วันจันทร์ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2553

การขยายอิทธิพลของโปรตุเกสในเอเชียกับการปักหมุดอำนาจที่มะละกาก่อนเดินทางมาสยาม

โดย พิทยะ ศรีวัฒนสาร

ในพ.ศ.2052(ค.ศ.1509) กษัตริย์มานูเอลที่1(King Dom Manuel 1) ทรงแต่งตั้งอัลฟองซู ดึ อัลบูแกร์กึ (Alfonso de Albouquerque)เป็นผู้สำเร็จราชการโปรตุเกสแห่งอินเดีย เขาจึงริเริ่มนโยบายการยึดครองดินแดนเพื่อสร้างเมืองท่าป้อมปราการควบคุมเส้นทางการค้าในเอเชีย จุดแรกที่สามารถยึดได้ คือ หมู่เกาะโซโครตาส์(Socrotas) ใช้ควบคุมการค้าในทะเลแดง ต่อมาสามารถยึดเมืองกัว(Goa)เป็นศูนย์กลางการค้าบนชายฝั่งตะวันตกของอินเดีย พ.ศ.2053 (ค.ศ.1510) และยึดครองมะละกาได้พ.ศ.2054(ค.ศ.1511)



กษัตริย์มานูเอลที่๑ เอื้อภาพจาก Wikipedea สารานุกรมเสรี, ขอขอบคุณอย่างยิ่ง

มะละกาเป็นเมืองท่าปลอดภัย ไร้คลื่นลม บราซ ดึ อัลบูแกร์กึ(Braz de Albouqueque) บุตรชายของอัลฟองซู ดึ อัลบูแกร์กึบันทึกว่า มะละกาเป็นตลาดเครื่องเทศและเป็นศูนย์กลางการรับส่งสินค้าระหว่างจีนกับอินเดีย เป็นแหล่งรวบรวมสินค้านานาชนิดจากโลกตะวันออกและโลกตะวันตก ทุกๆปีจะมีเรือสินค้าเดินทางไปเยือน อาทิ เรือจากแหลมคาบานา กาลิกัต อาเด็ม เมกกะ เซระ โคโรมันเดล เบงกอล จีน ชวาและพะโค


อัลฟองซู ดึ อัลบูแกร์กึ, เอื้อภาพจาก Wikipedea สารานุกรมเสรี, ขอขอบคุณอย่างยิ่ง

สินค้าสำคัญที่มะละกา จำแนกออกเป็น 11 แหล่งที่มาดังนี้

1)สินค้าจากอินซูลินเดีย (Insulindia หรือหมู่เกาะอินเดียตะวันออก) ได้แก่ กานพลู(cloves)ของหมู่เกาะโมลุกกะ จันเทศ(nutmeg) ไม้จันทร์(sandalwood)การบูร(camphor)ของเกาะติมอร์ ทองคำและพริกไทของเกาะสุมาตรา อาหารและพริกไทของเกาะชวา ดีบุกและทองคำของมลายา
2)สินค้าจากมะละกาไปยังอินซูลินเดีย ได้แก่ เสื้อผ้า
3)สินค้าจากมะละกาไปเมืองแคมเบย์ (Cambayเมืองท่าบนชายฝั่งของแคว้นกุชราต) ได้แก่ เครื่องเทศ ไม้ฝาง เครื่องถ้วยชาม
4)สินค้าจากเมืองแคมเบย์ไปยังมะละกา ได้แก่ เสื้อผ้า อาวุธ น้ำหอม ชาด(vermillion)
5) สินค้าจากมะละกาไปยังโคโรมันเดล(Coromandel) ได้แก่ สิ่งของเครื่องใช้จากจีน
6) สินค้าจากโคโรมันเดลไปยังมะละกา ได้แก่ ผ้าปูลิกัต(Pulicat cloth)
7)สินค้าจากเบงกอลไปยังมะละกา ได้แก่ ผ้า ยารักษาโรค ฝิ่น
8) สินค้าจากพม่าไปมะละกา ได้แก่ ครั่ง(lacquer) ดีบุกและอาหาร
9) สินค้าจากกรุงศรีอยุธยาไปมะละกา ได้แก่ อาหาร
10)สินค้าจากมะละกาไปกรุงศรีอยุธยา ได้แก่ เสื้อผ้า สินค้าจีน ไหม(silk) ไหมยก(brocade) ผ้าต่วน(satin) เครื่องประดับ
11)สินค้าจากมะละกาไปจีน ได้แก่ ผ้าฝ้าย ชาด กำยาน

การยึดครองมะละกาของโปรตุเกสเริ่มต้นจากความบาดหมางระหว่างพ่อค้าโปรตุเกสกับพ่อค้ามุสลิมในปีพ.ศ.2052(ค.ศ.1509) ขยายตัวเป็นสงครามในพ.ศ.2054และยุติลงด้วยชัยชนะของโปรตุเกสในวันที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2054(ค.ศ.1511) หลังการยึดครองมะละกา อัลบูแกร์กึได้สร้างป้อมปราการขึ้นและแต่งตั้งรุย ดี บริตู(Rui de Brito) อดีตเชลยศึกโปรตุเกสของมะละกาเป็นกัปตันแห่งมะละกาคนแรก

ระบบพระคลังสินค้ากับความมั่งคั่งกรุงศรีอยุธยา: แรงดึงดูดพ่อค้าต่างชาติ

โดยพิทยะ ศรีวัฒนสาร

สภาพความคับคั่งจอแจของการสัญจรทางเรือที่ตลาดย่านหน้าวัดบางกระจะในแผนที่ ยูเดีย(Iudea)ของ Jan Janszoon Struys (c.1629 - c.1694) นักเดินทางผู้มีชื่อเสียงซึ่งเข้ามาเยือนกรุงศรีอยุธยาระหว่างเดือนมกราคม-มีนาคม ค.ศ.1650 หนังสือของเขาซึ่งตีพิมพ์ในปีค.ศ.1676 ที่กรุงอัมสเตอร์ดัม ชื่อ "Drie aanmerkelijke en seer rampspoedige reysen" มีแผนที่สยามขนาด 19X29 ซ.ม.ปรากฏอยู่ด้วย(ภาพและเรื่องอ้างจากMAPPING IUDEA: A CARTOGRAPHIC EXERCISE by Tricky Vandenburg ใน http://www.ayutthaya-history.com/Essays_MappingIudea.html ขอขอบคุณอย่างยิ่ง)

ใบของต้นการบูร(camphor)ใช้ทำสารหอมระเหยลักษณะเป็นผลึกสีขาว(ภาพจาก google.com ขอขอบคุณอย่างยิ่ง)

พระคลังสินค้าในสมัยอยุธยาเป็นที่เก็บส่วยสาอากรและมีบทบาทผูกขาดทางการค้ามาตั้งแต่รัชสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 ขุนวิจิตรมาตรา(สง่า กาญจนาคพันธ์)เรียกการค้าแบบผูกขาดของราชสำนักผ่านระบบพระคลังสินค้าว่า “การค้าของพระเจ้าแผ่นดิน” เพราะเป็นการค้าโดยรัฐ ผลกำไรแต่ละครั้งก็สร้างความมั่งคั่งให้แก่พระมหากษัตริย์เป็นอันมาก ด้วยเหตุนี้ประสิทธิ์ รุ่งเรืองรัตนกุลจึงชี้ว่า การผูกขาดการค้าของพระคลังสินค้าเป็นกระบวนการที่มีทั้งการควบคุมการผลิต ปริมาณและราคาตามความต้องการซื้อขายในตลาด รวมถึงการผูกขาดสินค้าส่งออกและสินค้านำเข้าโดยการใช้กฎหมายและระบบราชการเป็นเครื่องมือ

ชะมดเชียง เครื่องหอมสมุนไพรจากสัตว์ป่า(ภาพจากgoogle.com ขอขอบคุณอย่างยิ่ง)

สินค้าผูกขาดในหลักฐานพระไอยการอาญาหลวง ได้แก่ เครื่องศาสตราวุธ (ดินประสิว กำมะถัน ดินปืน) กฤษณา ไม้ฝาง ดีบุก นรมาด ( คือ นอแรด) งาช้าง และไม้จันทร์ รวมถึงสินค้าต้องห้ามที่ปรากฏในคำให้การชาวกรุงเก่าซึ่งรัฐเป็นผู้ส่งออกแต่เพียงผู้เดียว ได้แก่ งาช้าง ฝาง ตะกั่วนม ไม้ดำ ไม้แดง ชัน รัก ไม้จันทร์ ชะมดและครั่ง ดังปรากฏในพระไอยการอาญาหลวงว่า

ไม้ฝางนอกจากจะใช้ทำสีย้อมผ้าแล้วยังใช้ทำน้ำยาอุทัยได้ด้วย(ภาพจาก google.com ขอขอบคุณอย่างยิ่ง)

“...อนึ่งพระเจ้าอยู่หัวห้ามมิให้ซื้อขายสิ่งของต้องห้ามแก่ผู้มาแต่ต่างเมือง แลมันขึ้น(ขืน-ผู้วิจัย)ซื้อขายแลส่งออกไปนอกด่านต่างแดน แลขุนมุนนายอนา
พยาบาลผู้ใดได้ของมัน รู้เหนเปนใจด้วยมัน มิได้มาว่ากล่าวพิดทูลท่านให้ลงโทษขุนมุนนายอนาพยาบาลแลมันผู้ส่งสิ่งของต้องห้ามออกไปให้ซื้อขายนอก
ด่านต่างแดนนั้นมิโทษ 6 สถาน ถ้าทรงพระกรรุณาโปรดเกล้าฯบให้ฆ่าตีเสียให้ เอาสิ่งของนั้นตั้งไหมจัตุรคูณ...”


ไม้กฤษณาใช้ทำน้ำมันหอมระเหยราคาแพง (ภาพจาก google ขอขอบคุณอย่างยิ่ง)

พ่อค้าจากภายนอกซึ่งเดินทางเข้ามาติดต่อค้าขายกับกรุงศรีอยุธยามีทั้งพ่อค้าจากตะวันออกและตะวันตก พ่อค้าจากตะวันออกได้แก่ ชาวมาเลย์ ชวา ฟิลิปปินส์ พะโค กัมพูชา จามปา เวียดนาม จีน เกาหลี ริวกิว ญี่ปุ่น ส่วนพ่อค้าจากตะวันตก ได้แก่ ชาวอินเดีย ลังกา มากัสซาร์ อาหรับ เปอร์เซีย โปรตุเกส ฮอลันดา อังกฤษ สเปน และฝรั่งเศส เป็นต้น

การเป็นเมืองศูนย์กลางทางการค้า(Entrepot) ซึ่งมีการขนถ่ายสินค้าของจีน ญี่ปุ่น และสินค้าพื้นเมืองหลากหลายที่พ่อค้าต่างชาติต้องการ อาทิ ข้าว หนังสัตว์ พริกไทยและฝาง ทำให้กรุงศรีอยุธยาเป็นทั้งผู้ค้าผลิตผลและเป็นพ่อค้าคนกลางที่ขายสินค้าของพ่อค้าชาติหนึ่งให้แก่พ่อค้าอีกชาติหนึ่ง จึงทำให้กรุงศรีอยุธยามีสถานะทางโภคทรัพย์ที่โดดเด่นเป็นอย่างยิ่ง

ส่วยและภาษีรากฐานอันแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจของราชสำนัก

ในฐานะผู้ผลิตสินค้า กรุงศรีอยุธยามีสินค้าพื้นเมืองต่างๆที่เรียกเก็บจากราษฎรในรูปแบบของส่วยและภาษีโดยไม่ต้องลงทุน เว้นแต่เรียกซื้อเพิ่มเติมจากราษฎร ได้แก่ ฝาง หนังสัตว์และไม้จันทร์ โดยพระคลังสินค้าสามารถกำหนดราคาสร้างผลกำไรเท่าใดก็ได้ตราบที่ตลาดยังมีความต้องการ อาทิ เกลือสินเธาว์ ปกติหาบละ 5 บาท พระคลังสินค้าขายให้แก่พ่อค้าต่างชาติหาบละ 17 บาท ฝางซื้อมาหาบละ 2 สลึง ขายหาบละ 6 สลึง เป็นต้น

ในฐานะพ่อค้าคนกลาง กรุงศรีอยุธยาซื้อสินค้าจากอินเดีย จีนและญี่ปุ่น ซื้อกำยาน(Benzoin)และไม้สักจากพม่า และซื้อชะมดเช็ดจากเชียงใหม่เพื่อขายแก่พ่อค้ายุโรป นอกจากนี้ยังซื้อสินค้าจากพ่อค้าจากพ่อค้าชาวยุโรปเพื่อขายให้แก่พ่อค้าจีนและญี่ปุน เป็นต้น ในกรณีนี้พระคลังสินค้าอาจซื้อทองแดงจากญี่ปุ่นมาในราคาหีบละ 15 เหรียญแล้วขายให้แก่พ่อค้ายุโรปหีบละ 20 เหรียญ หรือรับซื้อไหมดิบจาก“ เมืองน่ำเกี๋ย ” ในราคา 100 เหรียญ แล้วขายให้แก่พ่อค้าชาวยุโรปเป็นเงิน 300 เหรียญ เป็นต้น

อย่างไรก็ดี พระอาชญาหลวงในกฎหมายตราสามดวงก็มีบทบัญญัติคุ้มครองแก่ผู้ประกอบการค้าที่สุจริตไว้ว่า
“...พระเจ้าอยู่หัวทรงบัญญัติให้ซื้อขายสิ่งของตามถนนตระหลาด(สนนราคา ตลาด-ผู้วิจัย) แลผู้ซื้อผู้ขายทำเกินพระราชบัญญัติไว้ มิได้ซื้อขายตามถนนตระหลาด มักซื้อถูกขายแพงนอกพระราชบัญญัติ ท่านว่าเลมิดพระราชอา๙ญาให้จำขื่อไว้สามวัน แล้วเอาไปประจานจนรอบตระหลาด แล้วให้ทวนด้วยหวาย 25 ทีอย่าให้ดูเยียงกัน ถ้ากำนันตระหลาดมิได้กำชับว่ากล่าว ละให้ลูกตระหลาดซื้อถูกขายแพงกว่าถนนตระหลาด...ให้...จำใส่ขื่อไว้สามวัน แล้วทวนด้วยหวาย 15 ที...”

หากกำนันตลาดละเมิดพระไอยการอาชญาหลวงโดยเก็บเบี้ยตลาดจากลูกตลาดเกินพิกัดที่กำหนดไว้ก็ให้ลงโทษทวนด้วยหวาย15ที แห่ประจานรอบตลาดและให้คืนเบี้ยที่เก็บเกินแก่ลูกตลาดเสีย จึงจะพ้นโทษ สำหรับพ่อค้าต่างชาติที่ลักลอบซื้อสินค้าต้องห้ามนั้น พระไอยการอาชญาหลวงระบุให้ลงโทษ “ดั่งโจร” ส่วนผู้รู้เห็นเป็นใจพระไอยการอาญาหลวงให้ลงโทษถึงตาย กล่าวคือ

“มาตราหนึ่ง แขกพราหมณยวนประเทศฝารงอังกฤษจีนจามวิลันดาฉวามลายู กวยขอมพม่ารามัญเข้าสู่โพธสมภารก็ดี เข้ามาค้าขายทางบกทางเรือก็ดี ให้ชาวพระทวารด่านคอยเจ้าพนักงานตรวจตราดูดีแลร้าย เกบเครืองศาสตราวุธไว้ อย่าให้เทียวเตร่ลอบลักซื้อขายกฤษณาฝางดีบุก ถ้าลูกค้าจตองการสิ่งใดให้บอกแก่ล่ามพนักงาน ถ้าต่างประเทศลูกค้าจยาตราไปทางบกก็ดี เมือสำเภายาตราก็ดีให้เจ้าพนักงานตรวจดูสิ่งของต้องห้ามผู้คนซึ่งลอบลักซุ่มซ่อนภาไปนั้น ถ้าเจ้าพนักงานละเมินเสียให้ลูกค้าพานิชภาเอาผู้คนข้าแผ่นดินสิ่งของต้องห้ามไปได้....ให้ลงโทษ 6 สถาน ส่วนประเทศลูกค้านั้นให้ลงโทษดั่งผโจร ถ้าล่ามพนักการชาวด่านรู้เหนเปนใจด้วยให้ลงโทษถึงตาย”

การควบคุมเส้นทางเดินเรือในเอเชีย: ความสำเร็จของโปรตุเกส

โดย พิทยะ ศรีวัฒนสาร เรือของวาชกู ดา กามา(Vasco da Gama) เอื้อภาพโดย
http://www.loc.govrrhispanicportam/ ขอขอบคุณเป็นอย่างยิ่ง
บ็อกเซอร์(C.R. Boxer)ระบุว่า ปัจจัยสำคัญ 4 ประการที่ผลักดันให้โปรตุเกสออกสำรวจทางทะเลมุ่งสู่เอเชีย คือ การเผยแพร่ศาสนา การแสวงหาทองคำแห่งกินี การค้นหาดินแดนของกษัตริย์เพรสเตอร์ จอห์น(King Prester John) และการแสวงหาเครื่องเทศ
ภาพปกหนังสือ ชื่อ The Portuguese Seaborne Empire, 1415-1825 โดย C. R. Boxer
(อ้างจาก http://www.worldcat.org/title/portuguese-seaborne-empire-1415-1825/ ขอขอบคุณอย่างยิ่ง)
การที่โปรตุเกสเป็นราชอาณาจักรแห่งเดียวในยุโรปที่มีความมั่นคงเป็นปึกแผ่น ส่งผลให้ประสบความสำเร็จทั้งด้านการสำรวจทางทะเล การเดินเรือและการแสวงหาอาณานิคม ขณะที่สเปน อิตาลี อังกฤษและฝรั่งเศสกำลังประสบปัญหายุ่งยากภายใน ความเคลื่อนไหวของโปรตุเกสได้รับการสนับสนุนจากพระสันตโองการ(Papal Decree)ของพระสันตปาปาโรมานุส(Pope Romanus) ลงวันที่ 8 มกราคม ค.ศ.1455 (พ.ศ.1998)รับรองสิทธิในการผูกขาดทางการค้าเหนือดินแดนที่พบใหม่จากการสำรวจทางทะเลภายใต้เงื่อนไขที่ห้ามโปรตุเกสขายอาวุธแก่ชนชาติศัตรูของศาสนาคริสต์

เมื่อคริสโตเฟอร์ โคลัมบัส(Christopher Columbus)แล่นเรือข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกไปพบหมู่เกาะอินเดียตะวันออกของทวีปอเมริกา และประกาศว่าหมู่เกาะดังกล่าวเป็นดินแดนของสเปน ทำให้โปรตุเกสกับสเปนทำสงครามทางทะเลทุกครั้งที่มีความขัดแย้งกัน จึงเกิดสัญญาทอร์เดสซิลลัส(Tordesillas)ในพ.ศ.2037(ค.ศ.1494) แบ่งสิทธิการสำรวจทางทะเลโดยขีดเส้นตามแนวยาวเหนือ-ใต้ของหมู่เกาะเคป เวิร์ด(Cape Verde) ระยะทางประมาณ 1,800 กิโลเมตร แล้วกำหนดให้ซีกโลกด้านตะวันตกเป็นสิทธิของสเปน ส่วนซีกโลกด้านตะวันออกเป็นสิทธิของโปรตุเกส

ชาวโปรตุเกสคนแรกที่เดินทางมาถึงอินเดียเป็นนักแสวงโชคชื่อ จูอาว เปรึช ดึ กูวัลเญา(João Peres de Covalhão) เขาได้รับเงินสนับสนุนจากกษัตริย์ดอง จูอาวที่2(Dom João II)แห่งโปรตุเกส เพื่อค้นหาดินแดนของกษัตริย์เพรสเตอร์ จอห์นและแหล่งเครื่องเทศ กูวัลเญาลงเรือของชาวมุสลิมไปถึงเมืองคันนานอร์(Cannanore)บนฝั่งมะละบาร์ในค.ศ.1487(พ.ศ.2044) และนำตัวอย่างเครื่องเทศกลับไปพร้อมกับรายงานว่าควรขยายการค้าทางเรือมายังฝั่งตะวันออกโดยมุ่งหน้ามายังเมืองกาลิกัต
วาชกู ดา กามา(Vasco da Gama)นักเดินเรือชาวโปรตุเกส
การที่วาชกู ดา กามา (Vasco da Gama) เดินทางอ้อมแหลมกู๊ดโฮปสำเร็จและเปิดการติดต่อกับเมืองท่าต่างๆตามชายฝั่งแอฟริกาตะวันออก โดยความช่วยเหลือจากคนนำร่องชาวอาหรับชื่อ อาเหม็ด-อิบน์-มัดยิด(Ahmed-ibn-madjid) ทำให้โปรตุเกสสามารถเดินเรือสู่เมืองกาลิกัตศูนย์กลางการค้าพริกไทบนดินแดนชายฝั่งมะละบาร์ได้ในพ.ศ.2041(ค.ศ.1498)และค้าขายกับชาวเอเชียโดยตรง ถือเป็นความสำเร็จของโปรตุเกสในช่วง 43 ปีของการออกสำรวจทางทะเลหลังจากที่ได้รับสิทธิในการผูกขาดการค้าทางทะเลจากการสนับสนุนของพระสันตปาปาโรมานุส(Pope Romanus) หรือ 4 ปี หลังจากการทำสัญญาทอร์เดสซิลลัส(Tordesillas)กับสเปน ขณะเดียวกันโปรตุเกสก็พบคำตอบว่าอาณาจักรของกษัตริย์เพรสเตอร์ จอห์น เป็นเพียงอาณาจักรเล็กๆของชาวแอฟริกันเอธิโอเปีย ซึ่งไม่มีทั้งอำนาจและราชทรัพย์ตามที่เล่าลือกันในนิยายปรัมปรา

กษัตริย์ดอง จูอาวที่ 2 แห่งโปรตุเกสค.ศ.1481-1495 (ภาพจากwikipedea.com ขอขอบคุณอย่างยิ่ง)
อินเดียเป็นดินแดนที่ได้รับผลกระทบจากการแผ่ขยายอำนาจของชาวตะวันตกเข้าสู่เอเชียเป็นอย่างมากและก่อนประเทศอื่นๆในซีกโลกตะวันออกเพราะเป็นแหล่งอารยธรรมใหญ่เพียงแห่งเดียวในทวีปที่อยู่ภายใต้การปกครองโดยตรงของต่างชาติ ศรีสุรางค์ พูนทรัพย์ กล่าวว่า อิทธิพลของตะวันตกกระทบต่อชีวิตและความคิดของชาวอินเดียอย่างลึกซึ้งและยาวนาน เนื่องจากมีความสัมพันธ์ทางการค้ากับประเทศตะวันตกมาช้านาน พ่อค้าอินเดียเคยผูกขาดการค้าทางทะเลทั่วน่านน้ำเอเชียมาจนถึงคริสต์ศตวรรษที่2

เมื่อชาวอาหรับเริ่มเข้ามาค้าขาย พวกเขาก็กลายเป็นคู่แข่งของชาวอินเดียในการค้าทางทะเล โดยเฉพาะการประกาศศาสนาอิสลามเป็นแรงบันดาลใจให้ชาวอาหรับรวมตัวก่อตั้งจักรวรรดิอาหรับในคริสต์ศตวรรษที่7 การค้าทางทะเลระหว่างอาหรับกับอินเดียยิ่งคึกคักมากขึ้นเมื่อคอลีฟะห์โอมาร์(Kalifa Omar)ตั้งสถานีการค้าที่เมืองบัสรา(Basra) ชัตต์-อัล-อาหรับ(Shatt-al-Arab)และหมู่เกาะโซโครตา(Socrotas)

ครั้นถึงราวคริสต์ศตวรรษที่8 ชาวอาหรับก็เดินเรือมาสู่อินเดียมากขึ้น โดยไม่มีความคิดในการยึดครองดินแดน พ่อค้าอินเดียเลิกค้าขายทางทะเลและยอมรับชาวอาหรับเป็นพ่อค้าคนกลาง จึงมิได้ติดต่อโดยตรงกับชาวตะวันตกอีกจนกระทั่งวาชกู ดา กามาค้นพบเส้นทางสู่อินเดีย

การติดต่อระหว่างยุโรปกับเอเชียก่อนการเข้ามาของชาวโปรตุเกส



(แผนที่ transasiaได้รับความเอื้อเฟื้อจาก Wikipedia)

พิทยะ ศรีวัฒนสาร

การเดินทางติดต่อค้าขายระหว่างมนุษยชาติในพื้นที่ต่างๆ ส่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาการทางสังคมและวัฒนธรรมอย่างเด่นชัด จากหลักฐานประวัติศาสตร์ ชาวยุโรปและเอเชียเคยมีการติดต่อกันมาเป็นเวลานานแล้วผ่าน 3 เส้นทาง ดังนี้

เส้นทางที่1 เริ่มต้นเดินบกที่เมืองฉางอันหรือฉีอาน(Chang-an หรือ Si-an ในจีน) ผ่านเทือกเขาเทียนซาน(Tien-shan) ผ่านคัชการ์(Kashgar) ทัชเคนท์(Tashkent)ของอิรัก ดามัสกัส(Damascus)ของซีเรีย แล้วขนถ่ายสินค้าลงสู่ทะเลเมดิเตอเรเนียนหรืออาจเดินทางจากบัคคารา(Bukhara) ขึ้นเหนือข้ามทะเลแคสเปียนสู่กรุงคอนสแตนติโนเปิล(Constantinople) เมืองหลวงของอาณาจักรไบแซนไทน์(Byzantyne)แล้วข้ามทะเลดำและทะเลเมดิเตอเรเนียนไปลงท่าที่เมืองเยนัว(Genoa) เรียกว่า “เส้นทางสายไหม(Silk-route)”

เส้นทางที่2 เดินเรือจากกวางตุ้งหรือไซตัน(ทางเหนือของกวางตุ้ง)เลาะชายฝั่งอันนัม จัมปา กัมพูชา อ่าวไทย ผ่านช่องแคบมะละกา เลียบชายฝั่งของพม่าและอินเดียสู่อ่าวเปอร์เซีย แล้วขึ้นบกผ่านอิรักและซีเรีย(ดินแดนเมโสโปเตเมียเก่า) จากนั้นจึงขนถ่ายสินค้าข้ามทะเลเมดิเตอเรเนียนสู่เมืองเวนิส(Venice)หรือเมืองเยนัว
เส้นทางที่3 ออกจากอเลกซานเดรียเมืองท่าชายฝั่งทะเลเมดิเตอเรเนียน(ของอียิปต์) ข้ามทะเลอาระเบียนสู่เมืองกาลิกัต(Calicut)บนชายฝั่งมะละบาร์ของอินเดียใต้ หรือมุ่งสู่เมืองดิว(Diu)และแคมเบย์(Cambay)ทางเหนือของเมืองกัวและเมืองกาลิกัต เลียบชายฝั่งทะเลสู่ศรีลังกาผ่านทะเลอันดามันไปยังเกาะสุมาตรา ผ่านช่องแคบมะละกาสู่หมู่เกาะโมลุกกะ(หมู่เกาะเครื่องเทศ)

เส้นทางแรกเป็นเส้นทางที่ชาวยุโรปเคยใช้ในการเดินทางมายังเอเชีย ส่วนเส้นทางที่2-3ถูกพ่อค้าจีนและมุสลิมควบคุมหลังจากกรุงคอนสแตนติโนเปิลถูกจักรวรรดิออตโตมันเติร์กยึดครองเมื่อพ.ศ.1916(ค.ศ.1373) เส้นทางที่2-3จึงถูกอิทธิพลของชาวมุสลิมครอบงำตั้งแต่ด้านตะวันออกของทะเลเมดิเตอเรเนียน คาบสมุทรบอลข่านและแอฟริกาเหนือ ชาวยุโรปจึงไม่สามารถเดินทางบกมาติดต่อค้าขายกับเอเชียได้ดังเดิม โปรตุเกสซึ่งต้องการเครื่องเทศ พริกไท ไหม เครื่องถ้วยจีน งาช้าง ไม้หอมและสินค้าพื้นเมืองจึงริเริ่มค้นหาเส้นทางเดินเรือเพื่อการค้าขายกับเอเชียทางทะเลโดยไม่ต้องผ่านดินแดนของชาวมุสลิม

วันอาทิตย์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2553

ร่องรอยของบาทหลวงคณะเยซูอิตในเมืองพระนครศรีอยุธยา

โดย พิทยะ ศรีวัฒนสาร

ในรัชสมัยสมเด็จพระเอกาทศรถ(พ.ศ.2148-2163) บาทหลวงคณะเยซูอิตจำนวนหนึ่งภายใต้การนำของบาทหลวงบัลธาซา ดึ เซไกรา(Balthazaหรือ Baldassar de Segueira)ชาวโปรตุเกส เดินทางเข้ามาเผยแพร่ศาสนาคริสต์ในกรุงศรีอยุธยาครั้งแรกเมื่อพ.ศ.2152 แต่ก็เมื่อมาถึงกรุงศรีอยุธยาได้ประมาณ 2 ปีครึ่งก็ป่วยและเสียชีวิตขณะเดินทางกลับไปรักษาตัวที่เมืองกัวหรือเมืองโคชินในอินเดีย ทำให้ไม่มีบาทหลวงคณะเยซูอิตเหลืออยู่ในกรุงศรีอยุธยา

ครั้นถึงเดือนมีนาคม พ.ศ.2169 ปลายรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม(พ.ศ.2163-2171) สังฆมณฑลแห่งมาเก๊าได้ส่งบาทหลวงคณะเยซูอิตภายใต้การนำของบาทหลวงเปโตร มาริฮอน(Petro Marijon ชาวสเปน) บาทหลวงอันตอนิอู คาร์ดิง(Antonio Cardim ชาวโปรตุเกส)และบาทโรมาโน นิไซ(Romano Nixiชาวญี่ปุ่น)เข้ามา“สร้างบ้านเยซูอิตหลังแรกในสยาม”ซึ่งอาจอยู่ในค่ายญี่ปุ่นที่มีชาวคาทอลิกรวมประมาณ 400 คน จนกระทั่งพ.ศ.2175 ตรงกับรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง(พ.ศ.2173-2198) ทางการสยามได้ปราบปรามและกวาดล้างชุมชนญี่ปุ่นอย่างรุนแรง ส่งผลให้ชาวญี่ปุ่นจำนวนมากรวมถึงบาทหลวงนิไซหลบหนีไปยังเมืองนครศรีธรรมราชและหนีต่อไปยังอาณาจักรกัมพูชาตามลำดับ ต่อมาไม่นานนักบาทหลวงนิไซก็เสียชีวิตที่มาเก๊า ทำให้การเผยแพร่ศาสนาคริสต์ยุคแรกของบาทหลวงนิกายเยซูอิตสิ้นสุดลง

ระหว่างพ.ศ.2182-2186 มีบาทหลวงคณะเยซูอิตแวะผ่านเข้ามายังเมืองพระนครศรีอยุธยาเป็นระยะเวลาสั้นๆก่อนเดินทางต่อไปยังลาวหรือญี่ปุ่น คณะเยซูอิตเริ่มมีบทบาทอีกครั้งเมื่อบาทหลวงโทมัสโซ วัลกูอาร์เนรา(Tomasso Valguarnera ชาวซิซิเลียน) เดินทางจากมาเก๊าเข้ามาเผยแพร่ศาสนาระหว่างพ.ศ.2198-2213 ก่อนย้ายไปรับตำแหน่งผู้ตรวจการแขวงปกครองจีนญี่ปุ่นระหว่างพ.ศ.2213-2218 และกลับมาเสียชีวิตที่กรุงศรีอยุธยาเมื่อพ.ศ.2220
บาทหลวงวัลกูอาร์เนราได้รับยกย่องว่า เป็นผู้มีความสามารถด้านการออกแบบก่อสร้างและด้านวิศวกรรม สมเด็จพระนารายณ์(พ.ศ.2199-2231)จึงโปรดเกล้าฯให้เป็นผู้ออกแบบสร้างป้อมหลายแห่งทั้งในเมืองพระนครศรีอยุธยา นนทบุรีและบางกอก รวมถึงการออกแบบพระราชวังนารายณ์ราชนิเวศน์ด้วย

บาทหลวงวัลกูอาร์เนราเป็นผู้สร้าง“บ้านเยซูอิตหลังที่2”ในชุมชนค่ายโปรตุเกสเมื่อพ.ศ.2199 และสร้างโรงเรียนขึ้นที่บ้านพักแห่งนี้เมื่อพ.ศ.2208 จดหมายเวียนของคณะเยซูอิตบันทึกว่า บาทหลวงวัลกูอาร์เนราสร้างวิทยาลัยเยซูอิตในค่ายโปรตุเกสระหว่างพ.ศ.2203-2213 จากทรัพย์สินจำนวน14,000 ซิวดี โรมานี( Seudi Romani) ของนักสอนศาสนาผู้ช่วย(Brother)คณะเยซูอิตชื่อ เซบัสติอาว อันดรึช (Sebastião Andres) อดีตกัปตันเรือชาวโปรตุเกสซึ่งมอบแก่บาทหลวงวัลกูอาร์เนราก่อนที่จะเสียชีวิต เมื่อ“วัดเยซูอิต”ถูกไฟไหม้เสียหายในปีพ.ศ.2201 สมเด็จพระนารายณ์ก็โปรดเกล้าฯให้สร้างวัดใหม่พระราชทานแก่บาทหลวงวัลกูอาร์เนรา

นับตั้งแต่พ.ศ.2198-2252 มีบาทหลวงคณะเยซูอิตประมาณ 33 คนผ่านมาพักที่ “บ้านเยซูอิตในสยาม” จำแนกเป็นชาวโปรตุเกส 19 คน เบลเยียม 1 คน โปแลนด์ 1 คน ญี่ปุ่น 1 คนและชาวฝรั่งเศส 4 คน ในจำนวนนี้มี16 คนแวะเข้ามาพักก่อนเดินทางต่อไปยังจีนหรือถูกขับไล่มาจากมิซซังอื่นๆใกล้เคียงกับประเทศสยาม โดยปกติแล้วบ้านเยซูอิตในสยามจะมีบาทหลวงพำนักประจำเพียง 2 คน บางครั้งอาจมีถึง 4 คน แต่ก็ไม่บ่อยนัก

ประมาณกลางพุทธศตวรรษที่23 บ้านเยซูอิตมีบาทหลวงกาสปาร์ ดา คอสตึ(Gaspar da Coste)พำนักอยู่เพียงผู้เดียว และหลังจากที่บาทหลวงผู้นี้เสียชีวิตในปีพ.ศ.2252 ก็ไม่มีบาทหลวงคณะเยซูอิตพำนักอยู่ที่บ้านเยซูอิตในเมืองพระนครศรีอยุธยาอีกเลย ซึ่งก็สอดคล้องกับหลักฐานของโปรตุเกสที่ระบุว่า มีการขับไล่นักบวชนิกายเยซูอิตออกจากประเทศโปรตุเกส ในปีค.ศ.1759 ต่อเนื่องมาถึงคริสตศตวรรษที่20 จึงส่งผลให้เกิดการขาดช่วงการปฏิบัติหน้าที่ในการเผยแพร่ศาสนาของบาทหลวงคณะเยซูอิตชาวโปรตุเกสก่อนเสียกรุงศรีอยุธยา

บาทหลวงนิกายเยซูอิตมักจะได้รับการยกย่องว่า มีความรู้ความเชี่ยวชาญทางด้านวิทยาศาสตร์ ดาราศาสตร์และอักษรศาสตร์อย่างกว้างขวาง และมีบทบาทเป็นที่ยอมรับตลอดมาจนถึงรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์ บันทึกของชาวฝรั่งเศสซึ่งเดินทางเข้ามากรุงศรีอยุธยาระบุว่า ในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์ชุมชนโปรตุเกสมีสมาชิกเป็น “พวกเข้ารีต” ซึ่งหมายถึงผู้นับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกประมาณ 2,000-3,000 คน

หมู่บ้านฮอลันดา: คลื่นอิทธิพลดัทช์ซัดเข้าราชสำนักสยามแทนชาติโปรตุเกสผู้มาก่อน



ฮอลันดาเป็นชาติมหาอำนาจซึ่งเข้ามามีบทบาทราชสำนักอยุธยาเป็นอันมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททองต่อเนื่องมาถึงต้นรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช การเข้ามาของชาวฮอลันดา(ชาวดัทช์)ส่งผลให้สถานะทางเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองของชุมชนโปรตุเกสในเมืองพระนครศรีอยุธยาสั่นคลอน หมู่บ้านฮอลันดาตั้งอยู่เยื้องกับหมู่บ้านโปรตุเกสไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ ประมาณ ๑ กิโลเมตร คนละฟากแม่น้ำกับหมู่บ้านโปรตุเกส และอยู่ห่างออกไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้จากวัดพนัญเชิงประมาณ300 เมตร ต้องขับรถเข้าไปในทางแคบๆผ่านอู่ต่อเรือเอกชน สิ่งที่ตั้งเด่นในเขตโบราณสถานแห่งนี้ คือ อนุสรณ์สถานก่ออิฐถือปูนมีจารึก(ใหม่)เป็นภาษาดัทช์






กรมศิลปากรเคยอนุมัติโครงการขุดแต่งโบราณสถานหมู่บ้านฮอลันดาสมัยอยุธยา 2 ครั้ง พบหลักฐานชิ้นส่วนเครื่องเคลือบดินเผาแบบยุโรปจำนวนมาก เหรียญฮอลันดา กล้องยาสูบดินเกาลินเคลือบสีขาว กล้องสูบฝิ่น ฯลฯ





รากฐานอาคารโรงสินค้าฮอลันดา ซึ่งในบันทึกของชาวต่างประเทศระบุตรงกันว่า เป็นชุมชนชาวต่างชาติเพียงแห่งเดียวที่มีกำแพงและคูน้ำล้อมรอบอย่างมั่นคงแข็งแรง มีการสร้างทางระบายน้ำก่ออิฐถือปูนอย่างแข็งแรงมั่นคง








จารึกข้างต้นอ่านได้ความรวมๆว่า "สถานที่แห่งนี้ระหว่างค.ศ.1634-1767 เคยเป็นที่ตั้งของบริษัท อินเดียตะวันออก (VOC - Vereenigde คือ united / Oostindische คือ East India /Compagnie คือ Company)" ชาวสยามเคยเรียกชาวฮอลันดาว่า ชาววิลันดา ซึ่งเป็นคำที่ชาวโปรตุเกสใช้เรียกชาวฮอลันดามาแต่เดิมว่า "uitelander" (อ้างจากวิทยานิพนธ์เรื่องชุมชนชาวโปรตุเกสสมัยกรุงศรีอยุธยา, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2541 โดย พิทยะ ศรีวัฒนสาร)

หมู่บ้านญี่ปุ่น : พันธมิตรสำคัญของชุมชนโปรตุเกสสมัยอยุธยา

สวนญี่ปุ่นในโบราณสถานหมู่บ้านญี่ปุ่น ดูแล้วชวนให้เกิดความรู้สึกสงบ สันติและสุภาพแบบนิกายเซ็น

โบราณสถานหมู่บ้านญี่ปุ่นแห่งนี้ ปัจจุบันมีนักธุรกิจญี่ปุ่นจากตระกูลยามาดะ เข้ามาทำร้านขายของที่ระลึกแก่นักท่องเที่ยว สงสัยหรือไม่ว่า ทำไมจึงเป็นตระกูลนี้ ลองนึกย้อนไปถึงรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม จะพบว่ามีชาวญี่ปุ่นผู้หนึ่งเดินทางเข้ามารับราชการในราชสำนักสยาม ตำแหน่งออกญาเสนาภิมุข นามเดิมคือ ยามาดะ จิซายิมองโนโจ นางามาสา ซึ่งแม้ว่าในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง พ่อค้าชาวญี่ปุ่นในกรุงศรีอยุธยาจะถูกขับไล่ออกไปจากปัญหาการเมืองในราชสำนักสยาม แต่ในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์ ก็ยังปรากฏหลักฐานว่ามีชาวญี่ปุ้นเดินทางกลับเข้ามาอีกครั้งจำนวน๖๐-๗๐ คน จากที่เคยมีมากถึง๖๐๐ คนในสมัยพรระเจ้าทรงธรรม(ปชพ.ล.๑๓น.๑๕๕)















อาคารจัดแสดงสร้างอย่างงดงามเรียบง่ายสไตล์ญี่ปุ่น






ฝั่งตรงข้ามของหมู่บ้านญี่ปุ่นเป็นหมู่บ้านโปรตุเกส ซึ่งมีด้านหน้า(คือ ทิศตะวันออก)เป็นแม่น้ำเจ้าพระยา ด้านหลัง(ทิศตะวันตก)เป็นคลองเทศหรือคลองวัดแจ้ง ซึ่งขณะนี้ก็ยังแลเห็นร่องรอยอยู่





รั้วไม้ไผ่เทียมแบบญี่ปุ่นอาจก่อให้เกิดแรงบันดาลใจให้หลายคนสร้างรั้วเรียบง่ายเช่นนี้


แผนที่ในบันทึกของลาลูแบร์ตีพิมพ์ปลายคริสต์ศตวรรษที่17 แสดงที่ตั้งหมู่บ้านชาวญี่ปุ่น ซึ่งตั้งเยื้องไปทางใต้คนละฝั่งกับชุมชนโปรตุเกส ประชุมพงศาวดารเล่ม๑๓ เรื่องทางพระราชไมตรีระหว่างไทยกับญี่ปี่น รวบรวมโดย เซอร์ เออร์เนส ซาโตว (Sir Earnest Satow)อดีตเอกอัครราชทูตอังกฤษ ณ กรุงเทพฯ ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าอยู่หัว ระบุว่า ยามาดะ จิซายิมองโนโจ นางามาสา เคยได้รับความไว้วางใจเป็นผู้แต่งเรือให้คณะทูตสยามจำทูลพระสุพรรณราชสาส์นไปเจริญพระราชไมตรีไมตรีกับราชสำนักโชกุนอิเยยัสสุ(ปชพ. เล่ม๑๓ น.๑๔๗)และยังเขียนหนังสือแนะนำราชทูตสยามแก่ขุนนางญี่ปุ่นหลายครั้ง อาทิ ในปีพ.ศ.๒๑๖๔ และพ.ศ.๒๑๗๒(ปชพ. ล.๑๓ น.๑๗๗)



เคยหลายท่านคงเคยทราบมาจากเอกสารฝ่ายไทยว่า ท่านยามาดะ นางามาสาผู้นี้ ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์จากสมเด็จพระเจ้าทรงธรรมเป็น ออกญาเสนาภิมุข เจ้ากรมอาสาญี่ปุ่น ตำแหน่งหลังสุดก่อนถึงแก่มรณกรรม คือ เจ้าเมืองนครศรีธรรมราช แต่เซอร์ เออร์เนสท์ ซาโตว ลำดับให้เห็นว่า หลักฐานหลายชิ้นของพ่อค้าอังกฤษในญี่ปุ่น เช่น จดหมายเหตุของก๊อก เรียกตำแหน่งของยามาดะ นางามาสา ต่างกันออกไป ได้แก่ ออมพระ(Ompra) ออบพระ(Oppra) อัมปิรา(Ampira) และออมพู(Ompu) คำดังกล่าว เซอร์ซาโตว อ้างข้อเสนอของมร.เฟรนช์(E.H.French)เจ้าหน้าที่สถานเอกอัครราชทูตอังกฤษ ณ กรุงสยามว่า กลุ่มคำข้างต้น อาจหมายถึงนายอำเภอในภาษาไทย ซึ่งเป็นตำแหน่งที่หนังสือของสังฆราชปัลเลอร์กัวอธิบายว่า "เป็นตำแหน่งฝ่ายนครบาล ควบคุมราษฎรชั่วเขตหมู่บ้านหนึ่ง"(ปชพ.ล.๑๓น.๑๗๗) และเป็นตำแหน่งหัวหน้าคนต่างชาติในสยามด้วย อาทิ นายอำเภอจีน นายอำเภอญี่ปุ่น และนายอำเภออังกฤษ โดยนายอำเภอจะทำหน้าที่คล้ายกงศุลดูแลผลประโยชน์ของชนชาติตน(ปชพ.ล.๑๓น.๑๘๑


ยามาดะ จิซายิมองโนโจ นางามาสา หัวหน้าชาวญี่ปุ่นสมัยพระเจ้าทรงธรรม(ภาพจากwikipedia.comขอขอบคุณอย่างยิ่ง)

แม้หนังสือของเซอร์ซาโตว(ปชพ.ล.๑๓น.๒๔๐)จะพยายามบอกให้เราทราบว่า เมื่อสิ้นกรุงกรุงศรีอยุธยาในพ.ศ.๒๓๑๐ บ้านเรือนใน "ค่ายญี่ปุ่น" รวมถึงบรรดลูกหลานก็พากันสูญหายไปจนหมดสิ้น กระนั้นก็ตาม จารึกพระราชทานที่ดินแก่ชาวโปรตุเกสซึ่งมีบทบาทช่วยเหลือพระเจ้าตากสินในการขับไล่พม่าออกไปจากเมืองบางกอก ภาษาโปรตุเกส ศักราช ๑๗๖๘ (พ.ศ.๒๓๑๑)ซึ่งพบจากการบูรณะวัดซางตาครูส (บ้านกุฎีจีน ฝั่งธนบุรี)ระบุถึงชื่อของ "Catharina do Rozr.viuva(หม้าย)กับหลานชาย (Netto)ชื่อ Pedro Jamada " (P. Manuel Teixeira, Portugal na Tailandia, 1983 p.80-84)บ่งชี้ว่า แม้เวลาจะผ่านล่วงเลยมาถึงรัชสมัยพระเจ้าเอกทัศน์แล้ว แต่ลูกหลานของคนในสกุล "ยามาดะ" ยังคงอาศัยอยู่ในหมู่บ้านญี่ปุ่นและยังคงมีสายสัมพันธ์ทางเครือญาติกับคนในค่ายโปรตุเกส ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกันมาโดยตลอด