วันอังคารที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2553

วันชาติโปรตุเกส 10 มิถุนายน 2010

วันชาติโปรตุเกส 10 มิถุนายน 2010
รายงานโดย พิทยะ ศรีวัฒนสาร




วันชาติโปรตุเกสปีนี้ (2010) จัดขึ้นที่โรงแรมรอยัล ออคิด เชอราตัน(The Royal Orchid Sheraton Hotel) สี่พระยา เวลา 18.00 น. รัฐบาลโปรตุเกสถือเอาวันถึงแก่อนิจกรรมของ ลูอิช ดึ กามอยช์ (Luís de Camões)กวีเอกชาวโปรตุเกส เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน ค.ศ. 1580 เป็นวันชาติโปรตุเกส วันที่ 10 มิถุนายน ของทุกปีจึงเป็นทั้งวันของกามอยช์(Dia de Camões) วันชาติโปรตุเกส(Dia de Portugal) และวันแห่งประชาคมโปรตุเกส(das Comunidades Portuguesas) ด้วย


ผลงานสำคัญของ ลูอิช ดึ กามอยช์ คือ วรรณกรรมเรื่อง "Os Lusiadas"ซึ่งถือเป็นบทกวีประจำชาติโปรตุเกส อันมีเนื้อหาสดุดีประวัติศาสตร์และการประสบความสำเร็จในการสำรวจดินแดนสู่โลกตะวันออกเป็นชาติแรกของยุโรปในคริสต์ศตวรรษที่16

ในภาพฯพณฯ เอกอัครราชทูตโปรตุเกส ณ กรุงเทพฯ (H. E. Mr. António de Faria e Maya)กำลังกล่าวสดุดีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศโปรตุเกสกับประเทศไทยขณะเปิดงาน ก่อนจะมีการร่วมดื่มถวายพระพรแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ


ผู้มีเกียรติและบรรดาทูตานุทูตจากมิตรประเทศ

แขกผู้มีเกียรติมาร่วมงานประมาณ 300 คนเศษ

ขนมฝรั่งกุฎีจีนถูกลดขนาดพอดีพอคำ

หน้าตาคล้ายขนมหม้อแกง

หลังจากการเต้นรำแบบโปรตุเกสซึ่งได้รับการฝึกสอนจากมาดามของท่านทูต หนูน้อยจากโรงเรียนในชุมชนกุฎีจีนก็นั่งเติมพลังกัน

คุณศานติ สุวรรณศรี มัคคุเทศก์ท้องถิ่นแห่งโบสถ์ซางตาครูซ ผู้สืบทอดเชื้อสายมาจากบรรพบุรุษชาวโปรตุเกสแห่งย่านกุฎีจีน

แขกรับเชิญท่านหนึ่งถูกนำใบหน้ามาเปรียบเทียบกับคุณศานติ สุวรรณศรี

ภาพเปรียบเทียบใบหน้าของชาวโปรตุเกสที่มาร่วมงานวันชาติโปรตุเกสกับเค้าโครงใบหน้าของคุณศานติ สุวรรณศรี

วันพฤหัสบดีที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2553

อาชีพของชาวโปรตุเกสในสยาม(ค.ศ.1511-1767): มุมมองใหม่กับความหลากหลายที่แฝงเร้น

Special Seminar on “Five Centuries Relations Between Thailand and Portugal” organized by
Centre for European Studies, Chulalonkorn University and the Embassy of Portugal
Friday, June 14th 2002, Room 105, Building 1,
Facculty of Arts, Chulaongkorn University
โดย
พิทยะ ศรีวัฒนสาร
คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์
Bidya Sriwattanasarn, Dhurakijpundit University

การบรรยายพิเศษเรื่อง อาชีพชาวโปรตุเกสในสยาม 1511-1767: มุมมองใหม่กับความหลากหลายที่แฝงเร้นนี้ จัดโดยศูนย์ยุโรปศึกษาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่หอประชุมใหญ่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อ 14 มิถุนายน ค.ศ. 2546 ต่อมาถูกตีพิมพ์ครั้งแรกในเอกสารประกอบการสัมมนาชื่อ "ความสัมพันธ์ ไทย ยุโรป จากอดีตสู่ปัจจุบัน เยอรมนี โปรตุเกส รัสเซีย", พรสรรค์ วัฒนางกูร (บรรณาธิการ) กรุงเทพฯ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

-อารัมภบท
Bon dia signors e signoras. Como esta? Good morning ladies and gentlemen. กราบเรียนฯพณฯ เอกอัครราชทูตโปรตุเกส ณ กรุงเทพฯ ผู้อำนวยการศูนย์ยุโรปศึกษา และท่านผู้มีเกียรติทั้งหลาย ผู้เขียนรู้สึกยินดีที่ได้มีโอกาสร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการสัมมนาพิเศษ ฉลองห้าศตวรรษความสัมพันธ์ระหว่างไทย-โปรตุเกสในครั้งนี้

บทความเรื่อง อาชีพของชาวโปรตุเกสในสยาม(ค.ศ.1511-1767): มุมมองใหม่กับความหลากหลายที่แฝงเร้น เป็นความพยายามที่จะอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างกรุงศรีอยุธยากับโปรตุเกสในลักษณะของประวัติศาสตร์สังคม โดยการวิเคราะห์และเชื่อมโยงการตีความเอกสารด้วยทัศนะที่มองลึกลงไปยิ่งกว่าการชี้นำของหลักฐานที่มากด้วยอคติทางเชื้อชาติ

กล่าวคือ นับตั้งแต่อัฟฟองซู ดัลบูแกร์กึ ผู้สำเร็จราชการโปรตุเกสแห่งมะละกา ส่งดูอารตึ แฟร์นันดึช เดินทางเข้ามาติดต่อกับกรุงศรีอยุธยาเป็นครั้งแรกในปีค.ศ.1511 ทำให้มีการตั้งถิ่นฐานของชาวโปรตุเกสขึ้นในกรุงศรีอยุธยาในเวลาอีกหกปีต่อมา เมื่อดูอาร์ตึ กูเอลยูเข้ามาทำสัญญาทางพระราชไมตรีกับสมเด็จพระรามาธิบดีที่2ในปีค.ศ.1516 หลังจากนั้น ชาวโปรตุเกสก็มีบทบาททางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และวัฒนธรรมในเมืองพระนครศรีอยุธยาอย่างน่าศึกษา จนถึงปีค.ศ. 1767 อันเป็นปีสิ้นกรุงศรีอยุธยา
ในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์หลักฐานของนิโคลาส แชแวสเสนอภาพลักษณ์และมุมมองที่น่าเคลือบแคลงใจไม่น้อย เมื่อระบุว่าชาวโปรตุเกสที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานในเมืองพระนครศรีอยุธยาจำนวน 700-800 ครอบครัว ส่วนมากมีฐานะยากจนและยอมตายเสียดีกว่าจะประกอบอาชีพหรือทำมาหากินเลี้ยงตัวเอง[1]
มิหนำซ้ำพ่อค้าฝรั่งเศสบางคนยังรายงานว่า ชาวโปรตุเกสล้วนมีนิสัยเกียจคร้าน เย่อหยิ่ง และชอบอ้างว่าทุนรอนไม่มีจึงเอาแต่นอนขึงอยู่บนเสื่อเท่านั้น[2]

หากมองอย่างผิวเผินโดยไม่ไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วนก็จะเชื่อไปตามนั้นทันที และเกิดความรู้สึกไม่ดีต่อภาพพจน์ของคนในชุมชนโปรตุเกส แต่จากการประเมินและกลั่นกรองหลักฐานอย่างรอบด้าน ผู้เขียนได้พบความจริงแตกต่างออกไปจากการเสกสรรค์ของร่วมสมัย เพราะแท้ที่จริงแล้วคนในชุมชนค่ายโปรตุเกสมิได้มีสถานะทางสังคมและเศรษฐกิจตกต่ำเช่นนั้นไปเสียทั้งหมด สิ่งที่ปรากฏในหลักฐานของฝรั่งเศสและฮอลันดา อาจเป็นเพียงองค์ประกอบแห่งความเคลื่อนไหวในชุมชนโปรตุเกสที่ถูกบันทึกเอาไว้เพียงด้านเดียวโดยชาติคู่แข่ง ซึ่งแทบจะไม่กล่าวถึงคุณงามความดีของอีกฝ่ายเอาไว้เลยแม้แต่น้อย

จากการศึกษาเอกสารจำนวนหนึ่ง ผู้เขียนได้พบร่องรอยของนานาอาชีพที่ชาวค่ายโปรตุเกสในเมืองพระนครศรีอยุธยาใช้เป็นหลักในการดำเนินชีวิต กล่าวคือ นอกจากการเป็นทหารรับจ้าง และทหารปืนใหญ่แล้ว* ยังประกอบด้วยงานที่มีเกียรติ อันทำให้พวกเขาสร้างฐานะและสร้างสัมพันธภาพกับชาวสยามและคนชาติอื่นในเมืองพระนครศรีอยุธยาได้อย่างน่าชื่นชมและค่อนข้างหลากหลาย ซึ่งในที่นี้กล่าวถึงเพียงอาชีพช่างอัญมณี นักร้อง นักดนตรี พ่อค้าสำเภา เสมียน เท่านั้น เพื่อความเหมาะในด้านเวลาของการนำเสนอ ส่วนเนื้อหาเกี่ยวกับอาชีพอื่นนั้นผู้มีเกียรติสามารถพิจารณาได้จากบทความฉบับสมบูรณ์ที่แจกในการลงทะเบียน

-ช่างอัญมณีมืออาชีพแห่งชุมชนค่ายโปรตุเกส
ชาวยุโรปให้ความสนใจต่อการค้าขายทองคำและอัญมณีในกรุงศรีอยุธยามาช้านาน เอกสารประวัติศาสตร์จำนวนมากกล่าวถึงการนำเข้า-ส่งออกทองคำและเครื่องประดับในรูปของสินค้าและเครื่องราชบรรณาการของสยามในการเจริญสัมพันธไมตรีกับต่างประเทศเป็นระยะๆ

หลักฐานจดหมายของหัวหน้าพ่อค้าอังกฤษเขียนถึงผู้ว่าการแห่งป้อมเซนต์ยอร์ชและสมาชิกสภาที่ปรึกษา เมื่อวันที่ 10 มกราคม พ.ศ.2229/1684 บันทึกถึงการตีราคาและการต่อรองเพื่อช่วงชิงความได้เปรียบ ในการค้าและผลิตเครื่องประดับอัญมณีในสยามอย่างเข้มข้น ระหว่างหัวหน้าพ่อค้าอังกฤษในสยามกับคอนสแตนติน ฟอลคอนหรือเจ้าพระยาวิไชเยนทร์ เสนาบดีสยามชาวกรีกผ่านตัวแทนการค้าของตน โดยฝ่ายฟอลคอนไม่ปฏิบัติตามสัญญาการแลกเปลี่ยนดาบญี่ปุ่นประดับอัญมณีกับของป่าและแร่ธาตุ(ไม้จันทร์ ทองแดง ดีบุก)กับพ่อค้าอังกฤษ[3] ทั้งๆที่มีช่างทองและช่างทำเพชรพลอยโบราณชาวสยามเป็นผู้ตีราคาสินค้าเอง และยังเป็นฝ่ายครอบครองเครื่องเพชรที่ได้สั่งทำเอาไว้แล้วด้วย

ไม่เพียงเท่านั้น ฟอลคอนได้สั่งให้ช่างทองชาวฝรั่งเศส ตีราคาเครื่องประดับเพชรของอังกฤษใหม่อีกครั้ง แต่การตีราคามีความผิดพลาดถึงร้อยละเจ็ดสิบห้าของราคาสินค้าจริง ส่งผลให้พ่อค้าอังกฤษขาดทุนเป็นเงินจำนวนมาก

เมื่อฟอลคอนให้ช่างอัญมณีชาวโปรตุเกสกับช่างทำเครื่องเพชรพลอยชาวสยาม(ช่างหลวง?)ผู้มีความสามารถที่สุดในเมืองพระนครศรีอยุธยา ตีราคาเครื่องเพชรใหม่อีกครั้งหนึ่ง ปรากฏว่าช่างเหล่านี้ได้ตีราคาเครื่องเพชรดังกล่าวสูงขึ้นไปกว่าเดิมนับสิบเท่า[4]

ช่างเพชรพลอยชาวโปรตุเกสซึ่งถูกกล่าวถึงในที่นี้ หลักฐานระบุชื่อว่าซินญอร์ รูดริเกวซ (Senhor Rodrigues) และ ซินญอร์ ปอร์ตู (Senhor Porto) [5] การที่บุคคลทั้งสองรับทำและรับตีราคาเครื่องประดับเพชรพลอยที่บ้านของช่างทองชาวฝรั่งเศส และมีการติดต่อกับฟอลคอนและช่างทองหลวง(?) แสดงให้เห็นว่า พวกเขาเป็นสมาชิกของชุมชนค่ายโปรตุเกส ที่มีสถานภาพทางเศรษฐกิจและสังคมแบบไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน นอกจากนี้ยังเห็นได้ชัดว่า พวกเขาต่างก็มีฝีมือในการทำเครื่องเพชรระดับแนวหน้า จึงได้รับการยอมรับจากขุนนางสยามและพ่อค้าชาวต่างประเทศอย่างกว้างขวาง

การตีราคาเครื่องเพชรเหลือเพียงประมาณ3,000เหรียญเศษอย่างรอบจัดเช่นนี้(คือ ผิดพลาดประมาณร้อยละ70 จากที่ตั้งราคาไว้10,500 เหรียญ) อาจเป็นข้อบ่งชี้สำคัญที่แสดงให้เห็นว่า ช่างอัญมณีกลุ่มดังกล่าวเป็นผู้ทรงภูมิปัญญาอย่างแท้จริงในการตีราคาอัญมณีและเครื่องประดับเพชรพลอย เพราะสามารถประเมินราคาสินค้าประเภทนี้ได้ใกล้เคียงกับต้นทุนและค่ากำเหน็จของชิ้นงาน จนทำให้พ่อค้าอังกฤษไม่สามารถโก่งราคาได้เกินความเป็นจริง สร้างความกระอักกระอ่วนใจให้แก่พ่อค้าอังกฤษเป็นอันมาก
การที่รูดิเกวซ[6]และปอร์ตู ช่างอัญมณีชาวโปรตุเกสไปทำงานที่บ้านของช่างทองชาวฝรั่งเศสแสดงให้เห็นว่า อย่างน้อยขณะนั้นการค้า ผลิตอัญมณีและเครื่องประดับส่วนหนึ่งในเมืองพระนครศรีอยุธยาอาจอยู่ภายใต้การจัดการร่วมกันระหว่างพ่อค้าชาวฝรั่งเศสและโปรตุเกสก็ได้

ตระกูลรูดิเกวชไม่เพียงแต่จะประกอบอาชีพเป็นช่างอัญมณีเท่านั้น ในสงครามกู้อิสรภาพของสมเด็จพระเจ้าตากสินเมื่อปี พ.ศ.2311/1768 ลูกหลานของพวกเขาก็มีส่วนร่วมในวีรกรรมครั้งนั้นด้วย[7] ดังปรากฏในจารึกประกาศพระราชทานที่ดินในการสร้างโบสถ์ซางตาครูซแก่ชาวโปรตุเกส เมื่อปีค.ศ.1768 ซึ่งบาทหลวงไตไซราได้รวบรวมไว้แล้วในงานนิพนธ์ของท่านประมาณสิบปีเศษที่ผ่านมา

-คนนำร่องและนักเดินเรือชาวโปรตุเกส
รายงานของศาลกระทรวงทหารเรือของอังกฤษ พ.ศ.2230/1687 ตัดสินคดีเกี่ยวกับเรือดูเรีย ดอลลัท (Doorea Dallat) ของพระเจ้ากรุงสยาม ซึ่งถูกยึดโดยกัปตันจอห์น คอนเซทท์ แห่งเรือเบิร์คลีย์ คาสเซิล (Berkley Castle) เมื่อวันที่ 30 เมษายน พ.ศ.2230/ 1687 ขณะทอดสมออยู่ในเส้นทางไปเมืองอาเจะห์ ระบุว่าอันตอนิอู นิคูเลา (Antonio Nicolão) ชาวโปรตุเกสเป็นคนนำร่องของพระคลังหลวงสยามและนายแซมมูแอลไวท์แห่งมะริด ศาลจึงตัดสินให้นำสินค้าทั้งหมดออกไปขายแล้วยึดเรือไว้เป็นของทางการอังกฤษ
ตามหลักฐานแล้วแม้ว่านิคูเลาจะทำงานให้กรมการเมืองมะริด แต่การปรากฏตัวของเขาในตำแหน่งคนนำร่อง สะท้อนให้เห็นว่าภายในชุมชนโปรตุเกสที่เมืองพระนครศรีอยุธยาเอง ก็อาจมีคนนำร่องชาวโปรตุเกสประจำอยู่ในเรือสินค้าหลวงอื่นๆด้วยก็ได้ เนื่องจากชุมชนโปรตุเกสมีพ่อค้าที่เดินเรือค้าขาย ตามเมืองท่าชายฝั่งทะเลในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่23 (คริสต์ศตวรรษที่18)ด้วย [8]

นอกจากนี้บาทหลวงตาชารต์ก็ระบุว่า สมเด็จพระนารายณ์ทรงจ้างชาวโปรตุเกสผู้หนึ่ง เป็นผู้บังคับการเรือหลวงไปยังเมืองกัวเมื่อปี พ.ศ.2226/1683 เพื่อนำพระราชสาส์นไปเจริญสัมพันธไมตรีกับกษัตริย์โปรตุเกส[9] และ ดร.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ ก็ชี้ว่า ก่อนหน้านี้ประมาณปี พ.ศ.2060/1617 มีชาวโปรตุเกสประจำอยู่ในเรือของสยามแล้วเช่นกัน[10]

-นักร้อง นักดนตรี คนบันเทิงแห่งค่ายโปรตุเกส: วงจรของแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมกับชาวสยาม
อาชีพนักร้องและนักดนตรี อาจเป็นอาชีพหนึ่งที่มีพัฒนาการมาจากการเล่นดนตรีในโบสถ์ของชาวโปรตุเกส มีหลักฐานต่างประเทศระบุว่า ชาวสยามชอบร้องเพลงเป็นชีวิตจิตใจ พ่อเพลงแม่เพลงจะแต่งเนื้อร้องโต้ตอบกันอย่างทันควัน แสดงให้เห็นถึงสติปัญญาของผู้ร้อง ชาวสยามร้องเพลงทั้งเวลาเดินไปวัด เวลาเที่ยวทางเรือ หรือในงานฉลองวันนักขัตฤกษ์

ตุรแปงระบุว่าชาวยุโรปนิยมการร้องเพลงของชาวสยามมาก ชาวยุโรปที่ตุรแปงกล่าวถึง น่าจะหมายถึงชาวโปรตุเกส เนื่องจากเขาชี้ว่า มิชชันนารีกลุ่มแรกที่เดินทางไปเผยแพร่ศาสนาในกรุงศรีอยุธยาจำเป็นต้องแต่งคำสอนทางศาสนาเป็นเพลงภาษาละติน จึงทำให้การเผยแพร่คำสอนได้ผลดียิ่งขึ้น[11] ตรงกับรายงานของชาวต่างประเทศระบุว่า ชาวสยามโปรดปรานเครื่องดนตรีแบบตะวันตก อาทิ ออร์แกน ปี่ กลอง แตร และฟรุต จึงมีชาวสยามพากันไปฟังการบรรเลงออร์แกนที่โบสถ์ของชาวคาธอลิกเสมอ

ในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าบรมโกศ มีชาวโปรตุเกสซึ่งอยู่ในบังคับของพระมหาอุปราช (กรมพระราชวังบวรฯ ขณะนั้นคือ เจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์) ถูกเกณฑ์ไปเล่นดนตรีและร้องเพลงในงานฉลองวันนักขัตฤกษ์ของวังหน้าเมื่อปีพ.ศ.2292/1749[12] ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้แก่บาทหลวงชาวฝรั่งเศส ผู้ปกครองสังฆมณฑลเป็นอย่างยิ่ง

จดหมายของ ม. เดอ โลลีแยร์ ถึงผู้อำนวยการคณะการต่างประเทศ สะท้อนให้เห็นถึง ความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมระหว่างชาวค่ายโปรตุเกสกับชาวสยาม และถูกนำมาเป็นข้อถกเถียงสำคัญก่อนที่พวกเข้ารีตจะถูกกดขี่จากทางการสยาม โดยมีสาเหตุมาจากเมื่อมีการค้นพบบ่อทองคำที่เมืองกุยบุรีแล้ว สมเด็จพระเจ้าบรมโกศโปรดให้นำทองคำที่พบ ไปหล่อเป็นดอกบัวทองคำขนาดใหญ่ประดับพระพุทธบาทที่เมืองสระบุรี
ต่อมาออกญาพระคลังได้ให้เกณฑ์คนเข้ารีต ไปถือดอกบัวร่วมแห่กับชาวสยาม แต่บาทหลวงเดอ โลลิแยร์ เห็นว่า การแห่ในขบวนของพุทธศาสนา ขัดกับหลักความเชื่อในศาสนาคริสต์ จึงมิได้ปฏิบัติตามคำขอร้อง ทำให้บาทหลวงคณะเยซูอิตถูกเรียกไปรับฟังคำตำหนิติเตียนที่บ้านของออกญาพระคลังว่า

" …ในเวลามีงานนักขัตฤกษ์ไหว้พระของไทย พวกเข้ารีตก็มาดูงานเป็นอันมาก และเวลามาดูงานของไทยนั้น พวกเข้ารีตก็ได้มาช่วยร้องรำทำเพลง ดีดสีตีเป่าเหมือนกัน.."[13]
บาทหลวงโลลีแยร์แก้ข้อตำหนินั้นว่า พวกเข้ารีตที่ไปช่วยเล่นดนตรีในงานนักขัตฤกษ์ของไทย เป็น "นักเลงในค่ายปอร์ตุเกสพวกหนึ่ง"[14] (ผู้เขียนอยากเรียกว่าเป็นกลุ่มคนเจ้าสำราญมากว่า)ซึ่งติดหนี้สินของคนไทยไปช่วยเล่นดนตรีให้ในงานดังกล่าว เพื่อจะได้พ้นหนี้ และไม่ต้องถูกฟ้องร้อง โดยยอมขายตัวเป็นทาสอยู่กับเจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์กรมพระราชวังบวรสถานมงคล* และออกญาพระคลังยังลำเลิกอีกว่า
" …เมื่อมีงานไหว้พระของไทย พระมหาอุปราชก็เรียกนักเลงพวก
นี้ไปร้องรำทำเพลง และเล่นเครื่องมโหรี"[15]

พวกเข้ารีตโดยเฉพาะกลุ่มชาวโปรตุเกสคงจะมีส่วนร่วมสนุกสนานเฮฮาในงานวันนักขัตฤกษ์ของไทยมานานแล้ว บันทึกให้การซึ่งเจ้าพระยาพระคลังถามบาทหลวง เดอ โลลีแยร์จึงมีใจความว่า
" คำถาม - ก็เวลามีงานนักขัตฤกษ์ของพระพุทธศาสนา พวกเข้ารีตก็มาช่วยในงานเหล่านี้ ออกแน่นไป มาร้องรำทำเพลงปนกับพวกไทย เอาเครื่องดีดสีตีเป่ามาเล่น และมาเขียนรูปพระพุทธรูปตามโบสถ์วิหารด้วยมิใช่หรือ

บาทหลวงเดอ โลลิแยร์ตอบว่า “ ถ้าคนเข้ารีตคนใดได้กระทำการดังกล่าวมาแล้วนี้ คนผู้นั้นก็ได้กระทำบาปในศาสนาของเรา”[16]

หลักฐานข้างต้นแสดงให้เห็นว่า การแลกเปลี่ยนและเผยแพร่วัฒนธรรมทางสังคีตศิลป์ระหว่างชุมชนโปรตุเกสและชาวเมืองพระนครศรีอยุธยาดังกล่าว อาจเป็นที่มาของเพลงไทยสำเนียงฝรั่ง อาทิ เพลงต้นบรเทศ หรือ ต้นวรเชษฐในเวลาต่อมา เนื่องด้วยผู้เขียนเคยเสนอว่า คำว่า บรเทศนั้น มีรากเหง้ามาจากคำว่า ปูรตุเกช(Português หรือ portuguêsa ในภาษาโปรตุเกสดู พิทยะ ศรีวัฒนสาร, 2541, วิทยานิพนธ์เรื่อง ชุมชนโปรตุเกสในสมัยกรุงศรีอยุธยาพ.ศ2059-2310 . จุฬาลงกรณ์มหาวิยาลัย)
นอกจากนี้ชาวค่ายจากชุมชนโปรตุเกสบางคนอาจมีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์จิตรกรรมฝาผนังในวัดไทยด้วย ดังปรากฏในหลักฐานจดหมายเหตุของแกมเฟอร์ที่ระบุว่าที่ประตูหลังในวิหารหลังหนึ่งของวัดเจ้าพระยาพระคลังนอกเกาะเมืองฝั่งตะวันออก มีรูปเขียนขนาดใหญ่เท่าตัวคนของชาวโปรตุเกสสองรูป เมื่อถึงเทศกาล ในวิหารนี้จะมีงานพิธีทุกปี[17]

-แพทย์ชาวโปรตุเกสกับบทบาทที่ท้าทายในชุมชนนานาชาติ
ในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม แพทย์โปรตุเกสมีบทบาทในการชันสูตรสาเหตุการเสียชีวิตของพ่อค้าอังกฤษในเมืองพระนครศรีอยุธยา ดังปรากฏหลักฐานจดหมายของพ่อค้าอังกฤษชื่อ จอห์น บราวน์ จากปัตตานี ถึง จอห์น จูร์แดงที่เมืองบันตัม เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม พ.ศ.2159/1616 ระบุถึงการตายของพ่อค้าชาวอังกฤษผู้หนึ่งชื่อ เบนจามิน แฟรี ว่าเขาตายเพราะถูกวางยาพิษตามข้อสัณนิษฐานของชาวโปรตุเกส18
ข่าวการตายของชายผู้นี้ถูกส่งมาจากพ่อค้าฮอลันดาในกรุงศรีอยุธยา และ “พวกโปรตุเกส” ในที่นี้อาจหมายถึงแพทย์ชาวโปรตุเกส ซึ่งทำหน้าที่ตรวจรักษาคนไข้ทั่วไป และชัณสูตรศพของผู้ตาย เพื่อรายงานสาเหตุการตายให้แก่ผู้เกี่ยวข้องทราบว่า เป็นการตายโดยปัจจุบันหรือการฆาตกรรม การปฏิบัติงานของแพทย์ชาวโปรตุเกสแสดงให้เห็นถึงการไปมาหาสู่กันในหมู่พ่อค้าต่างชาติระหว่างชาวฮอลันดา อังกฤษ และโปรตุเกสในกรุงศรีอยุธยา

การตายของพ่อค้าอังกฤษ มีหัวหน้าพ่อค้าฮอลันดามาทำพิธีจัดการศพ และร่วมในขบวนแห่ศพจนถึงสุสาน เมื่อพิธีศพเสร็จสิ้นพวกฮอลันดา ก็ได้ขอจัดการมรดกของผู้ตายด้วย[18] หลังจากการตายของเบนจามิน แฟรี ผู้ดำเนินกิจการแทนผู้ตาย คือ จอห์น จอห์นสันซึ่งได้หันไปต้อนรับชาวโปรตุเกสอย่างออกหน้าออกตา แต่หลักฐานของอังกฤษระบุว่า การคบหากับชาวโปรตุเกสทำประโยชน์ทางการค้ามิได้แม้แต่น้อย หลักฐานจากปากคำของชาวฮอลันดา กล่าวว่าพวกโปรตุเกสเหล่านี้

“…เป็นพวกอาศัยอยู่ในกรุงสยาม ที่เลวทรามต่ำช้ากว่าใครเพื่อนทั้งนี้เป็นการเสื่อมเสียเกียรติยศ แก่พวกเราและประเทศชาติเป็นอันมาก ทุกๆวันจะมีพวกโปรตุเกสมาที่บ้าน อย่างมาก 30 คน อย่างน้อย 20 คน ดื่มสุรา สนุกสนาน ทุกสิ่งทุกอย่างที่มีอยู่ในบ้านกลายเป็นสิ่งธรรมดาสามัญสำหรับพวกโปรตุเกสไปเสียแล้ว…”[19]

แต่จดหมายของจอห์น จอห์นสัน และ ริชาร์ด พิทท์ เขียนที่ปากสันดอนกรุงสยาม ถึงจอห์น บราวน์ที่ปัตตานี เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ.2160/1617 อธิบายถึงกรณีที่พ่อค้าฮอลันดาเข้ามาเกี่ยวข้องกับชาวอังกฤษ เรื่องการตายของ เบนจามิน แฟรี และการคบค้าสมาคมกับชุมชนโปรตุเกสในกรุงศรีอยุธยาว่า

“…ที่เขากล่าวว่าพวกเราต้อนรับขับสู้พวกโปรตุเกสและคนอื่นๆนั้น ขอเรียนว่าเราเป็นเพียงพ่อค้า มีสินค้าที่จะขาย ขอแต่เพียงให้เราขายสินค้าได้มากๆ เพราะเรามาขายสินค้าไม่ใช่มาคอยเอาใจใส่กับเรื่องของคนโน้นคนนี้ ในทางตรงกันข้าม ถ้าเราไม่ได้ซื้อสินค้าจากพวกโปรตุเกสและคนอื่นๆ เราก็อาจจะต้องทำเหมือนกับพวกชาวดัทช์คือต้องรับขนถ่ายสินค้าของคนอื่นๆแทน ข้าพเจ้าขอสวดมนต์อ้อนวอนพระเจ้า ได้โปรดดลบันดาลให้โกดังสินค้าของท่านทำมาค้าขึ้นเหมือนของเรา และขอให้เงินทองไหลมาเทมา เหมือนกับโกดังสินค้าของเราแห่งนี้”[20]

จดหมายฉบับนี้ สะท้อนให้เห็นว่า แท้ที่จริงแล้วชาวโปรตุเกสที่เข้าไปสังสรรค์อยู่ในโรงสินค้าของอังกฤษ เป็นทั้งลูกค้าและเป็นพ่อค้าที่อังกฤษติดต่อโดยมีวัตถุประสงค์ทางการค้า นอกจากนี้หลักฐานยังสะท้อนให้เห็นว่าชาวโปรตุเกสเป็นผู้ที่มีความกว้างขวางทางการค้าเป็นอย่างมาก และถ้าหากพ่อค้าอังกฤษมิได้ซื้อสินค้าจากพ่อค้าชาวโปรตุเกสและพ่อค้าอื่นๆแล้ว อาจทำให้พวกเขาไม่สามารถรวบรวมสินค้าได้เลย

เหตุการณ์ความบาดหมางระหว่างทางการสยามกับสมาชิกชุมชน โปรตุเกสใน ปี พ.ศ.2162/1619* อาจเป็นเหตุทำให้โรงพยาบาลในชุมชนชาวโปรตุเกสปิดตัวลง และเปิดตัวใหม่อีกครั้งหนึ่งในปีเดียวกัน ดังปรากฏในสาส์นถวายรายงานแด่กษัตริย์กรุงโปรตุเกส เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2162/1619 ว่าอุปราชโปรตุเกสแห่งเมืองกัว ได้มีหนังสือแจ้งแก่กัปตันกาชปาร์ ปาเชกู ซึ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นหัวหน้าชุมชนชาวโปรตุเกสแห่งกรุงศรีอยุธยา ให้ชักชวนผู้คนร่วมกันสร้างเรือนรักษาพยาบาลหรือโรงพยาบาล ขึ้นที่ท่าเรือดังเช่นที่เคยมีมาแต่เดิม และขอให้กัปตันปาเชกู พยายามอย่างเต็มความสามารถเนื่องจากอุปราชแห่งกัวได้มอบอำนาจเต็มให้แก่เขา เพื่อให้ดำเนินการทุกๆอย่างได้ เช่นเดียวกับกัปตันโปรตุเกสคนก่อนๆ นอกจากนี้อุปราชแห่งกัวยังขอให้กัปตันปาเชกู ขอร้องทางการสยามให้ปล่อยตัวชาวคริสเตียนที่ถูกคุมขังเป็นเชลยในกรุงศรีอยุธยา และขอให้ชาวคริสเตียนช่วยกันทำความดี เพื่อเชิดชูพระเกียรติยศแห่งพระเจ้ากรุงโปรตุเกส ให้ขจรขจายยิ่งขึ้น[21]

การที่อุปราชแห่งกัวมีหนังสือขอให้กัปตันปาเชกูหัวหน้าชุมชนชาวโปรตุเกสแห่งกรุงศรีอยุธยา ช่วยชักชวนให้ผู้คนในย่านใกล้เคียงกับหมู่บ้านโปรตุเกสสร้างโรงพยาบาลสาธารณะขึ้นใหม่ ให้สามารถรักษาผู้ป่วยได้ดังเดิม ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของชุมชนชาวโปรตุเกส ในด้านการให้บริการรักษาพยาบาลแก่คนทั่วไปในละแวกนั้น อันหมายถึงชุมชนชาวต่างประเทศที่เข้ารีตนับถือศาสนาคริสต์ โดยชาวโปรตุเกสและเชื้อสายน่าจะเป็นคนไข้ส่วนใหญ่ เนื่องจากขณะนั้น พ่อค้าชาวฮอลันดา และอังกฤษ เพิ่งจะเดินทางเข้ามาตั้งโรงสินค้าในกรุงศรีอยุธยาได้ไม่นานนัก (พ.ศ.2146/1606 และ พ.ศ.2155 /1612 ตามลำดับ) ส่วนพ่อค้าสเปน ซึ่งเดินทางเข้ามาในปี พ.ศ.2140และพ่อค้าฝรั่งเศสนั้น เพิ่งจะเดินทางเข้ามายังกรุงศรีอยุธยา ในปี พ.ศ.2205 นั้นมีบทบาทด้านชุมชนและวัฒนธรรมในกรุงศรีอยุธยาค่อนข้างน้อย

ไม่เพียงแต่จะมีบทบาทในสังคมชาวต่างชาติเท่านั้น แพทย์ชาวโปรตุเกสยังมีส่วนร่วมถวายความคิดเห็นในการรักษาอาการประชวรของพระมหากษัตริย์ไทยด้วย ดร.ธีรวัติ ณ ป้อมเพชรระบุจากหลักฐานของฮอลันดาว่า สมเด็จพระเจ้าท้ายสระทรงประชวรด้วยพระโรคมะเร็งในช่องพระโอษฐ์(เพดานปาก)นานถึง 7 เดือน[22] และไม่ทรงอนุญาตให้แพทย์ชาวต่างประเทศเข้าเฝ้าถวายการรักษา ขุนนางกรมแพทย์จึงทำหุ่นขี้ผึ้งรูปเพดานพระโอษฐ์ นำไปขอความคิดเห็นจากแพทย์ชาวสยาม แพทย์ชาวโปรตุเกส แพทย์ชาวจีน และแพทย์ชาวเวียตนามที่อยู่ในอยุธยา[23] แต่สมเด็จพระเจ้าท้ายสระก็ทรงเลือกเสวยพระโอสถพื้นเมืองแทน[24]

-พ่อค้าสำเภาหลวงครึ่งชาติโปรตุเกส
พ่อค้าสำเภาเป็นอาชีพสำคัญอีกอาชีพหนึ่งของชาวโปรตุเกสบางคน หลักฐานจดหมายติดต่อระหว่างเจ้าหน้าที่บริษัทอินเดียตะวันออกของอังกฤษที่เมืองสุรัต กับข้าหลวงใหญ่อังกฤษและเคาน์ซิล ที่บอมเบย์ ลงวันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2162 /1619กล่าวถึงการวิ่งเต้นขอตัว “ทาส หรือ คนในบังคับ” ของพ่อค้าครึ่งชาติโปรตุเกสแห่งเมืองพระนครศรีอยุธยา ซึ่งเดินทางไปค้าขายยังบอมเบย์ คืนจากทางการอังกฤษ กล่าวคือ

“ ได้เกิดเรื่องขึ้นกับ นาย พอลลา บาฟติซา ชาวโปรตุเกส ซึ่งพำนักอยู่ที่กรุงสยาม บาฟติซา ผู้นี้มีทาสอยู่คนหนึ่ง (ชื่อว่า โดมินิโก) ทาสผู้นี้ได้เดินทางจากกรุงสยามมายังบอมเบย์ แต่พอไปถึงที่นั่น ก็ถูก มร. โธมัส นิคอลล์ จับขังไว้ที่นั่น เพื่อใช้เป็นตัวต่อรอง เราใคร่ขอให้ท่านจัดการเรียกตัวทาสผู้นั้นคืน จาก มร.โธมัส นิคอลล์ ให้จงได้และขอให้ส่งมอบทาสผู้นั้นให้แก่ผู้ถือจดหมายนี้ด้วย”[25]

ต่อมาอีกหนึ่งสัปดาห์เศษ ดูมินิโก (หรือ ดูมิงโก)* ก็ได้รับการปล่อยตัว ดังจดหมายของ เฮนรี ออกซินเดน และ เคาน์ซิล ที่บอมเบย์ เขียนถึงข้าหลวงใหญ่และเคาน์ซิลที่สุรัต ลงวันที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2162 /1617ความว่า

“ ได้จัดการปลดปล่อยทาสที่ชื่อโดมิงโก ซึ่งเป็นคนของกรุงสยาม และเป็นคนของเมสติโซ[26] ให้ไปหาเมสติโซแล้วตามที่ท่านสั่งมา และของให้ท่านได้โปรดดูแลเมตตากรุณาแก่เขาเป็นอันดียิ่งไปกว่าที่พวกเขาจะยินดีเชื้อเชิญ หรือพยายามให้เรา ทาสคนนี้ไม่ได้ถูกกัปตัน นิคอลล์เก็บตัวไว้แต่ประการใด”[27]
การที่ทางการอังกฤษยอมปล่อยตัว คนในบังคับของพ่อค้าครึ่งชาติโปรตุเกส แสดงให้เห็นถึงเกียรติยศและความสามารถในการวิ่งเต้นของพ่อค้าโปรตุเกสจากสยามในขณะนั้นได้เป็นอย่างดี แม้จะเป็นเพียงคนครึ่งชาติก็ตาม นอกจากนี้การที่หลักฐานกล่าวว่า ทาสชื่อโดมิงโกเป็นคนของกรุงสยามและเป็นคนของเมสติโซ บ่งชี้ว่า บุคคลทั้งสองอาจเป็นพ่อค้าสำเภาหลวง ในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรมก็ได้

งานค้นคว้าของตุรแปง ระบุว่าชาวสยามเป็นผู้ชำนาญการเดินเรือแค่ในแม่น้ำเท่านั้น ส่วนการเดินเรือในทะเลนั้นต้องจ้างแขกมุสลิม ชาวจีน ชาวมะละบาร์ และชาวคริสตังที่สืบเชื้อสายมาจากชาวยุโรป มาเป็นผู้ดำเนินการ[28] รายงานดังกล่าวสอดคล้องกับบันทึกของลาลูแบร์ซึ่งระบุว่า ชาวสยามมีความสามารถไม่มากนักในการเดินเรือทะเล ดังนั้นพระเจ้าแผ่นดินจึงทรงจ้างนายเรือและลูกเรือชาวต่างประเทศให้เดินเรือไปค้าขายทางทะเล เช่น ชาวอังกฤษ หรือ ชาวโปรตุเกส ต่อมาก็ได้ใช้นายเรือชาวฝรั่งเศสบ้างเช่นกัน[29]
ทางด้านการค้าขายกับสเปนนั้น รายงานของ ยอร์ช ไวท์ ระบุว่าการส่งเรือสินค้าหลวงของทางการสยามไปค้าขายยังมะนิลา ในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์ มีเพียงปีละหนึ่งลำ โดยมีชาวจีน เป็นทั้งพ่อค้าและผู้จัดการเดินเรือ[30]

ประเด็นดังกล่าวเป็นเรื่องที่น่าสนใจอย่างยิ่งว่า นอกเหนือจากปริมาณการค้าที่มีต่อกันอย่างเบาบางแล้ว เหตุใดพระคลังหลวง จึงไม่จ้างชาวโปรตุเกสไปติดต่อกับมะนิลา ทั้งๆที่มีความจำเป็นในการใช้ชาวโปรตุเกส เพื่อติดต่อเป็นตัวกลางในทางธุรกิจ และนอกจากนี้ สัญญาระหว่างสยามกับฮอลันดาเองก็เพียงแต่ห้ามมิให้จ้างพ่อค้าจีนในเรือสยามเท่านั้น[31] ไม่ได้ห้ามมิให้ทางการสยามจ้างนายเรือโปรตุเกส หรือนายเรือฝรั่งเศสทำงานในเรือสินค้าของสยามแต่อย่างใด

-เสมียนโปรตุเกสในบริษัทอินเดียตะวันออกของอังกฤษ
จดหมายของเคาน์ซิลแห่งป้อมเซนต์ยอร์จถึง วิลเลียม เจอร์ซีย์ แห่งสะสุลีปะตันลงวันที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2212/ 1669 กล่าวถึงจดหมายภาษาโปรตุเกสชี้แจงความสูญเสียของบริษัทอินเดียตะวันออกของบริษัทอังกฤษที่เมืองพระนครศรีอยุธยาเมื่อห้างอังกฤษถูกทำลาย จากการกระทำของ แอนดรู ดึ โซซา กับ ฟรานซิส บรู(?) ร่วมกับนายเรือชาวอังกฤษว่า

“ เราได้รับจดหมายจากกรุงสยามเขียนถึง เซอร์เอ็ดเวอร์ด วินเตอร์ หรือใครก็ตามที่เป็นผู้ปกครองที่นั่น จดหมายเหล่านี้ค่อนข้างยาว และเขียนเป็นภาษาโปรตุเกส หลังจากได้พิจารณาดูแล้ว เห็นว่าคงจะต้องเสียเวลามากอยู่ในการศึกษาจดหมายนี้ เพราะเราไม่ค่อยเชี่ยวชาญในภาษานี้ แต่ถ้าเราพบว่ามีสิ่งหนึ่งสิ่งใดสำคัญ และอาจจะช่วยแนะแนวทางให้เราสามารถติดต่อกับพระเจ้ากรุงสยามได้แล้ว เราก็จะดำเนินการตามความเหมาะสม แต่ใจความส่วนใหญ่ที่เราได้พิจารณาดูแล้วจากจดหมายเหล่านั้น เห็นว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับที่จะยกเรื่องห้างต้องถูกทำลาย ให้เป็นความผิดของ แอนดรู เดอ ซูซา กับฟรานซิส บรู(?) ซึ่งอยู่ใต้ปกครองของ ซูซา(โซซา) และเกรงกลัวซูซาเป็นอันมาก และว่าซูซากับนายเรือชาวอังกฤษพยายามจะทำลายล้างทุกสิ่งทุกอย่าง ที่จะเกิดประโยชน์ต่อบริษัท และดูเหมือนว่าความเสียหายที่จะเกิดขึ้นแก่ห้างนั้น เกิดจากผลของการละทิ้งงานและหลีกเลี่ยงงานของกาเบรียล ฟลอเรส กับพี่ชายของเขา หลังจากที่เขาได้ถึงแก่กรรม”[32]

จดหมายที่เขียนเป็นภาษาโปรตุเกสฉบับดังกล่าว อาจเขียนขึ้นโดยพนักงานกรมท่าขวาที่ได้สืบสวนเหตุการณ์ความเสียหายที่เกิดขึ้น เนื่องจากในช่วงนั้นไม่มีพนักงานห้างชาวอังกฤษประจำอยู่ในเมืองพระนครศรีอยุธยา มีเพียงลูกจ้างซึ่งเป็นลูกครึ่งอังกฤษเชื้อสายโปรตุเกสเท่านั้นที่อยู่ดูแลกิจการ เหตุที่ทราบว่าบริษัทอินเดียตะวันออกจ้างเสมียนเชื้อสายชาวโปรตุเกสดูแลห้าง พิจารณาจากชื่อของชายคนหนึ่งคือแอนดรู ดึ โซซา ซึ่งเป็นเจ้านายของฟรานซิส บรู(?)
ชายอีกคนหนึ่งคือ กาเบรียล ฟลอเรส หรือ ฟลูรึช ก็มีชื่อและนามสกุลแบบชาวโปรตุเกสอย่างชัดเจนดัวย

-บทสรุป
การศึกษาชุมชนโปรตุเกสในประเทศไทยด้วยมิติทางประวัติศาสตร์สังคมยังไม่มีผู้ใดริเริ่มอย่างจริงจังเท่าใด เนื่องจากต้องอาศัยกลยุทธ์ ประสบการณ์และความละเอียดรอบคอบในการอธิบาย เชื่อมโยง ปะติดปะต่อและตีความประวัติศาสตร์ระหว่างบรรทัดอย่างหลากหลาย เพราะหลักฐานที่บันทึกเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างสยามกับโปรตุเกสนั้นจะแทรกอยู่ตามที่ต่างๆมากมาย และสำเนาหลักฐานต้นฉบับภาษาโปรตุเกส จากหอจดหมายเหตุแห่งกรุงลิสบัว ประเทศโปรตุเกส ซึ่งเก็บรักษาไว้ที่หอจดหมายเหตุแห่งชาติ ณ กรุงเทพฯ ก็ยังไม่มีผู้ใดเข้าไปค้นคว้าอย่างเป็นเรื่องเป็นราว ผู้เขียนเองก็มีโอกาสเรียนรู้เรื่องราวข้างต้นแต่เพียงผิวเผิน เมื่อเปรียบเทียบกับท่านอื่นที่ได้ค้นคว้าเอาไว้ก่อนหน้านี้ และการทำงานใดๆไม่ให้มีข้อผิดพลาดนั้น เป็นสิ่งที่ไม่เกิดขึ้นได้บ่อยนัก เหตุนี้จึงน้อมรับการวิพากษ์วิจารณ์ด้วยความขอบคุณเป็นอย่างยิ่ง
[1] นิโคลาส แชร์แวส, เรืองเดิม, หน้า62.
[2] ประชุมพงศาวดาร เล่ม39, หน้า64.
* เป็นคำอธิบายที่ปรากฏอยู่ใน E.W. Hutchinson," Adventurers in Siam in the 17th Century" (London: The Royal Asiatic Society,1940), p.23
[3] หัวหน้าพ่อค้าอังกฤษและหุ้นส่วนตกลงรับทำด้ามดาบแบบ Jemdar , หีบต่างๆ และ ด้ามดาบญี่ปุ่น ประดับด้วยเพชรและทับทิม แลกเปลี่ยนกับทองแดง ดีบุก และ ไม้จันทน์ ในราคา 10,500 เหรียญ. ดู สุภรณ์ อัศวสันโสภณ(แปล), เรื่องเดิม, หน้า 76-77.
[4] กรมศิลปากร, บันทึกเรื่องสัมพันธภาพระหว่างประเทศไทยกับนานาประเทศใน
คริสตศตวรรษที่17 เล่ม4 แปลโดยสุภรณ์ อัศวสันโสภณ (พระนคร : โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว, 2513), หน้า 83-86.
[5] เรื่องเดียวกัน, หน้า85.
[6] ในช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ 21 นักเดินทางชาวโปรตุเกสชื่อฟรานซิสกู รูดริเกวซ และวิเซนตึ รูดิเกวซ เขียนบรรยายเส้นทางการเดินเรือในทะเลจีนและเส้นทางจากโปรตุเกสมายังอินเดีย ดู Rui D'Avila Lourido, "European trade between Macão and Siam from the beginning to 1663," IEAHA, 14th (1996) :5 -6.
[7] P.Manuel Teixiera, op.cit., p.80.
[8] เดอ ชัวซี, เล่มเดิม, หน้า428.
[9] จดหมายเหตุการเดินทางครั้งที่2ของบาทหลวงตาชาร์ด ค.ศ.1687-1688 , แปลโดยสันต์ ท.โกมลบุตร, หน้า219.
[10] Suthachai Yimprasert, op.cit., p.176.
[11] ฟรังซัวร์ อังรี ตุรแปง, เรื่องเดิม, หน้า 73-74.
[12] ปฏิพัฒน์ พุ่มพงษ์แพทย์, และ พิรักษ์ ชวนะเกรียงไกร “บันทึกความสัมพันธ์โปรตุเกส - อยุธยา," ชาวโปรตุเกสในยุคกรุงศรีอยุธยา (กรมศิลปากรจัดพิมพ์เนื่องในโอกาสปีการท่องเที่ยวไทย พ.ศ.2530), หน้า21.
[13] ประชุมพงศาวดารเล่ม22, หน้า203-204.
[14] เรื่องเดียวกัน, หน้า204.
* ก่อนหน้านั้นบันทึกของชาวฝรั่งเศสระบุว่า เจ้าวังหน้าในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าท้ายสระต่อมาคือสมเด็จพระเจ้าบรมโกศทรงเคยให้ปล่อยพวกเข้ารีตออกจากคุก เมื่อคราวเกิดกรณีพิพาทกับบุตรหลานเจ้าเมืองมะริด โดยทรงให้ขุนนางวังหน้า "นำไม้กระลำพักกับรง และเครื่องหอมพร้อมทั้งส่งท้องตรากับมัดหวายเพื่อเป็นเครื่องหมายว่าพวกเข้ารีตและพวกบาทหลวงอยู่ในบังคับของพระองค์ , อ้างจาก โสพิศ หนูทอง , เรื่องเดิม, หน้า 24-89.
[15] ประชุมพงศาวดารเล่ม22, หน้า204.
[16] เรื่องเดียวกัน, หน้า211.
[17] แองเจลเบิร์ต แกมเฟอร์, เรื่องเดิม, หน้า52.
[18] เรื่องเดียวกัน, หน้า83
[19] เรื่องเดียวกัน, หน้า84
[20] เรื่องเดียวกัน, หน้า94-97
* ความบาดหมางเนื่องจากทางการสยามให้สิทธิพิเศษในการค้าหนังสัตว์แก่พ่อค้าฮอลันดา เป็นเหตุให้ชาวโปรตุเกสยึดเรือฮอลันดา แล้วถูกทางการสยามปราบปรามจับกุม. ดู กรมศิลปากร, ประชุมพงศาวดารฉบับหอสมุดแห่งชาติ เล่ม3 (พระนคร : สำนักพิมพ์ก้าวหน้า, 2507), หน้า193
[21] กรม ศิลปากร, บันทึกเรื่องสัมพันธไมตรีระหว่างประเทศไทยกับนานาประเทศในคริสตศตวรรษที่ 17 เล่ม 1, หน้า119
[22] Dhiravat na Pjombejra, "The last year of King Thaisa's reign : Data concerning Polities and Society from the Dutch East India Company's Siam Factory Dagregister for 1732" ความยอกย้อนของอดีต พิพิธนิพนธ์เชิดชูเกียรติพลตรีมรว. ศุภวัฒย์ เกษมศรี, 2537:136. หลักฐานของบาทหลวงฝรั่งเศสระบุว่าทรงประชวรด้วย "โรคพระโอษฐ์เน่า" และหมอได้ถูกประหารชีวิตไปมากกว่า 20 คนแล้วเพราะไม่สามารถรักษาโรคนี้ได้ พระอนุชาของพระองค์ก็ประชวรด้วยโรคนี้เช่นกัน , อ้างจากโสพิศ หนูทอง, เรื่องเดิม, หน้า29.
[23] เรื่องเดียวกัน, หน้า136.
[24] Dhiravat na Pombejra, op.cit., p.136.
[25] กรมศิลปากร , บันทึกเรื่องสัมพันธไมตรีระหว่างประเทศไทยกับนานาประเทศในคริสตศตวรรษที่ 17 เล่ม 2, หน้า290.
* อ่านสำเนียงโปรตุเกสว่า ดุมินิกู หรือ ดูมิงกู
[26] เมสติโซ หรือ เมสติซู (Mestiço) เป็นคำภาษาอินโด-โปรตุเกส สำหรับใช้เรียกคนครึ่งชาติ หรือ ยูเรเซียน ซี. อาร์ บอกเซอร์เสนอว่าปัจจุบันคำนี้มิได้ใช้อีกต่อไปแล้ว , C.R.Boxer,Fidalgos in the Far East, p.280
[27] กรมศิลปากร, บันทึกเรื่องสัมพันธไมตรีระหว่างประเทศไทยกับนานาประเทศในคริสตศตวรรษที่ 17 เล่ม 2, หน้า292.
[28] ฟรังซัวส์ อังรี ตุรแปง, เรื่องเดิม, หน้า23.
[29] ชิมอง เดอ ลาลูแบร์, เรื่องเดิม, หน้า 411-412.
[30] ประชุมพงศาวดารเล่ม12 , หน้า 213
[31] กรมศิลปากร, บันทึกเรื่องสัมพันธไมตรีระหว่างประเทศไทยกับนานาประเทศในคริสตศตวรรษที่ 17 เล่ม 2, หน้า95.
[32] เรื่องเดียวกัน, หน้า127.

วันเสาร์ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2553

ชุมชนชาวโปรตุเกส

โดย ปฏิพัฒน์ พุ่มพงษ์แพทย์และพิรักษ์ ชวนะเกรียงไกร
โครงการปรับปรุงหมู่บ้านโปรตุเกส หน่วยศิลปากรที่1 (พระนครศรีอยุธยา)

ภาพการขุดแต่งเนินโบราณสถานที่โบสถ์ซานเปโตร ต.สำเภาล่ม อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา ถ่ายมุมสูงระหว่างการขุดแต่งจากต้นมะขามโดย ปฏิพัฒน์ พุ่มพงษ์แพทย์ ทำให้ได้ภาพ มุมกว้างครอบคลุมพื้นที่ปฏิบัติงาน


เอกอัครราชทูตโปรตุเกส ฯพณฯ เมลู โกเวีย(Melo Gouveia, 1982-1988)และคณะเดินทางมาเยี่ยมชมและให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ของกรมศิลปากร (พ.ศ.2527) อธิบดีกรมศิลปากร นายทวีศักดิ์ เสนาณรงค์ (นั่งขวาสวมแว่น) นายภิรมย์ จีนะเจริญ หัวหน้าโครงการอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา(นั่งซ้าย)ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น นายปฏิพัฒน์ พุ่มพงษ์แพทย์ นักโบราณคดี ผู้ควบคุมหลุมขุดค้น(ที่2จากขวา) นายพิรักษ์ ชวนะเกรียงไกร นักประวัติศาสตร์ประจำโครงการ (ที่1 จากขวา)


ศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกได้เผยแพร่เข้ามายังเอเชียในศตวรรษที่ 16 ตามเมืองต่างๆ ที่บรรดาชาติตะวันตกเข้าไปติดต่อสัมพันธ์ด้วย จากข้อตกลงร่วมกันระหว่างโปรตุเกสและสเปน 2 ชาติมหาอำนาจทางทะเลในระยะนั้น ซึ่งได้เกิดการวิวาทกันอยู่เนืองๆ เนื่องมาจากการแข่งขันกันทางด้านการค้าและการเผยแพร่คริสต์ศาสนาไปตามเมืองต่างๆ



ในที่สุดสมเด็จพระสันตะปาปาอเล็กซานเดอร์ที่ 6 จึงได้ตัดสินให้ยุติข้อวิวาทกัน โดยการให้แบ่งเขตการแสวงหาการค้าทางทะเลด้วยการให้ทำสนธิสัญญา (Treaty of Tordesillas) ขึ้นโดยให้โปรตุเกสขยายอำนาจไปทางทิศตะวันออก และสเปนขยายอำนาจไปทางทิศตะวันตก โดยมีทวีปยุโรปเป็นศูนย์กลาง ดังนั้นประเทศในแถบเอเชียเป็นส่วนใหญ่จึงตกอยู่ในเขตการขยายอิทธิพลทางทะเลของโปรตุเกสซึ่งรวมทั้งกรุงศรีอยุธยาของเราด้วย โปรตุเกสได้เริ่มมายึดเมืองกัวเป็นศูนย์กลางในการแผ่ขยายอำนาจมาทางเอเชียตะวันออกกลางและเอเชียใต้ในปี พ.ศ. 2053 และได้เมืองมะละกาเป็นศูนย์กลางในการขยายอำนาจมาทางเอเชียตะวัน ออกเฉียงใต้ในปี พ.ศ. 2054

ภาพวาดบรรยายเหตุการณ์การโจมตีมะละกาของเรือโปรตุเกส เมื่อ ค.ศ.1511
(สำเนาจากมะละกาโดยปฏิพัฒน์ พุ่มพงษ์แพทย์)

ป้อมโปรตุเกสที่มะละกา(สำเนาจากมะละกาโดย ปฏิพัฒน์ พุ่มพงษ์แพทย์)


หลังจากนั้นโปรตุเกสจึงเข้ามาติดต่อสัมพันธ์กับอยุธยา เมื่อทราบว่ามะละกาเคยเป็นเมืองขึ้นของอยุธยามาก่อนจึงส่งทูตเข้ามาสัมพันธไมตรี ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองเป็นไปด้วยดี จากการที่โปรตุเกสต้องการให้อยุธยายอมรับอำนาจของโปรตุเกสที่มีอยู่เหนือมะละกา ในขณะเดียวกันอยุธยาก็ต้องการความช่วยเหลือทางด้านการทหารโดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่โปรตุเกสได้นำเอาอาวุธปืนซึ่งเป็นของสมัยใหม่เข้ามา จึงเป็นที่พอพระทัยของพระเจ้าแผ่นดินอยุธยาเป็นอย่างมาก รวมทั้งการเป็นทหารอาสาและการก่อสร้างป้อมปราการ เพราะในขณะนั้นอยุธยามีศึกติดพันอยู่กับเชียงใหม่และพม่า

เนินโบราณสถานโบสถ์ซานเปโตร ก่อนการขุดแต่งและบูรณะพ.ศ.2527

หลังการขุดแต่งแล้วศาลนักบุญเปโตรของเดิมก็มิได้ถูกย้ายออกไป

(สำเนาภาพโดย ปฏิพัฒน์ พุ่มพงษ์แพทย์)


การแพร่ศาสนานิกายโรมันคาทอลิก โปรตุเกสซึ่งได้รับนโยบายการเผยแพร่ศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกมาจากสมเด็จพระสันตะปาปาอเล็กซานเดอร์ที่ 6 ที่มีคำสั่งตัดสินให้โปรตุเกสและสเปนแบ่งการขยายอาณาเขตออกไปทางด้านทิศตะวันตกและตะวันออก และในการขยายอิทธิพลของตนไปนั้น จะต้องเผยแพร่ศาสนาไปตามเมืองต่างๆ เหล่านั้นด้วย ในการเผยแพร่ศาสนานี้โปรตุเกสต้องได้รับการต่อต้านจากบรรดาชาวเมืองที่ต่างก็นับถือศาสนาอื่นอยู่ก่อนแล้ว ดังเช่น ในเมืองกัว เมืองมะละกา ซึ่งมีผู้ที่นับถือศาสนาอิสลามเป็นชนส่วนใหญ่ของเมืองนั้นอยู่แล้ว เป็นต้น


การเผาวัชพืชเพื่อเปิดพื้นที่เนินดินก่อนการขุดแต่งพ.ศ.2527 (ภาพโดย ปฎิพัฒน์ พุ่มพงษ์แพทย์)
เนินโบราณสถานโบสถ์ซานเปโตร ระหว่างการถากถางเพื่อการสำรวจและขุดแต่งพ.ศ.2527 (ภาพโดยปฏิพัฒน์ พุ่มพงษ์แพทย์)


นักโบราณคดีกำลังทำแผนผังฐานรากอาคารโบสถ์ซานเปโตร พ.ศ.2527
(ปฏิพัฒน์ พุ่มพงษ์แพทย์ เอื้อเฟื้อภาพ)


นักทัศนาจรเดินทางมาเยี่ยมชมโบราณสถานระหว่างการขุดแต่งโบสถ์ซานเปโตรระยะแรก (ภาพโดย ปฏิพัฒน์ พุ่มพงษ์แพทย์)


ในเอกสารของชาวต่างประเทศที่เข้ามายังกรุงศรีอยุธยากล่าวว่า ภายหลังจากโปรตุเกสได้ทำความสัมพันธ์อันดีกับอยุธยาแล้ว ก็ได้มีชาวโปรตุเกสเข้ามายังอยุธยาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทั้งที่เป็นพ่อค้าค้าขายอยู่ในกรุงศรีอยุธยา, นครศรีธรรมราช, มะริด, ตะนาวศรีและปัตตานี นอกจากนั้นก็มาเป็นทหารอาสาอยู่ในกรุงศรีอยุธยา ดังเช่นพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับตุรแปงกล่าวว่า มีชาวโปรตุเกสอยู่ในอยุธยา 130 คน และเป็นทหารเสีย 120 คน ในสมัยของพระไชยราชาเมื่อเกิดสงครามกับเชียงใหม่และอยุธยาได้ยกทัพไปปราบและได้ ชัยชนะกลับมา ชาวโปรตุเกสก็ร่วมไปในสงครามครั้งนี้ด้วย จึงทำให้เกิดหมู่บ้านโปรตุเกสในปี พ.ศ. 2088 นี้เอง ในระยะแรกนี้จะมีบาทหลวงชาวโปรตุเกสเข้ามาเผยแพร่ศาสนาหรือยังไม่มีเอกสารยืนยันอย่างแน่นอน แต่ก็อาจเป็นไปได้ว่านักบุญฟรังซิส ซาเวียร์ (St.Francis Xavier) ซึ่งได้เดินทางมาเผยแพร่ศาสนายังเอเชียนั้นได้เข้ามายังกรุงศรีอยุธยา(ในปัจจุบันยังปรากฏอนุสาวรีย์อยู่ที่เมืองมะละกา) แต่จากเอกสารที่ปรากฏกล่าวว่า บาทหลวงชาวโปรตุเกส 2 องค์ได้เดินทางเข้ามายังกรุงศรีอยุธยาในปี พ.ศ. 2098 เป็นบาทหลวงในคณะโดมินิกัน ชื่อ เจอโรนิโม ดาครูซ กับ เซบาสติเอา ดา คูโต (Jeronimo da Cruz & Sebastiao da Couto) ซึ่งตรงกับสมัยของพระมหาจักรพรรดิ แต่การเผยแพร่ศาสนายังคงไม่ค่อยแพร่หลายเท่าใดนัก มีโบสถ์สำหรับทำพิธีอยู่หลังหนึ่งซึ่งสร้างขึ้นพร้อมกับหมู่บ้านโปรตุเกสในสมัยของพระไชยราชา


บันไดทางขึ้นสู่อาคารมีแผ่นหินแกรนิตเสริมความมั่นคงก่อนเทปูนทับ

อุปสรรคที่สำคัญที่ทำให้การเผยแพร่ศาสนาไม่สามารถดำเนินไปได้ด้วยดีก็คือภาษา (ในระยะ เวลาต่อมาอุปสรรคนี้ได้รับการแก้ไขโดยบาทหลวงองค์ต่อๆ มาโดยการพยายามศึกษาภาษาไทยและต่อมาได้มีการเขียนคำเทศนาสั่งสอนออกมาเป็นภาษาไทย) นอกจากนี้ยังต้องประสบกับการขัดขวางจากผู้ที่นับถือศาสนาอื่นอยู่ก่อนแล้ว ทำให้บาทหลวงเจอโรนิโม ดาครูซ ถูกทำร้ายจนถึงตายในขณะที่บาทหลวงเซบาสติเอา ดา คูโต ได้รับบาดเจ็บและออกเดินทางกลับไปยังเมืองมะละกา (และได้เดินทางกลับมายังอยุธยาอีกครั้งหนึ่งในปีพ.ศ. 2110 พร้อมกับเพื่อนบาทหลวงอีก 2 องค์ และถูกฆ่าตายในระหว่างสงครามอยุธยากับพม่าในปี พ.ศ. 2112)

ภายหลังจากกรุงศรีอยุธยากลับเข้มแข็งขึ้นมาอีกครั้งในสมัยพระนเรศวรมหาราช การเผยแพร่ศาสนาคริสต์ก็กลับดำเนินต่อ ในสมัยของพระเจ้าทรงธรรมปรากฏว่ามีการสร้างโบสถ์ขึ้นอีกหลังหนึ่งเป็นผลมาจากการที่ทหารโปรตุเกสได้เข้าร่วมรบในสงครามกับพม่าเพื่อชิงเมืองชายแดนบางเมืองกลับมาเป็นของอยุธยาได้สำเร็จ ในระยะนี้ปรากฏว่ามีบาทหลวงในคณะฟรานซิสกันและเยสุอิตเข้ามาอีก 2 คณะ แต่อย่างไร ก็ตามปรากฏว่าเกิดความขัดแย้งขึ้นระหว่างบาทหลวงชาวโปรตุเกสกับชาวไทยที่ในอยุธยาและเมืองต่างๆ หลายครั้งจนถึงกับพระเจ้าทรงธรรมให้จับบาทหลวงชาวโปรตุเกสไปทรมาน

ศาลนักบุญเปโตรระหว่างการขุดแต่ง

เหตุการณ์นี้ได้เกิดขึ้นเป็นระยะๆ จนถึงสมัยพระเจ้าปราสาททอง ซึ่งระยะนี้โปรตุเกสมีความขัดแย้งกับฮอลันดาเนื่องจากการแก่งแย่งทางการค้าที่เกิดขึ้นอยู่เสมอทำให้พระเจ้าปราสาททองซึ่งมีนโยบายที่จะติดต่อสัมพันธ์กับทุกชาติที่เข้ามาติดต่อด้วยไม่พอพระทัย จากจดหมายเหตุของชาวฝรั่งเศสที่เข้ามาในสมัยพระนารายณ์กล่าวว่า เมื่อแรกราชทูตฝรั่งเศสเดินทางเข้ามานั้นมีบาทหลวงชาวโปรตุเกสไปให้การต้อนรับด้วยการสั่นระฆังในโบสถ์ของเขา นอกจากนี้ยังมีการจัดงานฉลองขึ้น 2 ครั้งในโบสถ์ของชาวโปรตุเกสด้วย



ในการเข้ามาของฝรั่งเศสนี้เองก็เกิดความขัดแย้งกับบาทหลวงโปรตุเกสที่อยู่เดิม โดยบาทหลวงชาวฝรั่งเศสได้รับมอบอำนาจจากสันตะปาปาเกรเกอรี่ที่ 15 ให้เป็นผู้ดูแลปกครองคณะสงฆ์ที่เข้ามาเผยแพร่ศาสนาอยู่ในกรุงศรีอยุธยา ในระยะแรกบาทหลวงชาวโปรตุเกสไม่ยอมรับอำนาจนี้ แต่ในเวลาต่อมาก็สามารถตกลงกันได้ด้วยการประชุมปุจฉาวิสัชนา

ในระยะปลายของสมัยอยุธยา บทบาทของบาทหลวงชาวโปรตุเกสลดน้อยลงเนื่องจากฝรั่งเศสได้สร้างโบสถ์ขึ้นในหมู่บ้านของตนและมีการเผยแพร่ศาสนาด้วยวิธีการที่เอาใจใส่ต่อความเป็นอยู่ของประชาชนเป็นอย่างดี เช่น การสร้างโรงพยาบาล การช่วยเหลือผู้ที่ยากจน เป็นต้น แต่อย่างไรก็ตามการเผยแพร่ศาสนาคริสต์นี้ก็ต้องสะดุดหยุดลงในเมื่อกรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่าครั้งที่ 2 ในปี พ.ศ. 2310
หมู่บ้านโปรตุเกสตั้งอยู่ทางด้านทิศใต้ของตัวเกาะเมืองอยุธยาฝั่งด้านตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยาตรงกันข้ามกับบ้านญี่ปุ่นและบ้านฮอลันดา ตามหลักฐานที่ปรากฏกล่าวว่าหมู่บ้านโปรตุเกสสร้างขึ้นในสมัยพระไชยราชา เมื่อทหารโปรตุเกสซึ่งเข้าร่วมรบในกองทัพอยุธยาและชนะเชียงใหม่กลับมาในปี พ.ศ. 2088 ในระยะแรกคงมีชาวโปรตุเกสอาศัยอยู่ไม่มากนัก แต่ในเวลาต่อมาก็เพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ ปรากฏในจดหมายเหตุของชาวฝรั่งเศสที่เข้ามาในสมัยพระนารายณ์กล่าวว่ามีชาวโปรตุเกสอาศัยอยู่ในหมู่บ้านแห่งนี้ประมาณ 2,000 คน ส่วนมากเป็นลูกครึ่งซึ่งเป็นไปตามนโยบายของโปรตุเกสที่อาศัยวิธีการผสมผสานกับชาวพื้นเมืองซึ่งต่างจากชาวยุโรปชาติอื่นๆ

ในการขุดแต่งโบราณสถานซานเปโตรซึ่งตั้งอยู่ในหมู่บ้านโปรตุเกสได้พบโครงกระดูกเป็นจำนวนทั้งสิ้น ขณะนี้ 130 โครงซึ่งอาจจะพบเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ (ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในบริเวณนี้กล่าวว่าในโบราณสถานอีก 2 แห่งที่ตั้งอยู่ในหมู่บ้านโปรตุเกสนี้ก็พบโครงกระดูกเช่นกัน)

กระโหลกศีรษะมีปูนขาวหุ้มป้องกันกลิ่นและเชื้อโรคของโครงกระดูกซึ่งพบหน้าแท่นบูชามีรอยถูกตีที่กลางแสกหน้าสันนิษฐานว่าอาจเป็นกระโลกศีรษะของบาทหลวงโปรตุเกส ชื่อ เจรอนิโม ดา ครูซ -Jerónimo da Cruz (ภาพโดย ปฏิพัฒน์ พุ่มพงษ์แพทย์ พ.ศ.2527)

ในที่นี้จะกล่าวถึงการฝังศพและลักษณะการฝังศพของชาวคาทอลิก ที่โบราณสถานซาน เปโตรแห่งนี้ โครงกระดูกที่พบในบริเวณโบราณสถานซานเปโตรนี้จะอยู่บริเวณด้านทิศตะวันออกซึ่งเป็นด้านหน้าของโบราณสถานเป็นส่วนใหญ่ และจะมีพบบ้างเล็กน้อยบริเวณด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้และทิศตะวันออกเฉียงเหนือ การฝังศพจะหันศีรษะไปทางด้านทิศตะวันออก (อาจเป็นไปได้ว่าต้องการให้ศพหันหน้าเข้าหาโบสถ์ซึ่งเป็นคติประเพณีนิยมก็เป็นได้) มีบ้างบางโครงที่หันศีรษะไปทางด้านทิศตะวันตก

โครงกระดูกนี้มีปูนขาว นอนกอดอก มีปูนขาวหุ้ม แสดงให้เห็นถึงการเตรียมการอย่างดีระหว่างทำพิธีฝังศพ และที่บริเวณต้นขาและกระดูกหน้าแข้งของโครงกระดูกมีสภาพการถูกทำลายโดยมีสาเหตุจากโรคหนองในโพรงกระดูก(ภาพโดยปฏิพัฒน์ พุ่มพงษ์แพทย์)

จากการวิเคราะห์โครงกระดูกเหล่านี้พบว่ามีทั้งที่เป็นคนเชื้อชาติมองโกลอยด์และคอเคซอยด์ ซึ่งเป็นไปได้มากว่าโครงกระดูกเหล่านี้อาจจะเป็นผู้ที่มีเชื้อสายโปรตุเกสผสมกับคนพื้นเมืองซึ่งอาจจะมีทั้งชาวจีนและญวนรวมอยู่ด้วย
การวางท่าของโครงกระดูก การฝังศพของชาวคาทอลิกที่ปรากฏที่โบราณสถานซานเปโตรแห่งนี้ จะจัดวางท่าทางของศพในลักษณะแตกต่างกัน (ทั้งนี้จากการสอบถามผู้ที่นับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกในปัจจุบันกล่าวว่าการจัดวางท่าทางของศพนั้นจะจัดวางในลักษณะที่สุภาพเพื่อแสดงถึงความเคารพ) ลักษณะการวางท่าทางของศพที่พบจะมีลักษณะดังต่อไปนี้

1.มือประสานกันที่บริเวณหน้าอก มือขวาทับมือซ้าย เข่าอยู่ห่างจากกัน แสดงว่าไม่ได้มีการมัด เข่าหรือเท้า เช่น โครงกระดูกที่ 4
2.มือประสานกันที่ท้องน้อย (ใกล้บริเวณเชิงกราน) มือทั้งสองชิดติดกันในลักษณะที่อาจเอานิ้วมือสอดประสานกันอันเป็นลักษณะที่แสดงความเคารพ เข่าทั้งสองอยู่ชิดติดกันแสดงว่าเท้าทั้งสองติดกัน หรือวางไขว้ทับกันด้วย แต่เท้าทั้งสองขาดหายไปในโครงกระดูกที่ 5
3.มือทั้งสองประสานกันที่ท้องน้อย (ใกล้บริเวณเชิงกราน) แต่เข่าและเท้าอยู่ห่างกัน เช่น ในโครงกระดูกที่ 37
4.มือทั้งสองวางประสานกันที่บริเวณเหนือท้องน้อยในลักษณะที่ข้อศอกเกือบตั้งฉาก เข่าและเท้าอยู่ห่างกัน เช่น โครงกระดูกที่ 38
5.มือขวาวางพาดบริเวณเหนือท้องน้อย ส่วนมือซ้ายจะวางพาดเฉียงลงมาบริเวณเหนือ เชิงกรานเล็กน้อย ลำตัวเอียงคล้ายวางตะแคงเข่าจะอยู่ในลักษณะย่อเล็กน้อย เช่น โครงกระดูก ที่ 39
6.มือวางประสานกันบริเวณท้องน้อยใกล้เชิงกราน มือขวาทับมือซ้าย เข่าห่างจากกัน แต่เท้าวางไขว้กันโดยเท้าขวาทับเท้าซ้าย เช่น โครงกระดูกที่ 40
7.มือทั้งสองวางอยู่บนหน้าอก โดยมือขวาวางอยู่เหนือมือซ้ายเล็กน้อย เข่าและเท้าทั้งสองอยู่ห่างจากกัน เช่น โครงกระดูกที่ 57
8.มือขวาวางพาดในลักษณะตั้งฉากบริเวณท้องน้อย มือซ้ายวางพาดขึ้นมาถึงบริเวณหน้าอก เช่น โครงกระดูกที่ 66

การนำสิ่งของใส่ฝังร่วมกับผู้ตาย


เหรียญรูปเคารพมีรูปพระแม่มารีและพระคริสต์ขณะทรงพระเยาว์



จากการขุดแต่งโครงกระดูกได้พบสิ่งของอยู่ร่วมกับโครงกระดูกด้วย ส่วนใหญ่ของที่พบร่วมกับโครงกระดูกจะเป็นของเคารพในศาสนา เช่น โครงกระดูกที่ 31 พบสายประคำคล้องคอผู้ตายอยู่ด้วย สายประคำนี้อาจทำด้วยกระดูกหรืองาช้าง โครงกระดูกที่ 59 พบสายประคำและเหรียญรูปเคารพในศาสนาอยู่ที่มือซ้ายซึ่งวางพาดลงมาที่บริเวณเชิงกรานในลักษณะที่สิ่งของทั้งสองนี้อยู่ในกำมือ คงเป็นลักษณะที่มีการนำเอาของนี้ยัดใส่ในมือของผู้ตายเพื่อแสดงว่าเป็นบุตรของพระเจ้า

โครงกระดูกที่ 64 พบสายประคำอยู่ที่มือซ้ายซึ่งวางพาดอยู่บริเวณเชิงกราน สายประคำนี้จะอยู่ในลักษณะที่ห้อยคล้องข้อมืออยู่
โครงกระดูกที่ 22 พบไม้กางเขนขนาดเล็กห้อยคอศพอยู่โดยอาจใช้สายเชือกก็อาจเป็นได้
โครงกระดูกที่ 85 พบเหรียญรูปเคารพในศาสนาอยู่ร่วมกับโครงกระดูกขณะโครงกระดูกที่ 38 พบตุ๊กตาเสียกบาลอยู่ร่วมกับโครงกระดูกด้วย

สรุป

การฝังศพของชาวคาทอลิกที่พบในการขุดแต่งโบราณสถานซานเปโตรนี้ จะพบว่ามีลักษณะการจัดวางท่าศพในลักษณะที่ต่างกันออกไป โดยส่วนใหญ่คำนึงถึงความสุภาพแสดงความเคารพเป็นสำคัญ อาจเป็นได้ว่าการทำพิธีบางอย่างอาจนำเอาพิธีของศาสนาอื่นที่ชาวพื้นเมืองที่นี่ได้กระทำกันอยู่แล้ว เมื่อหันมานับถือศาสนาคริสต์ ก็ยังติดพิธีกรรมบางอย่างจากศาสนาเดิมอยู่มาใช้ก็เป็นได้ เช่น การมัดตราสังศพ เป็นต้น ส่วนลักษณะท่าทางในการจัดวางศพนั้น เป็นไปได้ว่าอาจมีการเคลื่อนจากเดิมบ้าง ทั้งนี้เพราะโครงกระดูกอาจมีการเกร็งหรือคลายลงจากลักษณะเดิมที่จัดไว้ได้ แต่ทั้งนี้การวิเคราะห์อย่างละเอียดจะสามารถให้ความกระจ่างแก่เราต่อไป

วันจันทร์ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2553

โบราณสถานในพื้นที่ชุมชนโปรตุเกสด้านใต้ของเกาะเมืองพระนครศรีอยุธยา

โดย พิทยะ ศรีวัฒนสาร

ภาพการลงเบ็ดบนโป๊ะท่าน้ำหน้าบ้านโปรตุเกส

โบราณสถานในเขตชุมชนโปรตุเกสด้านใต้ของเกาะเมืองพระนครศรีอยุธยา จำแนกเป็น โบราณสถานเนื่องในศาสนาคริสต์และโบราณสถานเนื่องในศาสนาพุทธ
บันทึกการเดินทางของบาทหลวงกวีย์ ตาชารด์(Le Reverend Père Qui Tachard ) ครั้งที่ 2(ค.ศ.1687-1688) ตีพิมพ์ค.ศ.1689 กล่าวถึง การที่เจ้าพระยาวิไชเยนทร์(Constantine Phalcon)ได้รับพระราชทานที่ดินแปลงใหญ่ในเมืองพระนครศรีอยุธยาเพื่อสร้างโรงเรียนซึ่งเรียกในภาษาฝรั่งเศสว่า “Collège Constantinien”[1] และได้รับพระบรมราชานุญาตให้เร่งสร้าง “บ้านหลังงามกับโบสถ์ฝรั่ง” หลังหนึ่งแก่คณะบาทหลวงเยซูอิตชาวโปรตุเกส กับ “โบสถ์ฝรั่งอันงดงาม” หลังหนึ่งแก่บาทหลวงคณะ “โดมินิแกง”ชาติเดียวกัน[2]
บาทหลวงมานูเอล ไตไซรา นักประวัติศาสตร์ชาวโปรตุเกสระบุว่า บาทหลวงชาวโปรตุเกสที่เดินทางเข้ามาเผยแพร่ศาสนาในกรุงศรีอยุธยาจำแนกออกเป็น 4 คณะ เรียกตามสำเนียงโปรตุเกส ได้แก่ คณะดูมินิกานูช หรือ โดมินิกัน(Missionários Dominicanos)คณะฟรานซิสกานูช หรือ ฟรานซิสกัน (Missionários Franciscanos ) คณะอากุสติญูช หรือ ออกัสติน(Missionários Agostinhos ) และคณะเยซูอีตาช หรือ เยซูอิต(Missionários Jesuítas )[3]
จากข้อมูลการสำรวจและขึ้นทะเบียนโบราณสถานของกรมศิลปากร ทำให้กล่าวกันว่า โบราณสถานในพื้นที่ของชุมชนโปรตุเกสประกอบด้วยซากโบสถ์ 3 แห่ง ดังนี้



อาคารจัดแสดงโครงกระดูกที่โบสถ์ซานเปโตร
โบราณสถานแห่งแรก คือ โบราณสถานโบสถ์ซานเปโตร[4]ของบาทหลวงนิกายคณะโดมินิกัน ตั้งอยู่ที่บริเวณจุดกึ่งกลางหมู่บ้าน มีชื่อเรียกในแผนที่ฝรั่งเศสว่า “The Portuguese Jacobins”[5] ปัจจุบันมีชาวไทยคาทอลิกเชื้อสายเวียดนามตั้งบ้านเรือนอยู่ใกล้กับโบราณสถานโบสถ์ซานเปโตรมาตั้งแต่สมัย รัชกาลที่5 และบางครอบครัวก็ระบุว่าเป็นผู้สืบเชื้อสายมาจากบรรพบุรุษชาวโปรตุเกสแต่ก็ไม่มีหลักฐานที่น่าเชื่อถือมายืนยัน [6]
สำหรับโบราณสถานแห่งที่สองนั้น นักโบราณคดีของอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาสัณนิษฐานว่า คือ โบสถ์ซานฟรานซิสกันซึ่งตั้งอยู่ทางด้านเหนือของหมู่บ้านโปรตุเกสในเขตที่ดินมีโฉนดของเอกชนรายหนึ่ง อย่างไรก็ดี ศาสตราจารย์ ดร.ผาสุข อินทราวุธตั้งข้อสังเกตว่า อาจไม่มีการสร้างโบสถ์ของนิกายฟรานซิสกันในเมืองพระนครศรีอยุธยา ซึ่งจากการศึกษาก็ได้พบว่านิกายฟรานสกันเป็นพวกที่เคร่งครัดศาสนา นิยมการดำรงชีพแบบสันโดษ เสียสละและยากไร้ตามแบบอย่างนักบุญฟรานซิส(St. Francis Xavier) ผู้ก่อตั้งนิกายในคริสต์ศตวรรษที่13[7]
หลักฐานจดหมายเหตุการเดินทางของบาทหลวงตาชารด์เล่ม1-3 ฉบับลายมือเขียนที่คัดมาจากต่างประเทศ ซึ่งกรมศิลปากรจัดพิมพ์เมื่อพ।ศ.2521 ยกสำเนาบันทึกกราบบังคมทูลพระเจ้าหลุยส์ที่14 ว่าด้วยเรื่องศาสนาของคอนสแตนติน ฟอลคอน(Constantin Phalcon) ยืนยันข้อเสนอในงานค้นคว้าของบาทหลวงไตไซราว่า ในสยามขณะนั้นมีบาทหลวงศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก เคลื่อนไหวอยู่อย่างน้อย 4 คณะ คือ

“...พระซึ่งเป็นสาวกนักบุญดอมินิก สาวกของนักบุญฟรังซัวร์ ..สาวกของ
นักบุญออกัสแต็ง....บาทหลวงเยซูอิต...”[8]

ฟอลคอนเน้นว่าพวกมิชชันนารีอาศัยอยู่ในที่พำนัก 3 แห่งในกรุงสยาม[9] และมีวัดของชาวโปรตุเกสอยู่ 2 วัดประกอบด้วยบุคคลจำนวนมากกว่าสี่พันคน วัดทั้งสองแห่งนี้อยู่ภายใต้การปกครองของสังฆราชแห่งเมืองมะละกาและทางการโปรตุเกสแห่งอินเดียที่เมืองกัวได้ประกาศให้บาทหลวงโปรตุเกสและชุมชนชาวโปรตุเกสแห่งราชอาณาจักรสยามยอมรับอำนาจการปกครองทางจิตใจจาก “พระผู้ปกครองมิซซัง(Vicaires Apostoliques)ที่ได้เดินทางผ่านมาจากอินเดียโดยมิได้ผ่านประเทศโปรตุเกส”[10] ซึ่งฟอลคอนระบุว่า

“พวกพระหรือพวกนักบวชซึ่งเป็นผู้ควบคุมชาวโปรตุเกสในอินเดียนั้นปฏิบัติตนเหมือนกันหมดทุกหนทุกแห่งซึ่งก่อความไม่พอใจให้แก่ชาวโปรตุเกส...”[11]

เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้กษัตริย์โปรตุเกสจัดส่งเอกอัครราชทูตมาร้องทุกข์ยังราชสำนักสยามเพื่อ

“ร้องทุกข์เรื่องที่สาวกของพระเยซูเหล่านั้นปฏิบัติไม่ดีต่อชาวโปรตุเกสซึ่งอยู่ในความอารักขาขององค์พระมหากษัตริย์ และเพื่อขอร้องให้พระองค์ทรงเอาพระทัยใส่จัดการหาทางป้องกันเพื่อชาวโปรตุเกสได้มีความเป็นอยู่สุขสบายปราศจากความเดือดร้อนตลอดไป”[12]

สำนักพระสารสาส์นซึ่งเป็นองค์กรเผยแพร่พระคริสต์ศาสนาในประเทศไทยระบุในหนังสือ “ประวัติพระศาสนจักรสากลและศาสนจักรในประเทศไทย” ว่า ในรัชสมัยสมเด็จพระมหาธรรมราชา(พ.ศ.2112-2133) บาทหลวงคณะฟรานซิสกัน 2 รูป คือ บาทหลวงฟรานซิส ดึ มัลทิลดา(Francis de Maltilda)กับบาทหลวงดิเอกู ดึ ชิมิเนซ(Diago de Simenez) เดินทางเข้ามายังกรุงศรีอยุธยาเพื่อเผยแพร่ศาสนาคริสต์[13]

บทความชื่อ “มิชชันนารีคาทอลิกพวกแรกที่เข้ามาในประเทศไทย”ของบาทหลวงรอคโค ลีออติโล(Rocco Leotilo ชาวอิตาเลียน)[14] ระบุว่าเดิมเชื่อว่าคณะฟรานซิสกันเข้ามาในสยามครั้งแรกเมื่อ ค.ศ.1584-1585 (พ.ศ.2127-2128) แต่จากการศึกษาเอกสารภาษาสเปนจำนวนหนึ่ง(Archivo Ibero-Amennicano )ทำให้เชื่อว่า บาทหลวงคณะฟรานซิสกันเข้ามายังกรุงศรีอยุธยาครั้งแรกเมื่อพ.ศ.2125 และปีสุดท้ายที่ปรากฏหลักฐานเกี่ยวกับบาทหลวงคณะฟรานซิสกันในกรุงศรีอยุธยาคือพ.ศ.2298[15] อันเป็นช่วงปลายรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ(พ।ศ.2276-2301) และการที่แผนที่ในจดหมายเหตุลาลูแบร์ไม่ระบุตำแหน่งโบสถ์ของบาทหลวงคณะฟรานซิสกันนั้นอาจจะมีสาเหตุสอดคล้องกับข้อคิดเห็นข้างต้นก็ได้

โบราณสถานแห่งที่สาม คือ โบสถ์ซานเปาโลของนิกายเยซูอิต โบราณสถานแห่งนี้ปรากฏชื่อเรียกในแผนที่ซึ่งตีพิมพ์ในหนังสือจดหมายเหตุลาลูแบร์ฉบับสมบูรณ์ว่า “The Portuguese Jesuites”
นอกจากเนินโบราณสถานที่เกี่ยวข้องกับชาวโบรตุเกสโดยตรง 3 แห่งแล้ว ยังปรากฏร่องรอยของเนินโบราณสถานซึ่งเป็นปรากฏอยู่ในภาพถ่ายดาวเทียมระบุว่าเป็นวัดในพุทธศาสนา 4 แห่ง แห่งแรก คือ วัดพญากง ภาพจากดาวเทียมระบุตำแหน่งตรงข้ามกับโบสถ์นักบุญฟรานซิสกัน แห่งที่2 คือ วัดโพธิ์ซุ้มอยู่เยื้องจากวัดพญากงลงมาทางตะวันออกเฉียงใต้ ประมาณ 350 เมตร และอยู่ห่างจากโบสถ์นักบุญโดมินิกไปทางตะวันตกเฉียงเหนือระยะทางใกล้เคียงกัน ในภาพถ่ายจากดาวเทียมระบุคลาดเคลื่อนว่า โบสถ์นักบุญโดมินิก เป็นโบสถ์เยซูอิตนิกาย แห่งที่3 คือ วัดพญาพาน ตั้งอยู่ระนาบใกล้เคียงกับโบสถ์ซานโดมินิกัน โดยตั้งอยู่ห่างกันประมาณ 300 เมตร แห่งที่4 คือวัดโพธิ์ชัยร้าง แต่เดิมเข้าใจว่าเป็นโบสถ์นิกายเยซูอิต และสันนิษฐานว่าโบสถ์เยซูอิตคงจะตั้งอยู่ไม่ไกลจากบริเวณนี้เท่าใดนัก



โคกวัดโพธิ์ชัย(ร้าง)ซึ่งเคยเข้าใจกันว่าเป็นที่ตั้งของโบสถ์เยซูอิต


[1] บางทีก็แปล(เกินเลย)ว่า “วิทยาลัยคอนสแตนติน”
[2] บาทหลวงกวีย์ ตาชารด์, จดหมายเหตุการเดินทางครั้งที่2ของบาทหลวงตาชารด์ ค.ศ.1687-1688(กรุงเทพฯ: คุรุสภา, ลาดพร้าว), หน้า186
[3] Teixeira, P. Manuel, op. cit. , p.337-344
[4] ชื่อโบสถ์แห่งนี้ตั้งใหม่โดยชาวคาทอลิกเชื้อสายญวนที่อพยพเข้ามาอาศัยในบริเวณหมู่บ้านโปรตุเกสสมัยรัชกาลที่5
[5] ตีพิมพ์ในจดหมายเหตุลาลูแบร์ฉบับสมบูรณ์ เล่ม 1 แปลโดย สันต์ ท. โกมลบุตร
[6] ฉัตราภรณ์ จินดาเดช, “ชุมชนชาวไทยเชื้อสายโปรตุเกสริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา: สายสัมพันธ์จากวันวานถึงวันนี้” เอกสารประกอบการสัมมนาเรื่อง ประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมระหว่างไทยกับโปรตุเกส , วันที่ 23-24 มิถุนายน 2548 ณ ห้องประชุมหอสมุดแห่งชาติ ท่าวาสุกรี, เอกสารถ่ายสำเนา, หน้า 3
[7] The Columbia Encyclopedia (New York, Columbia University Press, 1963), p. 756
[8] กรมศิลปากร, จดหมายเหตุการเดินทางของบาทหลวงตาชารด์เล่ม1-3 ฉบับลายมือเขียนที่คัดมาจากต่างประเทศ ซึ่งกรมศิลปากรจัดพิมพ์เมื่อพ.ศ.2521, หน้า40-41
[9] กรมศิลปากร, เรื่องเดิม, หน้า55
[10] กรมศิลปากร, เรื่องเดิม, หน้า52
[11] กรมศิลปากร, เรื่องเดิม, หน้า52
[12] กรมศิลปากร, เรื่องเดิม, หน้า 53
[13] สำนักพระสารสาส์น, ประวัติพระศาสนจักรสากลและศาสนจักรในประเทศไทย, (พระนคร: ไทยหัตถ์การพิมพ์, 2510), หน้า196
[14] บาทหลวงสุรชัย ชุ่มศรีพันธุ์, “การเข้ามาของพวกโปรตุเกสกับศาสนาคริสต์” สรุปการสัมมนาทางวิชาการประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมระหว่างไทย-โปรตุเกส, สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม พ.ศ. 2548, หน้า191
[15] บาทหลวงสุรชัย ชุ่มศรีพันธุ์, เรื่องเดิม, 200

กำเนิดชุมชนโปรตุเกสและวิถีชีวิตท่ามกลางชุมชนนานาชาติ

โดย พิทยะ ศรีวัฒนสาร ปฏิพัฒน์ พุ่มพงษ์แพทย์ ระบุถึงเดินทางเข้ามากรุงศรีอยุธยาของดูอาร์ตึ คูเอลญูในพ.ศ.2059(ค.ศ.1516) สอดคล้องกับนักวิชาการอื่นซึ่งอ้างตามพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขาว่า ชุมชนโปรตุเกสก่อตัวขึ้นในปีพ.ศ.2083(ค.ศ.1540) กล่าวคือ “ในแผ่นดินสมเด็จพระไชยราชาธิราช มีฝรั่งโปรตุเกสเข้ามาหากินที่กรุงศรีอยุธยาประมาณ 130 คน เมื่อสมเด็จพระไชยราชาธิราชจะเสด็จยกกองทัพหลวงไปปรบพม่าที่เมืองเชียงกราน ทรงเกณฑ์ชาวโปรตุเกสเป็นทหารรักษาพระองค์ 120 คน พวกโปรตุเกสได้รบพุ่งพวกข้าศึกแข็งแรง ครั้นชนะศึกมีความชอบ สมเด็จพระไชยราชาธิราชจึงพระราชทานอนุญาตให้พวกโปรตุเกสเข้ามาตั้งภูมิลำเนาอยู่ในพระราชอาณาจักร และทำวัดวาตามลัทธิศาสนาของตนได้ดังปรารถนา” ขณะที่พิทยะ ศรีวัฒนสาร ในวิทยานิพนธ์เรื่อง “ชุมชนโปรตุเกสในสมัยกรุงศรีอยุธยา พ.ศ.2059-2310(ค.ศ.1516-1767)” เสนอว่า ชุมชนโปรตุเกสเริ่มก่อตัวขึ้นอย่างน้อยในปีพ.ศ.2059(ค.ศ.1516) โดยยึดหลักฐานในสัญญาทางพระราชไมตรีระหว่างกรุงศรีอยุธยากับโปรตุเกสพ.ศ.2059(ค.ศ.1516) ซึ่งระบุถึงการอนุญาตให้ชาวโปรตุเกสสามารถเดินทางเข้ามาค้าขาย ตั้งบ้านเรือนและปฏิบัติศาสนกิจในกรุงศรีอยุธยา แลกเปลี่ยนกับการที่ทางการโปรตุเกสดำเนินการจัดหาปืนและกระสุนดินดำแก่กรุงศรีอยุธยา และอนุญาตให้ชาวสยามเดินทางไปค้าขายที่มะละกา ในที่นี้จึงถือว่า พ.ศ.2059(ค.ศ.1516)เป็นจุดเริ่มต้นอย่างเป็นทางการครั้งแรกของชุมชนโปรตุเกสในเมืองพระนครศรีอยุธยา

“แผนที่แสดงชุมชนหลากหลายเชื้อชาติที่กรุงศรีอยุธยาค.ศ.1688(พ.ศ.2231)”ของลาลูแบร์เอื้อเฟื้อจากhttp://www.southeastasianarchaeology.com ขอขอบคุณอย่างยิ่ง จากหลักฐานแผนที่ซึ่งเขียนโดยชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามายังกรุงศรีอยุธยาหลายฉบับ อาทิ แผนที่อยุธยาของบาทหลวงคูร์โตแลง(Père Courtaulin)ชาวฝรั่งเศสที่เข้ามากรุงศรีอยุธยาในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ แสดงให้เห็นว่าค่ายโปรตุเกสในอดีตมีพื้นที่คล้ายรูปสามเหลี่ยม แต่การสำรวจเพื่อทำแผนผังประกอบการขุดแต่งโบราณสถานโบสถ์ซานเปโตรในปีพ.ศ.2527(ค.ศ.1983) แสดงลักษณะทางกายภาพของหมู่บ้านโปรตุเกสคล้ายรูปฝักมะขามตามสภาพการตั้งชุมชนปัจจุบันที่ขนานไปตามริมน้ำ และคิดเป็นเนื้อที่ประมาณ 500 ไร่ โดยมีขนาดกว้างประมาณ 170 เมตร ยาวประมาณ 2000 เมตร และมีขอบเขตพื้นที่ดังนี้ ทิศเหนือ จรดวัดใหม่บางกระจะ ทิศตะวันออก จรดแม่น้ำเจ้าพระยา มีอนุสรณ์สถานหมู่บ้านญี่ปุ่นตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามเยื้องไปทางตะวันออกเฉียงใต้ ทิศใต้ จรดบ้านสะพานขาวอันเป็นที่ตั้งของชุมชนชาวไทยมุสลิม ทิศตะวันตก เคยมีสภาพเป็นท้องนามีคูน้ำคั่น ปัจจุบันมีสุเหร่า สนามฟุตบอลและชุม ชนมุสลิมขยายตัวหนาแน่นมากขึ้นเรื่อยๆริมถนนสายวัดไก่เตี้ย-สะพานขาว “แผนที่แสดงชุมชนหลากหลายเชื้อชาติที่กรุงศรีอยุธยา ค.ศ.1688(พ.ศ.2231)” ซึ่งตีพิมพ์ในจดหมายเหตุของมองซิเออร์ เดอ ลา ลูแบร์ทำให้แลเห็นชัดเจนว่า ในสมัยอยุธยาชุมชนโปรตุเกสตั้งอยู่ท่ามกลางชุมชนนานาชาติ ได้แก่ ชุมชนจีน(ซึ่งมีทั้งในเกาะเมืองและนอกเกาะเมือง) ชุมชนโคชินจีน(เวียดนาม) ชุมชนมาเลย์ ชุมชนมากัสซาร์และชุมชนพะโค ส่วนทางฟากตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยาประกอบด้วยชุมชนอังกฤษ ชุมชนฮอลันดา ชุมชนญี่ปุ่นและชุมชนจีนไล่ลงมาตามลำดับ ซึ่งรวมถึงชุมชนชาวสยามซึ่งเป็นพลเมืองส่วนใหญ่ในเมืองพระนครศรีอยุธยา

จดหมายเหตุของมองซิเออร์ เดอ ลา ลูแบร์ (M. de La Loubère) เรียกชุมชนโปรตุเกสว่า “ค่ายโปรตุเกส-Camp of Portuguese” ซึ่งตรงกับภาษามาเลย์ว่า “Campong” และธีรวัติ ณ ป้อมเพชรใช้ว่า“Campo” แปลว่า “บ้าน” หรือ “หมู่บ้าน” ในภาษาสยาม ซึ่งเห็นได้ชัดเจนว่าคำดังกล่าวอาจสัมพันธ์กับคำว่า “Camp- ค่าย” และในคำประกาศเกียรติคุณของชาวโปรตุเกสที่ร่วมศึกพระยาตากข้บไล่ทหารพม่าออกจากสยามเมื่อพ.ศ.2310(ค.ศ.1767) เรียกที่ตั้งของชุมชนโปรตุเกสที่กรุงธนบุรีว่า “ Bandel หรือ Bamdel dos Portuguezes” แปลว่า “บ้านของชาวโปรตุเกส” อันอาจสะท้อนให้เห็นถึงปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรมก่อนหน้านั้นได้เช่นกัน

ผู้ปกครองชาวโปรตุเกสในเมืองพระนครศรีอยุธยามีตำแหน่งเป็นกะปิเตา-มูร์(Capitao-mor) ซึ่งในเอกสารฝ่ายสยามเรียกว่า นายอำเภอโปรตุเกส อันเป็นฐานะเช่นเดียวกับนายอำเภอจีนหรือนายอำเภอญี่ปุ่นหรือนายอำเภออังกฤษ สังฆราชปัลเลอร์กัวอธิบายว่า "เป็นตำแหน่งฝ่ายนครบาล ควบคุมราษฎรชั่วเขตหมู่บ้านหนึ่ง"(ปชพ.ล.๑๓น.๑๗๗) และเป็นตำแหน่งหัวหน้าคนต่างชาติในสยามด้วย โดยนายอำเภอจะทำหน้าที่คล้ายกงศุลดูแลผลประโยชน์ของชนชาติตน(ปชพ.ล.๑๓น.๑๘๑) ศิลปะนันบัน(Nan Ban Art) หรือ ศิลปะที่ได้รับอิทธิพลจากคนเถื่อนแห่งแดนใต้, 1549-1614)ของญี่ปุ่นแสดงการเดินทางอย่างโอ่อ่าของกะปิเตา-มูร์โปรตุเกสผ่านย่านเศรษฐกิจในเมือง

แผนที่ของกูร์โตแลง(JEAN DE COURTAULIN DE MAGUELLON,1686) อ้างจาก www.ayutthaya history research.com ขอขอบคุณเป็นอย่างยิ่ง

แผนที่ของกูร์โตแลงระบุข้อความว่า "quartier des Portugais" แปลว่า "อำเภอโปรตุเกส" อย่างชัดเจน เป็นการยืนยันผ่านเอกสารแผนที่ฉบับนี้ว่า ทางการสยามยอมรับว่า ค่ายโปรตุเกสมีฐานะเป็นอำเภอ(ภาพจากสบายดอทคอม ขอขอบคุณเป็นอย่างยิ่ง)

หมู่บ้านโปรตุเกสหรือค่ายโปรตุเกส อันเป็นที่ตั้งของชุมชนชาวโปรตุเกสและคนเชื้อสายโปรตุเกสในสมัยอยุธยา มีชื่อเรียกในพระราชพงศาวดารว่า “บ้านดิน”[1] ตั้งอยู่ที่ประมาณพิกัด 47 P.P.R. 844698 หรือประมาณละติจูดที่ 14 องศา 19 ลิบดา 38 พิลิบดาเหนือ ลองติจูดที่ 100 องศา 34 ลิบดา 30 พิลิบดาตะวันออก[2] ที่ตั้งปัจจุบันมีลักษณะเป็นที่ราบลุ่มทางตอนใต้นอกเกาะเมืองพระนครศรีอยุธยา ทิศตะวันออกฝั่งด้านตรงข้ามของแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นที่ตั้งของค่ายญี่ปุ่นหรืออนุสรณ์สถานหมู่บ้านญี่ปุ่น ทิศเหนือจรดกับวัดใหม่บางกระจะมีคูน้ำตัดจากแม่น้ำเจ้าพระยาไปเชื่อมกับคูน้ำทางทิศตะวันตก ทิศใต้เป็นที่ตั้งของชุมชนมุสลิมบ้านสะพานขาว มีคูน้ำคั่นแบ่งเขตชุมชน

หลักฐานของลาลูแบร์ และแกมเฟอร์ ระบุตรงกันว่า ชาวโปรตุเกสหรือชาวต่างชาติอื่นๆ เรียกหมู่บ้านของตนว่า “ค่าย” หรือ “Camp”[3] ในภาษาอังกฤษ และฝรั่งเศส ตรงกับภาษาโปรตุเกสว่า “Campo”[4] บาทหลวงมานูเอล ไตไซรา เรียกชุมชนโปรตุเกสว่า "Campo Português(ค่ายโปรตุเกส)" หรือซึ่งตรงกับความหมายในภาษามะลายูว่า "Bandel Português" คำว่า "bandel" มาจาก "bandar" ในภาษามะลายู แปลว่า "porto - ท่าเรือ , อ่าว" หรือ ซึ่งตรงกับคำว่า"cais - ท่าเทียบเรือ , สะพานหินเทียบเรือ" ในภาษาโปรตุเกส บาทหลวงไตไซราระบุว่า ในมะละกายังมีสถานที่ชื่อ บันดา ฮิลีร์ (Banda Hilir) ปรากฏอยู่ เป็นหลักฐานยืนยันที่มาของคำว่า "Banda" ในภาษามะลายู

"ค่าย โปรตุเกส - bandel / bandar português" มีหัวหน้าเรียกว่า "กะปิเตา มูร์ - capitã mor"[5] "กะปิเตา มูร์" หมายถึงกัปตันหมู่(บ้าน) หรือหัวหน้าหมู่ (บ้าน) ซึ่งก็ตรงกับคำอธิบายของบาทหลวงไตไซรา ที่ชี้ว่ากะปิเตาของบันดาถูกเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ชาบันดา (Xabanda) คำ "ชา(Xa) แปลว่า Capitao " บันดา(banda) แปลว่า porto"[6] ตรงกับความหมายในภาษาไทยว่า "นายท่า(เรือ)" บาทหลวงไตไซราระบุว่าชาวสยามเรียกชุมชนค่ายโปรตุเกสว่า "บ้านฝรั่ง" คำว่าฝรั่งนี้เดิมเป็นคำเรียกที่ชาวเอเชียทั่วไปชาวโปรตุเกสมาก่อน เมื่อชาวคริสต์ชนชาติอื่นเดินทางเข้ามาในภูมิภาคตะวันออก จึงถูกเรียกรวมๆกันว่า Franchi , Paranghi , Feranghi , Firingi , Fereng หรือ Ferang ในจีนก็มีคำเรียกชาวคริสต์ว่า Fulanki หรือ Fulanchi[7] เช่นกัน [1]หอสมุดวชิรญาณ, ประชุมพงศาวดารภาคที่ 27 (พระนคร:โสภณพิพรรฒนากร, 2465), หน้า7. [2] กรมแผนที่ทหาร, จังหวัดพระนครศรีอยุธยา แผนที่จากภาพถ่ายทางอากาศ ระวาง 5137 – IV, ลำดับชุด L 7017 พิมพ์ครั้งที่1 RTSD. [3] ชิมอง เดอ ลาลูแบร์, จดหมายเหตุลาลูแบร์ ฉบับสมบูรณ์ เล่ม 1 , หน้า 499 และ Kaempfer, The History of Japan together with a Description of the Kingdom of Siam 1690-92 , Vol. I-III ( New York : AMS Press Inc, 1971), P.36 [4] Mike Harland, The Collins Portuguese Pocket Dictionary , p.134 [5] P. Manuel Teixeira, Portugal na Tailandia ( Macau : Imprensa nacional de Macau, 1983), p.63. [6] Ibid., p.63. [7] Ibid., p.63.

สัมพันธไมตรีระหว่างสยามกับโปรตุเกสในสมัยอยุธยา



ภาพแผนผังเมืองมะละกาแสดงที่ตั้งป้อม โบสถ์ กำแพงป้อมโดยรอบ เอื้อเฟื้อจากWikipedia สารานุกรมเสรี ขอขอบคุณอย่างยิ่ง



ภาพการโจมตีมะละกาของกองเรือโปรตุเกส พ.ศ.2054(อาจารย์ ปฏิพัฒน์ พุ่มพงษ์แพทย์เอื้อเฟื้อภาพถ่าย ขอขอบคุณอย่างยิ่ง)


โปรตุเกสเป็นชาวตะวันตกชาติแรกที่เดินทางเข้ามาติดต่อกับกรุงศรีอยุธยาขณะปิดล้อมเมืองท่ามะละกาในพ.ศ.2054(ค.ศ.1511) เนื่องจากอัลฟองซู ดึ อัลบูแกร์กึทราบว่า มะละกาเคยเป็นเมืองขึ้นของกรุงศรีอยุธยาและมีสถานะเป็นคู่สงครามกัน เขาทราบว่าการค้าขายชายฝั่งระหว่างกรุงศรีอยุธยากับพ่อค้าจีนและอินเดียให้ผลตอบแทนสูงมาก จึงตัดสินใจส่งทูตเดินทางเข้ามายังอาณาจักรสยาม



ภาพโบสถ์โปรตุเกสที่มะละกา(อาจารย์ ปฏิพัฒน์ พุ่มพงษ์แพทย์เอื้อเฟื้อภาพถ่าย ขอขอบคุณอย่างยิ่ง)

ทูตโปรตุเกสคนแรก คือ ดูอาร์ตึ แฟร์นันเดช (Duarte Fernandes) ซึ่งมีเป้าหมาย คือ การเจริญทางพระราชไมตรีกับราชสำนักสยามในรัชสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่2 (พ.ศ.2034-2072 /ค.ศ.1491-1529) และการเสนอสิทธิพิเศษแก่กรุงศรีอยุธยาหากสามารถยึดครองมะละกาได้ หลังจากนั้นประมาณ 1 เดือน โปรตุเกสก็ยึดมะละกาสำเร็จ


แผนที่เกาะเมืองพระนครศรีอยุธยา "Judia, De Hoofd Stad de Siam-ยูทยา/ ยูเดีย เมืองหลักของสยาม" โดย ฟรังซัวร์ วาเลนทีน(ขอขอบคุณ http:xchange.teenee.com อย่างยิ่ง)


ในพ.ศ.2055(ค.ศ.1512) อัลฟองซู ดึ อัลบูแกร์กึส่งอันตอนิอู ดึ มิรันดา ดึ อาซึเวดู (Antonio de Miranda de Azevedo) เป็นทูตโปรตุเกสคนที่สอง โดยมีมานูเอล ฟรากูซู (Manuel Fragoso)ร่วมเดินทางมาด้วย ฟรากูซูพำนักอยู่ในกรุงศรีอยุธยาประมาณ 2 ปี เขาบันทึกพิกัดที่ตั้งของกรุงศรีอยุธยาและเมืองท่าต่างๆ รวมทั้งสินค้า การแต่งกาย ขนบธรรมประเพณีของชาวสยามด้วย

วัตถุประสงค์ของคณะทูตโปรตุเกสชุดที่สอง คือ การเจรจาให้กรุงศรีอยุธยาส่งเรือไปค้าขายที่มะละกา โดยโปรตุเกสจะให้ความช่วยเหลือด้านการทหารและกองเรือแก่กรุงศรีอยุธยาหากตกอยู่ในสถานการณ์จำเป็น

ในพ.ศ.2059(ค.ศ.1516) อาไลซู ดึ เมเนซึช (Aleixo de Meneses)กัปตันแห่งมะละกา ได้แต่งตั้งดูอารตึ คูเอลญู(Duarte Coelho)เป็นทูตคนที่สามเดินทางมายังกรุงศรีอยุธยา ทำให้มีการทำสัญญาทางพระราชไมตรีระหว่างโปรตุเกสและกรุงศรีอยุธยา สัญญาดังกล่าวระบุถึงการอนุญาตให้มีการตั้งถิ่นฐานของพ่อค้าโปรตุเกสในเมืองพระนครศรีอยุธยาด้วย

ปีที่คูเอลยูเดินทางเข้ามาค่อนข้างมีปัญหา ปฏิพัฒน์ พุ่มพงษ์แพทย์และพิรักษ์ ชวนะเกรียงไกร ระบุว่าคูเอลยูเดินทางเข้ามาพ.ศ.2059(ค.ศ.1516) บทความของพันตรี จาชินตู โจเซ ดู นัซซิเมนตู มูอาร์ระบุว่าคูแอลญูเข้ามาพ.ศ.2060 ขณะที่บทความของนายแพทย์เจากิง ดึ กัมปุส กงศุลโปรตุเกสก่อนยุคสงครามโลกครั้งที่2 ระบุว่า โคเอลญูเดินทางเข้ามาพ.ศ.2061(ค.ศ.1518)

ประเด็นข้างต้น บทความของรอง ศยามานนท์และคณะกล่าวว่า ในปีพ.ศ.2062(ค.ศ.1519) คูเอลญูสามารถทำสัญญาทางพระราชไมตรีและการค้ากับกรุงศรีอยุธยาได้สำเร็จอย่างงดงาม โดยโปรตุเกสจะจัดหาปืนและกระสุนดินดำให้แก่สยาม และยินยอมให้ชาวสยามไปตั้งหลักแหล่งที่มะละกาได้ ส่วนสยามก็จะอำนวยประโยชน์ด้านการค้าและสิทธิพิเศษต่างๆแก่ชาวโปรตุเกสในเมืองพระนครศรีอยุธยา อีกทั้งยังอนุญาตให้ชาวโปรตุเกสเข้ามาตั้งถิ่นฐานและปฏิบัติศาสนกิจในกรุงศรีอยุธยาด้วย

ในที่นี้ผู้เขียนจะกำหนดปีการตั้งถิ่นฐานของชาวโปรตุเกสอย่างเป็นทางการครั้งแรกในเมืองพระนครศรีอยุธยาตามผลการค้นคว้าของสมจัย อนุมานราชธนซึ่งระบุว่า การเข้ามาเจริญพระราชไมตรีของโคเอลญูในปีพ.ศ.2059(ค.ศ.1516) ส่งผลให้มีการตั้งถิ่นฐานของชุมชนพ่อค้าชาวโปรตุเกสขึ้นตามสัญญาทางการค้าและทางพระราชไมตรีระหว่างกรุงศรีอยุธยากับโปรตุเกสข้างต้นเช่นเดียวกับที่มีการตั้งสถานีการค้าที่เมืองปัตตานีของมานูเอล ฟัลเกา (Manuel Falcão)

หลังจากนั้นเกือบ20ปีพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขาอ้างบันทึกการเดินทางของแฟร์เนา เมนดึช ปินตู แล้วระบุชัดเจนมากขึ้นถึงการพระราชทานที่ดินและสิทธิการปฏิบัติศาสนกิจแก่ทหารรักษาพระองค์ชาวโปรตุเกส จากบทบาทการเข้าร่วมรบศึกเชียงกรานในรัชสมัยสมเด็จพระไชยราชา

การขยายอิทธิพลของโปรตุเกสในเอเชียกับการปักหมุดอำนาจที่มะละกาก่อนเดินทางมาสยาม

โดย พิทยะ ศรีวัฒนสาร

ในพ.ศ.2052(ค.ศ.1509) กษัตริย์มานูเอลที่1(King Dom Manuel 1) ทรงแต่งตั้งอัลฟองซู ดึ อัลบูแกร์กึ (Alfonso de Albouquerque)เป็นผู้สำเร็จราชการโปรตุเกสแห่งอินเดีย เขาจึงริเริ่มนโยบายการยึดครองดินแดนเพื่อสร้างเมืองท่าป้อมปราการควบคุมเส้นทางการค้าในเอเชีย จุดแรกที่สามารถยึดได้ คือ หมู่เกาะโซโครตาส์(Socrotas) ใช้ควบคุมการค้าในทะเลแดง ต่อมาสามารถยึดเมืองกัว(Goa)เป็นศูนย์กลางการค้าบนชายฝั่งตะวันตกของอินเดีย พ.ศ.2053 (ค.ศ.1510) และยึดครองมะละกาได้พ.ศ.2054(ค.ศ.1511)



กษัตริย์มานูเอลที่๑ เอื้อภาพจาก Wikipedea สารานุกรมเสรี, ขอขอบคุณอย่างยิ่ง

มะละกาเป็นเมืองท่าปลอดภัย ไร้คลื่นลม บราซ ดึ อัลบูแกร์กึ(Braz de Albouqueque) บุตรชายของอัลฟองซู ดึ อัลบูแกร์กึบันทึกว่า มะละกาเป็นตลาดเครื่องเทศและเป็นศูนย์กลางการรับส่งสินค้าระหว่างจีนกับอินเดีย เป็นแหล่งรวบรวมสินค้านานาชนิดจากโลกตะวันออกและโลกตะวันตก ทุกๆปีจะมีเรือสินค้าเดินทางไปเยือน อาทิ เรือจากแหลมคาบานา กาลิกัต อาเด็ม เมกกะ เซระ โคโรมันเดล เบงกอล จีน ชวาและพะโค


อัลฟองซู ดึ อัลบูแกร์กึ, เอื้อภาพจาก Wikipedea สารานุกรมเสรี, ขอขอบคุณอย่างยิ่ง

สินค้าสำคัญที่มะละกา จำแนกออกเป็น 11 แหล่งที่มาดังนี้

1)สินค้าจากอินซูลินเดีย (Insulindia หรือหมู่เกาะอินเดียตะวันออก) ได้แก่ กานพลู(cloves)ของหมู่เกาะโมลุกกะ จันเทศ(nutmeg) ไม้จันทร์(sandalwood)การบูร(camphor)ของเกาะติมอร์ ทองคำและพริกไทของเกาะสุมาตรา อาหารและพริกไทของเกาะชวา ดีบุกและทองคำของมลายา
2)สินค้าจากมะละกาไปยังอินซูลินเดีย ได้แก่ เสื้อผ้า
3)สินค้าจากมะละกาไปเมืองแคมเบย์ (Cambayเมืองท่าบนชายฝั่งของแคว้นกุชราต) ได้แก่ เครื่องเทศ ไม้ฝาง เครื่องถ้วยชาม
4)สินค้าจากเมืองแคมเบย์ไปยังมะละกา ได้แก่ เสื้อผ้า อาวุธ น้ำหอม ชาด(vermillion)
5) สินค้าจากมะละกาไปยังโคโรมันเดล(Coromandel) ได้แก่ สิ่งของเครื่องใช้จากจีน
6) สินค้าจากโคโรมันเดลไปยังมะละกา ได้แก่ ผ้าปูลิกัต(Pulicat cloth)
7)สินค้าจากเบงกอลไปยังมะละกา ได้แก่ ผ้า ยารักษาโรค ฝิ่น
8) สินค้าจากพม่าไปมะละกา ได้แก่ ครั่ง(lacquer) ดีบุกและอาหาร
9) สินค้าจากกรุงศรีอยุธยาไปมะละกา ได้แก่ อาหาร
10)สินค้าจากมะละกาไปกรุงศรีอยุธยา ได้แก่ เสื้อผ้า สินค้าจีน ไหม(silk) ไหมยก(brocade) ผ้าต่วน(satin) เครื่องประดับ
11)สินค้าจากมะละกาไปจีน ได้แก่ ผ้าฝ้าย ชาด กำยาน

การยึดครองมะละกาของโปรตุเกสเริ่มต้นจากความบาดหมางระหว่างพ่อค้าโปรตุเกสกับพ่อค้ามุสลิมในปีพ.ศ.2052(ค.ศ.1509) ขยายตัวเป็นสงครามในพ.ศ.2054และยุติลงด้วยชัยชนะของโปรตุเกสในวันที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2054(ค.ศ.1511) หลังการยึดครองมะละกา อัลบูแกร์กึได้สร้างป้อมปราการขึ้นและแต่งตั้งรุย ดี บริตู(Rui de Brito) อดีตเชลยศึกโปรตุเกสของมะละกาเป็นกัปตันแห่งมะละกาคนแรก