วันเสาร์ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2555

การเดินทางบนเรือโปรตุเกสของบาทหลวงฝรั่งเศสสมัยพระนารายณ์: บันทึกการเดินทางกับแผนที่โบราณในฐานะเครื่องมือสำคัญทางประวัติศาสตร์

โดย พิทยะ ศรีวัฒนสาร


อักษรตัวเอียงประมาณ46 องศาที่1 จากซ้ายเกือบกึ่งกลางภาพคือปากแม่น้ำประแสร์(Passay R.) ห่างจากเมืองจันทบูรไปทางตะวันตกเฉียงเหนือเล็กน้อย


แผนที่เป็นเครื่องมือสำคัญในการกำหนดที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ของสถานที่ซึ่งถูกอ้างถึงในบันทึกของนักเดินทางต่างชาติ หนังสือจดหมายเหตุการเดินทางของบาทหลวงตาชารด์ ค.ศ. 1687-1688 มีการกล่าวถึงสถานที่หลายแห่งทางภาคตะวันออกของสยาม บ้างก็สามารถติดตามหาหลักฐานอ้างอิงกับชื่อในปัจจุบันได้ บ้างก็เป็นสถานที่ซึ่งเลือนหายไปจากความทรงจำของคนในปัจจุบัน บาทหลวงกีย์ ตาชารด์ (Guy Tachard) เดินทางเข้าสยาม 3 ครั้ง


ครั้งที่ 1 ค.ศ.1675 สมัยสมเด็จพระนารายณ์ มากับเชอวาริเอร์ เดอ โชมองต์ ราชทูต และได้เขียนบันทึกการเดินทางเผยแพร่ ชื่อ “ Vogage de Siam des père Jesuites envoyés, envoyés par le Roy aux Indes & à la Chine, Avec leurs observations astronomiques et leurs remarques de physique de geographic d’hydrographic & d’histoire” (สันต์ ท. โกมลบุตร แปล 2517)[1]
ครั้งที่ 2 ค.ศ. 1687-1688 สมัยสมเด็จพระนารายณ์ เดินทางกลับมาพร้อมคณะราชทูตออกพระวิสูตรสุนทร ท่านผู้นี้ได้เขียนบันทึกการเดินทางเผยแพร่ที่ปารีส ชื่อ “Second Voyage du Père Tachard et des père Jesuites envoyés par le Roy au Royaume de Siam”
ครั้งที่ 3 สมัยสมเด็จพระเพทราชา ปรากฏเรื่องราวในประชุมพงศาวดาร ภาคที่ 36 จดหมายเหตุบาทหลวงโลเน

การเดินทางบนเรือพ่อค้าโปรตุเกส

บาทหลวงตาชารด์ เล่าถึงการเดินทางไปมาเก๊าด้วยเรือพ่อค้าโปรตุเกส[2] ของคณะบาทหลวงเยซูอิต 5 รูป ซึ่งบาทหลวงตาชารด์ได้ให้พำนักอยู่ที่เมืองพระนครศรีอยุธยาภายใต้การนำของบาทหลวงเดอ ฟองเตอเน ก่อนเดินทางไปเผยแพร่ศาสนาที่ประเทศจีน การเดินทางด้วยเรือของพ่อค้าโปรตุเกส อาจบรรยายความในใจเศร้าๆ ของบาทหลวงฟองเตอเนได้ดังนี้ “เรือก็เก่า คนเรือก็ปวกเปียก: นิยามเรือสินค้าโปรตุเกสเส้นทางสยาม-มาเก๊า” เนื่องจากขณะที่เดินเรือออกจากสยาม เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม[3] คณะบาทหลวงเยซูอิตชุดนี้ ประสบอุบัติเหตุจากเหตุการณ์ที่ท้องเรือแตก สายระโยงใบเรือขาด แถวๆ เกาะเสม็ด[4] จนไม่สามารถเดินทางต่อไปได้ในตอนเช้าวันที่ 16 กรกฎาคม ทำให้ต้องบากหน้าไปขอความช่วยเหลือจากเจ้าเมืองจันทบูรณ์ ก่อนจะเดินทางย้อนกลับเข้ามาตั้งหลักในสยามอีกครั้งเพื่อรอฤดูมรสุมใหม่ โดยใช้เวลาเดินทางย้อนกลับสู่เมืองพระนครศรีอยุธยานานเกือบหนึ่งเดือน


เรื่องราวอุบัติเหตุดังกล่าว ปรากฏอยู่ในจดหมายของบาทหลวงเดอ ฟองเตอเน ถึงบาทหลวงแวร์ซุสที่ปารีส ซึ่งบาทหลวงตาชารด์ได้ตีพิมพ์จดหมายดังกล่าวไปทั้งฉบับ
จดหมายฉบับดังกล่าว เริ่มต้นตั้งแต่หน้า 63-104 เล่าถึงสถานการณ์ บรรยากาศและเคราะห์กรรมที่ได้ประสบมาอย่างน่าสนใจ ส่วนหนึ่งของเนื้อหากล่าวถึงเมืองบางกอกในฐานะเมืองสวนผลไม้รสเยี่ยมของสยาม[5] และที่ตั้งของสันดอนสยามซึ่งมีร่องน้ำลึกเพียง12ฟุต มีเรือ 12 ใบเตรียมจะกางใบเพื่อมุ่งหน้าสู่จีน ญี่ปุ่นหรือมะนิลา[6]


เส้นทางไปมาเก๊าเมื่อออกจากสันดอนสยามจะต้องแล่นเรือไปทางตะวันตกเฉียงใต้ก่อนประมาณ 30 ลิเออ (เท่ากับ 90 ไมล์ทะเล) [7] เพื่อมุ่งหน้าไปยังเทือกเขาปังเธส(Panthes) ตามภาษาโปรตุเกส จากนั้นจึงมุ่งไปทางตะวันออกเฉียงใต้ และทิศตะวันออกเพื่อมุ่งสู่เกาะอูบี(Pol. Ubi) และเกาะกองดอร์(Pol. Condor) ของกัมพูชา แล้วแล่นเลียบตลอดแนวชายฝั่งประเทศญวน(Cochinchine) มุ่งสู่หมู่เกาะซังเซียน(Sancian) สถานที่ซึ่งนักบุญ ฟรานซิส เซเวียร์ มรณภาพ จากนั้นก็มุ่งสู่หมู่เกาะมาเก๊า โดยละเกาะไหหลำไว้ทางซ้าย[8]

บาทหลวงฟองเตอเน บันทึกว่า
“ตอนเย็นวันที่ 13 เราทำระยะทางได้เกือบ 6 ลิเออ เราเพิ่งสังเกตเห็นสภาพอันเลวร้ายของพวกลูกเรือในวันนี้เอง มีอยู่เพียง 5 คน เท่านั้นเองที่ขึ้นเพลาใบเรือได้ ส่วนใหญ่มักไม่ค่อยเป็นงาน บางคนยังฟังภาษาที่เขาพูดกับตนไม่ออกเอาเสียด้วยซ้ำ จนกระทั่งต้องใช้ภาษาใบ้พูดจากัน หรือไม่ก็ต้องจูงมือไปยังตำแหน่งแห่งที่ที่เขาต้องการให้ไปประจำอยู่...”[9]


บาทหลวงฟองเตอเน เล่าต่อว่า เช้าวันที่ 14 กรกฏาคม มีลมดีพัดมาให้เดินทางต่อไปได้ “เราใช้เวลาเกือบ 2 ชั่วโมงเพื่อถอนสมอ โดยเหตุที่เรารู้ดีว่า พวกลูกเรือของเรือรบหลวงนั้น ปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาอย่างขมีขมันเพียงไร เราจึงประหลาดใจที่ได้มาเห็นความเฉื่อยชาในการปฏิบัติงานของพวกลูกเรือของเรายิ่งนัก เมี่อถูกเรียกให้ไปปฏิบัติหน้าที่ก็แทบไม่อยากโผล่หน้าออกมาให้เห็นทีเดียว นายเรือได้เรียกประชุมเทศนาสั่งสอนกันครั้งหนึ่งว่า ‘ไอ้หนูทั้งหลายเอ๋ย พวกเจ้าจะต้องไปทำงานเมื่อเขาเรียกขาน พวกเจ้าก็รู้อยู่แล้วว่าข้าได้ให้แก่พวกเจ้าทั้งทรัพย์สินและเลือดเนื้อของข้า และข้าต้องดึงอาหารจากปากลูกหลานของข้ามาให้พวกเจ้าได้กินกัน’ [10]


จดหมายยังระบุถึงความหย่อนสมรรถภาพของบรรดาลูกเรือส่งผลให้พ่อค้าโปรตุเกสหลายรายจมน้ำตาย กล่าวคือ


“...เขาว่ากันว่า จะต้องปฏิบัติเช่นนี้กับพวกกลาสีเรือชาวปอร์ตุเกส เพื่อที่จะได้ตัวเอาไปทำงาน อย่างไรก็ตาม การเจรจาหว่านล้อมให้ลงใจด้วยอาการที่ปวกเปียกดังนี้ ทำให้ข้าพเจ้าวินิจฉัยได้อีกว่า เป็นการยากที่จะเดินทางไปได้โดยปลอดภัย ในเรือชาวปอร์ตุเกส และความไม่ค่อยตั้งใจปฏิบัติงานนี้เองเป็นสาเหตุสำคัญด้วยประการฉะนี้แลนายพาณิชที่มั่งคั่งแห่งเมืองมาเก๊าหลายต่อหลายรายจึงมาเรือแตกจมน้ำตายในทะเลย่านนี้” [11]

การตรวจสอบชื่อบ้านนามเมืองบนเส้นทางผจญภัยของบาทหลวงฟองเตอเน
จดหมายของบาทหลวงฟองเตอเนกล่าวถึงชื่อของเกาะเสม็ด(Cossomet) และเมืองจันทบูร(Chantaboun) แต่เมื่อกล่าวถึงบ้านลำพารี(Lamparie)[12] บ้านสามไห้ (Samhay)[13] และบ้านเพชรทราย(Pessay)[14] ก็เริ่มทำให้รู้สึกสับสน


ชื่อบ้านสามไห้(Samhay) หากเป็นภาษาโปรตุเกสจะออกเสียงตรงตัวว่า “บ้านเสาไห้” โดยเทียบกับคำว่า Pérégrinaçam ซึ่งเป็นพหูพจน์ของคำว่า Pérégrinação อันเป็นชื่อหนังสือบันทึกการเดินทางของแฟร์เนา เมนเดช ปินตู (Fernão Mendes Pinto) แต่ในแถบจังหวัดจันทบุรีนั้นไม่ปรากฏชื่อที่ใกล้เคียงกับคำดังกล่าว นอกจากบ้านเสาไห้ ตำบลเสาไห้ อำเภอเสาไห้ในเขตจังหวัดสระบุรีเท่านั้น ซึ่งมิได้ตั้งอยู่ติดกับทะเลดังคำบรรยายในจดหมายข้างต้น ส่วนชื่อบ้านบ้านลำพารี(Lamparie) นั้น คิดไม่ออกว่าตรงกับสถานที่ใด


สำหรับบ้านเพชรทราย(Pessay) ทีแรกก็แทบจะหมดหวัง แต่เมื่อลองศึกษาดูจากแผนที่สยามและประเทศราชพ.ศ.2400(Map of Siam and Its Dependencies, 1857) โดย เซอร์ จอห์น เบาริ่ง (John Bowring)[15] ตีพิมพ์ในหนังสือประมวลแผนที่: ประวัติศาสตร์-ภูมิศาสตร์ -การเมืองกับลัทธิอาณานิคมในอาเซียน (ชาญวิทย์ เกษตรศิริ บรรณาธิการ) ก็พบว่า หมู่บ้านดังกล่าว น่าจะอยู่บริเวณย่านปากแม่น้ำประแสร์ (Passay R.) ในเขตจังหวัดจันทบุรีนั่นเอง


การอ้างอิง
[1] สันต์ ท. โกมลบุตร, จดหมายเหตุการเดินทางครั้งที่2 ของ บาทหลวงลาลูแบร์ ค.ศ. 1687-1688(กรุงเทพฯ: คุรุสภาลาดพร้าว, 251) , คำนำ หน้า ก-จ
[2] สันต์ ท. โกมลบุตร, เรื่องเดิม, น.71
[3] สันต์ ท. โกมลบุตร, เรื่องเดิม, น.68
[4] สันต์ ท. โกมลบุตร, เรื่องเดิม, หน้า73
[5] สันต์ ท. โกมลบุตร, เรื่องเดิม, น.66
[6] สันต์ ท. โกมลบุตร, เรื่องเดิม, น.67-68
[7] 1 lieue หรือ 1 league เท่ากับประมาณ 3 ไมล์ทะเล หรือประมาณ 5.556 กิโลเมตร ขอขอบคุณวิกิพีเดีย
[8] สันต์ ท. โกมลบุตร, เรื่องเดิม, หน้า68-69
[9] สันต์ ท. โกมลบุตร, เรื่องเดิม, หน้า70
[10] สันต์ ท. โกมลบุตร, เรื่องเดิม, หน้า70-71
[11] สันต์ ท. โกมลบุตร, เรื่องเดิม, หน้า71
[12] สันต์ ท. โกมลบุตร, เรื่องเดิม, หน้า84
[13] สันต์ ท. โกมลบุตร, เรื่องเดิม, หน้า86
[14] สันต์ ท. โกมลบุตร, เรื่องเดิม, หน้า90
[15] ชาญวิทย์ เกษตรศิริ บรรณาธิการ, ประมวลแผนที่: ประวัติศาสตร์-ภูมิศาสตร์ -การเมืองกับลัทธิอาณานิคมในอาเซียน (กรุงเทพฯ: จัดพิมพ์โดยมูลนิธิโตโยต้า, 2555) , หน้า 184

วันพฤหัสบดีที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2555

สยามกับวัฒนธรรมตะวันตก

โดย Bidya Sriwattanasarn เมื่อ 5 มีนาคม 2012 เวลา 16:55 น. ·


ท่ามกลางความทุกข์ยากของชาวอิสราเอล พระคริสต์แสดงปาฏิหาริย์ให้มีขนมปังและไวน์ในงานเลี้ยงอย่างอุดมสมบูรณ์



บันทึกการเดินทางของทูตโปรตุเกสซึ่งเข้ามาในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ คือเปรู วาซ ด ึ ซิไกร่า (Pero vaz de Siqeira) กล่าวถึงชื่อและบทบาทของพนักงานจัดเลี้ยงแบบตะวันตกในราชสำนักสยามว่า เป็นข้าราชการสังกัดค่ายโปรตุเกส ชื่อ โยเซฟ คาร์ดูซู (Jozeph Cardozo) เขามีผู้ช่วยชื่อ อันต๊อนิอู ลูบาตู ( Antonio Lobato) หลังกรุงแตกปรากฏว่า ลูกหลานของเขา ชื่อ ฟรานซิสกู คาร์ดูซู (Fr.co / Francisco Cardoso) หนีภัยสงครามไปพำนักที่ “Kamkam (เขื่อนขัณฑ์? ขอนแก่น? )” ระยะหนึ่ง ก่อนจะกลับมาอยู่ที่ชุมชนโบสถ์ซางตาครูซ ในเมืองบางกอกอีกครั้ง เมื่อ ค.ศ.1768 ดังปรากฏหลักชื่อดังกล่าวในจารึกซึ่งกล่าวถึงการพระราชทานที่ดิน ณ โบสถ์ซางตาครูซ แก่ชาวโปรตุเกสที่ร่วมขับไล่พม่าออกจากเมืองบางกอกเมื่อค.ศ.1768

สื่อให้เห็นความทันสมัยและการเข้าถึงวัฒนธรรมตะวันตกของสยามภายใต้การดูแลของคนในค่ายโปรตุเกส

หนังสือฟื้นความหลังของพระยาอนุมานราชธน ซึ่งถือเป็นคนไทยเชื้อสายจีนกลุ่มแรกๆ ที่เคยประกอบอาชีพเป็นเสมียนโรงแรม ท่านได้กล่าวถึงพนักงานโรงแรมโอเรียนเต็ล เมื่อแรกตั้งว่า ระหว่างที่ท่านทำงานในโรงแรมแห่งนี้นั้น ท่านเคยเห็นคนไทยเชื้อสายโปรตุเกสทำงานเป็นพ่อครัวในโรงแรมด้วย

ทุกครั้งของการเดินทางเยี่ยมชมโบสถ์ซางตาครูซ ตามโครงการIn the Footsteps of The Portuguese 3 ครั้ง ที่ผ่านมา คุณพ่อ ดร.วิทยา คูวิรัตน์ เจ้าอาวาสโบสถ์ ซางตาครูซ จะเป็นผู้อำนวยการจัดเลี้ยงคณะเยี่ยมชมด้วยอัธยาศัยไมตรีอันงดงามอย่างสม่ำเสมอ อาหารพื้นเมืองแบบโปรตุเกสซึ่งถูกนำมาจัดเลี้ยงได้แก่ มัสมั่นไก่ เนื้อแซนโม ต้มมะฝ่า สตูว์ลิ้นวัวไวน์รสกลมกล่อม และขนมหวานสายพันธ์โปรตุเกส

จานเด็ดน่าจะอยู่ที่สตูว์ลิ้นวัว ซึ่งหากได้ลิ้มลองแล้ว เชื่อว่า ท่านจะเป็นผู้ที่สมควรได้รับพรอันวิเศษจากพระเจ้าจนสามารถก้าวขึ้นเป็น “นายภาษา” ได้อย่างล่ามโปรตุเกสในอดีตทุกคนเลยทีเดียว

ประมาณว่า ... ภาพศิลปะกระจกสีแผ่นหนึ่งในโบสถ์ซางตาครูซ หรือ ที่โบสถ์กัลหว่าร์ .... แสดงปาฏิหาริย์ของพระเจ้าให้เห็นเป็นรูปลิ้นจำนวนมากปรากฏอยู่บนท้องฟ้าเหนือบรรดาสาวกของพระคริสต์ ปริศนาธรรมนี้เสมือนหนึ่งเป็นการอำนวยพรจากพระเจ้าให้สาวกของพระคริสต์ประสบความสำเร็จในการเดินทางไปประกาศศาสนา โดยให้สามารถสื่อสารกับผู้คนชนเผ่าต่างภาษาต่างวัฒนธรรมได้ทั่วโลก

ลองไปชิมสตูว์ลิ้นวัวนุ่มๆกับเนื้อแซนนโมสูตรโบราณแกล้มไวน์ที่กุฎีจีนกันสักครั้งมั๊ยครับ

วันพุธที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

เปรียบเทียบคำแปลจารึกพระราชทานที่ดินโบสถ์ซางตาครูซ ภาษาโปรตุเกส พบที่โบสถ์ซางตา ครูซ (ธนบุรี)

โดย พิทยะ ศรีวัฒนสาร

Asemto
Na era de 1768, Vierão o Rey Piya Thac. De Chantabunt, p.a secrestar o Rei no Sião com Cristaons de Bamdel, dos Portugueses, o Rey Fundio huma bombarda pôs o nome Lagarto, pr. Bombardeiro António Henrique, quem Ajat, Ambrozio Carvalho, Luão Sizot, Manoel Gomess, Kun rep Samdeng, Dom João Kunt Sãotha Ackane, Francisco Soares, Ulbano Roiz. Emtrerão Valerozan te. Vencedor nesta Cide de Bamcok conquistando toda provincial, e asim o Rey pr. O seu Palaco, no Baluarte(กำแพง) Portugueses , nanduncios de mesmo Rey , mandou Rey q os Cristaons procurace o lugar para ser nosso, povoassão. O Rey diz melhor tera outrabanda entres os baluarte dos Francezes, conssiderando os cristaons q nos temos a nossa Irmida q era dos Portuguezes, E destrito nosso, q he debaixo do Baluarte Português, O Rey mandou u botar fora algum q esta neste lugar, e assim mandou buscar sua Familia, e mais cristãos q estão perd. O e assim entretanto, vão pwlejando E conquistando mais alguns Provincais, morrendo alguns cristãos, nesta peleja, costou muitos a vida delles, e asim o Rey mandou que buscase o p.e q tras bistido branco, o que o Rey conhece q hé Pe. Jos tem provoado nossos cristaons com Irmido. os nossos Cristaons de bandel dos Portuguezes, q foram fugidos, pr. cauza dos Inimigos, pellas terras estranhas e tornarão a vir, no anno de 1768>>

ผู้เขียนแปลแบบเก็บความ เผยแพร่ในวิทยานิพนธ์ เรื่อง ชุมชนโปรตุเกสสมัยกรุงศรีอยุธยา พ.ศ.2059-2310(พ.ศ.2541) ดังนี้
บันทึก (เกียรติคุณ)
ในปี พ.ศ.2311 รัชสมัยพระยาตากสินแห่งจันทบูรณ์ได้เสวยราชสมบัติเป็นพระเจ้าแผ่นดินแห่งสยามด้วยความช่วยเหลือจากชาวคริสตัง (cristãos) แห่งหมู่บ้านโปรตุเกส สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงทรงให้หล่อปืนใหญ่ขึ้นให้ชื่อว่า ลาการ์ตู (Lagarto) เพื่อเป็นเกียรติแก่ อันตอนิอู เอนริก (António Henrique) อาจารย์ ? (Ajat) อังบรอชิอู คาร์วัลญู (Ambrósio Carvalho) จูอาว? (Luão - Juão?) ชิซุต (Sizot) มานูเอล กูมึช (Manuel Gumes) ขุนฤทธิ์สำแดง (Kunrep Samgend**) ดอง จูอาว ขุนเสาธาอัคนี (Don João Kunt Saotha Achane ) อูร์บานู รูดริเกช (Urbarno Rodrigues) ผู้ได้ช่วยเหลือด้วยความกล้าหาญจนได้รับชัยชนะเหนือเมืองบางกอก ยึดครองเมืองไว้ได้ทั้งหมด และได้ช่วยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสร้างพระราชวัง...สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงพระราชทานให้พวกเขาตั้งบ้านเรือนให้อยู่ใกล้กับป้อมของฝรั่งเศส พร้อมกับสร้างโบสถ์พระราชทานแก่พวกเขาทางด้านใต้ของค่ายโปรตุเกสแห่งนี้ และมีพระราชโองการให้สืบหาครอบครัวของโปรตุเกสและชาวคริสต์อื่นๆที่สูญหายไปจากการออกทำศึกหลายแห่งสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชประสงค์จะทำนุบำรุงบาทหลวงซึ่งนุ่งห่มชุดขาว เนื่องด้วยพระองค์ทรงตระหนักดีว่าชาวคริสต์จะต้องมีบาทหลวงประจำอยู่ที่โบสถ์ บรรดาชาวคริสต์ของหมู่บ้านโปรตุเกส (bandel dos Portugueses) ที่หนีศัตรูไปยังที่ต่างๆได้ย้อนกลับมาในปี พ.ศ.2311

วิจารณ์ เป็นการแปลแบบเก็บความ เนื่องจากมีความรู้ภาษาโปรตุเกสเพียงเล็กน้อยเท่านั้น จึงแปลแบบเก็บความและคำนึงถึงบริบททางประวัติศาสตร์เป็นสำคัญ

Asemto ภาษาอังกฤษ แปลโดย ดร.จอร์จึ มอร์ไบย์ ( Jorge Morbey) อดีตทูตวัฒนธรรมโปรตุเกส เผยแพร่เมื่อ 2554

“It was in 1768, King Piya Thac (General Taksin) came from Chamtabunt to kidnap the Kingdom of Siam, with Christians from the Portuguese Bandel (Quarter). The King blew a canon that he put the name Lizard to bombard. Antonio Henrique, Ajat, Ambrozio Carvalho, Luão Sayot…, Manoel Gomes, Kunteop Samdeng[1], Dom João Kunt São That ackane(?), Francisco Soares, Albano Roia. They entered valiantly winners in this city of Bangkok conquering the entire province, and so the King to his palace. In the Portuguese fortress, at the hearing of the same King, the King ordered Christians to seek the place to be your village. The king said it is better in the other river-side near the bulwark of the French. Whereas the Christian that we have our chapel which belonged to the Portuguese, and our district which is under the Portuguese fortress, the King sent someone to drive away those who were there, and so he sent for families, and more Christians who are lost and so however, are fighting, and winning some more provinces, some Christians dying in this wars (that) cost many of their lives, and so the King ordered to seek for the priest using white dress (Dominican), because the King knows he is our Priest that already have lived in the Chapel with our Christians;…”

คำแปลจารึกจากบทแปลภาษาอังกฤษของ จอร์จึ มอร์ไบย์ (พิทยะ แก้ไขเมื่อ 27 กพ 55)

“ในค.ศ.1768 สมเด็จพระยาตาก (พระยาตากสิน) เสด็จฯจากเมืองจันทบูรณ์เพื่อแย่งชิง (kidnap) พระราชอาณาจักรสยามพร้อมด้วยชาวคริสต์จากหมู่บ้านโปรตุเกส พระราชาองค์นี้ทรงทำลาย(blew)ปืนใหญ่กระบอกหนึ่ง ซึ่งได้พระราชทานนามว่า จิ้งจก(Lizard)เพื่อใช้ยิง อันตอนิอู เอนริก (Antonio Henrique), อายัต (Ajat), อังบรอชิอู คาร์วัลญู (Ambrozio Carvalho), ลูอาว ซายุต(Luão Sayo)…, มานูเอล กูมึช(Manoel Gomes), คุนเทป สำเดง(Kuntep Samdeng)[2], ดอง จุง คุนตึ เซิว ธาต อักคานี(Dom João Kunt São That ackane) ? , ฟรานซิสกูส วารึช(Francisco Soares), อัลบานู รูเยีย(Albano Roia). พวกเขาเข้าไปในเมืองบางกอกและมีชนะอย่างกล้าหาญจนสามารถครอบครองพื้นที่ได้ทั้งหมด เช่นเดียวกับพระราชา พระองค์ประทับ ณ พระราชวังของพระองค์ ส่วนภายในป้อมของชาวโปรตุเกส เมื่อครั้งที่ได้เข้าเฝ้าพระราชาองค์นี้ พระองค์ทรงมีพระราชโองการให้จัดหาที่ดินพระราชทานแก่ชาวคริสเตียนเพื่อเป็นหมู่บ้านของพวกท่าน (to be your village) พระราชาองค์นี้ตรัสว่า ควรจะอยู่อีกฝั่งหนึ่งของแม่น้ำใกล้ๆกับกำแพงของฝรั่งเศส นับแต่นั้นมา ในฐานะที่เป็นชาวคริสเตียนเราก็ได้มีโบสถ์ของเราที่เป็นของชาวโปรตุเกส และมีถิ่นฐานของเราอยู่ภายใต้ป้อมของโปรตุเกส พระราชาองค์นี้ได้ส่งพนักงานไปขับไล่บรรดาคนที่เคยอยู่บริเวณนั้นออกไป และพระองค์โปรดให้ติดตามหาครอบครัวและชาวคริสเตียนที่ได้รับความสูญเสียให้มาอยู่กันมากขึ้น เพื่อจะได้ทำการต่อสู้และได้รับชัยชนะเหนือพื้นที่ต่างๆ ให้มากขึ้น มีคริสเตียนบางคนตายในสงครามที่แลกมาด้วยชีวิตจำนวนมากของพวกเขา และด้วยเหตุนี้พระราชาจึงทรงมีพระราชโองการให้ตามหาพระสงฆ์ที่สวมชุดสีขาว(คณะโดมินิกัน) รูปหนึ่ง เนื่องจากทรงทราบว่า พระสงฆ์รูปนั้น พำนักอยู่ในโบสถ์ร่วมกับชาวคริสเตียนของเราอยู่แล้ว…”

ข้อสังเกต
ผู้เขียนให้เกียรติ ดร.จอร์จึ มอร์ไบ ในฐานะทูตวัฒนธรรมโปรตุเกส อย่างไรก็ดี บริบททางประวัติศาสตร์ก็เป็นสิ่งสำคัญจึงมีข้อสังเกต ด้วยอักษรตัวหนา ดังนี้
1. คำแปล...พระราชาองค์นี้ทรงทำลาย(blew ทำลาย หรือ ยิง ?) ปืนใหญ่กระบอกหนึ่ง ซึ่งได้พระราชทานนามว่า จิ้งจก(Lizard) เพื่อใช้ยิง. อันตอนิอู เอนริก (Antonio Henrique), อายัต (Ajat), อังบรอชิอู คาร์วัลญู (Ambrozio Carvalho), ลูอาว ซายุต(Luão Sayo)…, มานูเอล กูมึช(Manoel Gomes), คุนเทป สำเดง(Kuntep Samdeng)[2], ดอง จุง คุนตึ เซิว ธาต อักคานี(Dom João Kunt São That ackane) ? , ฟรานซิสกูส วารึช(Francisco Soares), อัลบานู รูเยีย(Albano Roia). etc.

-1. กริยา secrestar อาจแปลว่า kidnap ได้ ในความหมายเดียวกับคำว่า raped ซึ่งในอดีตหมายถึง การกำลังฉุดคร่า หรือแย่งชิง เพื่อเอามาเป็นของตน เช่นชื่อภาพของ "the raped of Proserpina" และจากการสนทนากับดร.ชัยวัฒน์ บุนนาค, อดีตอาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ที่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งสถานทูตโปรตุเกส ณ กรุงเทพฯ เมื่อ 25 กพ.55 ทำให้ผู้เขียนทราบว่า กริยา kidnap อาจหมายถึง usurp( the kingdom, หรือ the throne )ได้เช่นกัน
-2.ข้อความ o Rey Fundio huma bombarda pôs o nome Lagarto, pr. Bombardeiro António Henrique, quem Ajat,...etc. จอร์จึ มอร์ไบย์ แปลว่า The King blew a canon that he put the name Lizard to bombard. พระราชาองค์นี้ทรงทำลาย(-หรือ ยิง? blew)ปืนใหญ่กระบอกหนึ่ง ซึ่งได้พระราชทานนามว่า จิ้งจกLizard เพื่อใช้ยิง. ผู้เขียนเสนอโต้แย้งว่า ในเมื่อสมเด็จพระเจ้าตากสินทรงให้ทำลายปืนไปแล้ว จะพระราชทานชื่อปืนอีกทำไม และชื่อปืนใหญ่น่าจะเป็นชื่อภาษาไทยที่น่ากลัว หรือ น่าเกรงขามอย่างชื่อปืนใหญ่โบราณทั้งหลาย อาทิ ขอมดำดิน จีนสาวไส้ ไทใหญ่เล่นหน้า ชวารำกริช มุหงิดทะลวงฟัน มักกะสันแหกค่าย ฝรั่งร้ายแม่นปืนแมนแทงทวน ยวนง่าง้าว ลาวตีคลี พลีอารักษ์ ยักขิณีใจหาญ มหากาลพิฆาต พรหมศาสตรปราบมาร จักรวาลหล่อลม ลมประไลยกัลป์ คนธรรพ์แผลงฤทธิ์ พระอาทิตย์แสงกล้า มหาจักรกรด บรรพตบดสัตว์ ฯลฯ ไม่ใช่ชื่อภาษาโปรตุเกสที่แปลว่า "จิ้งจก!"


ประการสำคัญนั้น คำว่า Bombardeiro นั้น ต้องแปลว่า ทหารปืนใหญ่ มากกว่า " to bombard-ยิง" เนื่องจากชื่อที่ตามมา(ดูเหมือนจะ)เป็นชื่อของทหารฝรั่งแม่นปืนทั้งสิ้น


-3. กริยา Fundio น่าจะมีคำแปลที่สอดคล้องกับ คำว่า หล่อ หรือ ยิง มากกว่า ทำลาย

[1] ต้นฉบับของจารึก Asemto คือ Kunrep Samdeng ซึ่งคลาดเคลื่อนมาจากราชทินนามของขุนฤทธิ์สำแดง เจ้ากรมซ้าย นา 400 กรมทหารฝรั่งแม่นปืน

วันจันทร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

Das Parte du Sião… หลักฐานเกี่ยวกับสยาม

โดย พิทยะ ศรีวัฒนสาร

เมื่อวันจันทร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555 ผู้เขียนได้รับอภินันทนาการพัสดุไปรษณีย์ ชื่อ “Das Parte du Sião(หลักฐานเกี่ยวกับสยาม) ” ผู้จัดส่งให้ คือ ดร. มิเกล คัสเตลลู บรังกู (Migel Castelo Branco) นักประวัติศาสตร์และบรรณารักษ์อาวุโส หอสมุดแห่งชาติโปรตุเกส ดุษฎีบัณฑิตสาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจากสถาบันชั้นสูงด้านสังคมศาสตร์และรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยวิทยาการแห่งลิสบัว (Instituto Superior de Ciências Sociais e Políticas da Universidade Técnica de Lisboa) ด้วยผลงานวิทยานิพนธ์เรื่อง “ ความสัมพันธ์ระหว่างโปรตุเกสกับสยามในสมัยรัตนโกสินทร์ พ.ศ.2525-2482) จึงขอแสดงความขอขอบคุณเป็นอย่างยิ่งมา ณ ที่นี้

“Das Parte du Sião”เป็นหนังสือประกอบการจัดนิทรรศการที่ระลึกความสัมพันธ์ 500 ปีระหว่างชาวลูโซ (โปรตุเกส) กับชาวไทย พ.ศ.2054-2554 หนา 118 หน้า บวกกับภาพประกอบพิเศษอีก 10 หน้า (ไม่ระบุเลขหน้า) รวมเป็น 128หน้า ภายในประกอบด้วยเนื้อหาสังเขปดังนี้
- 500 ปี แห่งความสัมพันธ์ระหว่างชาวลูโซกับชาวสยาม โดย ศาสตราจารย์ อันตอนิอู วาชกงเซลูช ดึ ซาดันญา(António Vasconcelos de Sadanha) มหาวิทยาลัยวิทยาการแห่งลิสบัว เป็นบทความสั้นๆ ยาว 3 หน้า กล่าวถึงความเป็นมาของการจัดนิทรรศการ
-ยุคทองของชาวโปรตุเกสในสยาม(A Época de Ouro dos Protukét do Sião) โดย ดร. มิเกล คัสเตลลู บรังกู (Migel Castelo Branco) เป็นบทความมาตรฐานยาว 20 หน้า
-รายการเอกสารโบราณที่เกี่ยวข้องกับสยาม(Catálogo) ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่16-20 โดยระบุรายการอ้างอิง คำย่อที่ใช้ในหนังสือและแหล่งค้นคว้าเอกสารโบราณ รวมถึงหนังสือประวัติศาสตร์นิพนธ์และบทความวิชาการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่16, 20 และ21

ในส่วนบทความของดร. มิเกล คาสเตลลู บรังกู เรื่อง ยุคทองของชาวโปรตุเกสในสยามนั้น ดร.บรังกู คงต้องการจะเรียกคนไทยเชื้อสายโปรตุเกสว่า “ชาวโปรตุเกต” (Protuget) ตามแบบอย่างคำไทยที่เรียกชาวโปรตุเกสโดยไม่การออกเสียงเน้น(accent)ตัวสะกด ส.เสือ อันเป็นลักษณะของการออกเสียงแบบไทย แต่เมื่อคำดังกล่าวถูกถ่ายกลับไปเป็นภาษาโปรตุเกส คือ “Protukét” เมื่ออ่านแล้วกลับต้องออกเสียงเป็น “โปรตุแคต” ไม่ใช่ “โปรตุเกต(Protuket” ตามเสียงในภาษาไทย
ผู้เขียนเคยเสนอในงานสัมมนาวิชาการ เรื่อง “ 500 ปี ความสัมพันธ์สยามประเทศกับโปรตุเกสและชาติตะวันตกในอุษาคเนย์ 2054-2554(25มกราคม 2555) ” จัดโดยโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย บริษัทโตโยต้ามอเตอร์ประเทศไทย จำกัด มหาวิทยาลัยราชภัฎพระนครศรีอยุธยาและหน่วยงานต่างๆ ณ หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยราชภัฎพระนครศรีอยุธยาว่า คนไทยเชื้อสายโปรตุเกสมีความภาคภูมิใจในความเป็นคนเชื้อสายโปรตุเกสมาอย่างเหนียวแน่นและยาวนาน คุณศานติ สุวรรณศรี เคยเล่าให้ฟังถึงคำสอนของมารดาเมื่อครั้งยังเด็กอันชวนให้ตื้นตันใจว่า “ลูกต้องจำไว้ว่าเรามันพวกโปรตุเกสนะลูก”

การที่นักประวัติศาสตร์โปรตุเกสบันทึกคำเรียกคนไทยเชื้อสายโปรตุเกส ว่า “ชาวโปรตุเกต หรือ โปรตุแกต” อาจถือเป็นการแบ่งแยกพวกเขาออกจากความเป็น “โปรตุเกส” แบบขาดการเข้าถึงจิตใจของกลุ่มชนที่เคยร่วมวัฒนธรรมโปรตุเกสด้วยกันมาก่อน แม้ในปัจจุบันความเป็น“โปรตุเกส”ทางด้านกายภาพ ความเป็นอยู่ ภาษาและวัฒนธรรมของคนไทยเชื้อสายโปรตุเกสจะเจือจางลงไปมากแล้ว แต่สิ่งสำคัญที่เชื่อมโยงความเป็นโปรตุเกสของพวกเขาไว้อย่างเหนียวแน่นและมั่นคง คือ ความเป็นชาวคริสตัง

วันพุธที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

บ้านโปรตุเกสกับบริบททางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม

โดย พิทยะ ศรีวัฒนสาร ภาควิชาการท่องเที่ยวและการโรงแรม คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ ม.ธุรกิจบัณฑิตย์ เมื่อวันศุกร์ที่ 27 มกราคม 2555 ผู้เขียนได้รับเชิญจากโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ เพื่อเข้าร่วมเป็นวิทยากรหัวข้อ “บ้าน โปรตุเกส บ้านญี่ปุ่น บ้านฮอลันดา” วันศุกร์ที่ 27 มกราคม 2555 ในงานสัมมนาวิชาการ เรื่อง “500 ปี ความสัมพันธ์สยามประเทศกับโปรตุเกสและชาติตะวันตกในอุษาคเนย์ 2054-2554(24-25มกราคม 2555)” จัดโดยโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย บริษัทโตโยต้ามอเตอร์ประเทศไทย จำกัด มหาวิทยาลัยราชภัฎพระนครศรีอยุธยาและหน่วยงานต่างๆ ณ หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยราชภัฎพระนครศรีอยุธยา วิทยากรร่วม คือ ผศ. ดร.พลับพลึง คงชนะและภัทรพงษ์ เก่าเงิน(สำนักศิลปากรที่ 2 ) โดยมี รศ. ดร. ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์ ผู้ดำเนินรายการ และนำอภิปราย แม้เนื้อหาและเทคนิคการอ้างอิงค่อนข้างห้วน แต่เพื่อเป็นการเผยแพร่ข้อคิดเห็นทางประวัติศาสตร์และข้อมูลการค้นพบใหม่ตามหัวข้อดังกล่าว จึงขอนำมาเผยแพร่ในที่นี้อีกครั้งครับ 

การเดินทางของคำเรียกชื่อชนชาติโปรตุเกสในเอกสารไทย ชื่อชนชาติโปรตุเกสในเอกสารฝ่ายไทย (ปตุกรร ปัตุกัน ปัศตุกัล บางยุคลากเข้าหาภาษาไทย.............พุทเกต ปอตุกัล ปอร์ตุเกศ โปรตุเกส ปัจจุบันนักวิชาการฝรั่งเรียกคนเชื้อสายโปรตุเกสในไทยว่า Protuget-ชาวโปรตุเกต ราวกับต้องการจะจำแนกออกจากความเป็นPortuguese ? ทั้งๆ ที่ความเป็นโปรตุเกส(Portuguese) เป็นความภาคภูมิใจของพวกเขาที่มีต่อบรรพบุรุษของตน บรเทศเป็นใคร? พศด.กรุงสยาม ฉ.บริติชมิวเซียม : “จึ่งชาวประเทศชื่ออมราวดี แฝงต้นโพธิ์ยังปืนนกสับ ไปต้องญาณพิเชียนซบลงกับคอช้าง” พศด. ฉ. หลวงประเสริฐ : “ศักราช 943 มะเส็งศก ญาณประเชียร เรียนศาสตราคมและคิดเป็นขบถ คนทั้งปวงสมัครเข้าด้วยกันมาก และยกมาจากเมืองลพบุรี และยืนช้างอยู่ตำบลหัวตรี และบรเทศคนหนึ่ง อยู่ในเมืองนั้นยิงปืนออกไป ต้องญาณประเชียรตายกับคอช้าง...” ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ในบทความชื่อ กบฏไพร่สมัยอยุธยา กับแนวคิดผู้มีบุญ- พระศรีอาริย์- พระมาลัย. ว.ธรรมศาสตร์ ฉ.1 (2522)ระบุว่า “ชาวบรเทศ ชาวประเทศ น่าจะ หมายถึง ชาวโปรตุเกส” เห็นด้วยกับ ประเด็น บรเทศ น่าจะหมายถึง โปรตุเกส แต่ไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอว่า ญาณประเชียรเป็น..ไพร่...เพราะพฤติกรรมขี่ช้าง เรียนศาสตราคม ระดมพล มิใช่วิสัยข้าไพร่ ขบถในพม่าเวลาใกล้เคียง 100% เป็นเชื้อพระวงศ์ ! ผีบุญในอีสานก็เป็นผู้ดีจากลาว สายเจ้าอนุวงศ์ ? ขบถญาณประเชียรน่าจะเป็นตัวอย่างวูบอารมณ์ของมูลนายหรือ elites เมื่อถูกแย่งของรัก...ของหวงมากกว่า ! 

การพิสูจน์ที่มาของคำว่า “บรเทศ” 
เทียบกับภาษาอังกฤษ Portuguese ไม่พบความเชื่อมโยงมากเท่ากับคำว่า Português- Portuguesa ในภาษาโปรตุเกส ฟังผ่าน ลิ้นคนกลาง(แขก...?) เข้าหูมูลนายสยาม จาก Português- Portuguesa กลายเป็น Port(ugu)esa = Portesa อ่านว่า บะระเด๊ช ปะระเด๊ชะ ปะระเต๊ชะ ในที่สุดก็เป็น บรเทศ วาทกรรมของคำว่า “บรเทศ” พระไอยการตำแหน่งนาทหารในกฎหมายตราสามดวง ปรากฏร่องรอยของคำว่า “ชาวบรเทศ -ชาวประเทศ –แขกประเทศ - แขกเทศ” ทำนองเพลงต้นบรเทศ ต้นวรเชษฐ์ (ใส่เนื่อเพลงกินอะไรถึงสวย ....บอกนิดเถิดนะคนดี บอกพี่สักคำ งามขำทีบ้านของเจ้า กินข้าวกับอะไร) สถานะทางประวัติศาสตร์ของบ้านโปรตุเกส จดหมายเหตุของ M. de La Loubère) “ค่ายโปรตุเกส-Camp of Portuguese” ตรงกับภาษามาเลย์ว่า “Campong” ดร.ธีรวัติ ณ ป้อมเพชรใช้ “Campo” แปลว่า “บ้าน”หรือ“หมู่บ้าน” แปลว่า “Camp-ค่าย” แผนที่สยาม หรือ ยุทิยา (Siam ou Iudia) ของกูร์โตแลง (Courtaulin, 1686) เรียกว่า “อำเภอโปรตุเกส-Quartier des Portuguais” หลักฐานไทยที่ระบุถึงนายอำเภอจีน มีฐานะเป็นหัวหน้าชุมชน ฯลฯ การเรียกบ้านโปรตุเกสว่า อำเภอโปรตุเกส ทำให้เชื่อว่า หัวหน้าชุมชนโปรตุเกส มีฐานะเป็นนายอำเภอโปรตุเกสเช่นเดียวกับนายอำเภอจีนและนายอำเภออังกฤษ หลักฐานโปรตุเกส บันทึกของราชทูตPero Vaz de Siqeira (1684-1686) ชุมชนโปรตุเกสที่อยุธยาว่า “The Bandel” จารึกคำประกาศเกียรติคุณของชาวโปรตุเกสที่ร่วมศึกพระยาตากขับไล่พม่าออกจากสยามพ.ศ.2310 (Teixeira, P. Manuel, Portugal na Tailândia) เรียกชุมชนโปรตุเกสที่บางกอกว่า“Bandel หรือ Bamdel dos Portuguezes” แปลว่า “บ้านของพวกโปรตุเกส” ข้อเสนอเกี่ยวกับที่ตั้งของโบสถ์นักบุญเปาโล คณะเยซูอิต หลักฐานของหมอแกมป์เฟอร์ ระบุถึง โบสถ์ 3 หลัง ในชุมชนโปรตุเกส โบสถ์เซนต์โดมิงโก เป็นคณะบาทหลวงชาวโดมินิกัน ด้านหลังมีโบสถ์เล็กๆ ชื่อ เซนต์ออสติน เป็นของบาทหลวง ๒ ท่าน โบสถ์เยซูอิต ชื่อ เซนต์พอล เลียนแบบมาจากโบสถ์ใหญ่ในเมืองกัว (ภาพโบสถ์เซนต์ปอลที่กัว) แผนผังโดย ดร. เจากิง ดึ กัมปุช ใกล้เคียงข้อเสนอของ Patrick Dumont ภาษาโปรตุเกส ภาษาลิงกัว ฟรังกา 

Lingua Franca – คือ อะไร ภาษาลูกผสมที่มีคำส่วนใหญ่เป็นภาษาอิตาเลียนประมาณ 80 % ส่วนที่เหลือยืมมาจากภาษาเตอรกี ฝรั่งเศส กรีก อาระบิก โปรตุเกสและสเปน ใช้ทั่วไปทางชายฝั่งด้านตะวันออกของทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ถือ เป็นภาษาทางการค้าและการทูตตลอดสมัยเรอแนสซองส์ ซึ่งชาวอิตาเลียนมีอิทธิพลเหนือเส้นทางการค้าขายทางทะเลของเมืองท่าต่างๆในจักรวรรติออตโตมัน Franca หมายถึง ชาวแฟรงค์(Frankish) lingua franca มาจากภาษาอาระบิกและภาษากรีกตั้งแต่ก่อนสมัยสงครามครูเสดและระหว่างยุคกลาง ชาวตะวันตกทั้งหมดถูกเรียกว่า พวก "Franks" หรือ Faranji” ในภาษาอาระบิก และPhrankoi ในภาษากรีก ตั้งแต่ปลายสมัยจักรวรรดิโรมันตะวันออก คำว่า lingua franca ถูกบันทึกเป็นครั้งแรกเมื่อค.ศ. 1678. Lingua Franca รากศัพท์แท้ๆ แปลว่า ภาษาฝรั่ง! Anthony Reid (in Michael Smithies, Portuguese as a Language of Communication in SEA. “In SEA the most valuable of lingua franca was Malay” บางแห่งชี้ว่า ภาษาจีนเป็นภาษา lingua franca (ภาษาฝรั่ง)ในเอเชียตะวันออก อย่างไรก็ดี ถ้าจะระบุว่า ภาษาจีน มาเลย์ เป็นภาษาทางธุรกิจ หรือ ภาษาในการต่อรอง ก็ควรใช้คำว่า Lingua negocio หรือ Lingua(gem) da negociação” เหมาะกว่า ภาษาและวัฒนธรรมอิตาเลียน สเปน โปรตุเกส เป็น ภาษาและวัฒนธรรมโรมัน จดหมายภาษาโปรตุเกสของคอนสแตนติน ฟอลคอน กราบทูลสมเด็จพระสันตะปาปาอินโนเซนต์ที่ 1 พระสันตะปาปาอินโนเซนต์ที่1 ตอบจดหมายของฟอลคอนเป็นภาษาอิตาเลียน ฝอยทอง(Fios de Ovus) ของโปรตุเกส คล้ายกับฝอยไข่ (ฝอยทอง- Huevo hilado).ของสเปน และทั้ง 3 ชาติก็นับถือศาสนาเดียวกันด้วย 

ในราชสำนักสยามภาษาโปรตุเกสถูกใช้อย่างมีแบบแผน 
1 มีนาคม พ.ศ.2240 เมื่อทราบว่า บาทหลวงตาชารด์จะเดินทางมาถึง ทางการสยามมีท่าทีไม่เต็มใจต้อนรับ ออกญาพระคลังถามหลวงวรวาที (แวงซัง แปงเฮโร) ว่า จะให้บาทหลวงตาชารด์พักที่ห้างฝรั่งเศสเก่าหรือไม่ บาทหลวง เดอ ลาเบรย์ ส่งจดหมายขอให้จัดที่พักในเมือง อย่าให้อยู่ในเขตมิชชันนารีฝรั่งเศสพัก หรือ ในค่ายโปรตุเกส และขอให้พักที่บ้านเก่าของคอนสแตนติน ฟอลคอน (ประชุมพงศาวดาร เล่ม21, หน้า154-155.) ออกญาพิพัฒน์สั่ง ฟรังซัว แปงเฮโรบุตรหลวงวรวาที ให้แปลจดหมายของเจ้าพระยาพระคลังถึงตาชารด์เป็นภาษาโปรตุเกส มีล่ามฮอลันดาชื่อมาทิว(Matheos /มะเตวส์-โปรตุเกส, มะเตโอส-ดัทช์, มะทิว/ ฝรั่งเศส) และล่ามโปรตุเกส ชื่อ โอกุสแตง โรซาดา คอยแก้ไขและตรวจสอบเนื้อหา (ประชุมพงศาวดาร เล่ม21, หน้า156-157.) 

การแปลชื่อโปรตุเกสเป็นไทยในพระราชสาส์นพระบาทสมเด็จพระเอกทศรถถึงพระยาวิชเรห 
พระราชสาส์นนี้ไม่ระบุวัน เดือนและศักราช ศ.ดร.ขจร สุขพานิช ระบุเป็นของสมเด็จพระเอกาทศรถ อ.ภูธร ภูมะธน ระบุว่าเป็นของสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง António Bocarro ใน Década xiii, da História da índia, pt.i , 1876. อ้างใน Teixeira, Portugal na Tailandia ระบุว่า Dom Jerónimo d’Azevedo มอบหมายให้บาทหลวงอะนูนซิยาเซา “ซึ่งคุ้นเคยกับพื้นที่ดี” เดินทางร่วมมากับทูตโปรตุเกสถึงสยาม 3 มีนาคม 2158 พระราชหัตถเลขากษัตริย์โปรตุเกสลง วันที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2161 กล่าวถึงคณะทูตสยามที่เดินทางไปกัว พ.ศ.2160 จึงสันนิษฐานว่าพระราชสาส์นเขียนขึ้นประมาณ พ.ศ.2159 สมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม 

ใครเป็นใครในพระราชสาส์นข้างต้น 
ทอง ฝีหลีบ (Dom Filip) พระยาวิชเรห (Vico Rei = Dom Jerónimo d’Azevedo ) บาตรีผเรผรันสีสกุอนุสียาสัง ( Padre Vrei Francisco Anunçiação) กะปิตันมล เวร รีเบน Capitão – mor Christovam Rebelo) Capitão – mor เป็นใคร แชร์แวส ระบุว่า พระเจ้าแผ่นดินสยามทรงแต่งตั้งหัวหน้าราษฎรแต่ละสังกัดชาติให้ปกครองกันเองตามประเพณีนิยม ลาลูแบร์ ชี้ว่า ประชาคมแต่ละชุมชนเป็นผู้เลือกหัวหน้า หรือ นายของตนขึ้นมาปกครองกันเองภายใต้การควบคุมของทางการสยามผ่านออกญาพระคลัง 2 แนวทางนี้ขัดแย้งกัน หลักฐานร่วมสมัยชิ้นหนึ่ง เมื่อทูตโปรตุเกสจากมาเก๊า ชื่อ Pero Vaz de Sequeira มาถึงก็ได้อ้างบัญชาผู้สำเร็จราชการแห่งกัวให้ Francisco Barretto de Pinna (Capitão – mor ) เข้าพบทันที ! กระบวนการแปลพระราชสาส์น เมื่อบาทหลวงตาชารด์ถวายพระราชสาส์นแล้ว เย็นนั้นเจ้าพนักงานได้มาตามคณะบาทหลวงและล่ามฝรั่งเศสไปยังพระราชวัง เพื่อแปลพระราชสาส์นเป็นภาษาไทย ม.โบร์ด ไปพร้อมกับ ม. ยาโรเซีย และ ม.ฟรังซัว แปงเฮโร บุตรหลวงวรวาทีล่ามฝรั่งเศส ในหอแปลราชสาส์น มีขุนนางสูงวัยหลายคน นั่งบนพรมเปอร์เซียตามลำดับยศ เจ้าพนักงานนำโต๊ะเล็กคลุมด้วยแผ่นเงินมาตั้งแล้วบอกให้คณะบาทหลวงนั่งลงข้างๆ จากนั้นจึงเชิญพระราชสาสน์มาวางบนโต๊ะ มีกลองและมโหรีนำมาด้วย คณะบาทหลวงฝรั่งเศสแปลเสร็จ เจ้าพนักงานนำข้อความย่อที่ตาชารด์ให้ไว้มาตรวจทานจนถ้อยความตรงกัน จึงแสดงความยินดีและเชิญพระราชสาส์น กลับไป มีกลองและมโหรีประโคมเช่นกัน (ประชุมพงศาวดาร เล่ม21, หน้า 241-242.) ขุนวรวาที (แวงซัง แปงเฮโร) หรือ Vincent Pinheiro(วินเซนตึ ปิไญรู - ต้นสน) ล่ามฝรั่งเศส(เป็นชาวโปรตุเกส) นา ๓๐๐ ฟรังซัว แปงเฮโร - François Pinheiro (บุตรชาย) ล่าม(ฝรั่งเศส) สมัยพระเพทราชา ลูกหลานของขุน(หลวง)วรวาที มีชื่ออยู่ในประกาศพระราชทานที่ดินสร้างโบสถ์ซางตาครูซ ค.ศ.1768ด้วย (รายชื่อชาวP.ใน Sião ค.ศ.1768 Estévão Pinheiro S.a Mulher e filhos 6) ขุนรักษาสมุทร ล่ามแปลนายสำเภาปากน้ำ นา ๔๐๐ ก็เป็นชาวโปรตุเกส ขุนรักษาสมุทร เป็นผู้อธิบายคำตัดสินโทษ Burot ขโมยกล่องศีลในค่ายP. ของพระคลังเป็นภาษาP (ซิไกรา น.215)ให้ตัดแขนBurot แล้วเฆี่ยนจนตาย แต่กะปิเตา มอร์ Francisco Barretto de Pinna ลงโทษโดยการตัดแค่ 2 นิ้ว เท่านั้น ต่อมาสมเด็จพระนารายณ์โดยการจัดการของฟอลคอนได้มีคำสั่งให้ เจ้าหน้าที่ยึดตราตั้งคืนจาก Francisco Barretto de Pinna และสั่งจำคุก เมื่อทูตซิไกรามาถึงสยามก็ได้เจรจาและขอนำตัว Francisco Barretto de Pinna ไปลงโทษเอง กะปิเตาร์ มูร์ Francisco Barretto de Pinna รับราชการในราขสำนักสยามมานานกว่า 30 ปี ตั้งแต่รัชสมัยพระเจ้าปราสาททอง เขาถูกกล่าวหาว่าพัวพันเรื่องทุจริตหลายเรื่อง เช่น การ “อม” หมาก 50 picos ซึ่งพ่อค้จากมาเก๊านำมาฝากไว้ 

ขุนนางสยามกับภาษาโปรตุเกส เดอ ชัวซีย์ อ้างตาชารด์ว่า เสนาบดีไทยพูดภาษาโปรตุเกสเป็นทุกคน ( ประชุมพงศาวดาร เล่ม24, 17-18) ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ เสนอว่า บันทึกของ เดอ ชัวซีย์ไม่ค่อยน่าเชื่อถือ เพราะเป็นรายงานของบุคคลที่รู้จักกรุงศรีอยุธยาไม่ดีนัก ( การเมืองไทยสมัยพระนารายณ์, หน้า34) หลักฐานของบาทหลวงตาชารด์ “ ในบรรดาเสนาบดีสยาม มีอยู่ท่านหนึ่งที่พูดภาษาโปรตุเกสได้ดี และมีสติปัญญาไหวพริบว่องไว คงจะเป็นเสนาบดีคนนี้เอง ที่นาย เดอ ลาลูแบร์ กล่าวถึง เขาเรียกเสนาบดีท่านนั้นเข้ามาดื่มกาแฟในห้องนอนของเขาแล้วนั่งคุยอยู่ตลอดวันทั้งวัน เป็นเวลาหลายวัน เขาต้องการให้เสนาบดีท่านนั้นตอบคำถามนับเป็นพันๆข้อของเขา เกี่ยวกับพระเจ้ากรุงสยาม เกี่ยวกับพระราชสำนัก และเรื่องราชการภายในพระราชอาณาจักรนี้…”(หน้า135) บันทึกของลาลูแบร์ “ ธรรมเนียมในซีกโลกตะวันออก ถือกันว่าการลงโทษนั้นคือเครื่องแสดงความรักใคร่ใยดี พวกเราได้เห็นขุนนางผู้หนึ่งถูกคุมขังไว้เพื่อที่จะนำตัวไปลงโทษ โดยชาวฝรั่งเศสคนหนึ่งรับจะไปขอให้ผู้บังคับบัญชาของเขายกโทษให้ ขุนนางผู้นั้นกลับตอบเป็นภาษาโปรตุเกสว่า... ผมอยากจะทราบว่า ท่านจะกรุณาผมถึงเพียงไหน..” (ลาลูแบร์, น.470.) สำนวนดังกล่าวคล้ายกับการลงท้ายจดหมายอย่างนอบน้อมถ่อมตัวของบาทหลวงอันตอนิอู ดึ ฟองเซกา(António de Fonseca) ถึงอุปราชแห่งอินเดีย เมื่อ 2 ธค.1684 (Siqueira, p. 117) ว่า “If I deserve to be punished, I hope for your Excellency’s benevolence and that you may deal with me as appropriate.” 

“Basta! Basta! Basta! (พอแล้วๆๆ)” คำร้องห้ามภาษาโปรตุเกส...แบบปลื้มๆ...ของเดอ ชัวซีย์ 
 “เครื่องราชบรรณาการถูกลำเลียงเข้ามาเรื่อยๆ โดยคำสั่งของคอนสแตนติน ฟอลคอน ซึ่งสั่งให้นำออกมาจากท้องพระคลังตามอำเภอใจ” ทำให้เดอ ชัวซีย์ละอายใจ จนต้องร้องเป็นภาษาโปรตุเกสมากกว่า 4 ครั้ง ทั้งๆ ที่เรียนภาษาไทยมาแล้ว เห็นได้ชัดเจนว่า แม้แต่พนักงานลำเลียงเครื่องราชบรรณาการก็ยัง“เดิ้น-Modernize”เลย ! 

ความรู้จากการสนทนาและความอดทนทำให้ลาลูแบร์สามารถเก็บเกี่ยวและไต่สวนเรื่องราวของสยามมาถ่ายทอดให้คนชั้นหลังทราบอย่างมากมาย ไม่ควรมองข้ามเมื่อขุนนางสยามคนหนึ่งตั้งปณิธานเป็นภาษาโปรตุเกส ทั้งๆที่กำลังจะถูกนายลงโทษอยู่แล้ว ! 

สับปะรดในภาษาโปรตุเกส Ananás เป็นคำเรียก สับปะรดในภาษาโปรตุเกส สเปน อิตาลี ในภาคใต้เรียกสับปะรดว่า ญานัด ภาคอีสานเรียกว่า บักนัด ขณะที่ภาคเหนือห่างขึ้นไปก็ยังเรียกว่า บะขะหนัด
หลักฐานของชาวตะวันตกกลับบันทึกภาษาไทยแบบBroken Thai เป็นส่วนใหญ่ หนังสือรวมบันทึกประวัติศาสตร์ของฟานฟลีต (วันวลิต) -ตำแหน่ง “เจ้าพนักงาน” เขียนเป็น “Jaew penninghans” จึงถูกแปลเป็น “อยู่เป็นนิ่งอัน”(น.232) ภาพลักษณ์ของชาวค่ายโปรตุเกสในสายตาของชาติคู่แข่ง นิโคลาส แชแวส ระบุ ภาพลักษณ์ของชาวโปรตุเกสที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานในเมืองพระนครศรีอยุธยาจำนวน 700-800 ครอบครัวว่า ส่วนมากยากจน ยอมตายดีกว่าจะประกอบอาชีพหรือทำมาหากินเลี้ยงตัวเอง พ่อค้าฝรั่งเศสบางคนระบุว่า ชาวโปรตุเกสล้วนมีนิสัยเกียจคร้าน เย่อหยิ่ง และชอบอ้างว่าทุนรอนไม่มี จึงเอาแต่นอนขึงอยู่บนเสื่อ ผู้เขียนกลับมองว่า ชุมชนโปรตุเกสเป็นชุมชนของคนทันสมัยที่สุดในสยาม.... คล้ายยุคห้างหันแตร(Hunter)ที่กุฏีจีน ในเมืองบางกอก! 

 หลักฐานระหว่างบรรทัดสะท้อนอาชีพหลากหลายในค่ายโปรตุเกส นอกจากอาชีพทหารรักษาพระองค์ ทหารฝรั่งแม่นปืน ช่างเพชรทอง คนนำร่อง พ่อค้าสำเภา นักร้อง-นักดนตรี(ซึ่งหลักฐานฝรั่งเสสเรียกว่า นักเลงในค่ายโปรตุเกส) จิตรกร มิชชันนารี แพทย์. ช่างหล่อปืนใหญ่ สถาปนิก-วิศวกรเสมียน บริษัท อินเดียตะวันออกของอังกฤษ ล่ามอังกฤษ ล่ามฝรั่งเศส ล่ามฮอลันดา ล่ามนายสำเภา และนายประกันแล้ว ยังมีช่างทาสีและพนักงานจัดเลี้ยงแบบตะวันตกแก่คณะราชทูต ช่างทาสี คนหนึ่งเป็นญาติของดอนญา มารี ดึ ปินา หรือ ท้าวทองกีบม้า ภรรยาของ ออกญาวิไชเยนทร์(คอนสแตนติน ฟอลคอน) พนักงานจัดเลี้ยงแบบตะวันตก Jozeph Cardozo (Seqeira, p.279) มีผู้ช่วยชื่อ Antonio Lobato(Seqeira, p.233) หลังกรุงแตกลูกหลานของ Jozeph Cardozo คือ Fr.co(Francisco) Cardoso.. หนีไปเมืองพุทไธมาส หรือคังเคา(  Cam Cão, Can Camในจารึกโบสถ์ซางตาครูซ) หรือ ขึ้งโข่ว ในภาษาจีน ) แล้วกลับมาอยู่บางกอกอีกครั้งค.ศ.1768 

โปรตุเกสหยิ่งจริงหรือเปล่า? 
ราชทูตเปรู วาซ ดึ ซิไกรา แต่งตัวหรูหรา เปลี่ยนรองเท้าใหม่ก่อนจะเข้าเฝ้า เจรจาขอสวมหมวก คาดดาบ ใส่รองเท้าและไม่ยอมหมอบกราบถวายบังคมตอนเข้าเฝ้า ท่านทูตจะไม่ทำตามทูตชาติอื่น จะทำตามเกียรติยศของโปรตุเกสเท่านั้น(น.199) พระคลังไม่อยากทำลายไมตรีและไม่ต้องการทำลายจารีตเช่นกัน(น.238) จึงต่อรองให้ทูตพกดาบได้ แต่ถอดรองเท้า คำนับต่ำๆ (น.241) 

 ในระหว่างการพิจารณาข้อเสนอของทูตซิไกรานั้น สมเด็จพระนารายณ์ ทรงมีพระราชปรารภ(ดูในซิไกร่า)ว่า “กฎหมายอาจทำให้ไมตรีถูกทำลายมากกว่าสร้างไมตรี” 

 นายทหารติดตามคณะราชทูตคนหนึ่ง แม้จะรู้ว่ากำลังเดินตัดผ่านขบวนเสด็จฯโดยบังเอิญ กระชั้น แต่ไม่ยอมวิ่งหลบออกนอกเส้นทาง เกรงจะไม่สง่างาม เรียกว่าหยิ่งได้หรือไม่... ผลลัพธ์ คือ ถูกฟอลคอนสั่งจับ และขอให้ทูตซิไกราลงโทษ 

คารมของฟอลคอนเกลี้ยกล่อมทูตซิไกราให้ยอมรับจารีตการเข้าเฝ้าแบบสยาม(ซิไกรา, น.200) 

ทูตซิไกรายืนกรานว่า ถ้าตนยอมปฏิบัติตามธรรมเนียมการเข้าเฝ้าของสยามแล้ว จะเป็นการเสื่อมเสียเกียรติยศในสายตาของVR แห่งอินเดียและLord Prince เนื่องจากตนได้รับคำสั่งจากVRซึ่งต้องปฏิบัติโดยเคร่งครัด ฟอลคอน กล่าวว่า คณะทูตทำเหมือนไม่สนใจสัตยาบันที่มีต่อสัมพันธไมตรีอันยาวนาน นอกจากนี้ยังเรียกร้องแบบแผนและนโยบายใหม่ๆ เหมือนอยากเข้าบ้านผู้อื่นแล้วกลับทำให้กฎเกณฑ์ที่เขาปฏิบัติมานานเสียหาย ขณะที่ผู้อื่นอยากเข้ามาด้วยความเคารพและคำนึงถึงไมตรี ไม่มีกษัตริย์องค์ใดในโลกจะคิดว่ากฎหมายของตนไม่ยุติธรรม เมื่อมิตรคนใดคิดจะละเมิด ผู้นั้นก็ไม่ใช่มิตรอีกต่อไป เป็นได้เพียงคนทำลายสันติภาพเท่านั้น 

ร่องรอยกฎหมายศักดินาของโปรตุเกสในบันทึกของราชทูตเปรู วาซ ดึ ซึไกรา p.290 “Some of his vassals live in Siam and serve the King, should not be subjected to (the control of) other nation.” พวกเขาถูกปกครองโดยอุปราชแห่งอินเดีย ในระดับจิตวิญญาณ พวกเขาก็ถูกปกครองโดย The Premate Archbishop of India แห่งกัว สังฆราชและมิชชันนารีฝรั่งเศสมิพึง dare to interfere with the governance of those vassals! ฝรั่งเศสหยิ่งบ้างไหม....? ราชทูตโกษาปานไปฝรั่งเศสก็รู้สึกลึกๆ ว่า ชาวฝรั่งเศสมาดูตนเหมือน...ดูเสือ ดูหมี! หลักฐานข้อความย่อจากจดหมาย ม.เวเร่ต์ (12และ23ธันวาคม 1685) ปชพ. ล.24 น.255 พอเห็นพระเจ้าแผ่นดินแต่ไกลก็ต้องหมอบลงทันทีแล้วคลานสี่เท้า จึงเอามือประสานขึ้นเหนือศีรษะ ถ้าจะพูดกับพระเจ้าแผ่นดินก็ต้องพนมมือ ต้องเอาศอกและหน้าซบลงติดกับดิน การประพฤติเช่นนี้ผิดด้วยทางศาสนา และเป็นการเสียเกียรติยศต่อชาติฝรั่งเศส พวกชาวบ้านนอกอย่างเลวในประเทศฝรั่งเศส ก็ยังมีบ้านอยู่ดีกว่าเจ้านายใหญ่โตในประเทศสยาม ทั้งหยิ่ง ทั้งเหยียดหยามชาวพื้นเมือง! 

ชาวฝรั่งเศสคนหนึ่งซึ่งไม่พิถีพิถันตอนเข้าเมืองอยุธยา...................แต่หยิ่งมาก! 
เขามาบ่อยมาก.....มาสยามบ๊อยบ่อย(3ครั้ง) 
ครั้งสุดท้ายเรือแตก อาศัยเรือพ่อค้าเข้ามา เสื้อก็เก่า รองเท้าก็เหม็น......!? มีผู้ติดตามเพียง 2-3 คน 

ยืนกรานให้สยามจัดการต้อนรับเทียบเท่าเดอ โชมองต์ 
มีการแสดงอารมณ์ฉุนเฉียว เด็ดเดี่ยว โผงผาง 
เขา คือ บาทหลวง Guy Tachard 

ชีวิตชีวาของชุมชนโปรตุเกสจากโบราณวัตถุบางชิ้น ชิ้นส่วนขวดแก้วที่บ้านโปรตุเกส ดื่มเฉลิมฉลองทั้งค่าย หรือ เป็นเพียงไวน์ในพิธีมิสซา? งานเลี้ยงพระราชทานราชทูตPero Vaz de Siqeirra ค.ศ.1684 สมัยสมเด็จพระนารายณ์ (ผู้ติดตาม 90 คน) พระราชทานเลี้ยงไวน์ 70 ขวด อาหารไม่อั้น เพลงบรรเลง rhythmic Musketry salute งานเฉลิมฉลองวันนักขัตฤกษ์ในค่าย + โบสถ์ รวมถึงการดื่มอวยพรในงานสำคัญๆ คงมีบรรยากาศไม่ต่างกันเท่าใดนัก 

หลักฐานการเสพฝิ่นที่บ้านโปรตุเกส การห้ามเสพฝิ่นสมัยอยุธยาปรากฏในกฎหมายตราสามดวง ภาพกล้องสูบยาแดง(ฝิ่นผสมยาเส้น) กระเบื้องดินเผาแบบกาบกล้วยอิทธิพลของโปรตุเกส? La Loubere’s “A new Historical Relation of the Kingdom of Siam”, 1986, p. 31) “The King of China’s Palace is still of wood; and this persuades me that brick buildings are very modern at Siam, and that the Europeans have there introduced the practice and use thereof.” So also de La Loubère speculated that the use of bricks (and tiles) was a practice brought from the western world. ดร. ยงธนิศร์ พิมลเสถียรเสริมว่า ในอเมริกาใต้ เรียกกระเบื้องมุงหลังคาแบบนี้ว่า “กระเบื้องแบบมิชชันนารี” 

การพิสูจน์อักษร: พิมพ์ผิด ... อ้างผิด! หลักฐานรายงานการปฏิบัติงานของศาลกระทรวงทหารเรือ ที่เมืองฮูกห์ลี เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน และ 12 ธันวาคม พ.ศ.2230 พิจารณาคดีตัดสินคดี เรือดูเรีย ดอลลัท (Doorea Dallat) ของพระเจ้ากรุงสยาม ซึ่งถูกยึดโดยกัปตันจอห์น คอนเซทท์ แห่งเรือเบิร์คลีย์ คาสเซิล (Berkley Castle) เมื่อวันที่ 30 เมษายน พ.ศ.2230 ขณะทอดสมออยู่ในเส้นทางไปเมืองอะชิน ไกรฤกษ์ นานา ให้เกียรติอ้างเอกสารประกอบการสัมมนา “อาชีพของชาวโปรตุเกสในสยาม(ค.ศ.๑๔๑๑– ๑๗๖๗)” ความสัมพันธ์ ไทย ยุโรป จากอดีตสู่ปัจจุบัน เยอรมนี โปรตุเกส รัสเซีย, พรสรรค์ วัฒนางกูร (บรรณาธิการ) กรุงเทพฯ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 2546 เป็น เรือดูก้า ดัลลา( Doorca Dalla) 

 บทส่งท้าย กระตุ้นยอดขายของกัลยาณมิตร หนังสือชุด 500 ปี ความสัมพันธ์ สยาม- โปรตุเกส ของ ยุวดี วัชรางกูร ปกแข็ง หน้า 218 ย่อหน้าที่ 1 ข้อความที่ตีพิมพ์ว่า “ท่าน ดงกิม ดึ คัมโปส” คลาดเคลื่อนไป ที่ถูก คือ “ดร. เจากิง ดึ กัมปุช” ย่อหน้าที่2 หน้าเดียวกันต้องการระบุว่า เพลงต้นวรเชษฐ์ หรือ ต้นบรเทศ นั้น มีทำนองคล้ายเนื้อเพลง “กินอะไรถึงสวย” ของพุ่มพวง ดวงจันทร์

วันจันทร์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2554

เกี้ยว กริช และสัปทน : เครื่องยศโปรตุเกสที่บางท่านยังไม่ทราบ

โดยพิทยะ ศรีวัฒนสาร เมื่อ 9 กันยายน 2011 เวลา 18:55 น.

ภาพวาดในศิลปะนันบันของญี่ปุ่น ซึ่งนักวิชาการเชื่อว่าเป็นขบวนของกะปิเตา-มูร์(Capitao -mor)นายอำเภอฝ/หัวหน้าชุมชนโปรตุเกส)ที่เมืองนางาซากิ


ในหนังสือ “The Embassy of Pero Vaz de Siqueira to Siam (1684-1686) โดย ลึอูนอร์ ดึ ซึอาบรา(Leonor de Seabra) ตีพิมพ์ที่มาเก๊า เมื่อ ค.ศ.2005 รวบรวมบันทึกของคณะราชทูตโปรตุเกส ชื่อ เปรู วาซ ดึ ซิไกรา(Pero Vaz de Siqueira) ซึ่งเดินทางเข้ามายังสยามระหว่างค.ศ.1684-1686 ตรงกับรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์ ตอนหนึ่งในบันทึกดังกล่าวบรรยายถึงประเพณีการแห่แหนไปส่งคณะทูตจากจวนเอกอัครราชทูตไปยังท่าเรือ และวัฒนธรรมการแต่งกาย การประดับเครื่องยศอันประกอบด้วยสัปทนและเกี้ยวก่อนเดินทางจากมาเก๊าเข้ามายังสยาม กล่าวคือ



ขบวนของชายสูงศักดิ์ชาวโปรตุเกสวาดบนแผงลับแล ศิลปะนันบันของญี่ปุ่น


“วันที่ 6 เดือนมีนาคม ค.ศ.1684 ฯพณฯเอกอัครราชทูต เดินทางออกจากจวนของท่านเพื่อไปขึ้นเรือในลักษณะดังต่อไปนี้


บรรดาบุคคลสำคัญทั้งหลายในเมืองนี้ ( คือ มาเก๊า: ผู้แปล ) ต่างก็พากันมาที่บ้านของฯพณฯเอกอัครราชทูตเพื่อการติดตามไปส่งที่ท่าเรือ ท่ามกล่างคนเหล่านี้มี ท่านสาธุคุณ บาทหลวง อันตอนิอู มอร์ไรช์ ดึ ซาร์เมนตู (António Morães de Sarmento)ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้ปกครองสังฆมณฑลแห่งจีน(Governor of the Bishopric of China)กับคณะสงฆ์(priests)ผู้ติดตาม นอกจากนี้ก็มีเจ้าอาวาสคณะออกุสตินียน (the Augustinian Abbot) พร้อมด้วยสงฆ์ (friars) ผู้ติดตาม และกลุ่มบาทหลวงคณะดูมินิกัน (the Dominicans) ซึ่งบาทหลวงผู้ดำรงตำแหน่งพระราชาคณะ(the Prelate)มิได้เดินทางมาร่วมด้วยเนื่องจากมีอาการอาพาธ ส่วนสมุห์บัญชีของคณะนักบุญฟรานซิสกัน (the Custodian of the Church of Saint Francis) ก็มาพร้อมกับชุมชนที่สังกัดโบสถ์ดังกล่าว รวมทั้งท่านกรรมาธิการแห่งคณะแม่ชี (the Commissioner of the Nuns) และ ฯพณฯ ผู้พิพากษา (His Highness Magistrate) ฟรานซิสกู กูเมซ บูเตลญู(Francisco Gomez Botelho) ผู้มาพร้อมกับคณะเจ้าหน้าที่ศาล ทั้งนี้ยังมีชาวเมืองและคนครึ่งชาติจีนมาร่วมส่งฯพณฯเอกอัครราชทูตจนล้นหลามไปทั้งสองฟากถนน เมื่อทุกคนมาพร้อมหน้ากันแล้ว ฯพณฯเอกอัครราชทูต ได้สืบเท้าออกมาในเครื่องแต่งกายผ้าทอเงินสูงค่า(dress in a rich silver woven fabric) เดินเส้นด้วยไหมทองคำ สวมสร้อยคอราคาแพงฝีมือประณีตน้ำหนักเท่ากับทองคำ 5 ออนซ์ครึ่ง (five and a half gold loaves)[1] เสื้อคลุมของฯพณฯเอกอัครราชทูตเดินลวดลายด้วยเส้นทองคำยกปมเลอค่า (the cloak had rich gold filigree buttons) ประดับกายด้วยดาบทองคำและกริชทองคำอันสง่างามกลมกลืนด้วยฝีมือสกุลช่างเดียวกัน เครื่องประดับของฯพณฯเอกอัครราชทูตมีราคามากกว่าทองคำมูลค่า 8 ออนซ์ สายรัดดาบเส้นหนึ่ง(one talim)เป็นชิ้นงานถักยกปมด้วยเส้นด้ายทองคำราคาแพง(one talim with an expensive gold embroidery work) จากอังกฤษ และหมวกของฯพณฯเอกอัครราชทูตนั้นก็ประดับด้วยเปียทองคำซึ่งทำขึ้นอย่างประณีตงดงามเกินราคาที่แท้จริง ภายใต้สัปทนทองคำขลิบด้วยสีเหลืองอมแดงเข้มประดับด้วยยอดเงิน ( a fine gold parasol lined with yellow damask with its pinnacle in silver ) ส่วนสัปทนประดับมุกสีแดงเข้มอีก 4 หลัง(four parasols of nacre damask ) ขลิบสีเหลืองอมแดงยอดเงิน ผู้ที่ยืนทางด้านขวามือของฯพณฯเอกอัครราชทูต คือ ท่านสาธุคุณ หัวหน้านักบวช เปดรู ดา ตรินดาดึ (the Reverend Father, Master Friar Pedro da Trindade) อนุศาสนาจารย์ประจำคณะทูต ทางด้านซ้ายมือ คือ เลขานุการทูต ฟรานซิสกู ฟรากูซู(Francisco Fragoso) ผู้ซึ่งยอมหลีกทางยกที่ของตนให้แก่ท่านสาธุคุณหัวหน้านักบวช ทันใดนั้นเอง มานูเอล รูดริเกช แฟรย์ (Manuel Rodrigues Freyre) ผู้บังคับกองอาภรณ์( the Captain of the banner)[2] ก็ก้าวมายืนด้านหลังของฯพณฯเอกอัครราชทูตพร้อมกับชูเสาประดับด้วยตราสัญลักษณ์ของราชสำนักโปรตุเกส (the Royal Coat) ที่สามารถแลเห็นได้อย่างชัดเจนจากสองฟากถนน ตราสัญลักษณ์ดังกล่าวมีพื้นสีขาวกับสีแดงเข้มประดับดวงตราของราชสำนัก โดยปักอย่างประณีตด้วยเส้นไหมยกดอกทองคำเดินเส้นขอบสีทอง (exquisitely embroidered in golden thread with borders and girdle and bullion in crimson and gold) ด้านหน้าของตราราชสำนักมีขุนนางจำนวน 6 คน ยืนเรียงตามฐานันดรยศ ได้แก่ ผู้บังคับกองร้อยพร้อมด้วยผู้บังคับหมวดและผู้บังคับหมู่( the Captain with his Second Lieutenant and Sergeant) นอกจากนี้ก็มีหัวหน้าผู้ประกอบพิธีกรรมและผู้ช่วย(the Master of Ceremonies and the Assistant) เจ้าพนักงานดูแลทั่วไปประจำคณะทูต 2 นาย ( two Chamberlain) ยืนด้านหน้าคนผิวดำชาวพื้นเมือง 2 นาย( two Kaffirs) คนหนึ่งถือกลองอีกคนถือทรัมเป็ตเงินซึ่งติดธงสีแดงเข้มแบบหอยมุก(nacre damask flag)ไว้ เจ้าหน้าที่ดูแลทั่วไปทั้งสองคนถือตราประจำตระกูลทำจากผ้าปักไหมยกทองและเงินของท่านเอกอัครราชทูต คนผิวดำชาวพื้นเมืองทั้งสองนายแต่งกายอย่างดีด้วยเครื่องแต่งกายแบบชาวจีนและสวมหมวกกำมะหยี่สีแดงเข้ม(nacre velvet caps) ปักลูกไม้สีขาว(white lacework) แถวดังกล่าวขนาบด้วยกองทหาร 12 คน ทำหน้าที่เป็นหน่วยทหารรักษาความปลอดภัยซึ่งท่านผู้สำเร็จราชการ(the Count Viceroy)ออกคำสั่งให้ส่งมาจากเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์(the prison guard) ภายใต้การบังคับบัญชาของกัปตัน ฟรานซิสกู แฟร์ไรรา ดา ครูซ(Captain Francisco Ferreira da Cruz) ทหารรักษาความปลอดภัยเหล่านี้สวมเสื้อผ้าตามแฟชั่นของฤดูใบไม้ผลิผ้าอย่างหรูหราจากประเทศจีนโดยท่านเอกอัครราชทูตเป็นผู้สนับสนุนค่าใช้จ่ายทั้งหมด และเหตุที่ท่านเอกอัครราชทูตเห็นว่า หน่วยทหารดังกล่าวซึ่งเป็นกองทหารปืนคาบศิลา(musketeers) มีจำนวนเพียงเล็กน้อย จึงให้รับชาวเมืองเข้าเป็นทหารเพิ่มอีก 8 นาย รวมเป็น 20 คน โดยเพิ่มค่าจ้างให้สูงขึ้นด้วยเงินส่วนตัว เพื่อให้พวกเขาเต็มใจร่วมทางไปยังสยาม ด้านหลังของท่านเอกอัครราชทูต คือ มานูเอล ดา โรชา(Manoel da Rocha) ซึ่งเกิดที่มาเก๊า ทำหน้าที่เป็นอาลักษณ์ใหญ่(Main scribe)ของเลขานุการคณะทูต เขาแต่งกายอย่างสง่าผ่าเผยด้วยชุดเสื้อคลุมยาวสำหรับสวมในงานเลี้ยงซึ่งท่านเอกอัครราชทูตสั่งตัดให้เช่นกัน ขุนนางทั้งหมด 6 คน (six pages) สวมใส่เสื้อผ้าด้วยสีสันหรูหรามีปุ่มลวดลายเป็นเส้นสีเงิน(silver filigree buttons) แบบเดียวกันสั่งตรงมาจากประเทศจีน เบื้องหลังทางด้านขวามือของพวกเขา เป็นเกี้ยว(the sedan chair)ซึ่งท่านเอกอัครราชทูตเตรียมไว้สำหรับใช้ในราชอาณาจักสยาม เกี้ยวดังกล่าวตกแต่งด้วยอุปกรณ์เงิน พรมและเบาะกำมะหยี่สีแดงเข้ม( silver fittings and crimson velvet carpet and cushion) ภายในปักด้วยเส้นไหมทอง หลังคาของเกี้ยว(the canopy of the sedan chair) มีสีแดงเข้มและสีเขียวประดับด้วยแผ่นทองคำและเงินจากจีนภายในกรุด้วยสีแดงเข้มอมเหลือง คนหามเกี้ยวมีทั้งหมด 9 นาย แต่งกายแบบด้วยไหมทออย่างประณีตจากจีนเดียวกับคนถือสัปทนซึ่งสวมหมวกกำมะหยี่สีแดงสดขลิบลูกไม้สีขาว ขณะที่คนหามเกี้ยววัยฉกรรจ์สวมหมวกตกแต่งด้วยลูกไม้สีต่างๆอย่างดีจากอังกฤษ

ท่ามกลางความเอิกเกริกเกรียวกราวของผู้คนทั้งที่มาเองและได้รับเชิญมาเป็นเกียรติ มีทั้งเสียงกลองและทรัมเป็ต ท่านเอกอัครราชทูตก็ได้เดินทางออกจากจวนที่พำนักมุ่งไปยังวิทยาลัยนักบุญเปาลู (the São Paulo College) เมื่อถึงประตูโบสถ์ก็พบว่า คณะสงฆ์ทั้งหมดกำลังยืนรออยู่พร้อมด้วยบาทหลวงฝ่ายตรวจสอบ(the Inspector) และพระราชาคณะ เนื่องจากต่างก็ทราบล่วงหน้ามาแล้วว่า ท่านเอกอัครราชทูตจะไปสักการะธาตุกระดูกของนักบุญฟรานซิส เซเวียร์(Saint Francis Xavier) ซึ่งท่านเอกอัครราชทูตมีศรัทธาอย่างเปี่ยมล้นก่อนออกเดินทางไปยังสยาม คณะสงฆ์ได้เดินนำท่านเอกอัครราชทูตไปยังแท่นบูชา จากนั้นก็ปูพรมและเบาะรองนั่งให้ เมื่อท่านเอกอัครราชทูตนั่งลงแล้วท่านก็ได้กล่าวคำสวดภาวนา หลังจากนั้น ผู้ปกครองคริสต์จักร(the Prefect of the Church) ในชุดเสื้อคลุมสงฆ์(surplice)และผ้าพาดไหล่(stole) [3] เดินขึ้นไปยังพระแท่นบูชา พร้อมกับนำธาตุกระดูกแขนของนักบุญฟรานซิส เซเวียร์ลงมามอบแก่ท่านเอกอัครราชทูต ซึ่งท่านก็เอื้อมมือไปรับไว้ด้วยอิริยาบถอันแสดงถึงความเคารพอย่างสูงสุด และค้อมกายอำลาด้วยความศรัทธาแรงกล้า จนทำให้ผู้คนรอบข้างถึงกับหลั่งน้ำตาด้วยความตื้นตันใจ จากนั้นท่านเอกอัครราชทูตก็ลุกขึ้นกล่าวลาคณะสงฆ์ ซึ่งยืนกรานว่าจะออกไปส่งท่านที่ท่าเรือ ท่ามกลางความเงียบงันบรรดาชาวเมืองต่างก็กล่าวตำหนิคณะผู้ปกครองเมืองมาเก๊า( the Town Hall) ซึ่งไม่ได้แสดงความภาคภูมิใจต่อการที่ท่านเอกอัครราชทูตได้รับเลือกจากผู้สำเร็จราชการโปรตุเกสแห่งอินเดียภายใต้พระราชบัญชาของเจ้าชายมกุฎราชกุมารแห่งโปรตุเกสให้เดินทางไปยังราชอาณาจักรสยาม ท่านเอกอัครราชทูตเดินผ่านถนนหลายสายเพื่อไปยังท่าเรือ หน้าต่างของตึกทุกหลังเนืองแน่นไปด้วยสุภาพสตรีที่รู้ข่าวการเดินทางของท่าน ยิ่งกว่านั้นพวกเขาล้วนเศร้าโศรกต่อการออกเรือไปยังสยามของท่าน เนื่องจากท่านเอกอัครราชทูตเป็นบุคคลที่ชาวเมืองภาคภูมิใจ แต่ด้วยจิตใจอันห้าวหาญท่านเอกอัครราชทูตก็ได้เดินทางไปถึงสะพานปลาซึ่งมีเรือแจว(Baloon)สะอาดสะอ้านลอยลำรออยู่ บรรดาชาวเมืองต่างก็ลงขบวนเรือแจวเล็กของตนพร้อมกับชวนพวกพ้องแห่ลงเรือออกไปส่งท่านเอกอัครราชทูตยังเรือฟรีเกตของท่านด้วย บางคนก็ยังอ้อยอิ่งอยู่บนเรือฟรีเกตของท่านเอกอัครราชทูตจนกระทั่งได้เวลาเรือออก ผู้ที่เป็นหัวหน้าชาวเมืองในการทำเช่นนี้ คือ ผู้พิพากษาฟรานซิสกู กูเมซ บูเตลญู และบรรดาหมู่สงฆ์คณะเยซูอิต ซึ่งไม่ใคร่อยากจะอำลาจากท่านเอกอัครราชทูตเท่าใดนัก เช่นเดียวกับบาทหลวงในสังกัดของโบสถ์นักบุญฟรานซิส เนื่องจากท่านเอกอัครราชทูตเป็นผู้อุปถัมภ์โบสถ์คนสำคัญกำลังจะจากไปไกล ท่านสาธุคุณ บาทหลวง อันตอนิอู มอร์ไรช์ ดึ ซาร์เมนตู (António Morães de Sarmento)ผู้ปกครองสังฆมณฑลแห่งจีน(Governor of the Bishopric of China) ก็มิได้รู้สึกต่างไปจากผู้อื่นเลย ขณะที่ท่านเอกอัครราชทูตลงเรือไปจากสะพานปลาพร้อมกับผู้ไปส่งยังเรือฟรีเกต เรือทุกลำบริเวณนั้นต่างก็ประดับประดาด้วยป้ายและธงทิว(shields and banners) และยิงปืนสลุตด้วยเสียงอันดังเพื่อแสดงการคารวะ ซึ่งถึงแม้บรรดาเสนาบดีผู้ปกครองเมืองมาเก๊า(the Town Hall Ministers) จะบังคับให้ชาวเมืองทั้งหมดออกมาปรบมือส่งท่านเอกอัครราชทูตให้ดังที่สุดเท่าที่จะดังได้เพียงใด ก็ยังมิอาจเปรียบได้กับเสียงแห่งความชื่นชมที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติและความเสียสละทุ่มเทต่อกรณียกิจของเจ้าชายและมูลนาย((Prince and Lord) ของพวกเขา ” [4]

แม้เราจะทราบจากเอกสารข้างต้นถึงบรรยากาศและขนบประเพณีของการส่งคณะทูตโปรตุเกสมายังสยามว่า มีความเป็นไปตามขั้นตอนอย่างไร แต่ภาพเขียนในศิลปะนันบัน(Nan Ban Art) ที่เมืองนางาซากิ ประเทศญี่ปุ่น ดูเหมือนจะสะท้อนให้เห็นบุคลิกภาพของชาวโปรตุเกสขณะออกเดินทางไปปฎิบัติหน้าที่ต่างแดน โดยเฉพาะเรื่องของการแต่งกาย การใช้ชีวิต และความโอ่อ่าสง่าผ่าเผยของคณะราชทูต หรือ แม้กระทั่งหัวหน้าชุมชนโปรตุเกสในเมืองต่างๆของเอเชียและแอฟริกาได้ระดับหนึ่ง นอกจากนี้ข้อมูลดังกล่าวยังอาจจุดประกายความคิดแก่ผู้สนใจ หากมีการตั้งประเด็นถึงวัฒนธรรมการใช้สัปทนและเครื่องราชยานคานหามที่สืบทอดกันมายาวนานในสังคมสยามตั้งแต่สมัยก่อนอารยธรรมไทย


[1] ความหมายของทองคำน้ำหนักมูลค่า 1 เลิฟ (1loaf of gold) ในปัจจุบัน เท่ากับ 1 ออนซ์ มาตรฐานทองคำ (One standard ounce of gold) หรือ 1,140 ดอลล่าร์สหรัฐอเมริกา (ซึ่งเทียบได้กับน้ำหนักของขนมปังซึ่งตัดออกมาจากขนมปังก้อนใหญ่ 1 ชิ้น - slice of bread) (อ้างจากhttp://www.investinganswers.com/a/9-most-surprising-things-worth-more-their-weight-gold-1676) ทั้งนี้ น้ำหนักทองคำ 1 ออนซ์ เทียบได้กับน้ำหนัก 28 กรัม (อ้างจาก http://en.wikipedia.org/wiki/Ounce)
[2] banner หมายถึง ในที่นี้หมายถึง gierela m. แปลว่า garment อ้างจาก http://home.comcast.net/~modean52/oeme_dictionaries.htm
[3] ผ้าพันคอยาวปกติทำจากผ้าไหมปักหรือผ้าลินิน สวมใส่ไหล่ซ้ายโดยมัคนายกและพาดไหล่ทั้งสองข้างโดยพระสงฆ์และพระสังฆราชขณะทำพิธีทางศาสนา อ้างจาก http://www.thefreedictionary.com/stole
[4] Leonor de Seabra, The Embassy of Pero Vaz de Siqueira to Siam, 1684-1686. (Macau: University of Macau, 2005), pp.136-140

วันพฤหัสบดีที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2554

"อักษรยุโรปแจกตามภาษาไทยสำหรับเด็กพึ่งหัดเรียนหนังสือ" (AKSON EUROPA CHEEK TAM PHASA THAI SAMRAB DEK PHU’NG HAT RIEN NANGSU’.

โดย พิทยะ ศรีวัฒนสาร
ภาพจากอาจารย์ธวัชชัย ตั้งศิริวาณิชย์(Thavatchai Tangsirivanich ) ขอขอบคุณเป็นอย่างยิ่ง


ผู้เขียนอ่านพบข้อคิดเห็นของผู้รู้เกี่ยวกับหนังสือ ชื่อ "AKSON EUROPA CHEEK TAM PHASA THAI SAMRAB DEK PHU’NG HAT RIEN NANGSU’. NA : BANGKOK SAKKARAT P. CHRISTO CHAò M DCCC XXX VIII " ในหน้าFace book ของอาจารย์ธวัชชัย ตั้งศิริวาณิชย์(Thavatchai Tangsirivanich ) ซึ่งอาจารย์ธวัชชัยถอดคำอ่านออกมาเป็นคำอ่านภาษาไทยว่า "อักษรยุโรปฉีกตามภาษาไทยสำหรับเด็กพึ่งหัดเรียนหนังสือ" และมีการแสดงความคิดเห็นของผู้รู้หลายท่าน ด้วยความที่ผู้เขียนอยู่นอกวงการผู้รู้ ก็เลยแยกออกมาแสดงความคิดเห็นต่างหาก ในประเด็นเล็กๆ ต่อคำว่า CHEEK คำว่า NA: BANGKOK คำว่า CHRISTO และตัวเลขภาษาละติน

ผู้เขียนเห็นว่า คำว่า “ฉีก (CHEEK)” นั้นตามคำอ่านข้างต้นก่อนหน้านี้ น่าจะอ่านว่า “แจก” คือ แจกลูกตัวสะกดมากกว่า “ฉีก”


ชื่อหนังสือจึงควรอ่านว่า "อักษรยุโรปแจกตามภาษาไทยสำหรับเด็กพึ่งหัดเรียนหนังสือ"

ส่วนคำว่า NA : BANGKOK นั้น คำว่า NA เป็นภาษาโปรตุเกส แปลว่า “ใน หรือ ณ กรุงเทพฯ” ซึ่งผู้เขียนเข้าใจว่า เมื่อแรกตั้งนามสกุลในสยามสมัยรัชกาลที่6 มีวัตถุประสงค์เพื่อบอกรากเหง้าตระกูลของเจ้านายและขุนนางสายต่าง ๆ อาทิ ณ อยุธยา ณป้อมเพชร ทำนองเดียวกับเจ้านายและขุนนางฝรั่งชาติยุโรปที่สืบเชื้อสายมาจากชาวคริสต์ตระกูลเก่าแก่ ก็จะมีคำว่า de หรือ of นำหน้านามสกุล ส่วนพวกยิว หรือ คนพื้นเมืองที่เปลี่ยนมานับถือศาสนาคริสต์นั้น เท่าที่ทราบจากเจ้าหน้าที่ศูนย์วัฒนธรรมโปรตุเกส มักจะเอาต้นไม้ แม่น้ำ ลำธาร สี ก้อนหิน ป่าไม้ ฯลฯ มาตั้งเป็นนามสกุลใหม่ๆ กัน

คำว่า CHRISTO เป็นภาษาละติน ส่วนที่เขียน ลำดับตัวเลขละตินว่า “ M DCCC XXX VIII ” นั้น ตรงกับ ตัวเลข 800 30 1000 8 เทียบได้กับ ค.ศ. 1838

การแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นที่น่าสนใจและมีคุณค่าทางวิชาการอื่นๆ เกี่ยวกับหนังสือข้างต้นนั้น อาจดูได้จากหน้า face book ของอาจารย์ธวัชชัย ตั้งศิริวาณิชย์ครับ

ส่วนเรื่องการแจกลูกสะกดคำในภาษาไทยดูจากเว็บไซต์การจัดการความรู้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาภูเก็ต โดยผู้เขียน คือ : นิภาพร วิชชุปัญญ์กุล หน่วยงาน : ร.ร.วัดเทพนิมิต เสาร์ ที่ 25 เดือน มิถุนายน พ.ศ.2554 ในhttp://www.kmphuket.net/?name=research&file=readresearch&id=8