาทหลวงมานูเอล ไตไซรา(Padre Manuel Teixeira, pp.474-485) ลำดับให้เห็นว่า มีภาษาโปรตุเกสตกค้างอยู่ในภาษามาเลย์อย่างอย่างน้อย ๒๗๒ คำ และมีภาษามาเลย์ปะปนอยู่ในภาษาโปรตุเกสอย่างน้อย ๒๕ คำ
เป็นที่น่าสังเกตว่า มีคำภาษาโปรตุเกสคำหนึ่ง คือ "ananás-อะน่านัส" แปลว่า "สับปะรด" ซึ่งนอกจากตกค้างอยู่ในภาษามาเลย์ว่า "nanas-น่าน้ส" ยังแพร่กระจายมาเป็นภาษาพื้นถิ่นบางส่วนในภาคใต้ของไทยว่า "ย่าหนัด" มิหนำซ้ำยังกระโดดข้ามไปถึงภาคอีสานของไทยกลายเป็นคำว่า "บักนัด" อย่างไม่เกรงใจใครอีกด้วย
อย่างไรก็ดี ในประเด็นของคำว่า "ชา กาแฟ" นั้น ผู้เขียนค้นพบว่าในภาษาโปรตุเกสมีคำเรียก "กาแฟ" ซึ่งเขียนเหมือนภาษาฝรั่งเศสว่า "café" แต่ออกเสียงว่า "กาแฟ" และมีตำว่า "chá" ออกเสียง "ชา" คล้ายกับภาษาไทยมากกว่าคำเรียกในภาษาอื่น (The Collins Portuguese Pocket Dictionary, p.32, p.38)ทำให้เชื่อว่าคำว่า "ชา กาแฟ"ทั้งในภาษาไทยและโปรตุเกส มีพื้นฐานมาจากความสัมพันธ์เชิงวัฒนธรรมที่มีส่งผ่านต่อกันมายาวนานถึงห้าศตวรรษ(ดูเพิ่มเติมใน พิทยะ ศรีวัฒนสาร, ชุมชนชาวโปรตุเกสในสมัยกรุงศรีอยุธยาพ.ศ.๒๐๕๙-๒๓๑๐, บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๔๑)
สยาม-โปรตุเกสศึกษา. มิติทางประวัติศาสตร์ สังคมและวัฒนธรรมบนพื้นฐานการวิเคราะห์ ตีความและวิพากษ์อย่างเข้มข้น โดย พิทยะ ศรีวัฒนสาร องค์กรไม่แสวงหาผลกำไร Siam-Portuguese Studies. Articles and knowledge management concerning to historical, archaeological and cultural relationship between Siam and Portugal by Bidya Sriwattanasarn, non- profit organization.
วันเสาร์ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2553
วันศุกร์ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2553
ฤาจับปิ้งเด็กไทยจะมาไกลจากโปรตุเกส

พิทยะ
ศรีวัฒนสาร
ผู้เขียนพบว่าเนือหาตอนหนึ่งของหนังสือเรื่อง The Portuguese Missions in Malacca and Singapore(1511-1958) Volme III-Singapore(1987 p.485-486)เรียบเรียงโดย Mons. Manuel Teixeira กล่าวถึง "คำ"โปรตุเกส อย่างน้อย ๖ คำตกค้างอยู่ในภาษาเขมร(Cambodia Language)ได้แก่ คำว่า กระดาษ จะปึง(จับปิ้ง) กระสา(นก) ลายลอง(เลหลัง) เหรียญและสบู่ ซึ่งบางคำก็มีเสียงและความหมายคล้ายกับภาษาไทย ดังนี้
กระดาษ ภาษาเขมรออกเสียงว่า kradas ตรงกับ ภาษา โปรตุเกสว่า "carta หรือ cartaz" ภาษาสยามออกเสียงว่า Kradat ภาษามาเลย์ ออกเสียงว่า Kertas
จะปึง(chapung) ตรงกับภาษาโปรตุเกสว่า chapinha(จาปินญา)มาเลย์และสยามออกเสียงคล้ายกันว่า จะปิ้ง จับปิ้ง
กระสา(นก)โปรตุเกสเรียกว่า garça(การ์ซา)
ลายลอง(lay long) โปรตุเกสออกเสียงว่า "leilão-ไลเลา" ไทยออกเสียงว่า เลหลัง
เหรียญ เขมรเรียกว่า "riel" โปรตุเกสเรียกว่า "real"มาเลย์ เรียกว่า "rial" สยามเรียกว่า "rien"
สบู่ เขมรเรียกว่า "sabu" สยามเรียกว่า "sabu" โปรตุเกสเรียกว่า "sabão-ซาเบา หรือ ซาเบิว"
ผู้เขียนลองสุ่มถามเด็กวัยรุ่นคนหนึ่งว่า รู้จักจับปิ้งหรือเปล่า ก็ได้รับคำตอบว่า ไม่รู้จัก แต่คนโบราณรู้จักจับปิ้งกันดี พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๒๕ หน้า ๒๒๔ อธิบายว่า "จับปิ้ง" เป็นคำนาม แปลว่า "เครื่องปิดที่ลับของเด็กหญิง ทำด้วยเงิน ทอง หรือ นาก เป็นต้น, กระจับปิ้ง จะปิ้ง ตะปิ้ง หรือ ตับปิ้งก็เรียก (มอญเรียกว่า จะปิ้ง)" แต่หนังสืออักขราภิธานศรับท์หมอปรัดเลย์(น.๑๕๐, Dr. D. Bradley)ให้ "อาจาริย์ทัดคัดแปล" เมื่อค.ศ.๑๘๗๓ อธิบายว่า จับปิ้ง ใช้ได้ทั้งเด็กชายและเด็กหญิง กล่าวคือ " จับปิ้ง, เปนชื่อของสำรับผูกบั้นเอวเด็ก, ปิดบังที่ลับของเด็กผู้หญิง, ทำด้วยเงินบ้าง, ทองบ้าง, เหมือนเด็กไทนั้น"

เป็นที่น่ายินดีว่า เวบบล็อกwriter.dek-d.com อธิบายความหมายของ จับปิ้ง พร้อมกับยกตัวอย่างไว้น่าสนใจเมื่อ ๑๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๐ จึงขออนุญาตดัดแปลงเล็กน้อยเพื่อนำมาอ้างอิงเผยแพร่เป็นวิทยาทานในที่นี้ว่า "จับปิ้ง ...แผ่นโลหะ หรือ แผ่นไม้ที่ใช้ปิดบังอวัยวะเพศของเด็กผู้หญิง เพื่อไม่ให้โจ่งแจ้ง เปิดเผยจนเกินไป (หากเป็นเด็กชาย จะห้อย พริกเทศ ซึ่งพัฒนามาเป็นปลัดขิก ) เหตุผลอีกข้อหนึ่งที่เด็กผู้หญิงต้องใส่จับปิ้ง ก็เนื่องจากว่า เป็นการสอนกิริยามารยาทของเด็กให้สุภาพ เรียบร้อย หากเด็กคนไหนซนมากๆ พ่อแม่ก็จะใช้จับปิ้งที่มีขนาดหนาและใหญ่เป็นพิเศษ เพื่อที่เวลาเด็กวิ่งเล่นซน ตัวจับปิ้งก็จะตีของลับเด็ก ทำให้ซนมากไม่ค่อยได้ ต้องเดินเรียบร้อย เวลาจะนั่งก็จะเรียบร้อย มิฉะนั้น จับปิ้งก็จะทิ่มที่ลับได้ ลักษณะของจับปิ้งจะมีหลากหลายรูปแบบ มีทั้งทำจากทองคำฝังเพชร ถมยา ลงรัก เงินและทำจากไม้ ขึ้นอยู่กับชั้นวรรณะของผู้ใช้ หากเป็นลูกเจ้าฟ้าพระมหากษัตริย์ ก็จะใช้ทองคำฝังเพชร ถมยา ลงรัก ลดลั่นลงมาก็จะเป็นเงิน หากเป็นลูก ชาวบ้านชาวไร่ชาวนาก็จะเป็น ไม้ หรือจากกะลามะพร้าว เด็กผู้หญิงในปัจจุบันไม่นิยมใส่จับปิ้ง แต่เราจะเห็นว่ามีชาวต่างชาติบางคนนำจับปิ้งมาเป็นจี้ หรือสร้อย ห้อยคอ แสดงให้เห็นถึงยุคสมัยที่มีการเปลี่ยนแปลงไป"
อย่างไรก็ดี บทความได้รับความสนใจจากผู้รู้และเสนอข้อวิจารณ์ดังนี้เพื่อความสมบูรณ์ของเนื่อหาและเพื่อเป็นข้อพิจารณาต่อไปในอนาคต
อ้างจาก: NAVARAT.C ที่ 30 เม.ย. 11, 09:45 (http://www.reurnthai.com/index.php?topic=4376.195)
พอเห็นต้นศัพท์ดังกล่าว ผมก็ตื่นเต้นเล็กน้อย สมัยนี้สงสัยใคร่รู้อะไรเข้าเวปแพร๊บเดียวก็รู้เรื่อง ผมจึงรีบเอาคำว่า chapinhaไปค้นหาในกูเกิลต่อ หวังจะได้รูปจับปิ้งของแท้ของโปรตุเกสเอามาฝาก แต่รูปทั้งหมดที่เจอ กลับกลายเป็นไอ้เจ้าข้างล่างนี่ ไทยแปลจากคำภาษาอังกฤษมาตรงๆว่า เครื่องดัดผม ผมก็ไม่รู้ภาษาโปรตุเกสแม้กระจิ๊ดเดียว ไม่สามารถจะค้นต่อได้ว่า เจ้าเครื่องดัดผมมือถือเนี่ย มันจะเป็นคำแผลงมาจากจับปิ้งได้อย่างไร มีผมตรงนั้นสักเส้นให้ดัดที่ไหน
พิทยะ
ผมขออนุญาตเรียนชี้แจงว่า บทความเรื่อง "ฤาจับปิ้งเด็กไทยจะมาไกลจากโปรตุเกส" นั้น เป็นการตั้งสมมติฐานโดยต่อยอดจากข้อค้นพบรากศัพท์คำว่า "จับปิ้ง" ในภาษาโปรตุเกส ซึ่งเสนอโดยบาทหลวง Manuel Teixeira นักประวัติศาสตร์ชาวโปรตุเกส และได้แจ้งที่มาของเอกสารอ้างอิงอย่างชัดเจนในหนังสือชื่อ The Portuguese Missions in Malacca and Singapore(1511-1958) Volme III-Singapore(1987 p.485-486) และรู้สึกยินดีที่มีการdeateอย่างออกรสออกชาติดังปรากฏข้างต้นไปแล้วครับ ยุคนี้ "จะปินญา"(chapinha) อาจแปลว่า "เครื่องหนีบผม, ดัดผม" แต่ก่อนหน้านี้ ผมไม่เชื่อว่า บาทหลวงไตไซราจะโมเมคิดเป็นตุเป็นตะตั้งชื่อในภาษาโปรตุเกสเอาเองแต่อย่างใดครับ
เทาชมพู ความคิดเห็นที่ 205 เมื่อ 21 พ.ค. 11, 14:23
(http://www.reurnthai.com/index.php?topic=4376.195)
คำว่า chapinha ในภาษาโปรตุเกส แปลตามตัวว่า flat iron หรือแผ่นเหล็กแบน เครื่องเหยียดผม ที่เรียกว่า chapinha เพิ่งคิดค้นขึ้นมาเมื่อค.ศ. 1882 นี้เองคำว่า chapinha ถ้ามีในภาษาโปรตุเกสก่อนหน้านี้ ก็แสดงว่าเป็นแผ่นเหล็กแบนที่ใช้ในเรื่องอื่น วัตถุประสงค์อื่น ไม่ใช่เอาไว้หนีบผมให้เหยียดตรงเด็กโปรตุเกสไม่ใช้จับปิ้งแน่นอน สภาพอากาศทำให้ไม่ควรคาดอะไรให้เกะกะร่างกาย เพราะสวมเสื้อผ้าก็รุ่มร่ามมิดชิดพออยู่แล้วแต่ถ้าอาจารย์พิทยะและบาทหลวงหมายถึงว่า ในภาษาโปรตุเกสมีคำว่า chapinha ซึ่งฟังสำเนียงคล้ายๆจับปิ้ง จึงอาจเป็นได้ว่าศัพท์"จับปิ้ง" มาจากภาษาโปรตุเกส แต่แปลว่าอะไรสักอย่างที่ไม่ใช่จับปิ้ง สมมุติว่าโปรตุเกสใช้คำว่า chapinha (จะปินญา) ในความหมายดั้งเดิมของเขาว่า แผ่นเหล็กเล็กๆ ( ซึ่งจะใช้ทำอะไรก็ได้) พอมาเห็นเด็กสยามคาดจับปิ้ง เลยเรียกว่า อ้อ เด็กหญิงชาวสยามคาดจะปินญา คนไทยเลยเรียกตามว่าจับปิ้ง แล้วถ้างั้น ก่อนบาทหลวงจะเรียก ชาวบ้านสยามเขาเรียกอะไรล่ะคะ เมื่อมันมีวัตถุขึ้นมาแล้ว มันก็น่าจะมีชื่อเรียกมาก่อนหน้านี้ด้วย ไม่ต้องรอฝรั่งตั้งให้ก่อนอีกอย่าง จับปิ้งไทยไม่ได้ทำด้วยเหล็ก เด็กชาวบ้านใช้กะลามะพร้าวเจาะรูร้อยเชือกคาดเอว ถ้าเป็นคนมีเงินอาจใช้โลหะ เช่นเงิน แต่ก็ไม่ใช่เหล็กแน่นอน เหล็กเป็นของหายากสำหรับชาวสยาม
พิทยะ
ผมน้อมรับในคำวิจารณ์ข้างต้นครับ และได้ตรวจสอบจากทูตวัฒนธรรมโปรตุเกสและแล้วปรากฏว่าในช่วงอายุของเธอก็ไม่รู้จักจับปิ้ง
ผมได้เขียนไปถามเว็บไซต์คุณแม่(www.mum.org)ซึ่งก็ได้รับคำตอบว่า ไม่รู้จักเช่นกัน ดังนั้นในเบื้องต้นนี้ผมจึงต้องยอมรับตามข้อเสนอของทั้งสองท่านโดยดุษณี ด้วยความขอบคุณครับผม อนึ่ง ในการเสวนาทางวิชาการเรื่อง Spice, trade and sacred ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อ 21 มิย. 54 ผมก็ได้อ้างถึงข้อถกเถียงนี้ในhttp://www.reurnthai.comด้วยความชื่นชมเช่นเดียวกัน
ป้ายกำกับ:
จับปิ้ง ภาษาโปรตุเกส สยาม เขมร ปิดที่ลับเด็ก
วันพฤหัสบดีที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2553
ศาสตราจารย์นายแพทย์ สุด แสงวิเชียร วิเคราะห์โครงกระดูกที่หมู่บ้านโปรตุเกส
ศาสตราจารย์นายแพทย์สุด แสงวิเชียรวิเคราะห์โครงกระดูกที่บ้านโปรตุเกสต้นปีพ.ศ.๒๕๒๗ ศาสตรจารย์ นายแพทย์ สุด แสงวิเชียร ผู้เชี่ยวชาญด้านโบราณคดีสมัยก่อนประวัติศาสตร์แห่งพิพิธภัณฑ์ก่อนประวัติศาสตร์โรงพยาบาลศืรืราช อดีตอาจารย์ผู้สอนวิชา Anatomy ซึ่งได้รับเชิญจากนายปฏิพัฒน์ พุ่มพงษ์แพทย์(พี่ต๋อย) นักโบราณคดี หัวหน้าผู้ควบคุมการขุดค้นแหล่งโบราณคดีโบราณสถานโบสถ์ซานเปโตร ซึ่งตั้งอยู่ในหมู่บ้านโปรตุเกส ต.สำเภาล่ม อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา ให้ไปกรุณาตรวจวิเคราะห์โครงกระดูกที่พบเป็นจำนวนมากจากการขุดแต่งเนินโบราณสถานแห่งนี้
บุคคลในภาพท่านแรก ใส่เสื้อเหลืองเห็นแต่ด้านหลังศีรษะ จำไม่ได้ว่าเป็นใคร ท่านที่สองด้านซ้าย เสื้อขาว กางเกงขายาวสีกรมท่า สวมหมวก นั่งคุกเข่าเท้าแขน คือ ศาสตราจารย์ นายแพทย์ สุด แสงวิเชียร ถัดไปเห็นแต่มือซ้าย คือ อาจารย์วัฒนา ศุภวัน ผู้เชี่ยวชาญด้านมานุษยวิทยากายภาพสมัยก่อนประวัติศาสตร์ อาจารย์พิเศษ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร
บุคคลซึ่งนั่งชันเข่าด้านขวามือ วางท่าครุ่นคิด คือ นายปฏิพัฒน์ พุ่มพงษ์แพทย์นักโบราณคดี ศิษย์เอกอาจารย์หมอสุด แสงวิเชียร ที่สถานการณ์บังคับให้สร้างวีรกรรม สวมบทบาทเป็นนายแพทย์(ผ่า)ตัดนิ้วมือที่ขาดห้อยรุ่งริ่งให้แก่ชาวบ้านคนหนึ่งที่แหล่งโบราณคดีซับจำปา จ.ลพบุรีมาแล้วระหว่างที่อาจารย์ไม่อยู่ พี่ต๋อยเป็นนักโบราณคดีรุ่นบุกเบิกของแหล่งโบราณคดีหมู่บ้านโปรตุเกสที่มีเรื่องเล่าสนุกสนานแบบไม่รู้จบเลยทีเดียว
ด้านขวามือของพี่ต๋อย เป็นหนุ่มหน้าคมเข้ม ผมหยักศก สวมเสื้อม่อฮ่อม กางเกงยีน ชื่อ ปัญญา แก้วธรรม เป็นเพื่อนรุ่นพี่ของผู้เขียน เป็นคนคุยสนุกสนาน ร่าเริง วาจาคมคาย ชอบดูลายมือให้เพื่อนๆ(สาว)ปัจจุบันเป็นภัณฑารักษ์ที่อนุสรณ์สถานแห่งชาติ สังกัดกองประวัติศาสตร์และพิพิธภัณฑ์ทหาร กรมยุทธศึกษาทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย ตอนนั้นกำลังเรียนปี๔และอยู่ระหว่างการเดินทางไปเก็บข้อมูลเขียนสารนิพนธ์ เรื่องเครื่องแก้วที่หมู่บ้านโปรตุเกส
ถัดไปด้านหลัง คือ สาวสวยตาคมผมหยักศก ยืนค้อมกายนิ่งฟังอาจารย์หมอสุดอย่างตั้งใจ มีผ้าขนหนูพาดไหล่ เป็นนักโบราณคดีประจำโครงการ มีนามว่า พี่จ๊ะเอ๋ (มนต์จันทร์ น้ำทิพย์) ชื่อเหมือนนักร้องสาว เรียนจบไปแล้วยังนึกว่าอยู่ปี๒เสมอ ตอนหลังพี่จ๊ะสมรสกับนักภูมิสถาปัตย์ท่านหนึ่งของกรมศิลปากร
ส่วนสาวสวยสวมหมวกสาน เสื้อลายพราง กางเกงยีน นั่งพับเพียบใกล้ๆกับพี่จ๊ะเอ๋ เป็นนักโบราณคดีประจำโครงการอีกคน ชื่อ พี่นรา จบรุ่นเดียวกับพี่จ๊ะเอ๋ วันไหมแฟนพี่นรา ซึ่งเรียนจบจิตรกรรมมาเยี่ยมที่ไซต์ วันนั้นเป็นได้ฮากันท้องคัดท้องแข็ง เพราะไม่รู้ว่าแกไปสรรหาเรื่องเล่าสนุกสนานมาจากไหนได้มากมายก่ายกอง
คนยืนโก้งโค้ง ค้ำเข่าด้านหลังสุดในชุดเสื้อเชิ้ต กางเกงผ้ามันขาลีบ ผมค่อนข้างดก ปรกเกษา หน้าตาซื่อๆทีแรกไม่แน่ใจว่าเป็นนายพิรักษ์ ชวนะเกรียงไกร นักประวัติศาสตร์ประจำโครงการหรือนายพิทยะ ศรีวัฒนสาร นักศึกษาปริญญาตรี ภาควิชาโบราณคดี ชั้นปีที่ ๔ (ผู้เขียน)ซึ่งขณะนั้นกำลังเขียนสารนิพนธ์เรื่อง "ประเพณีการฝังศพของชาวโปรตุเกสสมัยกรุงศรีอยุธยาจากการขุดแต่งโบราณสถานโบสถ์ซานเปโตร แต่ตอนหลังมั่นใจว่าเป็นภาพของผู้เขียนเอง เพราะภาพนี้คุณพิรักษ์รับหน้าที่เป็นช่างภาพประจำแหล่งขุดค้นด้วยอีกตำแหน่งหนึ่ง
ที่พูดถึงบุคคลในภาพยืดยาวก็เพื่อที่จะเล่าว่า เมื่อประมาณปลายปี๒๕๕๑ สำนักโบราณคดี(อยุธยา) ได้จัดโครงการสัมมนาวิชาการขึ้น ที่โรงแรมกรุงศรีริเวอร์ ผู้ร่วมสัมมนาส่วนหนึ่งเป็นครูสอนสังคมศึกษา ส่วนหนึ่งเป็นเจ้าหน้าที่จากสถานทูตโปรตุเกส รวมถึงท่านทูตและภริยา เมื่อพี่ต๋อยบรรยายถึงภาพข้างบน ท่านพูดไปเรื่อยว่าว่า "ภาพนี้เป็นภาพหมอสุดไปวิเคราะห์โครงกระดูกที่บ้านโปรตุเกส ส่วนคนในภาพตายหมดแล้ว" ขณะที่ผู้ร่วมฮาครืนด้วยความสงสาร(แบบไทยๆ)คนในภาพ แต่ผู้เขียนกลับเป็นห่วงพี่จ๊ะเอ๋ กับพี่นรา เพราะไม่ได้ข่าวมานาน ส่วนพี่แม้วนั้นยังพอทำเนา เพราะจะโทรศัพท์คุยกันประจำอยู่แล้ว
พอถึงช่วงซักถามและอภิปราย ผู้เขียนก็เลยยกมือขึ้นขอแก้ข่าวว่า "หลายคนในภาพ(อย่างน้อย ๓ คน)ยังมีชีวิตอยู่ " ทำให้คนในห้องสัมมนาฮาครืน(แบบไทยๆ)ด้วยความโล่งใจ
พอจบงานพี่ต๋อยมากระซิบว่า "แหม มาเมื่อไหร่ก็ไม่เห็นบอกพี่ ไปๆต่อกันที่โบสถ์ ซานเปโตร"
ด้วยความโหด มัน ฮา ของภาพนี้ หลังจากนั้นไม่นานภาพก็ถูกนำไปขยายติดเด่นที่โครงหลังคาเหล็กเหนือกรอบประตูด้านในทางทิศตะวันออกของอาคารจัดแสดงโครงกระดูกที่โบราณสถานโบสถ์ซานเปโตร
ผู้เขียนหวังแต่เพียงว่าพี่จ๊ะกับพี่นราจะอยู่สุขสบายดี
The Lost of an Ancient Monument of the Jesuite’s Church
The Lost of an Ancient Monument of the Jesuite’s Church: Discovery of the Ancient Buddhist Community in the Area of the Portuguese Camp
Bidya SRIWATTANASARN
Ph.D. Candidate (Silpakorn University)
http:bloggerpitayajaraya.blogspot.com
There were only two excavations in the Portuguese Camp. The first one, took place in 1983, at Igreja de Santo Dominicano ( San Petro Church), under the co-operation of Fine Art Department (Thailand) and Gulbenkian Foundation (Portugal). The second one , took place in 2008, under the operation of the Fine Art Department, at a mound , for a long time, misunderstanding as the Portuguese Jesuit’s Church (San Paulo Church). Discovery of the excavation confirmed that a location the San Paulo Church has not yet found nowadays.
Although, many documents indicated the location of the Portuguese Churches rather clearfully, however, there were a bit information to be considred, even in the map of Phraya Boran Rachathanin (1926)
Though, demonstrating the landscape of “Siam ou Iudia” rather roughly, I admitted that a map of Coutaulin, “Siam ou Iudia (Capitalle du Royaumme de Siam” (1686). depicted lively details of the capital city of Siam , such a streets, churches, houses, human, animals and trees, especially, the location of the “Eglise Paroissial de St. Dominique and Eglise Paroisaial de la Compagne de Jesus” .
Bidya SRIWATTANASARN
Ph.D. Candidate (Silpakorn University)
http:bloggerpitayajaraya.blogspot.com
There were only two excavations in the Portuguese Camp. The first one, took place in 1983, at Igreja de Santo Dominicano ( San Petro Church), under the co-operation of Fine Art Department (Thailand) and Gulbenkian Foundation (Portugal). The second one , took place in 2008, under the operation of the Fine Art Department, at a mound , for a long time, misunderstanding as the Portuguese Jesuit’s Church (San Paulo Church). Discovery of the excavation confirmed that a location the San Paulo Church has not yet found nowadays.
Although, many documents indicated the location of the Portuguese Churches rather clearfully, however, there were a bit information to be considred, even in the map of Phraya Boran Rachathanin (1926)
Though, demonstrating the landscape of “Siam ou Iudia” rather roughly, I admitted that a map of Coutaulin, “Siam ou Iudia (Capitalle du Royaumme de Siam” (1686). depicted lively details of the capital city of Siam , such a streets, churches, houses, human, animals and trees, especially, the location of the “Eglise Paroissial de St. Dominique and Eglise Paroisaial de la Compagne de Jesus” .

Coutaulin’s Map (1686)
And according to Coutaulin’s Map, a map in an account of Simon de Laloubère, also located only two churches in the Portuguese camp, such a the Portuguese Jacobin and the Portuguese Jesuite, as below

A map in the account of Simon de Laloubère, located the Jesuite’s Church (lower arrow) beside the waterside as the Santo Dominican;s Church.
Unfortunately, the map of Praya Boran (1926), depicted wrongly that the position of the Santo Dominican Church was situated next to the Hollanda Building and the Jesuite’s Church was established opposite to the Japanese Village.

A copy of the Map of Praya Boran(1926)

Plan of the Portuguese Camp in Ayutthaya by Dr. Joaquim de Campos, which Jose Martims, the writer of the web site “aquimaria.com” depicted that, in 1982, after 48 years of the visit of Dr. Campos, there’ s only a bit changing in the area of the Portuguese Camp. The located all 3 churches of the camp as an Igreja de S. Francisco, an Igreja de S. Dominigo and an Igreja de S. Paulo, from north to south orderly. The “Cemitério”, showed on the lower part, still being a graveyard of the present Muslims people.

A Plan of Dr. Joaquim de Campos, rotated 90 degree to be better observed.(Data from “PORTUGAL NA TAILÂNDIA:Cinco Séculos de História - Comemorações de 2011” by José Martims in http//portugalnatailandia.blogspot.com/2007_06_01_archive_html, Muito obrigado !)

A Plan of The Portuguese Camp surveyed by Pratipat Poompongpaet, director of the excavation site in 1983, positioned the Jesuite’s Church on the same area as showing in the plan of Dr. Joaquim de Campos.

A satellite image, from north to south, San Franciscan Church, Dominican Church, an area that a local people suggested that it might be the site of the Jesuite’s Church and Wat Phochai-rang Temple, which scholars misunderstood as the Jesuite’s Church for decades.

A first red-roof house of a Thai Muslim people on the right top of the image, perhaps, constructed on the mound of the Jesuite’s Church. The site of Wat Phochai-rang is located near a white -roof house in the middle of the image . Klong Thed(Thed Canal) is upon a small rainy-season swamp at the middle of the image too.

Environment of the mound of Wat Phochai-rang before an excavation of the Fine Art Department.

A basement of small terra-cotta gold plated Buddha, found during my surveying in early March 2008.

Eastern part of the mound before the excavation in 2008.

The Site after the excavation, complimentary of Patrapong Kaoghern, Head of Academic Sub-division, Office of Archaeology (Ayutthaya), late Ayutthaya period.

Pieces of boundary stone found at the site, dated back to the late Ayutthaya period.
Small Buddha Images of late Ayutthaya Period, as evidences of the Buddhist Temple.


One of small bottle, perhaps used as gun-powdered container, dating back to the Southern Sung Dynasty of China(circa c.15-18)

In conclusion, all evidences found at the mould of Wat Phochai-rang indicated that, at least, there was an ancient local community developed in the southwest area of the Portuguese camp, long before the coming of the Portuguese to the capital city of Ayutthaya in early the 16th Century and no in situ found at Wat Phochai-rang’s site concerned to the being of the Jesuite’s Chu
395 ปี บันทึกของปินโต : หลักฐานประวัติศาสตร์นิพนธ์หรือนิยายผจญภัย
395 Years Pinto’s Pérégrinação : an Account of Historiography or Adventurous Novel
โดย
พิทยะ ศรีวัฒนสาร
Bidya Sriwattanasarn
บทคัดย่อ
บันทึกความทรงจำของแฟร์เนา เมนเดซ ปินโต( Fernão Mendez Pinto ค.ศ.1509-1583) เรื่อง “Pérégrinação”ถูกตีพิมพ์เผยแพร่ครั้งแรกในปีค.ศ.1614 เป็นเรื่องเกี่ยวกับสภาพแวดล้อม ภูมิประเทศ ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณี และเหตุการณ์บ้านเมืองต่างๆ รวมทั้งอัตชีวประวัติของเขาอย่างน่าตื่นเต้นและเหลือเชื่อ จนมีการใช้ชื่อของปินโตเล่นคำเชิงล้อเลียนว่าพูดจริงหรือเท็จอย่างสนุกสนานโดยชนชาติศัตรูของโปรตุเกสในยุโรปหรือแม้แต่ชาวโปรตุเกสบางคน บันทึกของปินโตถูกอ้างอิงจากนักประวัติศาสตร์ไทยอย่างกว้างขวางนับตั้งแต่สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพมาจนปัจจุบันเมื่อกล่าวถึงบทบาทของทหารรักษาพระองค์ชาวโปรตุเกส และการพระราชทานที่ดินให้พวกเขาตั้งถิ่นฐานและปฏิบัติศาสนพิธีในสมัยอยุธยา จึงเป็นที่มาของการตรวจสอบว่าหนังสือฉบับนี้มีสถานะเป็นหลักฐานประวัติศาสตร์นิพนธ์หรือเป็นเพียงนิยายผจญภัย
คำสำคัญ: แฟร์เนา เมนเดซ ปินโต , หลักฐานประวัติศาสตร์นิพนธ์หรือนิยายผจญภัย , ทหารรักษาพระองค์ชาวโปรตุเกส, สมัยอยุธยา
Abstract
Memoir of Fernão Mendez Pinto(1509-1583), “Pérégrinação”,1st published in 1614, informed us about contemporary environment, geography, history, culture, customs, traditions and events of the lands he visited, including with his exciting and unbelievable biography. This caused enemies of the Portuguese nation in Europe and even some one in Portugal, used his name so funny as a banter-pun. His memoir had been generally referred by Thai historians for long time since H.R.H. Prince Damrong up to the present day, concerning to issues of the role of the Portuguese royal bodyguards and the royal conferring land for them to be their settlement and to proceed their religious ritual in Ayutthaya Period. So, it was the main problem to examine that the book was an account of historiography or just an adventurous novel.
Key Words: Fernão Mendez Pinto, an account of historiography or an adventurous novel,Portuguese royal bodyguards, Ayutthaya period
คำนำ
“Pérégrinação หรือ Pérégrinaçam” แปลว่า “long tour,long travels” ตรงกับคำว่า “Peregrination“ หรือ “Pilgrimage” หมายถึง การเดินทางการท่องเที่ยว หรือการเดินทางแสวงบุญ
เมื่อแบร์นารด์ ฟิกูอิเยร์(Bernard Figuier) แปลงานเขียนของปินโตเป็นภาษาฝรั่งเศสในค.ศ. 1628 เขาใช้ชื่อ ว่า “les voyages adventureux de fernando mendez pinto 1537-1558” และมีชื่อภาษาอังกฤษโดยการแปลของเฮนรี โคแกนว่า “The Voyages and Adventures of Fernand Mendez Pinto” (1653)
อย่างไรก็ดี นักประวัติศาสตร์และผู้อ่านจำนวนไม่น้อยกลับมีความสงสัยต่อความเก่งกล้าสามารถของปินโต บางคนประนามว่างานเขียนของเขาเป็นเรื่องโกหกเพื่อความมีชื่อเสียงของตน แม้แต่ชาวโปรตุเกสเองก็ยังนำชื่อของเขาไปล้อเลียนว่า “ Fernâo , Mendez? Pinto!(Fernâo, do you lie? Yes, I lie! )” ทั้งๆ ที่ปินโตไม่เคยระบุว่า “Pérégrinação” เป็นนิยายประโลมโลก ( Fiction) แต่กลับบอกว่า บันทึกของเขาเปรียบเป็น “ตำรา”ในการสำรวจดินแดนและการเดินเรือไปยังดินแดนต่างๆในโลกตะวันออก ผู้เขียนจึงได้เสนอแนวทางศึกษาเพื่อชี้ให้เห็นคุณค่าทางประวัติศาสตร์ของบันทึกฉบับนี้
ประวัติของปินโต
ปินโตเป็นชาวเมืองมองเตอมูร์เก่า (Montemor-o-velho) ใกล้เมืองกูอิงบรา (Coinbre) ในราชอาณาจักรโปรตุเกส ปินโตเกิดในครอบครัวยากจนระหว่างค.ศ. 1509-1512 เมื่ออายุประมาณ 10 หรือ 12 ขวบจึงต้องเป็นเด็กรับใช้ของสุภาพสตรีผู้หนึ่ง ในค.ศ. 1523 ชีวิตของเขาตกอยู่ในอันตรายจนต้องหลบหนีลงเรือจากเมืองกูแอ ดึ เปดรา (Cue de Pedra) การผจญภัยของปินโตเริ่มขึ้นเมื่อเดินทางไปถึงเมืองดิว (Diu) ในอินเดียในค.ศ.1538 ขณะมีอายุได้ 28 ปี เขาเดินทางกลับมาตุภูมิเมื่อวันที่ 22 กันยายน ค.ศ. 1558 รวมเป็นเวลา 21 ปีของการแสวงโชคในเอเชีย ปินโตเคยเดินทางไปในเอธิโอเปีย จีน อาณาจักรของชาวตาร์ตาร์ (Tataria) โคชินไชนา สยาม พะโค ญี่ปุ่น และหมู่เกาะอินเดียตะวันออกในน่านน้ำอินโดนีเซียปัจจุบัน
ปินโตเคยเผชิญปัญหาเรืออับปาง 5 ครั้ง ถูกขาย 16 ครั้งและถูกจับเป็นทาสถึง 13 ครั้ง ชีวิตในเอเชียของปินโตเคยผ่านการเป็นทั้งกลาสีเรือ ทหาร พ่อค้า ทูตและนักสอนศาสนา (missionary) เมื่อเดินทางกลับไปถึงโปรตุเกสในปีค.ศ.1558 เขาจึงพยายามติดต่อขอรับพระราชทานบำเหน็จรางวัล เนื่องจากได้ปฏิบัติหน้าที่เพื่อชาติและศาสนาอย่างเต็มที่ แต่กลับไม่ได้รับความสนใจจากราชสำนัก ปินโตจึงไปใช้ชีวิตอยู่ที่เมืองปรากัล(Pragal) ใกล้เมืองอัลมาดา (Almada) ทางใต้ของโปรตุเกส ปินโตเขียนหนังสือชื่อ “Pérégrinação”ขึ้น และถูกตีพิมพ์หลังจากเขาถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม ค.ศ. 1583
ปินโตเคยเดินทางเข้าสยาม 2 ครั้ง (กรมวิชาการ, 2531 : 115) ครั้งแรกเข้ามาในปัตตานีและนครศรีธรรมราชก่อนค.ศ.1548 ครั้งที่ 2 เข้ามายังกรุงศรีอยุธยาในรัชสมัยสมเด็จพระไชยราชาธิราช (ค.ศ.1534-1546) นักประวัติศาสตร์บางคนนำหลักฐานของฝ่ายไทยเข้าไปตรวจสอบความน่าเชื่อถือในเอกสารของเขาหลายประเด็น และชี้ให้เห็นความคลาดเคลื่อนของศักราชที่เขาอ้างถึง
หลังจากปินโตถึงแก่กรรม บุตรีของเขาได้มอบต้นฉบับหนังสือเรื่อง “Pérégrinação” ให้แก่นักบวชสำนักหนึ่งแห่งกรุงลิสบอน ต่อมากษัตริย์ฟิลิปที่ 1 (Philip I of Portugal,1581-1598 และทรงเป็นกษัตริย์ฟิลิปที่ 2 แห่งสเปน - Philip II of Spain,1556-1598) ทรงได้ทอดพระเนตรงานนิพนธ์ชิ้นนี้ บุตรีของปินโตจึงได้รับพระราชทานบำเหน็จรางวัลแทนบิดา
งานเขียนของปินโตตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ ค.ศ.1614 และแปลเป็นภาษาต่างๆ อาทิ ภาษาฝรั่งเศส (1628) ภาษาอังกฤษ (1653) ใน ค.ศ.1983 กรมศิลปากรได้เผยแพร่บันทึกของปินโตบางส่วนในชื่อ “การท่องเที่ยวผจญภัยของแฟร์นังด์ มังเดซ ปินโต ค.ศ1537-1558” แปลโดยสันต์ ท. โกมลบุตร ต่อมากรมศิลปากรร่วมกับกรมวิชาการกระทรวงศึกษาธิการตีพิมพ์ผลงานบางส่วนของเขาเผยแพร่อีกครั้งใน ค.ศ.1988 โดยแปลจากหนังสือชื่อ “Thailand and Portugal : 470 Years of Friendship”
รูปแบบการนำเสนอ
งานเขียนของปินโตนำเสนอในรูปของร้อยแก้ว บางตอนก็ระบุว่าเป็นเรื่องที่ได้ยินได้ฟังมาจากคำบอกเล่าและการสอบถามผู้รู้ อาทิ เหตุการณ์เมื่อสมเด็จพระไชยราชาธิราชเสด็จสวรรคต บางตอนก็ระบุว่าเป็นประสบการณ์ของตน เช่น เหตุการณ์เดินทางเข้ามายังสยาม 2 ครั้ง (กรมวิชาการ, 2531: 115) เป็นต้น
ปินโตระบุว่า การเล่าเรื่องการเดินทางของเขามีจุดมุ่งหมายเพื่อให้มีการเรียนรู้สภาพภูมิศาสตร์ของโลกให้มากยิ่งขึ้น มิได้มีจุดประสงค์ที่จะก่อให้เกิดความท้อถอยในการติดต่อกับดินแดนแถบเอเชีย เขาระบุว่าอุทิศการทำงานให้แก่พระเจ้ามิได้หวังชื่อเสียง สิ่งที่ผลักดันให้เขาเดินทางไปยังตะวันออก คือ ธรรมชาติของลูกผู้ชาย เขาแสดงความขอบคุณพระเจ้าและสวรรค์ที่ช่วยให้รอดพ้นจากภยันตราย(Henry Cogan, 1653 :1-2)
จุดมุ่งหมายที่จริงจังทั้งของปินโตและโคแกนสะท้อนให้เห็นคุณค่าของเหตุการณ์ สถานที่ ทรัพยากร อารมณ์ ความรู้สึกและวัฒนธรรมอันหลากหลายของผู้คนที่ปรากฏในหนังสือ “Pérégrinação” อย่างไม่อาจมองข้ามได้ งานของปินโตจึงได้รับการอ้างอิงอย่างกว้างขวาง อย่างน้อยบันทึกของปินโตฉบับแปลภาษาฝรั่งเศสค.ศ.1628 ก็ถูกอ้างอิงโดยซิมอง เดอ ลาลูแบร์ (Simon de Laloubère) นักเดินทางซึ่งเข้ามายังกรุงศรีอยุธยาปลายรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์ เรื่องจำนวนเรือที่เข้ามาค้าขายในกรุงศรีอยุธยาก่อนหน้าการเข้ามาของตน (จดหมายเหตุลาลูแบร์ฉบับสมบูรณ์ เล่ม 1,2510 : 502) โดยเป็นที่น่าสงสัยว่าหากลาลูแบร์เคยได้ยินการเสียดสีงานเขียนของปินโตมาบ้างก่อนที่จะเดินทางเข้ามาสยาม เขาควรจะได้ตรวจสอบข้อมูลและหลักฐานจากผู้รู้พื้นเมืองชาวสยามอีกครั้ง ก่อนจะตีพิมพ์งานเขียนของตนที่กรุงอัมสเตอร์ดัมในปีค.ศ.1714 เพราะงานเขียนของปินโตเคยถูกล้อเลียนมาแล้วอย่างอื้อฉาว แต่กลับไม่ปรากฏข้อวิพากษ์ความน่าเชื่อถือของปินโตในงานของลาลูแบร์
คุณค่าทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับราชอาณาจักรสยาม
บันทึกของปินโตนับเป็นเอกสารสำคัญที่กล่าวถึงเรื่องราวส่วนหนึ่งเกี่ยวกับทรัพยากร การทหาร วัฒนธรรม ประเพณี ความเชื่อ กฎหมายและเรื่องราวในราชสำนักสยามกลางคริสต์ศตวรรษที่ 16 และมักจะถูกอ้างอิงเสมอเมื่อกล่าวถึงบทบาททางการทหารของชุมชนโปรตุเกสในรัชสมัยสมเด็จพระไชยราชาธิราช (ค.ศ.1543-1546) เมื่อเกิดศึกระหว่างสยามกับเชียงใหม่ขึ้นใน ค.ศ.1548 (พ.ศ.2091) ปินโต กล่าวว่า
“ชาวต่างประเทศทุกๆชาติที่ไปร่วมรบกับกษัตริย์สยามนั้นต่างก็ได้รับคำมั่นสัญญาว่าจะได้รับบำเหน็จรางวัล การยกย่อง ผลประโยชน์ ความชื่นชมและเกียรติยศชื่อเสียง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะได้รับอนุญาตให้สร้างโบสถ์เพื่อการปฏิบัติศาสนกิจในแผ่นดินสยามได้....”
การร่วมรบในกองทัพสยามครั้งนั้นปินโตสะท้อนให้เห็นว่าเป็นการถูกเกณฑ์ เพราะหากไม่ให้ความร่วมมือก็จะถูกขับออกไปภายใน 3 วัน เหตุนี้จึงมีชาวโปรตุเกสถึง 120 คน จากจำนวน 130 คน อาสาเข้าร่วมรบ เหตุการณ์ดังกล่าวบันทึกในพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขาว่า เป็นศึกเมืองเชียงกรานซึ่งเกิดขึ้นเมื่อค.ศ.1538 (พ.ศ.2081) คลาดเคลื่อนไปจากที่ระบุในหลักฐานของปินโต 10 ปี แม้เหตุการณ์นี้สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพจะทรงอ้างอิงจากหนังสือของปินโตก็ตาม
เรื่องราวในหนังสือ Pérégrinação สอดคล้องกับงานเขียนของนักประวัติศาสตร์ชาวโปรตุเกสหลายคน อาทิ เรื่องบทบาทของโดมิงกุส ดึ ไซซัส (Domingos de Seisus)ในกองทัพสยาม ซึ่งเคยถูกจองจำและรับราชการเป็นนายทหารในกรุงศรีอยุธยา (กรมวิชาการ , 2531: 109) ก็ได้รับการยืนยันในงานเขียนของจูอาว เดอ บารอส (João de Baros) เช่นกัน (กรมวิชาการ,2531 : 95) นอกจากนี้ อี.ดับเบิลยู. ฮัทชินสัน(E.W. Hutchinson) ก็อ้างตามหลักฐานของปินโตว่า
“ทหารโปรตุเกสจำนวน 120 คนซึ่งสมเด็จพระไชยราชาธิราชทรงจ้างเป็นทหารรักษาพระองค์(bodyguards)ได้สอนให้ชาวสยามรู้จักใช้ปืนใหญ่”
ดร.เจากิง ดึ กัมปุชนัประวัติศาสตร์ชาวโปรตุเกส อดีตกงสุลโปรตุเกส ณ กรุงเทพฯเมื่อค.ศ1936 ชี้ว่า บทบาทของทหารอาสาชาวโปรตุเกสในสมัยสมเด็จพระไชยราชาธิราชอาจส่งผลให้มีการเริ่มปรับปรุงตำราพิชัยสงครามภายใต้การช่วยเหลือของที่ปรึกษาชาวโปรตุเกส จนเป็นที่มาของการตั้ง “กรมทหารฝารั่งแม่นปืน” ใน หนังสือ“ศักดินาทหารหัวเมือง” ซึ่งประกอบด้วยทหารเชื้อสายโปรตุเกสจำนวน 170 นาย จนถึงสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ใกล้เคียงกับจำนวนของทหารอาสาโปรตุเกส 120 คน ในสมัยสมเด็จพระไชยราชาธิราช
ความน่าเชื่อถือ
หนังสือของปินโตถูกตีพิมพ์เผยแพร่อย่างกว้างขวางในยุโรป เป็นเหตุให้เขาถูกวิจารณ์อย่างรุนแรง วิลเลียม คอนเกรฟ (William Congreve, 1670-1729) นักเขียนบทละครชาวอังกฤษได้แทรกผลงานกวีในบทละครชื่อ “Love for Love” (ค.ศ.1695) เยาะเย้ยว่า “Mendez Pinto was but a type of thee, thou liar of the first magnitude.” (กรมศิลปากร, 2526 : 42 ) เซอร์ ริชาร์ด เบอร์ตัน ( Sir Richard Burton) ในงานเขียนชื่อ “The Third Voyage of Sinbad, the Sailor” ระบุว่า การผจญภัยของปินโตมีลักษณะคล้ายกับเรื่องราวในนิยายอาหรับและตั้งฉายาเขาว่า “ซินแบดแห่งโปรตุเกส”
ดับเบิลยู. เอ.อาร์. วูด (W.A.R. Wood) ชี้ว่าควรจะอ่านงานเขียนของปินโตในฐานะที่เป็นเรื่องราวของชายชราที่ได้เดินทางกลับไปสู่มาตุภูมิอีกครั้งหนึ่งเพื่อความบันเทิง มิใช่เป็นหลักฐานประวัติศาสตร์ที่เขียนขึ้นวันต่อวัน และตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับความแม่นยำของปีศักราชในบันทึกชิ้นนี้ด้วย
อย่างไรก็ดีดร.เจากิง ดึ กัมปุช ชี้ว่าหลักฐานของปินโตแสดงให้เห็นว่าเขาเคยเดินทางเข้ามายังสยามจริง (Campos, 1940 : 14-15) และสิ่งที่สนับสนุนความน่าเชื่อถือในงานของปินโต คือ การยกงานเขียนในชั้นหลังๆมาเทียบเคียงความเป็นไปได้และความถูกต้องของเรื่องราวโดยเฮนรี โคแกน (ดูคำประกาศในฉบับแปลของHenry Cogan,1653 : ไม่มีเลขหน้า)
นักประวัติศาสตร์ไทยหลายคนเลือกใช้ข้อมูลของปินโตมาอ้างอิงโดยตลอด อาทิ สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพในพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา มานพ ถาวรวัฒน์สกุลในเรื่องขุนนางอยุธยา(2536) อ้างเรื่องยศขุนนางสมัยอยุธยาตอนกลาง สุเนตร ชุตินทรานนท์ในเรื่องบุเรงนองกะยอดินนรธา(2538) ก็อ้างเอกสารของปินโตซึ่งระบุตรงกับราล์ฟ ฟิตซ์ (Ralph Fitch)ว่า พระเจ้าบุเรงนองนำเอาเรื่องการขอช้างเผือกมาเป็นสาเหตุของสงครามระหว่างสยามกับพม่าใน ค.ศ.1569 เป็นต้น
งานเขียนปินโตบางส่วนมีรูปแบบเป็นจดหมายติดต่อกับบุคคล (Campos,1940,P.21) ดังนั้นจึงไม่ควรมองข้ามความแม่นยำของเวลา (Timing) ที่ระบุในบันทึกของเขา และปินโตยังยืนยันว่าเขาได้รับจดหมายฝากฝัง (Recommended letter) จากผู้สำเร็จราชการโปรตุเกสแห่งเมืองกัว (Goa) เพื่อให้ได้เข้าเฝ้ารับพระราชทานรางวัลจากสมเด็จพระราชินีแคเธอรีนแห่งโปรตุเกส (Cogan,1653 : 317) แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการอ้างอิงพยานบุคคลของเขา
หนังสือ “ Pérégrinação ” ให้ข้อมูลเกี่ยวกับสยามน้อยมาก ซึ่งอาจจะอธิบายได้ว่าตอนกลางคริสต์ศตวรรษที่ 16 ศูนย์กลางของโปรตุเกสในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อยู่ที่มะละกา ปินโตจึงให้ความสำคัญต่อมะละกามากกว่ากรุงศรีอยุธยา การที่ราชสำนักโปรตุเกสสนใจดินแดนทางใต้ของพม่าและชายฝั่งทะเลด้านตะวันออกของจีนก็น่าจะlส่งผลต่อโครงเรื่องของปินโตเช่นกัน การที่เขามีฐานะเป็นเพียงกลาสีเรือ นักผจญภัย แสวงโชค มิใช่บุตรขุนนางชั้นสูง(Fidalgo)หรือนักการทูต พ่อค้าหรือนายทหารที่ถูกส่งจากทางการโปรตุเกสเข้ามาติดต่อกับสยามโดยตรง ทำให้เนื้อหาส่วนใหญ่ในหนังสือของเขาเน้นกล่าวถึงสถานที่ต่างๆตามชายฝั่งมหาสมุทรอินเดียและแปซิฟิกที่เขาเคยเดินทางไปถึงมากกว่าสยาม
หลักฐานของปินโตกับปัญหาในการศึกษาชุมชนโปรตุเกสสมัยอยุธยา
หากนักเรียนประวัติศาสตร์จะนำงานเขียนของปินโตมาใช้ในการตรวจสอบเรื่องราวเกี่ยวกับตำแหน่งหัวหน้าค่ายโปรตุเกส ความสัมพันธ์ของคนภายในค่าย ความสัมพันธ์ระหว่างค่ายโปรตุเกสกับราชสำนักอยุธยา ความสัมพันธ์ระหว่างค่ายโปรตุเกสกับมะละกา กัว มาเก๊า และราชอาณาจักรโปรตุเกส รวมไปถึงอาชีพ จำนวนคนและความเป็นอยู่ในค่ายโปรตุเกสสมัยอยุธยา ก็อาจจะต้องใช้ความพยายามในการวิเคราะห์หลักฐานชิ้นนี้มากพอสมควร
การที่มีเนื้อหาระบุว่า กองทัพพม่านำกระบือและแรดมาลากปืนใหญ่เพื่อทำสงครามกับสยามในฉบับแปลของโคแกน ทำให้วูด(Wood)ชี้ว่างานเขียนของปินโต “เป็นหลักฐานเชิงจินตนาการ” ข้อเสนอของวูดอาจทำให้นักเรียนประวัติศาสตร์เห็นคล้อยไปกับคอนเกรฟที่ระบุว่า ปินโตเป็นคนขี้ปด โชคดีที่ ดร. เจากิง ดึ กัมปุชแย้งว่า ปินโตไม่เคยระบุคำว่า “แรด” ในงานเขียน
พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับหลวงประเสริฐฯ เคยได้รับความเชื่อถือเป็นอย่างยิ่งว่ามีความแม่นยำในเรื่องศักราชและเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ (นิธิ, 2525 : 65) แต่นักประวัติศาสตร์บางท่านก็เคยตั้งข้อสงสัยต่อสถานภาพดังกล่าว (นิธิ, 2525 : 6) ซึ่งถือเป็นความไม่เที่ยงของหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ในทางกลับกันอาจจะมีผู้ใช้บันทึกของปินโตมาตรวจสอบความแม่นยำของเอกสารฉบับใดฉบับหนึ่งอย่างจริงจังในอนาคตบ้างก็ได้
เอกสารอ้างอิง
นิธิ เอียวศรีวงศ์. 2523. ประวัติศาสตร์กรุงรัตนโกสินทร์ในพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา.
นิธิ เอียวศรีวงศ์และอาคม พัฒิยะ. 2525. หลักฐานประวัติศาสตร์ในประเทศไทย.
มานพ ถาวรวัฒน์สกุล. 2536. ขุนนางอยุธยา.
ราชบัณฑิตยสถาน. 2550. กฎหมายตราสามดวงฉบับราชบัณฑิตยสถานเล่ม1.
วิชาการ. กรม . 2531. 470 ปีสัมพันธไมตรีระหว่างไทยและโปรตุเกส.
ศิลปากร. กรม. 2536. การท่องเที่ยวผจญภัยของแฟร์นังด์ มังเดซ ปินโต ค.ศ.1537-1558.
สันต์ ท. โกมลบุตร(แปล). 2510.จดหมายเหตุลาลูแบร์ฉบับสมบูรณ์ เล่ม 1.
สุเนตร ชุตินทรานนท์. 2538. บุเรงนองกะยอดินนรธา.
Campos, Joaquim de. 1959. “Early Portuguese accounts of Thailand” Journal of The Siam Society Volume VII.
Cogan, Henry. trans. 1653. The Voyages and Adventures of Fernand Mendez Pinto.
Collins, The. 1987. English Portuguese Portuguese English Dictionary.
Hutchinson, E.W. 1940. Adventurers in Siam in the Seventeen Century.
Wood, W.A.R. 1959 . “Fernão Mendez Pinto’s Account of Events in Siam” Journal of The Siam Society Volume VII.
โดย
พิทยะ ศรีวัฒนสาร
Bidya Sriwattanasarn
(นำเสนอและตีพิมพ์เผยแพร่ครั้งแรกในการประชุมทางวิชาการของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ครั้งที่48 วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2553)
บทคัดย่อ
บันทึกความทรงจำของแฟร์เนา เมนเดซ ปินโต( Fernão Mendez Pinto ค.ศ.1509-1583) เรื่อง “Pérégrinação”ถูกตีพิมพ์เผยแพร่ครั้งแรกในปีค.ศ.1614 เป็นเรื่องเกี่ยวกับสภาพแวดล้อม ภูมิประเทศ ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณี และเหตุการณ์บ้านเมืองต่างๆ รวมทั้งอัตชีวประวัติของเขาอย่างน่าตื่นเต้นและเหลือเชื่อ จนมีการใช้ชื่อของปินโตเล่นคำเชิงล้อเลียนว่าพูดจริงหรือเท็จอย่างสนุกสนานโดยชนชาติศัตรูของโปรตุเกสในยุโรปหรือแม้แต่ชาวโปรตุเกสบางคน บันทึกของปินโตถูกอ้างอิงจากนักประวัติศาสตร์ไทยอย่างกว้างขวางนับตั้งแต่สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพมาจนปัจจุบันเมื่อกล่าวถึงบทบาทของทหารรักษาพระองค์ชาวโปรตุเกส และการพระราชทานที่ดินให้พวกเขาตั้งถิ่นฐานและปฏิบัติศาสนพิธีในสมัยอยุธยา จึงเป็นที่มาของการตรวจสอบว่าหนังสือฉบับนี้มีสถานะเป็นหลักฐานประวัติศาสตร์นิพนธ์หรือเป็นเพียงนิยายผจญภัย
คำสำคัญ: แฟร์เนา เมนเดซ ปินโต , หลักฐานประวัติศาสตร์นิพนธ์หรือนิยายผจญภัย , ทหารรักษาพระองค์ชาวโปรตุเกส, สมัยอยุธยา
Abstract
Memoir of Fernão Mendez Pinto(1509-1583), “Pérégrinação”,1st published in 1614, informed us about contemporary environment, geography, history, culture, customs, traditions and events of the lands he visited, including with his exciting and unbelievable biography. This caused enemies of the Portuguese nation in Europe and even some one in Portugal, used his name so funny as a banter-pun. His memoir had been generally referred by Thai historians for long time since H.R.H. Prince Damrong up to the present day, concerning to issues of the role of the Portuguese royal bodyguards and the royal conferring land for them to be their settlement and to proceed their religious ritual in Ayutthaya Period. So, it was the main problem to examine that the book was an account of historiography or just an adventurous novel.
Key Words: Fernão Mendez Pinto, an account of historiography or an adventurous novel,Portuguese royal bodyguards, Ayutthaya period
คำนำ
“Pérégrinação หรือ Pérégrinaçam” แปลว่า “long tour,long travels” ตรงกับคำว่า “Peregrination“ หรือ “Pilgrimage” หมายถึง การเดินทางการท่องเที่ยว หรือการเดินทางแสวงบุญ
เมื่อแบร์นารด์ ฟิกูอิเยร์(Bernard Figuier) แปลงานเขียนของปินโตเป็นภาษาฝรั่งเศสในค.ศ. 1628 เขาใช้ชื่อ ว่า “les voyages adventureux de fernando mendez pinto 1537-1558” และมีชื่อภาษาอังกฤษโดยการแปลของเฮนรี โคแกนว่า “The Voyages and Adventures of Fernand Mendez Pinto” (1653)
อย่างไรก็ดี นักประวัติศาสตร์และผู้อ่านจำนวนไม่น้อยกลับมีความสงสัยต่อความเก่งกล้าสามารถของปินโต บางคนประนามว่างานเขียนของเขาเป็นเรื่องโกหกเพื่อความมีชื่อเสียงของตน แม้แต่ชาวโปรตุเกสเองก็ยังนำชื่อของเขาไปล้อเลียนว่า “ Fernâo , Mendez? Pinto!(Fernâo, do you lie? Yes, I lie! )” ทั้งๆ ที่ปินโตไม่เคยระบุว่า “Pérégrinação” เป็นนิยายประโลมโลก ( Fiction) แต่กลับบอกว่า บันทึกของเขาเปรียบเป็น “ตำรา”ในการสำรวจดินแดนและการเดินเรือไปยังดินแดนต่างๆในโลกตะวันออก ผู้เขียนจึงได้เสนอแนวทางศึกษาเพื่อชี้ให้เห็นคุณค่าทางประวัติศาสตร์ของบันทึกฉบับนี้
ประวัติของปินโต
ปินโตเป็นชาวเมืองมองเตอมูร์เก่า (Montemor-o-velho) ใกล้เมืองกูอิงบรา (Coinbre) ในราชอาณาจักรโปรตุเกส ปินโตเกิดในครอบครัวยากจนระหว่างค.ศ. 1509-1512 เมื่ออายุประมาณ 10 หรือ 12 ขวบจึงต้องเป็นเด็กรับใช้ของสุภาพสตรีผู้หนึ่ง ในค.ศ. 1523 ชีวิตของเขาตกอยู่ในอันตรายจนต้องหลบหนีลงเรือจากเมืองกูแอ ดึ เปดรา (Cue de Pedra) การผจญภัยของปินโตเริ่มขึ้นเมื่อเดินทางไปถึงเมืองดิว (Diu) ในอินเดียในค.ศ.1538 ขณะมีอายุได้ 28 ปี เขาเดินทางกลับมาตุภูมิเมื่อวันที่ 22 กันยายน ค.ศ. 1558 รวมเป็นเวลา 21 ปีของการแสวงโชคในเอเชีย ปินโตเคยเดินทางไปในเอธิโอเปีย จีน อาณาจักรของชาวตาร์ตาร์ (Tataria) โคชินไชนา สยาม พะโค ญี่ปุ่น และหมู่เกาะอินเดียตะวันออกในน่านน้ำอินโดนีเซียปัจจุบัน
ปินโตเคยเผชิญปัญหาเรืออับปาง 5 ครั้ง ถูกขาย 16 ครั้งและถูกจับเป็นทาสถึง 13 ครั้ง ชีวิตในเอเชียของปินโตเคยผ่านการเป็นทั้งกลาสีเรือ ทหาร พ่อค้า ทูตและนักสอนศาสนา (missionary) เมื่อเดินทางกลับไปถึงโปรตุเกสในปีค.ศ.1558 เขาจึงพยายามติดต่อขอรับพระราชทานบำเหน็จรางวัล เนื่องจากได้ปฏิบัติหน้าที่เพื่อชาติและศาสนาอย่างเต็มที่ แต่กลับไม่ได้รับความสนใจจากราชสำนัก ปินโตจึงไปใช้ชีวิตอยู่ที่เมืองปรากัล(Pragal) ใกล้เมืองอัลมาดา (Almada) ทางใต้ของโปรตุเกส ปินโตเขียนหนังสือชื่อ “Pérégrinação”ขึ้น และถูกตีพิมพ์หลังจากเขาถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม ค.ศ. 1583
ปินโตเคยเดินทางเข้าสยาม 2 ครั้ง (กรมวิชาการ, 2531 : 115) ครั้งแรกเข้ามาในปัตตานีและนครศรีธรรมราชก่อนค.ศ.1548 ครั้งที่ 2 เข้ามายังกรุงศรีอยุธยาในรัชสมัยสมเด็จพระไชยราชาธิราช (ค.ศ.1534-1546) นักประวัติศาสตร์บางคนนำหลักฐานของฝ่ายไทยเข้าไปตรวจสอบความน่าเชื่อถือในเอกสารของเขาหลายประเด็น และชี้ให้เห็นความคลาดเคลื่อนของศักราชที่เขาอ้างถึง
หลังจากปินโตถึงแก่กรรม บุตรีของเขาได้มอบต้นฉบับหนังสือเรื่อง “Pérégrinação” ให้แก่นักบวชสำนักหนึ่งแห่งกรุงลิสบอน ต่อมากษัตริย์ฟิลิปที่ 1 (Philip I of Portugal,1581-1598 และทรงเป็นกษัตริย์ฟิลิปที่ 2 แห่งสเปน - Philip II of Spain,1556-1598) ทรงได้ทอดพระเนตรงานนิพนธ์ชิ้นนี้ บุตรีของปินโตจึงได้รับพระราชทานบำเหน็จรางวัลแทนบิดา
งานเขียนของปินโตตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ ค.ศ.1614 และแปลเป็นภาษาต่างๆ อาทิ ภาษาฝรั่งเศส (1628) ภาษาอังกฤษ (1653) ใน ค.ศ.1983 กรมศิลปากรได้เผยแพร่บันทึกของปินโตบางส่วนในชื่อ “การท่องเที่ยวผจญภัยของแฟร์นังด์ มังเดซ ปินโต ค.ศ1537-1558” แปลโดยสันต์ ท. โกมลบุตร ต่อมากรมศิลปากรร่วมกับกรมวิชาการกระทรวงศึกษาธิการตีพิมพ์ผลงานบางส่วนของเขาเผยแพร่อีกครั้งใน ค.ศ.1988 โดยแปลจากหนังสือชื่อ “Thailand and Portugal : 470 Years of Friendship”
รูปแบบการนำเสนอ
งานเขียนของปินโตนำเสนอในรูปของร้อยแก้ว บางตอนก็ระบุว่าเป็นเรื่องที่ได้ยินได้ฟังมาจากคำบอกเล่าและการสอบถามผู้รู้ อาทิ เหตุการณ์เมื่อสมเด็จพระไชยราชาธิราชเสด็จสวรรคต บางตอนก็ระบุว่าเป็นประสบการณ์ของตน เช่น เหตุการณ์เดินทางเข้ามายังสยาม 2 ครั้ง (กรมวิชาการ, 2531: 115) เป็นต้น
ปินโตระบุว่า การเล่าเรื่องการเดินทางของเขามีจุดมุ่งหมายเพื่อให้มีการเรียนรู้สภาพภูมิศาสตร์ของโลกให้มากยิ่งขึ้น มิได้มีจุดประสงค์ที่จะก่อให้เกิดความท้อถอยในการติดต่อกับดินแดนแถบเอเชีย เขาระบุว่าอุทิศการทำงานให้แก่พระเจ้ามิได้หวังชื่อเสียง สิ่งที่ผลักดันให้เขาเดินทางไปยังตะวันออก คือ ธรรมชาติของลูกผู้ชาย เขาแสดงความขอบคุณพระเจ้าและสวรรค์ที่ช่วยให้รอดพ้นจากภยันตราย(Henry Cogan, 1653 :1-2)
ส่วนเฮนรี โคแกนระบุว่า จุดมุ่งหมายในการแปลหนังสือ“Pérégrinação” จากภาษาฝรั่งเศสเป็นภาษาอังกฤษ คือ ต้องการให้ผู้อ่านทั่วไปเกิดความพึงพอใจและกระตุ้นให้มีการสำรวจและค้นคว้าทางภูมิศาสตร์ เพื่อเป็นบทเรียนในการหลีกเลี่ยงปัญหาเรืออับปาง เพื่อทัศนศึกษาดินแดนต่างๆในโลกกว้างและเพื่อเรียนรู้เรื่องราวของ“คนป่าเถื่อน”(Henry Cogan, 1653 : A-B)
จุดมุ่งหมายที่จริงจังทั้งของปินโตและโคแกนสะท้อนให้เห็นคุณค่าของเหตุการณ์ สถานที่ ทรัพยากร อารมณ์ ความรู้สึกและวัฒนธรรมอันหลากหลายของผู้คนที่ปรากฏในหนังสือ “Pérégrinação” อย่างไม่อาจมองข้ามได้ งานของปินโตจึงได้รับการอ้างอิงอย่างกว้างขวาง อย่างน้อยบันทึกของปินโตฉบับแปลภาษาฝรั่งเศสค.ศ.1628 ก็ถูกอ้างอิงโดยซิมอง เดอ ลาลูแบร์ (Simon de Laloubère) นักเดินทางซึ่งเข้ามายังกรุงศรีอยุธยาปลายรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์ เรื่องจำนวนเรือที่เข้ามาค้าขายในกรุงศรีอยุธยาก่อนหน้าการเข้ามาของตน (จดหมายเหตุลาลูแบร์ฉบับสมบูรณ์ เล่ม 1,2510 : 502) โดยเป็นที่น่าสงสัยว่าหากลาลูแบร์เคยได้ยินการเสียดสีงานเขียนของปินโตมาบ้างก่อนที่จะเดินทางเข้ามาสยาม เขาควรจะได้ตรวจสอบข้อมูลและหลักฐานจากผู้รู้พื้นเมืองชาวสยามอีกครั้ง ก่อนจะตีพิมพ์งานเขียนของตนที่กรุงอัมสเตอร์ดัมในปีค.ศ.1714 เพราะงานเขียนของปินโตเคยถูกล้อเลียนมาแล้วอย่างอื้อฉาว แต่กลับไม่ปรากฏข้อวิพากษ์ความน่าเชื่อถือของปินโตในงานของลาลูแบร์
คุณค่าทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับราชอาณาจักรสยาม
บันทึกของปินโตนับเป็นเอกสารสำคัญที่กล่าวถึงเรื่องราวส่วนหนึ่งเกี่ยวกับทรัพยากร การทหาร วัฒนธรรม ประเพณี ความเชื่อ กฎหมายและเรื่องราวในราชสำนักสยามกลางคริสต์ศตวรรษที่ 16 และมักจะถูกอ้างอิงเสมอเมื่อกล่าวถึงบทบาททางการทหารของชุมชนโปรตุเกสในรัชสมัยสมเด็จพระไชยราชาธิราช (ค.ศ.1543-1546) เมื่อเกิดศึกระหว่างสยามกับเชียงใหม่ขึ้นใน ค.ศ.1548 (พ.ศ.2091) ปินโต กล่าวว่า
“ชาวต่างประเทศทุกๆชาติที่ไปร่วมรบกับกษัตริย์สยามนั้นต่างก็ได้รับคำมั่นสัญญาว่าจะได้รับบำเหน็จรางวัล การยกย่อง ผลประโยชน์ ความชื่นชมและเกียรติยศชื่อเสียง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะได้รับอนุญาตให้สร้างโบสถ์เพื่อการปฏิบัติศาสนกิจในแผ่นดินสยามได้....”
การร่วมรบในกองทัพสยามครั้งนั้นปินโตสะท้อนให้เห็นว่าเป็นการถูกเกณฑ์ เพราะหากไม่ให้ความร่วมมือก็จะถูกขับออกไปภายใน 3 วัน เหตุนี้จึงมีชาวโปรตุเกสถึง 120 คน จากจำนวน 130 คน อาสาเข้าร่วมรบ เหตุการณ์ดังกล่าวบันทึกในพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขาว่า เป็นศึกเมืองเชียงกรานซึ่งเกิดขึ้นเมื่อค.ศ.1538 (พ.ศ.2081) คลาดเคลื่อนไปจากที่ระบุในหลักฐานของปินโต 10 ปี แม้เหตุการณ์นี้สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพจะทรงอ้างอิงจากหนังสือของปินโตก็ตาม
เรื่องราวในหนังสือ Pérégrinação สอดคล้องกับงานเขียนของนักประวัติศาสตร์ชาวโปรตุเกสหลายคน อาทิ เรื่องบทบาทของโดมิงกุส ดึ ไซซัส (Domingos de Seisus)ในกองทัพสยาม ซึ่งเคยถูกจองจำและรับราชการเป็นนายทหารในกรุงศรีอยุธยา (กรมวิชาการ , 2531: 109) ก็ได้รับการยืนยันในงานเขียนของจูอาว เดอ บารอส (João de Baros) เช่นกัน (กรมวิชาการ,2531 : 95) นอกจากนี้ อี.ดับเบิลยู. ฮัทชินสัน(E.W. Hutchinson) ก็อ้างตามหลักฐานของปินโตว่า
“ทหารโปรตุเกสจำนวน 120 คนซึ่งสมเด็จพระไชยราชาธิราชทรงจ้างเป็นทหารรักษาพระองค์(bodyguards)ได้สอนให้ชาวสยามรู้จักใช้ปืนใหญ่”
ดร.เจากิง ดึ กัมปุชนัประวัติศาสตร์ชาวโปรตุเกส อดีตกงสุลโปรตุเกส ณ กรุงเทพฯเมื่อค.ศ1936 ชี้ว่า บทบาทของทหารอาสาชาวโปรตุเกสในสมัยสมเด็จพระไชยราชาธิราชอาจส่งผลให้มีการเริ่มปรับปรุงตำราพิชัยสงครามภายใต้การช่วยเหลือของที่ปรึกษาชาวโปรตุเกส จนเป็นที่มาของการตั้ง “กรมทหารฝารั่งแม่นปืน” ใน หนังสือ“ศักดินาทหารหัวเมือง” ซึ่งประกอบด้วยทหารเชื้อสายโปรตุเกสจำนวน 170 นาย จนถึงสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ใกล้เคียงกับจำนวนของทหารอาสาโปรตุเกส 120 คน ในสมัยสมเด็จพระไชยราชาธิราช
ความน่าเชื่อถือ
หนังสือของปินโตถูกตีพิมพ์เผยแพร่อย่างกว้างขวางในยุโรป เป็นเหตุให้เขาถูกวิจารณ์อย่างรุนแรง วิลเลียม คอนเกรฟ (William Congreve, 1670-1729) นักเขียนบทละครชาวอังกฤษได้แทรกผลงานกวีในบทละครชื่อ “Love for Love” (ค.ศ.1695) เยาะเย้ยว่า “Mendez Pinto was but a type of thee, thou liar of the first magnitude.” (กรมศิลปากร, 2526 : 42 ) เซอร์ ริชาร์ด เบอร์ตัน ( Sir Richard Burton) ในงานเขียนชื่อ “The Third Voyage of Sinbad, the Sailor” ระบุว่า การผจญภัยของปินโตมีลักษณะคล้ายกับเรื่องราวในนิยายอาหรับและตั้งฉายาเขาว่า “ซินแบดแห่งโปรตุเกส”
ดับเบิลยู. เอ.อาร์. วูด (W.A.R. Wood) ชี้ว่าควรจะอ่านงานเขียนของปินโตในฐานะที่เป็นเรื่องราวของชายชราที่ได้เดินทางกลับไปสู่มาตุภูมิอีกครั้งหนึ่งเพื่อความบันเทิง มิใช่เป็นหลักฐานประวัติศาสตร์ที่เขียนขึ้นวันต่อวัน และตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับความแม่นยำของปีศักราชในบันทึกชิ้นนี้ด้วย
อย่างไรก็ดีดร.เจากิง ดึ กัมปุช ชี้ว่าหลักฐานของปินโตแสดงให้เห็นว่าเขาเคยเดินทางเข้ามายังสยามจริง (Campos, 1940 : 14-15) และสิ่งที่สนับสนุนความน่าเชื่อถือในงานของปินโต คือ การยกงานเขียนในชั้นหลังๆมาเทียบเคียงความเป็นไปได้และความถูกต้องของเรื่องราวโดยเฮนรี โคแกน (ดูคำประกาศในฉบับแปลของHenry Cogan,1653 : ไม่มีเลขหน้า)
นักประวัติศาสตร์ไทยหลายคนเลือกใช้ข้อมูลของปินโตมาอ้างอิงโดยตลอด อาทิ สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพในพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา มานพ ถาวรวัฒน์สกุลในเรื่องขุนนางอยุธยา(2536) อ้างเรื่องยศขุนนางสมัยอยุธยาตอนกลาง สุเนตร ชุตินทรานนท์ในเรื่องบุเรงนองกะยอดินนรธา(2538) ก็อ้างเอกสารของปินโตซึ่งระบุตรงกับราล์ฟ ฟิตซ์ (Ralph Fitch)ว่า พระเจ้าบุเรงนองนำเอาเรื่องการขอช้างเผือกมาเป็นสาเหตุของสงครามระหว่างสยามกับพม่าใน ค.ศ.1569 เป็นต้น
งานเขียนปินโตบางส่วนมีรูปแบบเป็นจดหมายติดต่อกับบุคคล (Campos,1940,P.21) ดังนั้นจึงไม่ควรมองข้ามความแม่นยำของเวลา (Timing) ที่ระบุในบันทึกของเขา และปินโตยังยืนยันว่าเขาได้รับจดหมายฝากฝัง (Recommended letter) จากผู้สำเร็จราชการโปรตุเกสแห่งเมืองกัว (Goa) เพื่อให้ได้เข้าเฝ้ารับพระราชทานรางวัลจากสมเด็จพระราชินีแคเธอรีนแห่งโปรตุเกส (Cogan,1653 : 317) แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการอ้างอิงพยานบุคคลของเขา
หนังสือ “ Pérégrinação ” ให้ข้อมูลเกี่ยวกับสยามน้อยมาก ซึ่งอาจจะอธิบายได้ว่าตอนกลางคริสต์ศตวรรษที่ 16 ศูนย์กลางของโปรตุเกสในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อยู่ที่มะละกา ปินโตจึงให้ความสำคัญต่อมะละกามากกว่ากรุงศรีอยุธยา การที่ราชสำนักโปรตุเกสสนใจดินแดนทางใต้ของพม่าและชายฝั่งทะเลด้านตะวันออกของจีนก็น่าจะlส่งผลต่อโครงเรื่องของปินโตเช่นกัน การที่เขามีฐานะเป็นเพียงกลาสีเรือ นักผจญภัย แสวงโชค มิใช่บุตรขุนนางชั้นสูง(Fidalgo)หรือนักการทูต พ่อค้าหรือนายทหารที่ถูกส่งจากทางการโปรตุเกสเข้ามาติดต่อกับสยามโดยตรง ทำให้เนื้อหาส่วนใหญ่ในหนังสือของเขาเน้นกล่าวถึงสถานที่ต่างๆตามชายฝั่งมหาสมุทรอินเดียและแปซิฟิกที่เขาเคยเดินทางไปถึงมากกว่าสยาม
หลักฐานของปินโตกับปัญหาในการศึกษาชุมชนโปรตุเกสสมัยอยุธยา
หากนักเรียนประวัติศาสตร์จะนำงานเขียนของปินโตมาใช้ในการตรวจสอบเรื่องราวเกี่ยวกับตำแหน่งหัวหน้าค่ายโปรตุเกส ความสัมพันธ์ของคนภายในค่าย ความสัมพันธ์ระหว่างค่ายโปรตุเกสกับราชสำนักอยุธยา ความสัมพันธ์ระหว่างค่ายโปรตุเกสกับมะละกา กัว มาเก๊า และราชอาณาจักรโปรตุเกส รวมไปถึงอาชีพ จำนวนคนและความเป็นอยู่ในค่ายโปรตุเกสสมัยอยุธยา ก็อาจจะต้องใช้ความพยายามในการวิเคราะห์หลักฐานชิ้นนี้มากพอสมควร
ปินโตระบุว่า นักสอนศาสนาจำเป็นต้องเผยแพร่ศาสนาภายใต้นโยบายของราชสำนักหรือผู้สำเร็จราชการโปรตุเกสแห่งเมืองกัวเช่นเดียวกับข้าราชการทั่วไป เมื่อนักบุญฟรานซิส ซาเวียร์(St. Francis Xavier)จะออกไปเผยแพร่ศาสนาในญี่ปุ่น ท่านต้องเดินทางจากมะละกาไปยังกัว เพื่อรับฟังนโยบายของผู้สำเร็จราชการโปรตุเกสแห่งอินเดียก่อน (กรมศิลปากร, 2526 : 35) การที่ปินโตเคยเป็นทูตของข้าหลวงโปรตุเกสแห่งมะละกาไปยังรัฐต่างๆในภูมิภาคแถบนี้ อีกทั้งยังเคยเป็นทหารและนักสอนศาสนาของโปรตุเกสด้วย เขาจึงน่าจะเป็นบุคคลที่มีเกียรติพอที่จะได้รับความเชื่อถือจากผู้มีฐานะเป็นศัตรูชาติโปรตุเกสในยุโรปหรือแม้แต่ชาวโปรตุเกสบางคน และเขาไม่เคยถูกนักประวัติศาสตร์โปรตุเกส อาทิ ดูอาร์ตึ บาร์บูซา(Duarte Barbosa) จูอาว ดึ บารอส(João de Baros )และคาสปาร์ คอร์รีอา(Caspar Correa)เสียดสีเลยแม้แต่น้อย
การที่มีเนื้อหาระบุว่า กองทัพพม่านำกระบือและแรดมาลากปืนใหญ่เพื่อทำสงครามกับสยามในฉบับแปลของโคแกน ทำให้วูด(Wood)ชี้ว่างานเขียนของปินโต “เป็นหลักฐานเชิงจินตนาการ” ข้อเสนอของวูดอาจทำให้นักเรียนประวัติศาสตร์เห็นคล้อยไปกับคอนเกรฟที่ระบุว่า ปินโตเป็นคนขี้ปด โชคดีที่ ดร. เจากิง ดึ กัมปุชแย้งว่า ปินโตไม่เคยระบุคำว่า “แรด” ในงานเขียน
คำศัพท์ที่ปินโตใช้ คือ “bada หรือ abada” ในคริสต์ศตวรรษที่16นั้น หมายถึง สัตว์ป่า หรือ สัตว์เลี้ยงที่กลายเป็นสัตว์ป่า แม้นักเขียนบางคน เช่น บาทหลวง กาสปาร์ ดึ ครูซ (Fr. Gaspar de Cruz) จะใช้คำดังกล่าวเรียกแรดก็ตาม
บาร์โบซา (Duarte Barbosa) จูอาว ดึ บารอส (João de Baros ) และ คาสปาร์ คอร์รีอา (Caspar Correa) ต่างก็ใช้คำว่า “ganda” ซึ่งมาจากรากศัพท์ภาษาสันสกฤตเมื่อกล่าวถึงแรด ขณะที่นักรวบรวมพจนานุกรม ชื่อ บลูโต (Bluteau, 1727) แปลคำว่า “abada คือ สัตว์ป่าชนิดหนึ่ง” ซึ่งถือเป็นหลักฐานสำคัญในการโต้แย้งประเด็นที่มีการแปล “abada” ว่า “แรด” (Campos, 1959 : 228) แม้ในภาษามาเลย์จะมีคำว่า “badâk” แปลว่า “แรด” แต่ในภาษาอาหรับก็มีคำว่า “abadat” หมายถึง “สัตว์ที่มีรูปร่างเป็นสีน้ำตาล” หรือ “สัตว์ป่า” หรือ “สัตว์เลี้ยงที่หลบหนีไปจนกลายเป็นสัตว์ป่า”
ดึ กัมปุช ระบุว่า คำว่า “abada” ถูกแปลว่า “แรด” ในคริสต์ศตวรรษที่17 ทำให้ “abada” ในบันทึกของปินโตจึงถูกฟิกูอิเยร์และโคแกนแปลว่า “แรด”ในเวลาต่อมา สำหรับปินโตนั้น เขาจะใช้คำว่า “abada” เมื่อกล่าวถึง “จามรี(yaks)” ซึ่งเป็นสัตว์ต่าง (beast of burden) ในตาตาเรีย (Tataria) เพราะไม่มีศัพท์ดังกล่าวในภาษาโปรตุเกส และใช้คำภาษาอาหรับว่า “abida” ในที่อื่นๆอีกร่วม12ครั้งเมื่อกล่าวถึงสัตว์ใหญ่คล้ายแรดหรือสัตว์ต่างชนิดอื่นซึ่งไม่อาจหาคำมาใช้แทนได้
สรุป
ผู้เขียนเห็นว่างานนิพนธ์ของปินโตมีคุณค่าในทางประวัติศาสตร์มากกว่าจะถูกมองว่าเป็นเพียงวรรณกรรมประโลมโลกหรือนิยายผจญภัยของกลาสีเรือ แม้เนื้อหาบางตอนจะดูตื่นเต้นเร้าใจ เกินกว่าจะมีความสมจริงตามทัศนะของนักประวัติศาสตร์ แต่ก็ไม่ควรลืมจารีตการเขียนมหากาพย์อีเลียดและโอเดสซีของมหากวีโฮเมอร์ ซึ่งเป็นที่มาของการขุดค้นพบหลักฐานโบราณคดีสมัยเทพปกรณัมกรีกที่เมืองทรอย และในสภาวะที่ยุโรปเพิ่งจะพ้นจากยุคแห่งการจุดไฟเผาหญิงสาวที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นแม่มดและยังคงเคร่งต่อจริยธรรมทางศาสนา มีใครบ้างที่จะกล้าเปิดเผยต่อสาธารณชนว่าตนเองเคยรับประทานเนื้อมนุษย์เพื่อประทังชีวิตกลางทะเลหลังจากถูกโจรสลัดโจมตี
สรุป
ผู้เขียนเห็นว่างานนิพนธ์ของปินโตมีคุณค่าในทางประวัติศาสตร์มากกว่าจะถูกมองว่าเป็นเพียงวรรณกรรมประโลมโลกหรือนิยายผจญภัยของกลาสีเรือ แม้เนื้อหาบางตอนจะดูตื่นเต้นเร้าใจ เกินกว่าจะมีความสมจริงตามทัศนะของนักประวัติศาสตร์ แต่ก็ไม่ควรลืมจารีตการเขียนมหากาพย์อีเลียดและโอเดสซีของมหากวีโฮเมอร์ ซึ่งเป็นที่มาของการขุดค้นพบหลักฐานโบราณคดีสมัยเทพปกรณัมกรีกที่เมืองทรอย และในสภาวะที่ยุโรปเพิ่งจะพ้นจากยุคแห่งการจุดไฟเผาหญิงสาวที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นแม่มดและยังคงเคร่งต่อจริยธรรมทางศาสนา มีใครบ้างที่จะกล้าเปิดเผยต่อสาธารณชนว่าตนเองเคยรับประทานเนื้อมนุษย์เพื่อประทังชีวิตกลางทะเลหลังจากถูกโจรสลัดโจมตี
ข้อถกเถียงในงานของปินโตอาจจะมีอยู่ไม่น้อย แต่มีหลักฐานประวัติศาสตร์ชิ้นใดบ้างที่ปราศจากคำถามและความเคลือบแคลง งานของปินโตถูกตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับความแม่นยำของศักราช ซึ่งอาจถือเป็นข้อยกเว้นในเรื่องคุณภาพคสวามน่าเชื่อถือในเรื่องศักราช เนื่องจากบันทึกของเขาเป็นเอกสารที่เขียนขึ้นจากความทรงจำเมื่อเดินทางกลับไปใช้ชีวิตอยู่ในโปรตุเกสระยะหนึ่งแล้ว
พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับหลวงประเสริฐฯ เคยได้รับความเชื่อถือเป็นอย่างยิ่งว่ามีความแม่นยำในเรื่องศักราชและเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ (นิธิ, 2525 : 65) แต่นักประวัติศาสตร์บางท่านก็เคยตั้งข้อสงสัยต่อสถานภาพดังกล่าว (นิธิ, 2525 : 6) ซึ่งถือเป็นความไม่เที่ยงของหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ในทางกลับกันอาจจะมีผู้ใช้บันทึกของปินโตมาตรวจสอบความแม่นยำของเอกสารฉบับใดฉบับหนึ่งอย่างจริงจังในอนาคตบ้างก็ได้
เอกสารอ้างอิง
นิธิ เอียวศรีวงศ์. 2523. ประวัติศาสตร์กรุงรัตนโกสินทร์ในพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา.
นิธิ เอียวศรีวงศ์และอาคม พัฒิยะ. 2525. หลักฐานประวัติศาสตร์ในประเทศไทย.
มานพ ถาวรวัฒน์สกุล. 2536. ขุนนางอยุธยา.
ราชบัณฑิตยสถาน. 2550. กฎหมายตราสามดวงฉบับราชบัณฑิตยสถานเล่ม1.
วิชาการ. กรม . 2531. 470 ปีสัมพันธไมตรีระหว่างไทยและโปรตุเกส.
ศิลปากร. กรม. 2536. การท่องเที่ยวผจญภัยของแฟร์นังด์ มังเดซ ปินโต ค.ศ.1537-1558.
สันต์ ท. โกมลบุตร(แปล). 2510.จดหมายเหตุลาลูแบร์ฉบับสมบูรณ์ เล่ม 1.
สุเนตร ชุตินทรานนท์. 2538. บุเรงนองกะยอดินนรธา.
Campos, Joaquim de. 1959. “Early Portuguese accounts of Thailand” Journal of The Siam Society Volume VII.
Cogan, Henry. trans. 1653. The Voyages and Adventures of Fernand Mendez Pinto.
Collins, The. 1987. English Portuguese Portuguese English Dictionary.
Hutchinson, E.W. 1940. Adventurers in Siam in the Seventeen Century.
Wood, W.A.R. 1959 . “Fernão Mendez Pinto’s Account of Events in Siam” Journal of The Siam Society Volume VII.
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)