วันเสาร์ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

บทบาททางทหารของชุมชนชาวโปรตุเกสสมัยกรุงศรีอยุธยา

โดย พิทยะ ศรีวัฒนสาร

การทำสัญญาระหว่างสยามกับโปรตุเกสในปี พ.ศ.2059 ทำให้เกิดชุมชนพ่อค้าชาวโปรตุเกสขึ้นเป็นครั้งแรกในเมืองพระนครศรีอยุธยา แล้วกลายเป็นชุมชนพ่อค้าและทหารอาสาเมื่อมีการตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนและศาสนสถานอย่างมั่นคงในสมัยสมเด็จพระไชยราชาธิราช (พ.ศ.2186-2189) หลังจากสมเด็จพระไชยราชาธิราชพระราชทานที่ดินแก่ชาวโปรตุเกสจำนวน 120 คน จาก 130 คนที่อาสาเข้าร่วมรบในกองทัพสยามเมื่อครั้งศึกเชียงใหม่ พ.ศ.2091[1] อันเป็นเรื่องราวที่นักประวัติศาสตร์ทั้งชาวตะวันออกและชาวตะวันตก อ้างอิงมาจากงานเขียนของแฟร์เนา มึนเดช ปินตู[2] ซึ่งแม้ว่าดับเบิลยู. เอ. อาร์. วูด (W.A.R. Wood) จะท้วงติงเรื่องศักราชว่า "ไม่รับกับหลักฐานบางชิ้นของเชียงใหม่และน่าน ซึ่งระบุว่าสงครามระหว่างอยุธยากับเชียงใหม่ เกิดขึ้นเมื่อ พ.ศ.2089 มิใช่ปี พ.ศ. 2091 ดังปรากฏในงานของปินตู"[3] กระนั้นก็ตาม มิได้หมายความว่าหลักฐานของปินตูจะปราศจากความจริงทางประวัติศาสตร์ ดังปรากฏว่าอย่างน้อยที่สุดเรื่องราวของดูมิงกู ดึ ไซซัช (Domingo de Seixas) นายทัพ/นายทหารชาวโปรตุเกสซึ่งร่วมทัพสมเด็จพระไชยราชาไปรบเชียงใหม่ มิได้กล่าวถึงแต่เพียงในงานของปินตูเท่านั้น งานนิพนธ์ของจูอาว ดึ บารูช ยังช่วยยืนยันเหตุการณ์ดังกล่าวด้วย[4]


ปินตู ระบุว่า "ชาวต่างประเทศทุกๆชนชาติที่ไปร่วมรบกับกษัตริย์สยามต่างก็ได้รับสัญญาว่า จะได้รับบำเหน็จรางวัล การยกย่อง ผลประโยชน์ ความชื่นชมและเกียรติยศชื่อเสียง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การได้รับอนุญาตให้สร้างโบสถ์เพื่อปฏิบัติศาสนกิจในแผ่นดินสยาม…" [5] ขณะที่พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขาบรรยายว่า ชาวโปรตุเกสจำนวน 120 คน จาก 130 คน ซึ่งอยู่ในกรุงศรีอยุธยาถูกเกณฑ์ไปรบศึกเชียงกรานในกองทัพของสมเด็จพระไชยราชาธิราช เมื่อ พ.ศ.2081 จึงได้รับพระราชทานที่ดินให้ตั้งค่ายในกรุงศรีอยุธยานับตั้งแต่บัดนั้น[6] กรณีของศึกเชียงกราน แม้จะถูกชี้ว่าอาจไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง เนื่องจากพงศาวดารพม่าฉบับนายอูกาลา (อูกาลามหายาสะวินจี) มิได้กล่าวถึงพระราชกรณียกิจของพระเจ้าตะเบ็งชะเวตีเกี่ยวกับศึกเมืองเชียงกราน เพราะทรงติดพันการรบกับเมืองเมาะตะมะ พะโค แปร และรัฐฉานระหว่าง พ.ศ.2081-2085[7] แต่กระนั้น ดร. สุเนตร ชุตินทรานนท์ ก็ยอมรับว่า จารีตการเขียนพงศาวดารพม่า มีข้อมูลจำนวนมากที่ผู้บันทึกพงศาวดารพม่าบันทึกขึ้นโดยมีจุดมุ่งหมายเพียงเพื่อจะเชิดชูแสดงความยิ่งใหญ่ เก่งกล้าสามารถและเฉียบคมทางยุทธวิธีของนายทัพและเหล่าทหารเป็นสำคัญ[8] กล่าวคือ หากสงครามครั้งใดประสบความพ่ายแพ้ นักเขียนพงศาวดารอาจจะคัดเหตุการณ์นั้นออกไป ทำให้ศึกเมืองเชียงกรานไม่ปรากฏในพงศาวดารพม่าฉบับนายอูกาลา


บันทึกการเดินทางท่องเที่ยวของปินตู นับเป็นหลักฐานสำคัญชิ้นหนึ่งที่ได้กล่าวถึงเรื่องราวต่างๆเกี่ยวกับสยาม โดยเฉพาะกรุงศรีอยุธยาอันเป็นราชธานีของสยาม เนื้อหาของเอกสารทำให้ทราบข้อมูลด้านเศรษฐกิจ ทรัพยากร ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การทหาร วัฒนธรรม ประเพณี และความเชื่อของสยาม กฎหมายและเรื่องราวในราชสำนักตอนกลางพุทธศตวรรษที่ 21 เป็นต้น เห็นได้ชัดเจนว่า โดยทั่วไปแล้วข้อมูลที่ปรากฏอยู่ในงานของปินตูจำนวนไม่น้อย สอดคล้องกับงานเขียนของนักประวัติศาสตร์ชาวโปรตุเกสหลายคน แม้ปินตูจะถูกตั้งคำถามเกี่ยวกับประเด็นของการเป็นประจักษ์พยานบุคคลในเหตุการณ์แต่ความรู้ที่ปรากฏในงานเขียนของเขาสามารถพิสูจน์ได้จากหลักฐานอื่นๆ การที่ปินตูเคยมีสถานภาพเป็นนักสอนศาสนาในญี่ปุ่น อาจทำให้เขามีโอกาสได้เห็นเอกสารรายงานต่างๆ ที่รายงานเข้าไปยังสังฆมณฑลโพ้นทะเล ณ เมืองซึ่งเขาเคยเดินทางไปถึง (อาทิ ญี่ปุ่น กัว และ มะละกา) รูปแบบงานเขียนของเขาบางส่วนยังมีลักษณะเป็นจดหมายติดต่อกับบุคคลต่างๆ[9] ดังนั้น จึงไม่ควรมองข้ามในเรื่องความแม่นยำของวัน เดือน ปี ที่ปรากฏ


นอกจากนี้ ปินตู ได้ยืนยันอย่างจริงจังเกินกว่าที่จะมองเพียงว่า งานนิพนธ์ของเขาเป็นเพียงหนังสือเริงรมณ์ เพราะเขาได้รับจดหมายแนะนำตัวจากผู้สำเร็จราชการโปรตุเกสแห่งเมืองกัวให้เข้าเฝ้ารับพระราชทานรางวัลจากสมเด็จพระราชินีแคทธอรีน (Madam Katherina , our Queen of memory) ซึ่งปกครองโปรตุเกสในขณะนั้น[10] แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการอ้างอิงพยานบุคคลของเขาต่อกิจกรรมต่างๆ เขาต้องต่อสู้เป็นเวลานานถึงยี่สิบห้าปี กว่าจะได้รับพระราชทานบำเหน็จรางวัลจากราชสำนักโปรตุเกส (หลังจากที่เขาถึงแก่กรรมไปแล้ว) ทั้งนี้จะเป็นด้วยสาเหตุที่เขาเป็นมาจากพื้นฐานกลาสีเรือยากจน หรือเคยกินเนื้อแขกมาเลย์ประทังชีวิตหลังจากถูกข้าศึกโจมตี อันขัดต่อจริยธรรมทางศาสนาขณะนั้นอย่างรุนแรง[11] ซึ่งแม้แต่ปินตูเองก็คงจะไม่เข้าใจ


บันทึกของชิมอง เดอ ลาลูแบร์ (Simon de Laloubere) ราชทูตฝรั่งเศส ที่เดินทางเข้ามากรุงศรีอยุธยาในสมัยสมเด็จพระนารายณ์เองก็ได้นำหลักฐานของปินตูไปใช้อ้างอิงด้วย[12] ประเด็นดังกล่าวทำให้การใช้เอกสาร ไม่ว่าจะเป็นของปินตู หรือ ลาลูแบร์ และอื่นๆ ต่างก็จำเป็นต้องผ่านการกลั่นกรองหลายๆชั้นไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน หลักฐานของปินตูถูกนำไปอ้างในงานของ อี.ดับเบิลยู.ฮัทชินสัน (E.W. Hutchinson) ชื่อ "Adventurers in Siam in the seventeenth century" (1940) ด้วยเช่นกัน กล่าวคือ


" ทหารโปรตุเกสจำนวน 120 คน ซึ่งสมเด็จพระไชยราชาธิราช ทรงจ้างเป็นทหารรักษาพระองค์ (Bodyguard) ได้สอนให้ชาวสยามรู้จักใช้ปืนไฟ (Firearms) ของชาวยุโรป…" [13]


ฮัทชินสัน กล่าวว่า การรับทหารโปรตุเกสเข้าไว้ในกองทัพสยามจำนวน 120 คน ในรัชสมัยสมเด็จพระไชยราชาธิราชเป็นการ "จ้าง" แต่หลักฐานของ ปินตู ชี้ว่าเป็นการ "ถูกเกณฑ์" โดยได้รับการเสนอเงื่อนไข และคำมั่นสัญญาตอบแทน มิฉะนั้นก็จำเป็นจะต้องให้พวกเขา "เตรียมตัวออกไปจากพระราชอาณาจักรภายใน 3 วัน"[14] สิ่งที่ชาวโปรตุเกสได้รับคือ การได้รับความเคารพนับถือยิ่งขึ้นจากชาวสยามเหนือชนชาติอื่น การเข้าร่วมกองทัพในฐานะทหารรักษาพระองค์ (The guards of The King's Person) การได้รับบำเหน็จอย่างงามและผลประโยชน์มากมาย ได้รับความนิยมชมชอบและเกียรติยศ เหนือสิ่งอื่นใด คือ การจะได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้สร้างโบสถ์คริสต์ในอาณาจักรสยาม[15]


การที่ฮัทชินสันชี้ว่า ทหารโปรตุเกสที่ถูกกล่าวถึงเป็น "ทหารรับจ้าง" ด้วยเงื่อนไขที่ดึงดูดใจ ก็ไม่ห่างไกลความจริงเท่าใดนัก ปินตูมิได้ระบุในหลักฐานของตนอย่างชัดเจนว่า ชาวโปรตุเกสเหล่านั้นเป็นทหารรับจ้าง หากแต่ชี้ให้เห็นว่า ทหารโปรตุเกสมีสถานะคล้ายทหารอาสา หรือ ทหารเกณฑ์ ฮัทชินสันยืนยันว่าชาวโปรตุเกสเดินทางมายังตะวันออกด้วยวัตถุประสงค์เพื่อการเผชิญโชคและการสร้างฐานะของตน เขาอ้างบันทึกของชาวโปรตุเกสที่ระบุถึงสถานะของชาวโปรตุเกสที่เดินทางออกจากประเทศว่ามี 2 ประเภท คือ คนที่แต่งงานแล้ว กับ ทหาร โดยชายฉกรรจ์คนใดยังไม่ได้แต่งงานจะถือว่าเป็นทหารทั้งสิ้น ฮัทชินสันอ้างงานเขียนของ เซอร์ จอร์จ สกอตต์ ( Sir George Scott ) ชื่อ "Burma" ซึ่งช่วยให้เห็นภาพอย่างชัดเจนว่า "เมื่อชาวโปรตุเกสเดินทางมาถึงอินเดีย สิ่งที่พวกเขาจะทำ คือ มุ่งหน้าไปยังสถานที่ที่พวกเขาคิดว่าดีที่สุดสำหรับตนเอง"[16] ซึ่งหมายถึงการเข้าไปแสวงหาผลประโยชน์โดยตรงด้วยวิธีการต่างๆ ฮัทชินสันจึงเสนอว่า มีชาวโปรตุเกสแยกตัวออกมาเป็นนักเผชิญโชค อาทิ ทหารรับจ้าง(Mercennaries) และทหารปืนใหญ่(Armourers)ในกองทัพสยาม โดยไม่ต้องรับผิดชอบต่อรัฐบาลโปรตุเกสอีกต่อไป และพวกเขาก็ทำงานให้แก่สยามเป็นอย่างดี แม้ว่าจะไม่ใช่ประเทศของตน [17]


เซอร์ จอห์น เบาวริ่ง (Sir John Bawring) ระบุว่า ในปี พ.ศ.2111 กษัตริย์พะโคยกมาล้อมกรุงศรีอยุธยา ชาวสยามไม่เพียงแต่จะได้รับความช่วยเหลือจากชาวโปรตุเกสที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ในสยามเท่านั้น พวกเขายังได้รับความช่วยเหลือจากลูกเรือรบที่จอดทอดสมออยู่ในแม่น้ำด้วย และส่วนที่อ่อนแอของเมืองถูกยกให้ชาวโปรตุเกสป้องกัน ภายใต้การบังคับบัญชาของ ดิอูกู แปร์ไรรา(Diogo Pereira) ทำให้สยามรอดพ้นการถูกยึดครองมาได้ด้วยความกล้าหาญของชาวโปรตุเกสซึ่งกล่าวกันว่า ถูกเสนอเงินก้อนโตเพื่อซื้อตัวไปอยู่ฝ่ายพะโค [18]


เบาวริ่ง มิได้ชี้อย่างชัดเจนถึงสถานภาพของชาวโปรตุเกส ที่ได้ช่วยป้องกันอยุธยาในศึกปี พ.ศ. 2111 แต่จากภาพสะท้อนในหลักฐานของเบาวริ่ง ดูเหมือนว่าพวกเขาจะมิใช่ทหารรับจ้างโดยตรง หากแต่มีลักษณะการอาสาช่วยรบป้องกันพระนครให้ชาวสยาม โดยมิได้รับสิ่งตอบแทนใดๆ นอกจากสิทธิพิเศษทางการค้าและบำเหน็จรายปีมิใช่ค่าจ้างรายเดือน


นักประวัติศาสตร์ชาวโปรตุเกสชื่อ เจากิง ดึ กัมปุช(Joaquim de Campos) ระบุว่า ในปี พ.ศ.2058 สยามทำสัญญากับโปรตุเกส กษัตริย์สยามทรงได้รับประโยชน์อย่างมาก โดยทรงรับอาวุธปืน และครูฝึกชาวโปรตุเกสในการรบกับเชียงใหม่ จนได้รบชัยชนะทำให้สมเด็จพระรามาธิบดีที่2 ทรงปรับปรุงกองทัพใหม่และเริ่มทำตำราพิชัยสงครามภายโดยได้รับความช่วยเหลือจากที่ปรึกษาชาวโปรตุเกส [19] หลักฐานแวดล้อมดังกล่าวพยายามเสนอภาพของปัจเจกชนกลุ่มหนึ่งที่เข้ามาสยามภายใต้การเกื้อหนุนของสัญญาทางการค้า ปัจเจกชนกลุ่มนี้เองที่ถูกเรียกว่า พวกลันซาดูช[20] หรือ พวกโปรตุเกสกึ่งอิสระ ซึ่งตั้งถิ่นฐานอยู่ในเมืองพระนครศรีอยุธยา


พล.ท.ดำเนิร เลขะกุล กล่าวถึง "การอาสาไปรบ" ของชาวโปรตุเกสในรัชสมัยสมเด็จพระไชยราชาธิราช โดยเป็นผู้นำเอา "ปืนไฟ" เข้ามาเผยแพร่เป็นครั้งแรก[21] ต่อมาในสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ ชาวโปรตุเกสได้ถ่ายทอดวิธีการหล่อปืนใหญ่ให้แก่สยาม ขณะเดียวกันฝ่ายพระเจ้าบุเรงนอง ก็จ้างทหารปืนใหญ่ชาวโปรตุเกสเข้าประจำในกองทัพถึง400 คนเช่นกัน [22]


นักประวัติศาสตร์พม่า ชื่อ หม่อง ทิน อ่อง[23] ชี้ว่า ในสงครามระหว่างพม่ากับสยามเมื่อพ.ศ.2111 กองทัพสยามเต็มไปด้วยทหารผ่านศึกชาวโปรตุเกส (Portuguese veterans) กว่า 1,000 คน มีทั้งปืนคาบศิลาและปืนไฟครบครัน การต่อต้านจากปืนของทหารรับจ้างโปรตุเกสในกองทัพสยาม สร้างความสูญเสียแก่กองทัพของพระเจ้าบุเรงนองอย่างมาก ทำให้ทรงตัดสินใจปิดล้อมอยุธยาอยู่เป็นเวลานาน


งานเขียนข้างต้นทำให้ภาพลักษณ์และศักยภาพของชาวโปรตุเกสด้านการทหารแลดูยิ่งใหญ่มาก แต่อีกมุมมองหนึ่งในงานค้นคว้าของจี.อี. ฮาร์วีย์ (G.E. Harvey) กลับปรากฏภาพลบขึ้นเกี่ยวกับความรู้ความสามารถในการยิงปืนใหญ่ของทหารโปรตุเกสอยู่บ้าง กล่าวคือ ฮาร์วีย์ระบุว่า "การยิงปืนใหญ่ บางครั้งก็จำเป็นต้องให้เรือหยุด เพราะแรงถีบของปืนใหญ่นั้น กลับทำอันตรายต่อพวกเขา มากกว่าจะทำลายล้างฝ่ายตรงข้าม…"[24]


สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงระบุว่า สิ่งที่สยามได้จากโปรตุเกส คือ ศิลปะในการทำปืนใหญ่ การใช้ปืนใหญ่ในสงครามและการสร้างป้อมค่ายป้องกันการถูกยิงด้วยปืนใหญ่ [25] รอง ศยามานนท์ ใน "A History of Thailand" (1971) ก็ระบุเช่นเดียวกับสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ แต่ชี้ชัดลงไปว่าชาวโปรตุเกสมีฐานะเป็น "The soldier of fortunes" และทหารชาวโปรตุเกสเหล่านี้ได้เข้าร่วมกับกองทัพพม่าด้วย[26] หากจะกล่าวโดยรวมแล้วภาพของทหารรับจ้างชาวโปรตุเกสในประวัติศาสตร์ไทย ค่อนข้างจะถูกกล่าวถึงจากนักประวัติศาสตร์ทั่วไปอย่างชัดเจน ตั้งแต่สมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่2 ถึงรัชสมัยสมเด็จพระเพทราชา แต่หลังจากนั้นแล้วหลักฐานที่ปรากฏมีแนวโน้มที่จะเสนอว่า พวกเขามิใช่ทหารรับจ้าง หากแต่มีสถานภาพเป็นทหารอาสา ความหมายของทหารอาสาคือถูกเรียกมาช่วยต่อสู้เพื่อป้องกันประเทศในยามสงครามหรือเมื่อเกิดเหตุวุ่นวาย ดังปรากฏเหตุการณ์เกณฑ์ทหารอาสาชาวโปรตุเกสไปรบกับเชียงใหม่ในรัชสมัยสมเด็จพระชัยราชาธิราช เป็นต้น


นอกจากหลักฐานของปินตูแล้ว เรื่องราวเกี่ยวกับทหารรับจ้างชาวโปรตุเกสในกรุงศรีอยุธยามีน้อยมาก ปัจจัยดังกล่าวทำให้เมื่อกล่าวถึงบทบาทของทหารรับจ้างโปรตุเกสในสยาม หรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จึงต้องอาศัยภาพรวมจากนักเขียนตะวันตกซึ่งก็มักเสนอภาพแบบ "มุมมองของคนนอก" เข้ามาทำให้ภาพทหารต่างชาติในกองทัพสยามเป็นทหารรับจ้างไปหมด ขณะเดียวกันเมื่อนักประวัติศาสตร์ไทยมองกลับออกไปในกองทัพพม่า ก็มักจะเสนอภาพว่า ทหารโปรตุเกสเป็นทหารรับจ้างในกองทัพพม่าโดยรวมเช่นกัน และมิได้ชี้ให้เห็นถึงสิ่งตอบแทนในแต่ละยุคแต่ละสมัยของการร่วมทัพกับกษัตริย์พื้นเมือง ที่พวกเขาได้รับจากการรบแต่ละครั้งอย่างเด่นชัด บันทึกการเดินทางของทูตพ่อค้าและบาทหลวงต่างชาติที่เข้ามากรุงศรีอยุธยาในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ช่วยยืนยันเรื่องราวอันปรากฏอยู่น้อยนิดให้แลเห็นภาพเกี่ยวกับบทบาทของทหารโปรตุเกสในสมัยอยุธยาได้กระจ่างขึ้นอีกพอสมควร บันทึกชิ้นหนึ่ง ของเลขานุการคณะทูตชาวเปอร์เซีย ชื่อ อิบน์ มูฮัมหมัด อิบรอฮิม (Ibn Muhummad Ibr~ahim)[27] ในปี พ.ศ. 2228 ระบุว่า อะกา มูฮัมหมัด (Ãqã Muhummãd) ขุนนางสยามเชื้อสายอิหร่านในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ ได้จ้างชาวอิหร่านจำนวน 200 คน จากอัสเตอราบัด (Ãsterãbãd) และมายัมดารัน (Mãgãmdãrãn) มาเป็นทหารรักษาพระองค์ (Bodyguard) ด้วยอัตราค่าจ้างคนละ 10-20 Tumans ต่อปี พวกเขาได้รับพระราชทานบ้านให้อยู่คนละหลัง มีบ่าวไพร่ (Peasant) 2 คน ได้รับม้าประจำตำแหน่งคนละ 1 ตัว พร้อมอาน เครื่องแบบ (ซึ่งทหารชาวนาสยามไม่มี) ฟางสำหรับเลี้ยงม้า และอื่นๆ แต่ปรากฏว่าทหารรักษาพระองค์เหล่านี้ก็มักจะก่อความวุ่นวาย สมเด็จพระนารายณ์จึงทรงลงโทษ อะกา มูฮัมหมัด และลดค่าจ้างทหารรักษาพระองค์ชาวเปอร์เซียลงเหลือคนละ 12 Tumans ต่อปี เท่าๆกัน[28] และทรงจ้างทหารชาวยุโรปเข้ามาปฏิบัติหน้าที่แทน หลักฐานของอิบบรอฮิมระบุว่า


"เมื่อเร็วๆนี้ กษัตริย์สยามทรงนำฝรั่ง (Frank) เข้ามาเพิ่มอีก 200 คน ในตำแหน่งมหาดเล็ก (Attendants) โดยจ่ายเงินเดือนประจำให้ และต้องใช้เงินถึง 3,000 Tumans ต่อปีเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อการนี้โดยเฉพาะ" [29]


นอกจากทหารรักษาพระองค์ในบันทึกของอิบรอฮิมแล้ว บันทึกการเดินทางของบาทหลวงตาชารด์ ยังได้ระบุว่าสมเด็จพระนารายณ์ทรงจ้างชาวโปรตุเกสเข้ามาปฏิบัติราชการใน (กองทัพ) สยาม โดยรับค่าจ้างเป็นเงินเดือนละ 14 เอกูส์[30] มีรายงานเพิ่มเติมของ ม. เดฟารจช์ ลง 27 ธันวาคม 2230 ระบุว่า "พระเจ้ากรุงสยามทรงพระราชทานเงินแก่ทหารโปรตุเกสซึ่งทำราชการอยู่ถึงวันละ 10 ฟรังค์"[31] อย่างไรก็ดีนอกจากพระไอยการตำแหน่งนาทหารหัวเมืองและคำจารึกเกียรติคุณภาษาโปรตุเกสที่โบสถ์ซางตาครูซ(ดูข้างหน้า)แล้ว ไม่ปรากฏหลักฐานการจ้างทหารโปรตุเกสเข้ารับราชการ จดหมายเหตุ อเล็กซานเดอร์ ฮามิลตัน ซึ่งเข้ามากรุงศรีอยุธยาในปี พ.ศ.2262 (รัชสมัยสมเด็จพระเจ้าท้ายสระ) ระบุว่า "ในการวางแผนทำสงครามกับกัมพูชาและญวนนั้น สมเด็จพระนารายณ์ทรงจ้างทหารอังกฤษจำนวนมากด้วยเงินเดือนแพงๆ และพวกเขาก็ปฏิบัติหน้าที่ในสงครามอย่างกล้าหาญ สมเกียรติยศชาวอังกฤษยิ่งนัก ทำให้พระองค์ทรงโปรดปรานชาวอังกฤษมากขึ้น"[32]


อิบน์ มูฮัมหมัด อิบบรอฮิม เลขานุการคณะทูตเปอร์เซีย ชี้ว่ากองทัพสยามเป็นกองทัพชาวนา[33] (Peasantry Army) หลักฐานฝ่ายไทย อาทิ "พระราชกำหนดเก่า" ในกฎหมายตราสามดวงก็ระบุถึงการเกณฑ์ไพร่พลสังกัดมูลนายต่างๆ ภายใต้การดำเนินงานของกรมพระสุรัสวดี เพื่อขึ้นทะเบียนเป็นทหาร หลักฐานของลาลูแบร์ระบุว่า สมเด็จพระนารายณ์ทรงมีทหารรักษาพระองค์ทั้งชาวสยามและชาวต่างชาติ[34] ได้แก่ทหารรักษาพระองค์ชาวญี่ปุ่น เคยมีประจำการอยู่ในสยามถึง 600 คน[35] แต่ในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง ปรากฏว่าทหารกรมนี้ถูกยุบทิ้งไป กระนั้นก็ดี แม้ลาลูแบร์จะระบุว่าทหารรักษาพระองค์ชาวญี่ปุ่นจะถูกยุบไปในสมัยพระเจ้าปราสาททอง แต่พระไอยการตำแหน่งนาทหารหัวเมืองในกฎหมายตราสามดวงยังคงมีร่องรอยของ "กรมอาสาญี่ปุ่น" ซึ่งมี"พระเสนาภิมุกข" เป็นเจ้ากรมหลงเหลืออยู่ ตำแหน่ง "พระเสนาภิมุกข" นี้เอง ที่ชี้ว่า "กรมอาสาญี่ปุ่น" กับ "กองทหารรักษาพระองค์ญี่ปุ่น" เป็นทหารหน่วยเดียวกัน ในหลักฐานของวันวลิตระบุว่า "แม่กองอาสาญี่ปุ่น" คือ "ออกญาเสนาภิมุก" [36] ทหารรักษาพระองค์ญี่ปุ่นน่าจะได้รับค่าตอบแทนเป็นเบี้ยหวัดรายปี ผลประโยชน์ทางการค้าและภาษีอากรขนอนเชิงเรือนต่างๆ ทำให้มีอิทธิพลในทางการเมืองในกรุงศรีอยุธยามาก หลักฐานของวัน วลิต ได้ระบุถึงความเกรงใจและการเอาอกเอาใจที่ออกญาเสนาภิมุกได้รับจากออกญากลาโหมศรีสุริยวงศ์ (สมเด็จพระเจ้าปราสาททอง)[37] เป็นอันมาก


ทหารรักษาพระองค์กลุ่มต่อมาคือ ทหารม้ารักษาพระองค์ชาวมอญและลาว ลาลูแบร์ กล่าวว่า ทหารเหล่านี้เป็นพวกที่ถูกจัดตั้งจากชาวลาวและชาวมอญ ซึ่งถูกเกณฑ์มาเข้าเดือนเช่นเดียวกับชาวสยาม [38] ดังนั้นทหารม้ารักษาพระองค์ชาวมอญ และลาวจึงมีลักษณะเป็นทหารอาสาซึ่งไม่มีเงินเดือนประจำ เนื่องจากถูกเกณฑ์มาเข้าเวร(เข้าเดือน)


ทหารรักษาพระองค์อีกกลุ่มหนึ่งคือกองทหารม้าชาวต่างประเทศซึ่งประกอบด้วยกำลังพล 130 คน กลุ่มแรกเป็นทหารม้าแขกมัวร์ จำนวน 2 กอง กองละ 30 คน คนเหล่านี้เป็นชาวโมกุล (Mogol) กลุ่มที่สองเป็นกองทหารจีนชาวตาด หรือ ตาร์ตาร์ จำนวน 20 คน กลุ่มที่สามเป็นกองทหารแขกปายัง (Payens) หรือแขกราชบุตร (Rasbouttes) จำนวน 2 กอง กองละ 25 คน ค่าตอบแทนที่ทหารม้าชาวมัวร์ ได้รับคือ อาวุธ ม้า และเบี้ยหวัด ปีละ 3 ชั่งกับ 12 ตำลึง (ประมาณ 540 ลีฟร์ ตามหลักฐานของลาลูแบร์) เสื้อสักหลาดสีแดงหนึ่งตัว ส่วนผู้บังคับกองร้อย 2 คนนั้นได้รับเบี้ยหวัดปีละ 5 ชั่ง 12 ตำลึง (ประมาณ 840 ลีฟร์) กับเสื้อสีแดงเข้ม พวกแขกราชบุตรจะได้รับสิ่งตอบแทนเท่าเทียมกับแขกมัวร์ ส่วนจีนตาดนั้นได้รับเบี้ยหวัดคนละ 6 ตำลึง หรือ 45 ลีฟร์ ผู้บังคับกองร้อยได้เบี้ยหวัดคนละ 15 ตำลึง หรือ 112 ลีฟร์ 10 ชอล ต่อปี[39]
สำหรับกองทหารฝรั่งเศสที่เดินทางเข้ามาพร้อมคณะทูต ลาลูแบร์ และเซเบเร่ต์ เมื่อปี พ.ศ. 2230 เพื่อเข้าประจำ ณ ป้อมในเมืองบางกอกนั้น มีหลักฐานชี้ชัดว่าเป็นกองทหารซึ่งยังได้รับเงินเดือนจากรัฐบาลฝรั่งเศส บันทึกสำนักพระราชวังแวร์ซายล์ ลงวันที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2231 ถึง ม. แดส กลูโชส์ เรื่องการส่งเงินเดือนจากฝรั่งเศสไปจ่ายแก่ทหารในเมืองบางกอก [40] การเข้ามาประจำอยู่ในป้อมที่เมืองบางกอกของกองทหารฝรั่งเศสมีสาเหตุทางด้านการเมืองและการค้าเป็นสำคัญ


บันทึกของชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาในอยุธยามีคุณค่าอย่างยิ่งในการชี้ ร่องรอยทางประวัติศาสตร์ ในเหตุการณ์ขับไล่ทหารฝรั่งเศสออกจากกรุงศรีอยุธยาปี พ.ศ.2231ของสมเด็จพระเพทราชา มีหลักฐานจดหมายของ ม.มาติโน ถึงผู้อำนวยการคณะการต่างประเทศ (Mission Etrangère de Paris) ลงวันที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ.2232 ระบุว่าเมื่อข่าวการต่อสู้กันระหว่างทหารสยามกับกองทหารฝรั่งเศสในป้อมที่เมืองบางกอกทราบไปถึงเมืองละโว้ก่อให้เกิดความแตกตื่นทั่วไป แต่เพียงชั่วระยะเวลาไม่นานนักฝ่ายสยามก็สามารถเกณฑ์คนชาติต่างๆ อาทิ แขกมัวร์ แขกมะลายู จีน มอญ ไทย และพวกโปรตุเกสจำนวนมากเข้าเป็นทหารมีเรือรบอังกฤษ 2 ลำเข้ามาเสริม ฝ่ายฮอลันดาซึ่ง ม.มาติโน ระบุว่าเป็น "ศัตรูลับๆ เฝ้าคอยแว้งกัดชาวฝรั่งเศส" ก็ได้ฉวยโอกาสเป็นธุระในการจัดหาคนและอาวุธส่งให้สยามมากที่สุดเท่าที่จะจัดให้ได้[41] เอกสารของโปรตุเกสได้รายงานเช่นกันว่า การต่อสู้ระหว่างสยามกับฝรั่งเศสยุติลงเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ.2231 โดยทหารฝรั่งเศสยอมแพ้[42] จากนั้นสมเด็จพระเพทราชาทรงโปรดให้เกณฑ์ชาวโปรตุเกสให้ส่งกำลังมาป้องกันเมืองและพระราชวัง ชาวโปรตุเกสอีกกลุ่มหนึ่งถูกส่งออกไปจัดขึงโซ่กั้นปากแม่น้ำไว้[43] เพื่อป้องกันมิให้เรือฝรั่งเศสแล่นเข้ามาได้ เพราะทรงทราบจากคำให้การของฟอลคอนว่า จะมีเรือฝรั่งเศสเดินทางเข้ามาเร็วกว่าที่เคยมาถึงในปี พ.ศ.2230 พฤติกรรมในการเกณฑ์ชาวโปรตุเกสมาป้องกันเมืองและพระราชวังกับการส่งชาวโปรตุเกสออกไปขึงโซ่กั้นปากแม่น้ำไว้ เป็นลักษณะของการเกณฑ์ชาวต่างชาติมารับราชการเมื่อเกิดเหตุไม่สงบในบ้านเมือง ชาวโปรตุเกสเหล่านี้น่าจะมิใช่พวกที่เพิ่งเคยถูกเรียกไปป้องกันเมืองและขึงโซ่กั้นลำน้ำเป็นครั้งแรก เนื่องจากการเจาะจงให้ชาวโปรตุเกสไป "ขึงโซ่" เช่นนี้ บ่งชี้ให้เห็นว่าพวกเขาเคยมีประสบการณ์มาแล้ว สิ่งตอบแทนของการถูกเกณฑ์ครั้งนั้นภายหลังเหตุการณ์สงบ คือการพระราชทานเสื้อแก่กัปตันเรือชาวโปรตุเกสจากมาเก๊า และหัวหน้าชาวโปรตุเกสจากชุมชนโปรตุเกสในเมืองพระนครศรีอยุธยา ได้แก่ อังเดร โกรมส์ , กาสปาร์ ฟรังกู , ฟรานซิชกู ฟึเรียรา จากพระหัตถ์ของสมเด็จพระเพทราชาตามประเพณีโบราณ พร้อมทั้งทรงสัญญาว่าจะพระราชทานบำเหน็จรางวัลให้อีก เรือโปรตุเกสและเรือสยามจึงรวบรวมกำลังป้องกันลำน้ำเอาไว้ร่วมกัน[44] การถูกเรียกเกณฑ์เข้าร่วมต่อต้านกองทหารฝรั่งเศสของบรรดาชาวต่างชาติในครั้งนั้นสอดคล้องกับพระนิพนธ์ เรื่องตำนานการเกณฑ์ทหารของสมเด็จฯกรมพระยาดำรงฯ ว่าเป็นการเรียกใช้แรงงานของชาวต่างชาติที่ไปมาค้าขายชั่วคราว และการเกณฑ์ลูกหลานเชื้อสายของชาวต่างชาติ อันเกิดในสยามเป็นทหารเช่นเดียวกันทหารเกณฑ์ชาวไทย[45] การเกณฑ์ชาวต่างชาติเข้าปฏิบัติหน้าที่ทหารอาสายังปรากฏขึ้นอีกสมัยเดียวกันนี้ (สมเด็จพระเพทราชา) เมื่อได้ส่งกองทัพไปปราบกบฏพระยานครราชสีมา[46] หลักฐานของ ม.โบร์ตระบุว่า กบฏเมืองนครราชสีมาได้หนีไปยึดเมืองพิษณุโลก แต่ชาวสยามพากันปิดข่าวไม่ให้ใครรู้ และพยายามพูดกลบเกลื่อนเพราะเกลียดพระมหากษัตริย์พระองค์นี้ คนในค่ายโปรตุเกส จีน และญวนได้รับคำสั่งมาหลายเดือนแล้วให้ไปรักษาพะเนียดคล้องช้างโดยใช้ "โสหุ้ย" ของตนเอง


การเกณฑ์ทหารอาสาต่างชาติยังมีขึ้นอีกในสมัยสมเด็จพระเจ้าบรมโกศ (พ.ศ.2275-2301) จดหมาย ม.เลอแฟฟ บาทหลวงฝรั่งเศสถึงผู้อำนวยการคณะต่างประเทศ ลงวันที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ.2284 ระบุว่าเมื่อมีเหตุการณ์กลาสีชาวฮอลันดาเมาเหล้าทุบตีพระในงานเผาศพ สมเด็จพระเจ้าบรมโกศทรงปิดแม่น้ำแล้วเอาปืนใหญ่ไปตั้งล้อมมิให้พวกฮอลันดาหนีออกจากค่าย บาทหลวงคณะมิซซังต่างประเทศ ได้รับคำสั่งจากทางการให้จัดพวกเข้ารีตไปช่วยทำหน้าที่ยิงปืนใหญ่ ม. เลอแฟฟ ระบุว่า


ในจำนวนนั้นมีคนเข้ารีตรู้จักการยิงปืนใหญ่เพียงคนเดียว นอกนั้นจะได้เคยเห็น เคยยัดดินปืน หรือเคยยิงปืนใหญ่แม้แต่สักครั้งเดียวกันหาไม่ เมื่อปิดล้อมไปได้ 8 วัน พวกในค่ายฮอลันดาก็ออกมารับผิดชอบ ทำให้เรื่องยุติลงด้วยดี โดยการที่พวกฮอลันดาต้องจ่ายค่าปรับไหมและต้องเดินทางออกจากค่ายฮอลันดาไป[47]
พวกเข้ารีตที่ถูกระบุอยู่ในจดหมายของ ม. เลอแฟฟ ก็คือชาวค่ายญวน และค่ายโปรตุเกส ซึ่งอยู่ภายใต้การปกครองของมุขนายกมิซซังฝรั่งเศส (สังฆราชฝรั่งเศส) หลักฐานชิ้นเดียวกันระบุว่าสมเด็จพระเจ้าบรมโกศได้พระราชทานบำเหน็จแก่พวกเข้ารีต "ทหารอาสาต่างชาติ" โดยการเว้นภาษีและมีพระบรมราชานุญาตให้ตกเบ็ดในลำน้ำได้โดยไม่เสียอากรน้ำหลักฐานดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า การที่ชาวโปรตุเกสในสมัยอยุธยาตอนปลายถูกเกณฑ์ไปเป็นทหารอาสา แทนการถูกจ้าง ดังที่เคยเกิดขึ้นก่อนหน้านั้น อาจจะมีสาเหตุมาจากการมีชาวโปรตุเกสจำนวนมากตั้งถิ่นฐานอยู่ในกรุงศรีอยุธยาอย่างถาวรเป็นเวลานาน ทำให้ทางการสยามถือว่าพวกเขาเป็นพลเมืองของสยามส่วนหนึ่ง ซึ่งต้องมีหน้าที่ช่วยป้องกันพระนครจากศัตรูทั้งภายในและภายนอก การเกณฑ์ชาวโปรตุเกสเข้าเป็นทหารเกณฑ์ในกรณีเกินเหตุการณ์ไม่สงบขึ้นในบ้านเมืองอาจเป็นสิ่งบ่งชี้ให้เห็นว่าชาวโปรตุเกสถูกกลืนเข้าเป็นส่วนหนึ่งของระบบกำลังพลสยามอย่างหลวมๆ ซึ่งเห็นได้ชัดเจนในช่วงเวลานี้โดยระหว่างถูกเกณฑ์เป็นทหารนั้นพวกเขาจะต้องนำเสบียงอาหารติดตัวไปเองเช่นเดียวกับทหารเกณฑ์ชาวสยาม หลังเหตุการณ์สงบจึงได้รับบำเหน็จ และผลประโยชน์อื่นๆเป็นสิ่งตอบแทนทันทีเพื่อให้พวกเขาเกิดความพอใจ แต่แท้ที่จริงแล้วชาวโปรตุเกสยังคงมีฐานะเป็นคนในบังคับโปรตุเกสอยู่เช่นเดิม


ก่อนการเข้ามาของชาวฝรั่งเศสนั้นชาวโปรตุเกสบางส่วนยังมีบทบาททางการทหารในสยามค่อนข้างมาก บันทึกของ เดอ ชัวซี ระบุว่า ในเมืองบางกอกมีขุนนางผู้ใหญ่อยู่สองคน คนหนึ่งเป็นชาวโปรตุเกส มีหน้าที่ในการเป็นผู้บังคับบัญชาทหารที่เมืองบางกอก และมีอำนาจการบังคับบัญชาเหนือเจ้าเมืองด้วย[48] บันทึกของ เชอวาลิเยร์ เดอ ฟอร์บัง นายทหารชาวฝรั่งเศส ซึ่งรับราชการในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์ระบุว่า เมื่อเขาถูกส่งไปยังเมืองบางกอก เพื่อสร้างป้อมปราการแห่งใหม่เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งป้อม ปรากฏว่าที่เมืองบางกอก มีทหารชาวโปรตุเกสและทหารครึ่งชาติโปรตุเกสประจำอยู่ในป้อมขนาดเล็กรูปสี่เหลี่ยมแล้ว 2 กอง กองละ 40 คน และเมื่อทราบว่า ฟอร์บัง จะมาเป็นผู้บังคับบัญชาทหารในเมืองบางกอก ก็แสดงอาการต่อต้านฟอร์บัง โดยได้ก่อกบฏขึ้นในโบสถ์คาธอลิก มีนักบวชชาวโปรตุเกสผู้หนึ่ง เป็นผู้กล่าวปลุกระดมถ้อยคำที่กระตุ้นให้ทหารโปรตุเกสและทหารครึ่งชาติโปรตุเกสที่ป้อมเก่าเมืองบางกอก สำนึกถึงความยิ่งใหญ่ของชาติโปรตุเกสและความศรัทธาที่มีต่อศาสนา วาทะของบาทหลวงโปรตุเกสกระตุ้นให้บรรดาทหารเหล่านี้ มุ่งหน้าไปยังป้อมทหารแห่งใหม่รูปห้าเหลี่ยมที่ฟอร์บังกำลังควบคุมการก่อสร้างร่วมกับคอนสแตนติน ฟอลคอน ทันที[49] บันทึกของ ฟอร์บังระบุว่าขณะที่เขากับฟอลคอนกำลังควบคุมการขุดคูรอบป้อมแห่งใหม่ที่เมืองบางกอก ปรากฏว่ามีนายทหารโปรตุเกสยศพันเอกเป็นผู้นำกองทหารโปรตุเกส เดินเข้าไปหาฟอลคอน และบอกให้เขาทราบว่า กองทหารโปรตุเกสในเมืองบางกอกได้ก่อกบฏขึ้นเนื่องจากไม่ต้องการอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของนายทหารฝรั่งเศส[50] แต่แผนการต่อต้านนายทหารฝรั่งเศสล้มเหลว เนื่องจากหัวหน้ากบฏถูกจับกุมตัวเสียก่อน จากนั้น ฟอลคอนจึงได้เข้าไปเกลี้ยกล่อมให้ทหารโปรตุเกสและทหารครึ่งชาติโปรตุเกสยอมล่าถอยกลับไปยังป้อมของตนดังเดิม ผลจากการก่อความไม่สงบครั้งนี้ทำให้นายทหารชาวโปรตุเกสระดับหัวหน้าสองคนที่สมรู้ร่วมคิดกันถูกพิจารณาโทษประหารชีวิต นายทหารบางคนถูกขับออกไปจากเมืองบางกอกส่วนพลทหารนั้นถูกตีตรวนจำคุกและให้ทำงานขุดคูป้อมแห่งใหม่[51] ต่อมาเมื่อเกิดกบฏมักกะสันขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกัน ทหารโปรตุเกสเหล่านี้ได้ถูกเรียกกลับมารวมตัวกันเป็นกองทหารดังเดิม[52] บรรดาทหารชาวโปรตุเกส[53]และทหารครึ่งชาติโปรตุเกสได้เข้าสมทบกับทหารเกณฑ์ชาวสยามจำนวนประมาณ 2,000 คน มีทหารฝรั่งเศสและอังกฤษร่วมด้วยฟอร์บัง ได้สั่งให้ทหารเกณฑ์เหล่านี้เข้ารับการฝึกแบบฝรั่งเศสทันที[54] การฝึกสอนเป็นไปอย่างจริงจังภายใต้ความช่วยเหลือของทหารโปรตุเกสที่รู้ภาษาไทยและชาวฝรั่งเศสอีกผู้หนึ่งซึ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นสิบเอก ภายในระยะเวลาไม่ถึง 10 วัน ทหารเกณฑ์เหล่านั้นก็เรียนรู้วินัยการฝึกการเข้าแถว แยกแถว ยืนยาม และเปลี่ยนยามได้คล่องแคล่วเช่นเดียวกับทหารฝรั่งเศส[55] ทหารโปรตุเกสกองหนึ่ง จำนวน 40 คน ภายใต้การบังคับบัญชาของนายทหารยศร้อยเอกชาวอังกฤษ ได้รับคำสั่งจากฟอร์บังให้ไปขัดขวางทางเดินเรือของกบฏมักกะสัน ซึ่งอาจหมายถึงการขึงโซ่ขวางเรือกบฏในแม่น้ำเจ้าพระยา[56] ผลจากเหตุการณ์ปราบกบฏมักกะสัน ทำให้ทหารโปรตุเกสเสียชีวิตในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่รวม 17 คน จากจำนวนทหารโปรตุเกส 2 กอง กองละ 40 คน กรมทหารดังกล่าวนี้มีบทบาทอย่างยิ่งในการปราบปรามกบฏมักกะสันโดยการอำนวยการของฟอลคอนและฟอร์บัง[57] สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงวินิจฉัยว่า กรมทหารดังกล่าวนี้เรียกว่า "กรมเกณฑ์หัดอย่างฝรั่ง" [58]


การเกณฑ์ทหารชาวสยามจำนวน 2,000 นาย เข้ามาฝึกในกรมเกณฑ์หัดอย่างฝรั่ง เป็นเครื่องยืนยันว่า กรมนี้เป็นกรมทหารอาสา[59] แม้จะมีครูฝึกเป็นทหารรับจ้างชาวต่างชาติก็ตาม และหลักฐานที่ปรากฏอยู่ในตารางทำเนียบตำแหน่งนาทหารหัวเมืองกรมเกนหัดหย่างฝารั่งชี้ให้เห็นว่า กรมเกณฑ์หัดอย่างฝรั่งมีการฝึกและจัดการกองทหารทั้งแบบทหารเรือและทหารบก คือ มีทั้งปลัดเรือซ้าย ปลัดเรือขวา และปลัดกรมพนักงานบก ทั้งนี้อาจสืบเนื่องมาจากกรมดังกล่าวนี้มีครูฝึกเป็นทหารเรือชาวฝรั่งเศสนั่นเอง

ทำเนียบตำแหน่งนาทหารหัวเมืองกรมเกนหัดหย่างฝารั่ง

ราชทินนาม ตำแหน่ง ศักดินา
พระพิพิทเดชะ เจ้ากรมเกนหัดหย่างฝารั่ง 800
หลวงพิพิทณรงค์ ปหลัดเรือซ้าย 600
หลวงทรงวิไชย ปหลัดเรือขวา 600
หลวงรามรณภพ ปลัดกรมพนักงานบก 600
หมื่นในกรม 200
พันหัว 100
พันท้าย 100
หมื่นณราพลสิทธิ สมุหบาญชี 300
หมื่นฤทธพลไชย สมุหบาญชี 300

(ที่มา : "พระไอยการตำแหน่งนาทหารหัวเมือง" กฎหมายตราสามดวง เล่ม1, หน้า299.)

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงอธิบายวิวัฒนาการของ "กรมทหารฝรั่งแม่นปืน" อันปรากฏอยู่ใน "พระไอยการตำแหน่งของทหารหัวเมือง" ในกฎหมายตราสามดวงว่ามีต้นเค้ามาจากหลักฐานของแฟร์เนา มึนดึช ปินตู ที่กล่าวถึงบทบาทของทหารโปรตุเกสจำนวน 120 คน ถูกเกณฑ์ไปรบศึกเชียงกราน ในกองทัพสมเด็จพระไชยราชาธิราช เมื่อปี พ.ศ.2081[60] "กรมทหารฝรั่งแม่นปืน" ในพระนิพนธ์สมเด็จฯกรมพระยาดำรงฯ กับที่ปรากฏในพระไอยการตำแหน่งนาทหารหัวเมือง มีกำเนิดมาจากกลุ่มทหารอาสาโปรตุเกสจำนวน 120 คน ในรัชสมัยสมเด็จพระไชยราชาธิราช กรมทหารฝรั่งแม่นปืนเพียงกรมเดียวเท่านั้นที่ระบุจำนวน "เลว" เอาไว้ แน่นอนว่า 150 คน หากรวมมูลนายเข้าไปด้วยแล้วก็มีจำนวนประมาณ 170 คน ขณะที่หน่วยทหารกรมอื่นมิได้ระบุจำนวนเลวไว้คงที่เช่นเดียวกับกรมทหารฝรั่งแม่นปืน การระบุ "เลว" ในกรมทหารฝรั่งแม่นปืน หากพิจารณาอีกด้านหนึ่ง น่าจะช่วยให้เข้าใจปรากฏการณ์บางอย่างได้บ้าง หลักฐานหลายชิ้นของชาวต่างชาติที่เข้ามากรุงศรีอยุธยา ได้ระบุถึงการ "หนี" ราชการ หรือ "ลาออก" หรือไม่ยอมรับตำแหน่งที่ได้รับพระราชทาน ด้วยสาเหตุคล้ายๆกัน คือการไม่ได้รับค่าจ้างตามที่ได้ตกลงเอาไว้กับทางการ[61] เช่นในกรณีของ ม. เดอ ลามา วิศวกรนักออกแบบป้อมและทำแผนที่คนสำคัญชาวฝรั่งเศส เป็นชาวต่างชาติผู้หนึ่งซึ่งไม่ประสงค์จะรับราชการกับทางการสยาม แม้จะได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ถึง "ออกพระ" ดังรายงานของ ม.เดฟารจช์ ลงวันที่ 27 ธันวาคม พ.ศ.2230 ระบุว่า


ม.เดอ ลามา ร้องว่า เมื่อ เชอวาลิเยร์ เดอ โชมอง ได้สั่งให้ ม. เดอ ลามา มาอยู่เมืองไทยนั้น เชอวาลิเยร์ เดอ โชมองได้ทำให้ ม.เดอ ลามา เข้าใจว่า พระเจ้ากรุงฝรั่งเศส จะได้พระราชทานเงินเพื่อให้ ม.เดอ ลามา ในตำแหน่งเอนยิเนียร์ ม.เดอ ลามา หวังใจเช่นนี้ จึงไม่ยอมรับตำแหน่งเจ้าเมืองมะริด ซึ่งพระเจ้ากรุงสยามจะพระราชทานให้ ทั้งจะพระราชทานยศให้เป็นออกพระด้วย ม.เดอ ลามา จึงขอให้ได้รับตำแหน่งแทน ม.ปลังเดีย…[62]


ปรากฏการณ์ข้างต้นสะท้อนให้เห็นถึงความไม่พร้อมของ "ทางการสยาม" ในการจ่ายค่าจ้างเป็นรายเดือน ให้แก่ลูกจ้างชาวต่างชาติได้ ดังนั้นการระบุ "เลว" ใน "กรมทหารฝรั่งแม่นปืน" ไว้เพียง 150 คนอาจเป็นเครื่องแสดงถึง "ความประสงค์จะที่ประหยัดค่าจ้าง เลว หรือ นาย " ในกรมนี้มิให้บานปลายออกไป กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือจำนวน "เลว" 150 คนที่ถูกระบุในกฏหมายเป็นสิ่งบ่งชี้สถานภาพของกรมทหารฝรั่งแม่นปืนว่าเป็นหน่วยทหารรับจ้างเพียงหน่วย63เดียวที่หลงเหลืออยู่ หลักฐานประวัติศาสตร์ พิสูจน์ให้เห็นสถานภาพและช่วงเวลาที่ทหารรับจ้างโปรตุเกสเข้ามามีบทบาทและเกี่ยวข้องกับบริบททางประวัติศาสตร์ในสมัยอยุธยา ทำให้ได้พบว่าทหารโปรตุเกสในสมัยอยุธยามี 2 สถานภาพตามลำดับเวลาต่างๆ กันได้แก่ การเป็นทหารอาสา และทหารรับจ้าง โดยหลักฐานหรือเอกสารระบุถึงสถานภาพของทหารแต่ละประเภทเพียงกว้างๆเท่านั้น อาทิหลักฐานของปินตูระบุถึงการที่ชาวโปรตุเกสถูกเกณฑ์ไปเป็นทหารอาสาตำแหน่งทหารรักษาพระองค์ เพื่อรบกับเชียงใหม่ ดร.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ ระบุว่าสมเด็จพระเอกาทศรถและสมเด็จพระเจ้าทรงธรรมทรงจ้างชาวโปรตุเกสจำนวนหนึ่งเป็นทหารรักษาพระองค์64 แม้ในระยะหลังก็มีหลักฐานระบุถึงการจ้างชาวโปรตุเกสไปปฏิบัติหน้าที่ในฐานะทห64ารที่ป้อม ณ เมืองบางกอกก่อนที่ทหารฝรั่งเศสจะเดินทางเข้ามา โดยระบุถึงการจ่ายเงินเดือนแก่พวกเขาเป็นค่าจ้าง แสดงให้เห็นถึงสถานภาพของพวกเขาได้ชัดเจนกว่าหลักฐานในสมัยแรกๆ เมื่อเกิดปัญหากบฏและความวุ่นวายอันเนื่องมาจากเหตุร้ายที่ชาวต่างชาติก่อขึ้นก็ได้พบหลักฐานของการเกณฑ์ชาวโปรตุเกสเข้ามาเป็นทหารอาสาเพื่อสู้รบกับศัตรูของทางการหรือเพื่อปราบปรามชาวต่างชาติที่ก่อความวุ่นวาย และในกรณีของการปิดล้อมค่ายฮอลันดาในรัชสมัยพระเจ้าบรมโกศ ทางการได้เกณฑ์ "พวกเข้ารีต" มาเป็นทหารอาสาซึ่งมีชาวค่ายโปรตุเกสรวมอยู่ด้วย ทั้งๆที่พวกเขาเป็นส่วนมากไม่มีความรู้เกี่ยวกับการยิงปืนใหญ่ ปรากฏการณ์เช่นนี้อาจสะท้อนให้เห็นว่าทางการสยามขาดบุคลากรทางทหารก็ได้ แต่การที่ทางการเกณฑ์ "พวกเชื้อสายฝรั่ง" มาปะทะกับ "ฝรั่งด้วยกัน" ทำให้เชื่อได้ว่าอาจเป็นวัตถุประสงค์และวิเทโศบาย ที่จะหลีกเลี่ยงจากการบาดหมางกับ "ฝรั่ง" โดยตรง ผลของการเกณฑ์ทำให้พวกเขาต้องนำเสบียงอาหารไปเอง เช่นเดียวกับชาวสยามและคนชาติอื่นที่ถูกเกณฑ์ แต่ภายหลังการเสร็จภารกิจแล้วพวกเขามักจะได้รับพระราชทานบำเหน็จตอบแทนตามโบราณราชประเพณีเสมอ

หลังรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์ ยังไม่พบว่ามีหลักฐานชิ้นใดระบุว่ามีการจ้างชาวโปรตุเกสเข้าเป็นทหารรักษาพระองค์ ถึงกระนั้นก็ตามการปรากฏตัวของขุนฤทธิ์สำแดงเจ้ากรมซ้ายแห่ง "กรมทหารฝรั่งแม่นปืน" ในกองทัพกู้ชาติของสมเด็จพระเจ้าตากสินเมื่อปี พ.ศ.2311[63] และในพระไอยการตำแหน่งนาทหารหัวเมืองน่าจะเป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่ายังมีคนเชื้อสายโปรตุเกสรับราชการอยู่ในกรมทหารฝรั่งแม่นปืน และกรมทหารฝรั่งแม่นปืนยังเป็น "กรมทหารรับจ้างชาวต่างชาติ" เพียงกรมเดียวที่หลงเหลือตกค้างอยู่ในเอกสารประวัติศาสตร์สืบเนื่องไปจนถึงสมัยกรุงธนบุรี สิ่งสำคัญที่ชี้ชัดเช่นนั้นอยู่ที่หลักฐานของการระบุจำนวนไพร่ทหาร "เลว" เอาไว้คงที่ในกฎหมายชัดเจน คือ หลวง 2 ขุน 4 หมื่น 2 หมวด 12 เลว 150 รวม 170 คน[64] ในขณะที่หลักฐานเกี่ยวกับกรมอาสาจาม อาสาญี่ปุ่น อาสามอญ ฯลฯ ที่ปรากฏในกฎหมายตราสามดวงมิได้ระบุจำนวนกำลังพลทั้งหมดให้ทราบแต่อย่างใด ความหมายของการระบุจำนวน "เลว" ตายตัว มิเพียงควบคุมไม่ให้ทหารรับจ้างกรมนี้มีอำนาจทางการทหารและการเมืองในพระนครเกินขอบเขตที่จำเป็นแล้วยังอาจตีความได้ว่า เป็นเครื่องแสดงขอบ เขตของทางการในการจ่ายเงินเดือนหรือค่าจ้างแก่ทหารในกรม โดยการจำกัด "จำนวน" เอาไว้มิให้มากหรือน้อยไปกว่านี้ เนื่องจากโดยทั่วไปแล้วการจ่ายค่าตอบแทนในการปฏิบัติงานหรือ "รับราชการ" เป็นรายเดือนมิใช่จารีตหรือวิสัยของทางการสยามมาแต่เดิม ในสมัยหลังบทบาทและความสำคัญของทหารรับจ้างในกรมฝรั่งแม่นปืนลดน้อยลงไป เนื่องจากค่ายโปรตุเกสมีจำนวนชาวค่ายเพิ่มมากขึ้นใกล้เคียงกับชาวจีนและชาวมุสลิมในกรุงศรีอยุธยา ชาวค่ายโปรตุเกสจึงมักจะ "ถูกเกณฑ์" ไปเป็นทหารอาสาอยู่เสมอโดยไม่ได้รับค่าตอบแทนเป็นเงินตามความเหมาะสม หากแต่ได้รับพระราชทานบำเหน็จรางวัลแทนค่าจ้างรายเดือน
ทำเนียบตำแหน่งนาทหารหัวเมืองกรมทหารฝรั่งแม่นปืน

ราชทินนาม ตำแหน่ง ศักดินา
ขุนกระละมาพิจิตร เจ้ากรมขวา 400
หมื่นแผลงผลาญ ปหลัดกรม 200
ขุนฤทธสำแดง เจ้ากรมซ้าย 400
หลวงศักดาวุธ เจ้ากรมขวา 400
ขุนชนะทุกทิศ ปหลัดกรม 200
หลวงรุทสรเดช เจ้ากรมซ้าย 400
ขุนฤทธิราวี ปลัดกรม 200
- นายหมวด 12 คน 50
- เลว 150 คน 30

(ที่มา : " พระไอยการตำแหน่งนาทหารหัวเมือง" กฎหมายตราสามดวง เล่ม1, หน้า300-301.)

ในระยะหลังสงครามเสียกรุงศรีอยุธยาเมื่อ พ.ศ.2310 ชาวโปรตุเกสที่อาศัยอยู่ในชุมชนโปรตุเกสมีส่วนร่วมในการอาสาต่อสู้ป้องกันราชธานีแห่งนี้อย่างเต็มความสามารถ พวกเขาได้รับอาวุธต่างๆจากทางการสยามมาใช้ปกป้องโบสถ์ของตน ได้แก่ ปืนใหญ่ 30 กระบอก อาวุธปืนสั้น และดาบจำนวนมาก ชุมชนชาวคริสต์และชาวโปรตุเกสได้ใช้เงินอีกกว่า 5,000 ฟรังก์ในการป้องกันเมืองพระนครศรีอยุธยา แม้ว่าแท้ที่จริงแล้วจะมีชาวคริสต์เพียง 80 คนเท่านั้นที่รู้วิชาการทหาร พวกเขาถูกส่งออกไปป้องกันจุดต่างๆของเมือง[65] และได้ช่วยป้องกันวิทยาลัยของมุขนายกมิซซัง ปิแอร์ บริโกต์ (Pièrre Brigot) ให้พ้นจากการโจมตีของทหารพม่า หลักฐานของตุรแปงระบุว่าทหารพม่ารู้สึกสับสนและหวั่นเกรงเมื่อการโจมตีไร้ผลจึงล่าถอยไปด้วยความชื่นชมในความกล้าหาญของชาวคริสต์[66] มุขนายกมิซซังบริโกต์ ซึ่งเป็นผู้อยู่ในเหตุการณ์เองบันทึกไว้ว่า วันที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ.2309 ทหารพม่ายึดวัดที่ชาวจีนใช้เป็นที่มั่นต่อสู้กับพม่าได้แล้ว จากนั้นก็ระดมยิงไปยังโบสถ์นักบุญยอแซฟ (S. José) ในค่ายฝรั่งเศส ซึ่งพวกเข้ารีตได้ใช้เป็นที่มั่น ต่อมาในวันที่ 7 มีนาคม พ.ศ.2310 ทหารพม่าได้ถอนกำลังกลับไปอย่างน่าประหลาดใจ ทำให้สามเณราลัยปลอดภัย ม.บริโกต์ ระบุว่า
ชาวคริสตังจากค่ายโปรตุเกสได้ผนึกกำลังกับชาวจีนในการต่อสู้กับพม่า ทหารพม่าเผชิญกับการต่อต้านที่โรงสินค้าของชาวฮอลันดา และได้โจมตีบริเวณวัดขนาดใหญ่ที่ชาวจีนจำนวน 2,000 คนซ่อนตัวอยู่ข้างใน จากนั้นได้ตัดการติดต่อกับโรงสินค้า ของฮอลันดาทำให้พวกเขาขัดสนเสบียงอาหาร ทำให้ทหารพม่าสามารถยึดวัดแห่งนั้นได้สำเร็จ แล้วเคลื่อนกำลังเข้าใกล้ที่ตั้งของค่ายโปรตุเกส ซึ่งอยู่ห่างออกไปจากโบสถ์เซนต์ยอแซฟ ระยะทางปืนยิงถึง ขณะนั้นบาทหลวงหนุ่มชาวโปรตุเกสคนหนึ่งถูกความหิวและความกลัวบังคับให้ต้องหลบออกไปยังโบสถ์นักบุญ ยอแซฟ เพื่อหายารักษาอาการเจ็บป่วย ฝ่ายทหารพม่าได้จับกุมชาวสยามที่ออกมาข้างนอกกำแพงเมืองอย่างทารุณ และเผาโรงสินค้าของฮอลันดาหลังจากปิดล้อมค่ายโปรตุเกส ซึ่งมีบาทหลวงคณะดูมินิกัน (Dominicano) และบาทหลวงคณะเยซูอิต (Jesuéta) ประจำอยู่ในนั้น บาทหลวงทั้งสองได้ยอมให้ทหารพม่าจับกุมโดยดีพร้อมกับชาวคริสต์อื่นๆ เมื่อวันที่ 21 มีนาคม (พ.ศ.2310)…[67]
นายทัพพม่าผู้ซึ่งต้องการหลีกเลี่ยงการเสียเลือดเสียเนื้อและชีวิตได้ทำหนังสือถึงมุขนายกมิซซังแห่งคณะดูมินิกันชาวโปรตุเกส เพื่อให้ชาวค่ายโปรตุเกสยอมแพ้โดยสัญญาว่าจะไม่ทำความเสียหายแก่โบสถ์หรือสามเณราลัยและสิ่งของมีค่าอื่นๆ แต่ในวันที่ 23 มีนาคม ทหารพม่าได้เผาซากปรักหักพังที่อยู่รอบๆโบสถ์นักบุญยอแซฟ รวมทั้งสิ่งต่างๆที่เหลือจนหมดสิ้น[68] กรุงศรีอยุธยาถูกทหารพม่าเผาผลาญจนแหลกรานในตอนดึกของคืนวันที่ 7-8 เมษายน พ.ศ.2310 พลเมืองจำนวนมากถูกฆ่าตาย ชาวสยามประมาณ 30,000 คน รวมทั้งสมเด็จพระเจ้าอุทุมพรและชาวคริสต์ถูกกวาดต้อนไปในฐานะเชลย[69]

ในระหว่างการทำสงครามกู้อิสรภาพจากพม่าของสมเด็จพระเจ้าตากสิน เมื่อปี พ.ศ.2310-2311 สมาชิกชุมชนชาวโปรตุเกสและทหารจากกรมฝรั่งแม่นปืนส่วนหนึ่งได้มีส่วนร่วมในการทำศึกกู้อิสรภาพครั้งนี้เช่นกัน ทำให้พวกเขาได้รับพระราชทานที่ดินให้ตั้งชุมชนแห่งใหม่เรียกว่า ค่ายหรือหมู่บ้านนักบุญรูซาริอู (Bandel[70] de N. Senhor do Rosário) พร้อมทั้งพระราชทานโบสถ์ให้ด้วย* ดร.เจากิง ดึ กัมปุช [71] ระบุว่า เมื่อพระยาตากสินทรงสถาปนาพระราชธานีแห่งใหม่ขึ้นที่กรุงธนบุรี มีชาวโปรตุเกสจำนวน 79 คน ได้เข้าร่วมทำศึกในสงครามกู้อิสรภาพนี้ด้วย พระยาตากสินทรงตระหนักถึงการรับราชการสนองพระเดชพระคุณดังกล่าวของพวกเขา ดังนั้นในปี พ.ศ.2311 จึงได้พระราชทานพระบรมราชานุญาตพระราชทานโบสถ์และที่ดินเพื่อสร้างบ้านเรือนแก่ชาวโปรตุเกสทั้งหลายรวมทั้งญาติพี่น้องของพวกเขาด้วย นอกจากชื่อของชาวโปรตุเกสทั้ง 79 คนที่มีส่วนร่วมในสงครามกู้อิสรภาพแล้ว ยังมีชื่อของชาวโปรตุเกสที่อพยพไปลี้ภัยยังเมืองต่างๆและได้ย้อนกลับเข้ามาตั้งถิ่นฐานยังชุมชนโปรตุเกสแห่งใหม่ที่กรุงธนบุรีร่วมกับทหารผ่านศึกดังกล่าวด้วย ดังหลักฐานต่อไปนี้


บันทึก (เกียรติคุณ)
ในปี พ.ศ.2311 รัชสมัยพระยาตากสินแห่งจันทบูรณ์ได้เสวยราชสมบัติเป็นพระเจ้าแผ่นดินแห่งสยามด้วยความช่วยเหลือจากชาวคริสตัง (cristãos) แห่งหมู่บ้านโปรตุเกส สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงทรงให้หล่อปืนใหญ่ขึ้นให้ชื่อว่า ลาการ์ตู (Lagarto) เพื่อเป็นเกียรติแก่ อันตอนิอู เอนริก (António Henrique) อาจารย์ ? (Ajat) อังบรอชิอู คาร์วัลญู (Ambrósio Carvalho) จูอาว? (Luão - Juão?) ชิซุต (Sizot) มานูเอล กูมึช (Manuel Gumes) ขุนฤทธิ์สำแดง (Kunrep Samgend**) ดอง จูอาว ขุนเสาธาอัคนี (Don João Kunt Saotha Achane* ) อูร์บานู รูดริเกช[72] (Urbarno Rodrigues) ผู้ได้ช่วยเหลือด้วยความกล้าหาญจนได้รับชัยชนะเหนือเมืองบางกอก** ยึดครองเมืองไว้ได้ทั้งหมด และได้ช่วยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสร้างพระราชวัง...สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงพระราชทานให้พวกเขาตั้งบ้านเรือนให้อยู่ใกล้กับป้อมของฝรั่งเศส พร้อมกับสร้างโบสถ์พระราชทานแก่พวกเขาทางด้านใต้ของค่ายโปรตุเกสแห่งนี้ และมีพระราชโองการให้สืบหาครอบครัวของโปรตุเกสและชาวคริสต์อื่นๆที่สูญหายไปจากการออกทำศึกหลายแห่งสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชประสงค์จะทำนุบำรุงบาทหลวงซึ่งนุ่งห่มชุดขาว*** เนื่องด้วยพระองค์ทรงตระหนักดีว่าชาวคริสต์จะต้องมีบาทหลวงประจำอยู่ที่โบสถ์ บรรดาชาวคริสต์ของหมู่บ้านโปรตุเกส (bandel dos Portugueses) ที่หนีศัตรูไปยังที่ต่างๆได้ย้อนกลับมาในปี พ.ศ.2311 [73]


อาจกล่าวได้ว่าสมาชิกส่วนหนึ่งของชุมชนชาวโปรตุเกสในเมืองพระนครศรีอยุธยามีบทบาทเป็นทหารอยู่ในสยามมาโดยตลอด เริ่มจากการเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธปืนในรัชสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่2 เป็นทหารรักษาพระองค์ในรัชสมัยพระชัยราชา ประจำอยู่ในกองทหารที่ยกออกไปปราบกบฏญาณพิเชียรในรัชสมัยพระมหาธรรมราชา เป็นทหารรักษาพระองค์สมเด็จพระนเรศวร การมีส่วนร่วมต่อสู้ป้องกันเมืองพระนครศรีอยุธยานับตั้งแต่สงครามกับพม่าในรัชสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิจนถึงสมัยสมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์ การร่วมต่อสู้กับพม่าเคียงบ่าเคียงไหล่สมเด็จพระเจ้าตากสินหลังเสียกรุงครั้งที่2 รวมไปถึงการมีสถานภาพเป็นทหารเกณฑ์เช่นเดียวกับพลเมืองชาวสยามเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่สงบและเมื่อสยามถูกรุกรานจากภายนอกเป็นต้น บทบาทของพวกเขาเหล่านี้เป็นบทบาทที่เกิดขึ้นในฐานะปัจเจกชน หรือฐานะของชุมชนโปรตุเกสกึ่งอิสระที่อยู่นอกรัฐโปรตุเกสอินเดีย ซึ่งยังมีความผูกพันในฐานะคนในบังคับโปรตุเกส จากการที่หัวหน้าชุมชนได้รับการแต่งตั้งจากทางการรัฐโปรตุเกสอินเดียและยังดำเนินชีวิตด้วยวัฒนธรรมที่ได้รับการถ่ายทอดมาจากบรรพบุรุษชาวโปรตุเกสอย่างต่อเนื่อง


การอ้างอิง
[1] Fernand Mendez Pinto, The voyages and adventures of Fernand Mendez Pinto , Translated by Henry Cogan (London : Dawson of Pall Mall, 1969), p262. อ้างตามหลักฐานของปินตู ซึ่งระบุว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในปี พ.ศ.2081 และดู "ไทยรบพม่า", ประชุมพงศาวดารเล่ม5 (พระนคร : องค์การคุรุสภา,2506), หน้า11.
[2] Fernand Mendez Pinto , op.cit., p.262-278.
[3] W.A.R. Wood , "Fernão Mendez Pinto's Account of Events in Siam," Journal of the Siam Society Vol.II (1959) :199.
[4] กรมวิชาการ,470 ปีความสัมพันธ์ระหว่างไทยและโปรตุเกส. แปลโดย ลินจง สุวรรณโภคิน . กรุงเทพ : โรงพิมพ์คุรุสภา,2531, หน้า95.
[5] Fernand Mendez Pinto, op.cit., p262.
[6] พระราชพงศาวดารฉบับ พระราชหัตถ เลขา เล่ม 1 ( พระนคร : โรงพิมพ์อักษรสัมพันธ์ , 2505), หน้า261.
[7] สุเนตร ชุตินทรานนท์,พม่ารบไทย :ว่าด้วยการสงครามระหว่างไทยกับพม่า(กรุงเทพ : สำนักพิมพ์มติชน, 2537), หน้า70-71.
[8] สุเนตร ชุตินทรานนท์, สงครามคราวเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่2 พ.ศ.2310 : ศึกษาจากพงศาวดาร พม่าฉบับราชวงศ์คองบอง ( กรุงเทพ : สำนักพิมพ์สยาม, 2534),หน้า36-37 และ พม่ารบไทย, หน้า69.
[9] Joaquim de Campos , Early Portuguese Accounts of Thailand ( Portugal : Camara Municipal de Lisboa , 1983) , p.21.
[10] Fernand Mendez Pinto, op.cit., p.317.
[11] กรมศิลปากร,การท่องเที่ยวผจญภัยของแฟร์นังค์ มังเดซ ปินโต ค.ศ.1537-1558 แปลโดย สันต์ ท.โกมลบุตร (กรุงเทพ : สหประชาพานิช, 2526),หน้า 64.
[12] ลาลูแบร์, จดหมายเหตุลาลูแบร์ฉบับสมบูรณ์, แปลโดย สันต์ ท.โกมลบุตร ( พระนคร : สำนักพิมพ์ก้าวหน้า, 2510) , หน้า502.
[13] E.W.Hutchinson, "Adventurers in Siam in the seventeenth century" , p.22.
[14] Fernand Mendez Pinto, op.cit., p262.
[15] Ibid., p.262.
[16] E.W.Hutchinson, op.cit., p.22.
[17] Ibid., p.23.
[18] John Bowring, The kingdom and the people of Siam (Kuala Lumpur : Oxford University Press,1969), p.60.
[19] Joaquim de Campos, op.cit., p.8-9.
[20] Suthachai Yimprasert, "Portuguese Lançados in Asia in the sixteenth and seventeenth centuries," ( Doctor of Philosophy 's Thesis, The University of Bristol, 1998) , p.261.
[21] ดำเนิร เลขะกุล, "การทหารไทยสมัยอยุธยา," รวมปาฐกถางานอนุสรณ์อยุธยา 200 ปี (พระนคร : องค์การค้าคุรุสภา, 2510), หน้า99.
[22] เรื่องเดียวกัน, หน้า105.
[23] Maung Htin Aung, A History of Burma (New York : Columbia University Press,1962), p.121.
[24] G.E.Harvey, History of Burma (London : Frank Cass and Company Limited, 1967), p.132.
[25] ทรงใช้คำว่า Firearms ในความหมายของปืนใหญ่มาแต่ต้น ดู H. R.H. Prince Damrong, "The Introduction of Western Culture in Siam," Journal of Siam Society Vol.VII (1959) : 1-12.
[26] Rong Syamananda, A History of Thailand (Bangkok : Chulalongkorn University, 1986), p.45. สงครามระหว่างสยามกับพม่าในปี พ.ศ.2106 มีทหารโปรตุเกสร่วมมาในกองทัพพม่าประมาณ 2,000 คน ดู ฟรังซัวร์ อังรี ตุรแปง, เรื่องเดิม, หน้า20.
[27] Ibn Muhumm~ad Ibr~ahim, The ship of Sulaiman,Translated by John o'Kance (London : Routled & Kegan Paul Perss, 1972), p.100.
[28] Ibid., p.101.
[29] Ibid., p.156.
[30] กีย์ ตาชารด์, การเดินทางของบาทหลวงตาชารด์ เล่ม1-3 ฉบับลายมือเขียนที่คัดมาจาก ต่างประเทศ (กรุงเทพมหานคร :โรงพิมพ์ศิวพร, 2521), หน้า39.
[31] ประชุมพงศาวดาร เล่ม28, หน้า9.
[32] สุพรรณี กาญจนัษฐิติ, "จดหมายเหตุอเล็กซานเดอร์ ฮามิลตัน เกี่ยวกับอาณาจักรสยาม," วารสารอักษรศาสตร์มหาวิทยาลัยศิลปากร 11 (กันยายน 2531 ) :56.
[33] Ibn Muhumm~ad Ibr~ahim, op.cit., p.56.
[34] ชิมอง เดอ ลาลูแบร์, เรื่องเดิม,หน้า 431-435.
[35] เรื่องเดียวกัน, หน้า433.
[36] "จดหมายเหตุวันวลิต ฉบับสมบูรณ์" ประชุมพงศาวดารภาคที่79, หน้า180.
[37] เรื่องเดียวกัน, หน้า180.
[38] ลาลูแบร์, เรื่องเดิม, หน้า434.
[39] ลาลูแบร์, เรื่องเดิม, หน้า43434-435.
[40] กรมศิลปากร,เอกสารสำคัญทางประวัติศาสตร์แห่งชาติ ของกระทรวงทหารเรือฝรั่งเศส เกี่ยวกับประเทศสยาม, แปลโดยสันท์ ท. โกมลบุตร ( กรุงเทพ : โรงพิมพ์การศาสนา, 2524) หน้า279.
[41] "รายงานของ ม.มาติโน" ประชุมพงศาวดารเล่ม20,หน้า 279.
[42] กรมศิลปากร, "เรื่องข่าวสยาม," บันทึกสัมพันธไมตรีระหว่างประเทศไทยกับนานาประเทศในคริสตศตวรรษที่17 เล่ม5, แปลโดยไพโรจน์ เกษแม่นกิจ (กรุงเทพ : โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว, 2520),หน้า 61.
[43] เรื่องเดียวกัน, หน้า61.
[44] เรื่องเดียวกัน , หน้า63.
[45] "ตำนานการเกณฑ์ทหาร," ประชุมพงศาวดารเล่ม14, (พระนคร : องค์การค้าของคุรุสภา, 2507) , หน้า133-134
[46] พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขาว่าพ.ศ.2238แต่จดหมายเหตุ ม.โบรต์ ถึง ผอ.คณะต่างประเทศระบุว่าเป็นเดือน ส.ค.2243. ประชุมพงศาวดารเล่ม21, หน้า308-310.
[47] ประชุมพงศาวดาร เล่ม22, หน้า152-153.
[48] เดอ ชัวซี, จดหมายเหตุรายวันการเดินทางไปสู่ประเทศสยาม ในปี พ.ศ.2228 และ2229 ฉบับสมบูรณ์ แปลโดยสันต์ ท. โกมลบุตร. (กรุงเทพ: ก้าวหน้าการพิมพ์, 2516), หน้า348.
[49] ประชุมพงศาวดารภาคที่80 จดหมายเหตุฟอร์บัง, หน้า96.
[50] เรื่องเดียวกัน, หน้า96.
[51] เรื่องเดียวกัน, หน้า98.
[52] เรื่องเดียวกัน, หน้า106.
[53] เชอวาลิเยร์ เดอ ฟอร์บัง ระบุว่า นายทหารโปรตุเกสบางคน เป็นชาวโปรตุเกสที่เกิดในตะวันออก ซึ่งอาจหมายถึงกรุงศรีอยุธยา หรือเมืองบางกอก จึงทำให้นายทหารพวกนี้ รู้ภาษาไทย, เรื่องเดิม, หน้า111-114.
[54] ประชุมพงศาวดารภาคที่80 จดหมายเหตุฟอร์บัง,หน้า106.
[55] กรมศิลปากร, บันทึกเรื่องสัมพันธไมตรีฯ เล่ม5, หน้า111.
[56] เรื่องเดียวกัน, หน้า63.
[57] ประชุมพงศาวดารภาคที่80 จดหมายเหตุฟอร์บัง, หน้า110-129.
[58] ประชุมพงศาวดาร เล่ม14, หน้า142-143.
[59] กรมศิลปากร,ลัทธิธรรมเนียมต่างๆ เล่ม1 (นครหลวง : อักษรบริการ,2515), หน้า390.
[60] พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา เล่ม2 (กรุงเทพ : ไอเดียสแควร์, 2535), หน้า259-260.
[61] ประชุมพงศาวดาร เล่ม25, หน้า219.
[62] ประชุมพงศาวดาร เล่ม26, หน้า3,7.
63 Pinto, op.cit.,p.262.
64 Suthachai Yimprasert, op. cit., p.188.
[63] P.Manuel Teixeira, Portugal na Tailandia (Macau : Imprensa Nacional de Macau, 1983), p.80.
[64] "พระไอยการตำแหน่งนาพลเรือน" กฎหมายตราสามดวง เล่ม1, หน้า300-301.
[65] P. Manuel Teixeira, op.cit., p.53.
[66] Ibid., p.53-54.
68-70Ibid., p.54.
71Ibid.,p.65,76,79
* อ้างในบาทหลวงไตไซรา, คือโบสถ์ซางตาครูซ ดู P. Manuel Teixeira, ibid., p.76.
[71] P. Manuel Teixeira, ibid., p.65.
** บาทหลวงไตไซรา สันนิษฐานว่าอาจชื่อ "Correia" (หน้า65) แต่หลักฐานเดียวกันนี้ ปรากฏในหน้า 81 เขียนชัดเจนว่า "Kun rep Samdeng - ขุนฤทธิ์สำแดง " ปรากฏอยู่ในทำเนียบพระไอยการตำแหน่งนาทหารหัวเมืองเป็นเจ้ากรมซ้ายในกรมฝรั่งแม่นปืน ศักดินา 400 ดู กฎหมายตราสามดวงเล่ม1 , หน้า301.
* ชื่อนี้ไม่พบในกฎหมายตราสามดวง พบเพียงสร้อยราชทินนามว่า …อัคนี หลายแห่งเท่านั้น
[72] P. Manuel Teixeira, op.cit., p.80.
** ขณะนั้นพม่าแต่งตั้งนายทองอินเป็นผู้ปกครองเมืองธนบุรี ดู P. Manuel Teixeira, ibid., p.55.
*** บาทหลวงไตไซราอธิบายว่า หมายถึงบาทหลวงคณะดูมินิกัน
[73] P. Manuel Teixeira, ibid., p.65-80 และดูรายชื่อชาวโปรตุเกสซึ่งเคยอาศัยในเมืองพระนครศรีอยุธยาได้ในภาคผนวก

บทบาทของภาษาโปรตุเกสในประวัติศาสตร์อยุธยา

โดย พิทยะ ศรีวัฒนสาร

การเข้ามาตั้งถิ่นฐานในกรุงศรีอยุธยาเป็นจำนวนมากของคนเชื้อสายโปรตุเกส เนื่องจากถูกผลักดันออกมาจากอินเดียในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์ ยิ่งน่าจะทำให้การใช้ภาษาโปรตุเกสในเมืองพระนครศรีอยุธยาในระดับต่างๆ อาทิ ระดับขุนนาง พ่อค้า และชาวบ้านมีการแพร่หลายมากยิ่งขึ้น ด้วยเหตุนี้หลักฐานมากมายจึงกล่าวถึงบทบาทของล่ามโปรตอนเกส ซึ่งมิเพียงแต่จะสื่อความเข้าใจระหว่างราชสำนักอยุธยากับคณะทูตต่างชาติจากยุโรปเท่านั้น พวกเขาคงจะได้ทำหน้าที่เป็นสื่อสัมพันธ์หรือตัวกลางแห่งการสร้างความเข้าใจระหว่างขุนนางไทยกับชาวโปรตุเกสที่เข้ามาใหม่อีกด้วย แม้แต่ในรัชสมัยสมเด็จพระเพทราชา ล่ามก็เคยถูกคาดโทษประหารหากไม่สามารถถ่ายทอดคำสั่งบังคับให้พวกเข้ารีตไปร่วมขบวนแห่ในวันนักขัตฤกษ์ทางพุทธศาสนา โดยพร้อมเพรียงกันได้[1]

บาทหลวงชาวฝรั่งเศสระบุว่า ก่อนที่โบสถ์เซนต์โยเซฟในค่ายฝรั่งเศส จะถูกสร้างขึ้นในปี พ.ศ.2210 บาทหลวง เดอ เบริต ซึ่งเดินทางเข้ามาในกรุงศรีอยุธยาเมื่อปี พ.ศ.2205 เป็นนักบวชของศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกผู้หนึ่งซึ่งสามารถ พูด อ่าน เขียนภาษาโปรตุเกสได้เป็นอย่างดีแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของภาษาโปรตุเกสเป็นอันมาก บาทหลวงผู้นี้ได้เปิดโรงเรียนสอนภาษาละตินให้แก่เด็กนักเรียนกลุ่มเล็กๆ กลุ่มหนึ่ง ในจำนวนนี้มีเด็กไทย 2-3คน ซึ่งพระมหากษัตริย์โปรดให้ช่วยสอนหนังสือด้วย สถานที่สอนนั้นน่าจะอยู่ในบริเวณที่จะสร้างเป็นโบสถ์เซนต์โยเซฟทางเหนือของวัดพุทไธสวรรย์ บาทหลวงฝรั่งเศสบางคนที่สามารถพูด อ่าน เขียน ภาษาโปรตุเกส ได้ คือบาทหลวงลาโน บันทึกร่วมสมัยของบาทหลวง เดอ ชัวซีย์ ระบุว่าขุนนางไทยระดับเสนาบดีทุกคนสามารถพูดภาษาโปรตุเกสได้ นอกจากนี้ขายังกล่าวเน้นด้วยว่าก่อนจะเดินทางเข้ามายังกรุงศรีอยุธยา เขายังต้องเรียนภาษาโปรตุเกสควบคู่ไปกับภาษาไทยด้วย[2]หลักฐานที่เกี่ยวกับความรู้หรือการเรียนภาษาโปรตุเกสของชาวต่างชาติที่เข้ามาติดต่อกับกรุงศรีอยุธยาสะท้อนให้เห็นว่าแต่ละคนมีความสามารถทางภาษาโปรตุเกสกันมาแล้วเป็นส่วนใหญ่ ภาษาโปรตุเกสในชุมชนแห่งนี้มีการใช้อยู่อย่างแพร่หลาย บันทึกการเดินทางของบาทหลวงตาชารด์ ชี้ว่า

“ หลวงพ่อแชร์บิญ็อง กับหลวงพ่อวิสเดลู แสดงธรรมเทศนาในวันอาทิตย์แรกๆ ของงานเตรียมฉลองวันคริสต์สมภพ และในวันทรงครรภ์ (Conception) ในโบสถ์ของเราที่กรุงศรีอยุธยา เป็นครั้งแรกที่เราแสดงธรรมเทศนาเป็นภาษาโปรตุเกส และหลวงพ่อทั้งสองก็ทำได้ดีเป็นที่พอใจของบุคคลทั่วไป เพราะพูดได้อย่างถูกต้องแม่นยำและตรงตามหัวข้อที่วางไว้ หลวงพ่อแชร์ปิญ็องเป็นผู้สอนคัมภีร์ หลักจริยธรรมและพระคริสต์ศาสนาทุกวันอาทิตย์แก่พวกเด็กๆ" [3]

การขุดค้นพบชิ้นส่วนจารึกบนหินชนวนจำนวน 3 ชิ้น ที่โบสถ์ซานเปโตร ของนิกายโดมินิกันในหมู่บ้านโปรตุเกส นำมาสู่การตั้งประเด็นที่น่าสนใจว่า หลักฐานดังกล่าวอาจเป็นร่องรอยของการศึกษาภาษาต่างประเทศภาษาใดภาษาหนึ่ง รวมทั้งการเรียนภาษาโปรตุเกสของเด็กเชื้อสายโปรตุเกสและขุนนางในสังกัดออกญาพระคลัง (ซึ่งจะต้องรับผิดชอบในการคัดลอกแก้ไขพิจารณาสัญญาทางพระราชไมตรี และหนังสือติดต่อทางการค้ากับชาวตะวันตกของราชสำนัก ชิ้นส่วนจารึกบนแผ่นหินชนวนทั้งสาม[4] ถูกจารแบบถาวร ลงไปบนเนื้อหินขนาดของจารึกเฉลี่ยประมาณ 4 x 7 ซม.
ชิ้นที่ 1 ด้านหน้าจารึกอักษาโรมัน 3 ตัว คือ “SUB” ด้านหลังมีเส้นขีดเป็นวงกลมคล้ายแผนที่ หรือเครื่องมือคำนวณมุมและทิศทาง
ชิ้นที่ 2 มีอักษาจารึกไว้ว่า “ESLA DECU = QUA” และตัวเลข “7 / 6 629” ชิ้นที่ 3 มีอักษร “D A R V R V” อยู่ในตารางช่องละ 1 ตัวอักษร

อักษรดังกล่าวเหล่านี้นักโบราณคดี[5] ซึ่งได้ข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ชาวโปรตุเกสผู้หนึ่งได้ให้คำชี้แนะเบื้องต้นว่า
“ESLA แปลว่า เท่ากับ”
ส่วนคำอื่นๆ ไม่ทราบความหมาย
อย่างไรก็ตาม หลังจากการตรวจสอบอย่างจริงจัง ยังไม่พบความหมายของคำดังกล่าวในพจนานุกรมภาษา “โปรตุเกส-อังกฤษ” “อังกฤษ-โปรตุเกส” และพจนานุกรมภาษาละตินแต่อย่างใด [6] แม้จะยังไม่ทราบความหมายของคำดังกล่าวเนื่องจากความไม่สมบูรณ์ของหลักฐาน แต่สิ่งหนึ่งที่สะท้อนออกมาให้เห็นบริบททางสังคมในค่ายโปรตุเกสขณะนั้นคือ ร่องรอยกระบวนการบางอย่างอันเกี่ยวกับการศึกษา หรือการเรียนรู้วิทยาการและอักขระวิธี รวมทั้งความพยายามในการสืบสานอารยธรรมด้านใดด้านหนึ่ง โดยใช้อักษรโรมันเป็นเครื่องมือในการถ่ายทอด มีหลักฐานระบุว่า ในค่ายเซนต์โยเซฟมีการสอนวิชาวิทยาศาสตร์ ปรัชญา และเทวศาสตร์ ด้วยภาษาละติน[7] โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่แชร์แวสระบุว่า ภาษาละตินเป็นภาษาทางศาสนาคริสต์เมื่อเปรียบเทียบว่า ภาษาบาลีเป็นภาษาทางศาสนาพุทธ[8] ย่อมเป็นสิ่งยืนยันให้เห็นถึงการสอนภาษาละตินในชุมชนโปรตุเกสโดยบาทหลวงชาวโปรตุเกส ซึ่งจะต้องใช้ภาษาโปรตุเกสเป็นเครื่องมือพื้นฐาน ในการถ่ายทอดวัฒนธรรมทางภาษาให้แก่ “บุตรของพระผู้เป็นเจ้า” ในฐานะลูกหลานของชาวโปรตุเกส

บทบาทและการดำเนินชีวิตของล่ามโปรตุเกสหรือล่ามบรเทศ ไม่ค่อยจะถูกกล่าวถึงเท่าใดนักในเอกสารประวัติศาสตร์ การนำเรื่องราวของล่ามฝรั่งเศสมาอธิบายเปรียบเทียบก็อาจจะทำให้เห็นภาพชีวิตบางเสี้ยวของล่ามโปรตุเกสในเมืองพระนครศรี อยุธยาได้บ้างพอสมควร ดังจะศึกษาได้จากกรณีการเดินทางเข้ามาของ เดอ ชัวซีย์ ในปี พ.ศ.2228 มีชาวโปรตุเกสร่วมอยู่ในกลุ่มขุนนางฝ่ายไทยที่ไปต้อนรับคณะทูตฝรั่งเศส ขณะที่เดอ ชัวซีย์ บันทึกเกี่ยวกับลักษณะของเรือนรับรอบราชทูตฝรั่งเศสที่พระประแดง ได้มีล่ามโปรตุเกสเป็นผู้แนะนำให้รู้จักสถานที่ต่างๆในบริเวณนั้น[9]

หลักฐานนี้ชี้ให้เห็นว่า การปฏิบัติงานของกลุ่มล่ามโปรตุเกส มิได้จำกัดอยู่แต่เพียงในเมืองพระนครศรีอยุธยาเท่านั้น พวกเขาจำเป็นต้องออกไปปฏิบัติหน้าที่ยังสถานที่แห่งอื่น ตามที่ได้รับมอบหมายด้วย ในวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ.2240 เมื่อทราบว่า บาทหลวงตาชารด์จะเดินทางมาถึง ทางการสยามก็มีท่าทีไม่เต็มใจในการต้อนรับ ออกญาพระคลังได้ถามหลวงวรวาที (แวงซัง แปงเฮโร) ว่าจะให้บาทหลวงตาชารด์พักที่ห้างฝรั่งเศสเก่าหรือไม่ ปรากฏว่าได้มีจดหมายฉบับหนึ่ง ซึ่งบาทหลวง เดอ ลาเบรย์ ส่งถึงออกญาพระคลังเป็นภาษาไทย ขอให้จัดที่พักให้บาทหลวงตาชารด์อยู่ในเมือง อย่าให้อยู่ในเขตที่มิชชันนารีฝรั่งเศสพักอยู่หรือในชุมชนค่ายโปรตุเกส และเสนอให้บาทหลวงตาชารด์พักที่บ้านเก่าของคอนสแตนติน ฟอลคอน[10] จดหมายเหตุคณะบาทหลวงระบุว่า ออกญาพิพัฒน์ได้สั่งให้ ฟรังซัว แปงเฮโร ล่ามฝรั่งเศสลูกชายของหลวงวรวาที แปลจดหมายของเจ้าพระยาพระคลังที่จะมีไปยังบาทหลวงตาชารด์ป็นภาษาโปรตุเกส ในวันนั้นมีล่ามฮอลันดาชื่อมาทิว และล่ามโปรตุเกสชื่อโอกุสแตง โรซาดา อยู่ที่บ้านออกญาพิพัฒน์ เพื่อคอยแก้ไขและตรวจสอบเนื้อหาที่ ฟรังซัว แปงเฮโร เขียนขณะแปลจดหมายด้วย[11] ขั้นตอนเช่นนี้น่าจะเกิดขึ้นกับล่ามโปรตุเกสเช่นกัน เมื่อได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่จากผู้บังคับบัญชา

ในปี พ.ศ.2243 หลังจากกรณีการเจรจาขอเมืองมะริดให้แก่บริษัทฝรั่งเศสเพื่อการปรองดองระหว่างฝรั่งเศสกับไทยของมุขนายกมิซซังฝรั่งเศสไม่ประสบผลสำเร็จ เจ้าพระยาพระคลังได้ประกาศพระบรมราชโองการห้ามมิให้มีการยื่นหนังสือ หรือเรื่องราวหรือจดหมายใดๆ แทนคนชาวต่างประเทศเป็นอันขาด เว้นแต่ล่ามของชาตินั้นๆ จะได้ทราบเป็นแน่แล้วว่า หนังสือหรือเรื่องราวนั้นจะเป็นที่พอใจของเจ้าพระยาพระคลังจึงอนุญาตให้ยื่นได้ ถ้าผู้ใดฝ่าฝืนประกาศนี้จะต้องได้รับโทษอย่างหนัก[12] ม.เคเมอเน (คือสังฆราชเดอซูร์) ระบุว่าเจ้าพระยาพระคลังคนนี้มิใช่คนที่เคยไปประเทศฝรั่งเศส พระคลังคนที่เคยไปฝรั่งเศสนั้น ถูกเฆี่ยนตายเมื่อเดือน พฤศจิกายน พ.ศ. 2243 แล้ว[13] จากประกาศนี้เห็นได้ชัดว่าล่ามมีหน้าที่กลั่นกรองหนังสือในกรมท่าก่อนจะเสนอแก่ออกญาพระคลัง

มีหลักฐานบันทึกของคณะบาทหลวงฝรั่งเศสว่า เมื่อบาทหลวงตาชารด์เข้าเฝ้าถวายพระราชสาส์นแด่สมเด็จพระเจ้ากรุงสยามแล้ว ในเย็นวันนั้นเจ้าพนักงานได้มาตามคณะบาทหลวงและล่ามฝรั่งเศสไปยังพระราชวัง เพื่อแปลพระราชสาส์นออกเป็นภาษาไทย ม.โบร์ด ได้ไปพร้อมกับ ม. ยาโรเซีย และ ม.ฟรังซัว แปงเฮโร บุตรหลวงวรวาทีล่ามฝรั่งเศส เมื่อถึงห้องๆ หนึ่ง ภายในหอแปลราชสาส์น มีขุนนางสูงวัยหลายคน นั่งบนพรมเปอร์เซีย ตามลำดับยศ เจ้าพนักงานได้นำโต๊ะเล็ก ซึ่งคลุมด้วยแผ่นเงินมาตั้งแล้วบอกให้คณะบาทหลวงนั่งลงข้างโต๊ะนั้น จากนั้นจึงเชิญพระราชสาสน์มาบนบ่า มาวางไว้บนโต๊ะ มีกลองและมโหรีนำมาด้วย คณะบาทหลวงฝรั่งเศสจึงเปิดพระราชสาส์นออกแปล เมื่อแปลเสร็จแล้วเจ้าพนักงานได้เอาข้อความย่อที่บาทหลวงตาชารด์ให้ไว้มาตรวจทานจนเห็นว่าถ้อยความตรงกัน จึงแสดงความยินดี จากนั้นเจ้าพนักงานจึงเชิญพระราชสาส์นกลับเข้าไปพร้อมกับคำแปลโดยมีกลองและมโหรีประโคมเช่นเดียวกัน[14] จากหลักฐานข้างต้นจะเห็นความสำคัญของล่ามได้เป็นอย่างดีในฐานะของผู้เป็นนายภาษาต่างประเทศในราชสำนัก

การใช้ภาษาโปรตุเกสในการเผยแพร่ศาสนาคริสต์ในชุมชนโปรตุเกสมักจะเกิดขึ้นในโบสถ์ซานตู ดูมินิกันเป็นส่วนใหญ่ บาทหลวงตาชารด์เป็นบาทหลวงคณะเยซูอิต โดยทั่วไปโบสถ์เยซูอิตจะมีนักสอนศาสนาหลายเชื้อชาติผลัดเปลี่ยนกันเดินทางเข้ามาเผยแพร่ศาสนา บางครั้งเป็นชาวญี่ปุ่น ชาวฝรั่งเศส ชาวโปรตุเกส หรือ อิตาลี เป็นต้น ชาวโปรตุเกสจะเข้าไปประกอบศาสนกิจในโบสถ์ของบาทหลวงคณะดูมินิกัน[15] ซึ่งมีความผูกพันอยู่กับสังฆมณฑลโปรตุเกสมากกว่าสำนักวาติกันแห่งกรุงโรม ดังนั้นโบสถ์เยซูอิตซึ่งมีบาทหลวงหลากหลายเชื้อชาติจึงเทศน์คำสอนทางศาสนาเป็นภาษาโปรตุเกสไม่บ่อยนัก คอนสแตนติน ฟอลคอน ก็เป็นขุนนางสยามอีกผู้หนึ่งซึ่งพูด และเขียนภาษาโปรตุเกสได้ดี ดังปรากฏในบันทึกของบาทหลวงตาชารด์[16] นอกจากนี้ อเล็กซานเดอร์ ฮามิลตัน ยังได้ระบุด้วยว่า ฟอลคอนเคยเรียนภาษาไทยเช่นกัน[17] หลักฐานเรื่องทางพระราชไมตรีระหว่างไทยกับญี่ปุ่น ชี้ให้เห็นความสัมพันธ์อันดีระหว่างชาวค่ายโปรตุเกสกับชาวค่ายญี่ปุ่น[18] เอกสารบางชิ้นระบุว่า ภรรยาของฟอลคอนเป็นลูกครึ่ง ญี่ปุ่น-โปรตุเกส[19] และบาทหลวงตาชารด์ก็ระบุว่า ฟอลคอนเคยพำนักอยู่ในค่ายญี่ปุ่นด้วย[20]จึงอาจเป็นไปได้ว่าฟอลคอนมีโอกาศึกษาภาษาโปรตุเกส ภายในค่ายโปรตุเกสซึ่งตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับค่ายญี่ปุ่น
หลักฐานของบาทหลวงตาชารด์ รายงานไว้ว่า

“ ในบรรดาเสนาบดีสยาม มีอยู่ท่านหนึ่งที่พูดภาษาโปรตุเกสได้ดี และมีสติปัญญาไหวพริบว่องไว คงจะเป็นเสนาบดีคนนี้เอง ที่นาย เดอ ลาลูแบร์ กล่าวถึง เขาเรียกเสนาบดีท่านนั้นเข้ามาดื่มกาแฟในห้องนอนของเขาแล้วนั่งคุยอยู่ตลอดวันทั้งวัน เป็นเวลาหลายวัน เขาต้องการให้เสนาบดีท่านนั้นตอบคำถามนับเป็นพันๆข้อของเขา เกี่ยวกับพระเจ้ากรุงสยาม เกี่ยวกับพระราชสำนัก และเรื่องราชการภายในพระราชอาณาจักรนี้…”[21]

ไม่เพียงแต่เสนาบดีผู้นี้เท่านั้นที่สามารถพูดภาษาโปรตุเกสได้ ลาลูแบร์ได้บันทึกไว้ว่า

“ ออกจะเป็นธรรมเนียมในซีกโลกตะวันออก ที่ถือกันว่าการลงโทษนั้นคือเครื่องแสดงความรักใคร่ใยดี พวกเราได้เห็นขุนนางผู้หนึ่งถูกคุมขังไว้เพื่อที่จะนำตัวไปลงโทษ โดยชาวฝรั่งเศสคนหนึ่งรับจะไปช่วยขอให้ ขุนนางผู้ใหญ่ผู้บังคับบัญชาของเขายกโทษให้.. ขุนนางผู้นั้นตอบเป็นภาษาโปรตุเกส (ว่า) ผมอยากจะทราบว่า ท่านจะกรุณาผมถึงเพียงไหน..”[22]

การทำให้บุคลากรของราชสำนักสยาม มีความรู้สามารถอ่านออก เขียนได้ พูดภาษาโปรตุเกสได้อย่างคล่องแคล่ว และมีศักยภาพถึงขนาดสนทนากับราชทูตฝรั่งเศส ได้นานอย่างไม่รู้สึกเหนื่อยหน่ายรำคาญใจ ไม่ใช่ปรากฏการณ์ที่จะเกิดขึ้นได้ง่ายๆ ความรู้ที่เกิดขึ้นและความอดทน ทำให้ลาลูแบร์สามารถเก็บเรื่องราวออกมาถ่ายทอดให้คนชั้นหลังทราบอย่างมากมาย และไม่ใช่เรื่องที่ควรมองข้ามในกรณีที่ขุนนางสยามอีกคนหนึ่งตั้งปณิธานเป็นภาษาโปรตุเกสทั้งๆที่กำลังจะถูกลงโทษอยู่แล้ว

แม้ภาษาโปรตุเกสจะได้ชื่อว่า เป็นภาษากลางทางธุรกิจ(lingua franca แปลว่า ภาษาฝรั่ง ) ในการติดต่อระหว่างชาวเอเชียกับชาวยุโรปขณะนั้น (ตั้งแต่ประมาณต้นพุทธตวรรษที่ 21 ถึงประมาณรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว) แต่การติดต่อกับชาวต่างประเทศด้วยภาษาจีนก็ยังคงสืบทอดต่อมาเช่นกัน นอกจากนี้การที่ราชสำนักสยามมีขุนนางมุสลิมจำนวนมาก อาทิ พระยาท้ายน้ำ ชาวมะละกา ออกพระ Tsijat ชาวมัวร์ และ ออกญา Tewijata ชาวฮินดูสถาน [23] ตามบันทึกของแกมเฟอร์ จึงน่าจะทำให้มีการใช้ภาษาอื่นๆในการติดต่อกับต่างประเทศด้วย[24] อย่างไรก็ตามนับตั้งแต่ชาวโปรตุเกสเดินทางเข้ามาติดต่อกับกรุงศรีอยุธยา ภาษาโปรตุเกสได้มีความสำคัญอย่างยิ่งในฐานะภาษากลางทางการค้า และการทูตในเอเชีย จดหมายของ ม.เซเบเรต์ราชทูตฝรั่งเศสในรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์ ระบุว่าฟอลคอน ได้แปลคำกราบบังคมทูลของ ม.ลาลูแบร์ ซึ่งเขาได้เขียนไว้เป็นภาษาโปรตุเกสถืออยู่ในมือ โดยสังเกตุเห็นว่าฟอลคอนแปลสั้นกว่าที่ลาลูแบร์ได้กราบบังคมทูลมาก[25] จดหมายเหตุพ่อค้าฝรั่งเศสซึ่งเข้ามากรุงศรีอยุธยา พ.ศ.2238 ระบุว่า ฟอลคอนพูดภาษาฝรั่งเศสไม่เป็น จึงได้นำคำกราบบังคมทูลของราชทูตฝรั่งเศสไปแปลเป็นภาษาโปรตุเกส[26]

เดอ ชัวซีย์ พยายามเรียนภาษาโปรตุเกสระหว่างเดินทางในเรือเป็นเวลา 8 เดือน เพื่อที่จะได้พูดคุยกับเสนาบดีของสมเด็จพระนารายณ์โดยไม่ต้องใช้ล่าม เดอ ชัวซีย์ บันทึกไว้ชัดเจนว่าบาทหลวงตาชารด์ว่าเสนาบดีไทยพูดภาษาโปรตุเกสเป็นทุกคน[27] เดอ ชัวซีย์ มีความตั้งใจจะประสานความเข้าใจจากความขัดแย้งที่มีต่อกันระหว่างบาทหลวงเยซูอิต กับพวกมิชชันนารี[28] ซึ่งหมายถึงบาทหลวงและหมอสอนศาสนาแห่งคณะมิซซังต่างประเทศแห่งกรุงปารีส เขามีกำหนดการที่จะต้องอยู่ในสยามเป็นเวลา 2 ปี จึงตั้งใจจะหาความรู้เกี่ยวกับสยามให้มากเท่าๆกับความรู้เรื่องฝรั่งเศส เรื่องความรู้เกี่ยวกับสยามนี้ เดอ ชัวซีย์ระบุว่าหมายรวมไปถึงเมืองหรือประเทศใกล้เคียงด้วย[29]
จึงไม่อาจมองข้ามในเรื่องของความน่าเชื่อถือในหลักฐานของ เดอ ชัวซีย์ เมื่อเขากล่าวว่า “เสนาบดีไทยพูดภาษาโปรตุเกสเป็นทุกคน”[30]
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ขณะที่บาทหลวง เดอ ชัวซีย์กำลังทำบัญชีรายการเครื่องราชบรรณาการที่ได้รับจากราชสำนักสยามเพื่อถวายตอบแทนแด่พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ปรากฏว่าก็มีเครื่องราชบรรณาการถูกลำเลียงเข้ามาเรื่อยๆ ตามคำสั่งของคอนสแตนติน ฟอลคอน โดยสั่งให้พนักงานนำออกมาจากท้องพระคลังได้ "ตามอำเภอใจ"
เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้บาทหลวง เดอ ชัวซีย์ ระบุว่า ตนเกิดความละอายใจจนต้องร้องบอกเป็นภาษาโปรตุเกสมากกว่าสี่ครั้งว่า “บัสตา – Basta!”[31] ซึ่งแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า แม้แต่พนักงานลำเลียงเครื่องราชบรรณาการจากท้องพระคลังก็เข้าใจภาษาโปรตุเกสและคำอุทานว่า “พอแล้ว! พอแล้ว!” ของเดอ ชัวซีย์นั้น ออกจะมีนัยะปลาบปลื้มในเกียรติยศซึ่งพระเจ้าหลุยส์ที่14 ทรงได้รับจากทางการสยามแฝงอยู่ด้วยอย่างเห็นได้ชัด

การติดต่อกับอังกฤษของทางการสยามก็สื่อสารกันโดยผ่านภาษาโปรตุเกส จดหมายฉบับหนึ่งจากสภาการค้าที่ปัตตาเวียของบริษัท อินเดียตะวันออก (อังกฤษ) ส่งไปกราบบังคมทูลพระเจ้ากรุงสยาม ลงวันที่ 2 สิงหาคม พ.ศ.2167 ก็เขียนเป็นภาษาโปรตุเกส[32] โดยส่งไปกับชาวโปรตุเกสชื่อ ซินยอร์ ดูอาร์ตึ ลองกู (Duarte Longo) นอกจากนี้หลักฐานจากบันทึกของชาวต่างชาติทั้งลาลูแบร์ แชร์แวส และตุรแปง ใช้คำเรียกพระภิกษุสงฆ์ อุบาสกอุบาสิกา และพุทธศาสนสถานได้อย่างถูกต้องหรือใกล้เคียงกันสำเนียงในภาษาไทยมาก[33] เห็นได้จากคำว่า “วัด” ลาลูแบร์ เรียกว่า “Vat” “วิหาร ” (Pihar) “เณร” (Nens) “ตาเถร”(Taten) “เจ้าวัด” (Tchaou-Vat) “หอระฆัง” (Ho-Racang) “สังฆราช”(Sancrat) “เสมา”(Sema) “อังสะ”(Angsa) “ผ้าจีวร” (Pa Schivon) “รัตประคต” (Rappacod) “ตาลปัตร”(Talapat) “ตาประขาว”(Tapacaou) “เจ้ากู”(Tchaou-cou) “ภิกขุ”(Picou) และ “นางชี”(Nang Tchii) เป็นต้น

น่าสงสัยว่าเหตุใด ลาลูแบร์ จึงระบุว่า “Talapoi – Talapoin – Talapoins” [34] เป็นคำเรียก “ภิกษุ” หรือ “เจ้ากู” อีกคำหนึ่ง คำ “Talapoin” นี้ ตุรแปงได้อธิบายว่า “ตรงกับ Tcho cou” ในภาษาสยาม เนื่องจากเรียกตามชื่อ “ตาลปัตร” ซึ่งพระภิกษุมักถืออยู่ในมือเสมอ[35] คำอธิบายนี้น่าจะไม่ถูกต้อง งานเขียนของลาลูแบร์ (ซึ่งตุรแปงอาจใช้เป็นหลักฐานอ้างอิง) ก็ระบุว่า พระสงฆ์ (Talapoin) มักถือตาลปัตร (Talapat) ไปไหนมาไหนด้วยเสมอ เขาจึงสันนิษฐานว่า “Talapat” เป็นที่มาของคำว่า “Talapoi” หรือ “Talapoin” คำดังกล่าวเป็นคำที่ชาวต่างชาติเท่านั้นที่ใช้เรียกพระ ซึ่งพระสงฆ์เองก็ไม่รู้ว่าถูกเรียกว่า “Talapoin” มีภาพลายเส้นชิ้นหนึ่งลาลูแบร์อธิบายว่า “Talapat ou para-sol des Talapoins” แปลว่า “ตาลปัตร หรือร่มกันแดดของพระภิกษุ” ลาลูแบร์ ยังเน้นย้ำว่า “เณร”(Nens) ตรงกับคำว่า “Enfans Talapoins” (ตะละปวงน้อย) และนางชีตรงกับคำว่า “Talapouine”[36] อันเป็นสิ่งบ่งชี้ให้เห็นว่าชุดคำ “talapoi – talapoin – talapoins – talapouine” มีที่มาจากคำในภาษาตะวันตกมิใช่ภาษาตะวันออกคำ “Talapoins” ที่ใช้เรียกพระภิกษุตามาบันทึกของชาวต่างชาติ ถูกตั้งข้อสังเกตในทางประวัติศาสตร์เสมอว่า มีความเป็นมาอย่างไร ในทางนิรุกติศาสตร์ การอธิบายคำเรียกพระภิกษุของชาวตะวันตกว่า “Talapoi – Talapoin – Talapoins” หมายถึงพระภิกษุ เนื่องจากพระภิกษุมักถือ “ตาลปัตร – Talapat” อยู่ในมือเสมอนั้น มีความเป็นไปได้น้อยมาก การอธิบายคำ “Talapoin – Talapoins” ว่ามาจากคำ “พระเถระ – Prathera” แม้จะมีความเป็นไปได้ในด้านคำนิยาม แต่ก็อาจขัดแย้งกับแนวทางวิเคราะห์ในเรื่องการออกเสียงและบริบททางประวัติศาสตร์อนุสนธิจากงานเขียนของลาลูแบร์ เป็นตัวอย่างอันดีที่แสดงให้เห็นว่า ชาวยุโรปชาติอื่นซึ่งเดินทางเข้ามายังกรุงศรีอยุธยาใน พุทธศตวรรษที่ 22-23 ต่างก็อาศัยภาษาโปรตุเกสเป็นสะพานเชื่อมโยงความเข้าใจทางภาษาชั้นหนึ่งก่อนทั้งสิ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในงานบันทึกของลาลูแบร์เองก็มีหลายตอนที่มักจะอ้างโดยนัยถึงที่มาของคำซึ่งตนกำลังอธิบายอยู่ว่า มีต้นเค้ามาจากคำในภาษาโปรตุเกส หรือเป็นคำเรียกที่ชาวโปรตุเกสใช้ ยกตัวอย่างเช่น

“ความหมายอันถ่องแท้ของคำว่า -มังดาแร็ง- ชาวปอร์ตุเกศใช้เรียกบรรดาขุนนางทั้งปวงทางซีกโลกภาคบุรพทิศโดยทั่วๆไปว่า –มังดาแร็ง- (Mandarin) มีเค้ามูลว่าได้ศัพท์คำนี้มาจากคำมันดาร์ (Mandar) ในภาษาของตน ซึ่งหมายความว่า ผู้บังคับบัญชา (Commander)”[37]

บางครั้งลาลูแบร์ ก็อ้างอิง “ความรู้” ที่ได้รับถ่ายทอดมาจากชาวโปรตุเกส อาทิ

“ ด้วยประการฉะนี้ เจ้าเมืองแห่งยะโฮร์จึงไม่ยอมอ่อนน้อมต่อกรุงสยามอีกและชาวปอร์ตุเกศขนานยศให้เจ้าเมืองเป็นราชา…”[38]

“…ในปัตตานี…บรรดาผู้ที่ได้รับการนับหน้าถือตาจากประชาชนก็ดำเนินการปกครองบ้านเมืองไปในนามของนางพญานั้นชาวปอร์ตุเกศก็ขนานพระยศให้เป็นราชินีด้วยเหมือนกัน…”[39]

เมื่อลาลูแบร์กล่าวถึงไพร่ ที่พระเจ้ากรุงสยามได้พระราชทานแก่เจ้าเมืองไว้คอยติดตามเวลาเดินทาง ก็จะระบุว่า ไพร่เหล่านี้ชาวสยามเรียกว่า “พวกแขนลาย (Kenlai)” ส่วนชาวโปรตุเกสเรียกว่า “Bras Peints” และ “Gardes” ทั้งสองคำหลังที่ปรากฏอยู่ในงานของลาลูแบร์นั้น เป็นภาษาฝรั่งเศส[40] มิใช่ภาษาโปรตุเกส เข้าใจว่าลาลูแบร์ได้แปลคำดังกล่าวมาจากภาษา โปรตุเกสแล้ว จึงบรรยายเป็นภาษาฝรั่งเศสในงานเขียนของตนแทนที่จะเขียนเป็นภาษาโปรตุเกสโดยตรง นอกจากนี้ลาลูแบร์มักจะกล่าวเปรียบเทียบอยู่เสมอ เมื่อพบคำพื้นเมืองที่จำเป็นต้องอธิบายว่า “ชาวโปรตุเกส พูดว่าอย่างนั้น” “ชาวโปรตุเกสพูดว่าอย่างนี้”[41] พฤติกรรมเช่นนี้ อาจสันนิษฐานได้เป็นสองนัยคือ ประการแรก ระหว่างการศึกษาข้อมูลต่างๆในกรุงศรีอยุธยา ลาลูแบร์ รู้จักวัฒนธรรมสยามส่วนหนึ่งจากล่ามโปรตุเกสและขุนนางสยาม ประการที่สอง ลาลูแบร์อาจใช้พจนานุกรมภาษาโปรตุเกส – สยาม หรือ สยาม – โปรตุเกส เป็นเครื่องมือช่วยในการศึกษา[42] เรื่องราวและวัฒนธรรมของสยาม ตัวอย่างเด่นชัดซึ่งลาลูแบร์ระบุในกรณีนี้คือ

“ ชาวสยามเรียกผู้เสวยสุขในชั้นบนๆว่า เทวดา (Thevada) และเรียกผู้เสวยทุกข์ในชั้นล่างๆว่าผี (Pii) ส่วนผู้ที่อยู่ในโลกนี้เรียกว่า มนุษย์ (Manout) ชาวโปรตุเกสแปลคำว่า เทวดา ว่า Anges และ คำว่าผี ว่า Diables ให้ชื่อโลกที่อยู่เหนือพิภพว่าสวรรค์ และให้ชื่อโลกที่อยู่ใต้พิภพว่านรก”

ด้วยเหตุนี้ จึงอาจเป็นไปได้ว่า คำ “talapoin – talapoins” นี้เป็นคำที่มีต้นกำเนิดในภาษาโปรตุเกสใช้เรียกพระภิกษุสงฆ์ก่อนที่ลาลูแบร์จะนำมาใช้ในงานเขียนของตน[43] โดยอาจคัดลอกคำดังกล่าวมาจากพจนานุกรม สยาม – โปรตุเกส และ โปรตุเกส – สยาม ซึ่งบาทหลวงชาวโปรตุเกส อาจจัดทำขึ้นก่อนหน้านั้นเพื่อใช้ในสยาม เพราะในความเป็นจริงตามหลักตรรกวิทยา (Logical Method)แล้วการเข้ามาปฏิบัติงานในกรุงศรีอยุธยาเพียง ระยะเวลาไม่นาน (3เดือน เริ่มตั้นแต่ 26 กันยายน พ.ศ.2230 – 3 มกราคม พ.ศ.2231)[44] คงจะไม่ทำให้ลาลูแบร์มีความรู้เกี่ยวกับกรุงศรีอยุธยามากมายเท่าใดนัก ดังนั้น นอกจากการเก็บเกี่ยวความรู้เรื่อง “สยาม” จากล่ามโปรตุเกส ขุนนางโปรตุเกส และขุนนางสยามที่รู้ภาษาโปรตุเกสแล้วน่าเชื่อว่าลาลูแบร์ ยังได้อาศัยพจนานุกรม สยาม - โปรตุเกส,โปรตุเกส-สยาม เป็นเครื่องมือทางวิชาการอีกด้านหนึ่งด้วย การอธิบายดังกล่าวข้างต้นอาจจะยังไม่ลึกซึ้นเพียงพอ จำเป็นต้องอาศัยแนวทางการศึกษาด้านนิรุกติศาสตร์ (Etimological Methodology) มาอธิบายอ้างอิงอีกชั้นหนึ่ง เพื่อสืบหารากเหง้า และความเป็นไปได้ของชุดคำ “ talapoi – talapoin – talapoins”

ในทวีปยุโรปไม่ปรากฏชุดคำ “talapoi – talapoin – talapoin” อยู่ในพื้นฐานทางวัฒนธรรมภาษา แต่ในภาษาโปรตุเกส มีคำขยายนาม (adjetivo)คำหนึ่งคือ “tal” ซึ่งแปลว่า “such หรือ like” เมื่อนำมาผสมกับคำนาม (noms) “pai”(พ่อ) ก็อาจมีความหมายว่า “like father – เหมือนคุณพ่อ(หรือ) คุณพ่อทั้งหลาย” และคำ “talpai (เอกพจน์) – talpais” อาจถูกนำมาเรียกพระสงฆ์ในพุทธศาสนาโดยชาวโปรตุเกสที่เดินทางเข้ามาในกรุงศรีอยุธยา หรือแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จนกระทั่งมีวิวัฒนาการออกไปเป็นคำ “talapoi – talapoin – talapoins – talapouine” ตามลักษณะของคำแบบ “lingua franca” แต่ก็ยังสามารถตรวจสอบร่องรอยของรูปและเสียงดั้งเดิมของคำดังกล่าวได้

เหตุใดชาวโปรตุเกสจึงเรียกพระภิกษุสงฆ์ว่า “talpai” แล้วเคลื่อนมาเป็น “talapoi – talapoin” ในชั้นหลัง อาจอธิบายได้ว่า ชาวโปรตุเกสมีพื้นฐานของวัฒนธรรมแบบศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาธอลิก ฝังรากลึกอยู่ในแก่นแท้ของความเชื่อ และความศรัทธาต่อพระเจ้า ชาวคริสต์โดยทั่วไปเรียกนักบวชในศาสนาของตนว่า “คุณพ่อ” ซึ่งหมายถึงความเป็นพ่อทางจิตใจ หรือพ่อทางศาสนา พ่อผู้ชักนำให้ได้พบกับพระเจ้า ชาวโปรตุเกสจึงเรียกนักบวชในศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาธอลิกว่า “Padre(พ่อ)” เป็นคำนำหน้านาม หรือเป็นคำเรียกยกย่อง ให้เกียรติด้วยความนับถือ ดังนั้นเมื่อเรียกพระภิกษุสงฆ์ในพุทธศาสนา นักบวชในศาสนาคริสต์ซึ่งมีฐานะเป็นผู้นำชุมชนและผู้นำจิตใจพวกเขา อาจเป็นผู้พิจารณาเลือกเอาคำ “talpai” มาใช้เรียกนักบวชในพุทธศาสนา เพื่อให้เห็นความแตกต่างแต่ก็ยังแฝงความนับถือให้เห็น “Padre” และ “Pai” มีความหมายคล้ายคลึงกัน “Padre” เป็นคำเรียก “พ่อ” ทางศาสนา “Pai” เป็นคำเรียก “พ่อ” ในสถาบันครอบครัวในภาษาโปรตุเกส การเรียกนักบวชในศาสนาพุทธว่า “talpai” ขณะที่อาศัยอยู่ในดินแดนอื่น จึงเป็นการเรียกเพื่อให้เกียรติ มิใช่เรียกด้วยศรัทธา ในทำนองเดียวกัน เมื่อนักบวชในศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาธอลิกเดินทางเข้ามา ชาวสยามก็ได้เรียกนักบวชเหล่านี้ว่า “บาทหลวง” หรือ “บาทหลวง” สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงอธิบายในหนังสือสาส์นสมเด็จ เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ.2477 ว่า

“ คำว่า –บาทหลวง- เลอเมย์[45]เป็นผู้พบมูลของคำว่า –บาด- มาจากคำ “Padre” ภาษาโปรตุเกสแปลว่าพ่อ ซึ่งเขาใช้นำหน้าชื่อนักพรตอย่างเรียกกันในชั้นหลังว่า Father… ส่วนคำว่า –หลวง- นั้น หม่อมฉันสันนิษฐานว่าหมายความว่าเป็นใหญ่ในพวก –บาด- คือ Bishop ซึ่งเขาเรียกกันในชั้นหลังว่า สังฆราช ครั้งกรุงศรีอยุธยาคงจะเรียกกันว่า บาด-หลวง หาได้เรียกนักพรตฝรั่งว่า บาทหลวง ทุกตน อย่างทุกวันนี้ไม่”[46]

สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงเห็นว่า คำ “บาทหลวง” เกิดในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์ เนื่องจากทรงโปรดปรานความรู้ความสามารถของบรรดานักบวชเหล่านั้น[47] ปัจจุบันคำ “บาทหลวง” ถูกกำหนดไว้แทนที่ คำ “บาดหลวง” เพื่อให้เกิดความเป็นเอกภาพทางภาษาเมื่อไม่นานนัก หลักฐานของ นิโคลาส แชร์แวส ได้เปรียบเทียบฐานานุกรมระหว่างนักบวชในพุทธศาสนากับคริสต์ศาสนา ดังนี้[48]

การเปรียบเทียบฐานานุกรมนักบวชพุทธศาสนากับคริสต์ศาสนา

ภิกษุคามวาสี นักบวชนิกายโรมันคาธอลิก

ออกเณร – Oenen Novice
ภิกขุ – Picou Diaconat (Diacre) บาทหลวง (Badlouang, P/ere)
เจ้ากู (Chaucou)
สังฆราช – Sancrat Bishop

จากหลักฐานของแชร์แวส เห็นได้ว่า “คำบาดหลวง (Badloung)” เป็นคำที่ชาวฝรั่งเศสเรียกพระภิกษุในพุทธศาสนา ในขณะที่บันทึกของลาลูแบร์ กลับสอดคล้องกับพระวินิจฉัยในสมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ซึ่งระบุว่าคำ “บาทหลวง” เป็นคำเรียกนักบวชในศาสนาคริสต์ อีกทั้งลาลูแบร์ยังได้กล่าวย้อนกลับไปตรวจสอบรายงานของแชร์แวสอีกครั้งในลักษณะที่ไม่เห็นด้วยกับหลักฐานของฝ่ายแรก ที่แชร์แวสกล่าวคือ
“ ม.แชร์แวส ได้แบ่งชั้นพระภิกษุออกไปเป็นบาหลวง (Baloung) เจ้ากู (Tchaou – cou) และภิกขุ (Picou) สำหรับข้าพเจ้านั้น เคยได้ยินแต่คำว่าบาหลวง ซึ่งชาวสยามเขียนเป็น บาทหลวง (Patloung) อันเป็นการเรียกเพื่อแสดงความเคารพเท่านั้น ชาวสยามใช้นามนี้เรียกบรรดาหลวงพ่อคณะเยซูอิตดังที่เราได้ให้เกียรติแก่ท่านด้วยการเรียกว่า เรเวรังซ์ (R/ev/erence) ฉะนั้นข้าพเจ้าไม่เคยได้ยินเขาเรียกกันในเมืองนี้ว่าภิกขุเลย ได้ยินแต่เรียกเจ้ากูทั้งนั้น…”[49]

คำ “บาหลวง – Baloung” นี้ ปรากฏอยู่ในหลักฐานจดหมายเหตุฟอร์บังเช่นกันโดยสะกดว่า “บาหลวง – Baloan” และมีคำอธิบายว่า พระที่พระเจ้าแผ่นดินทรงอุปถัมภ์ ฟอร์บังระบุว่า บาหลวงคือผู้สั่งสอนศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาธอลิก[50] การกล่าวถึงคำ “บาหลวง – บาทหลวง” ในที่นี้ก็เพื่อจะอธิบายให้เห็นว่า คำ “บา” นี้เป็นคำศัพท์ไทยโบราณ แปลว่าครู อาจารย์ หรือ ชายหนุ่ม[51] หนังสืออักขราภิธานศรับท์หมอบรัดเลย์ ให้ความหมายของคำ “ครูบา” ไว้ว่า “ อาจารย์ที่ท่านได้สั่งสอนในการศาสนา เป็นต้น เหมือนพระสงฆ์ที่บวชเป็นผู้เฒ่านั้น”[52] ดังนั้นการที่ชาวสยามเรียกนักบวชฝรั่งว่า “บาหลวง –บาทหลวง” ก็มีความหมายโดยนัยะอันแสดงถึงการให้เกียรติแก่นักบวชในศาสนาคริสต์ เช่นเดียวกับคำเรียกพระสงฆ์ว่า “talapai – talapais” ของชาวโปรตุเกส ซึ่งต่อมาได้พัฒนาการมาเป็น “talapoi – talapoin – talapoins – talapouine”* ตามลักษณะเพศและพจน์ ในบันทึกของชาวฝรั่งเศส และข้อพิสูจน์เด่นชัดที่ชี้ให้เห็นการมีอยู่จริงในขณะนั้น ของพจนานุกรม สยาม – โปรตุเกส คือ เมื่อลาลูแบร์กล่าวถึงกาชงชา ทำด้วยโลหะทองแดง เคลือบตะกั่วเกรียบผิวบาง เขาระบุว่า

“ …กานี้ เรียกกันว่า บูลี (Boulis)[53]…”

คำ “boulis” เป็นคำพหูพจน์ ตรงกับภาษาโปรตุเกสว่า “bole – บุลลึ – หม้อต้มชาหรือกาแฟ”[54] ขณะที่ภาษาฝรั่งเศสมีเพียงคำว่า "bouilloins - บูอิลลัวร์" ซึ่งแปลว่ากา ต้มน้ำเท่านั้น
ลาลูแบร์ ระบุว่าการดื่มชา เป็นธรรมเนียมนิยมในการรับแขกของชาวสยาม ในเมืองพระนครศรีอยุธยา[55] แต่เหตุใด ลาลูแบร์จึงระบุว่า มีการเรียกหม้อต้มชาว่า “boulis” ซึ่งใกล้เคียงกับคำในภาษาโปรตุเกส มากกว่าภาษาฝรั่งเศส อาจเป็นไปได้ว่า ชุมชนชาวโปรตุเกสก็นิยมดื่มชาด้วยเช่นกัน แม้ว่า ลาลูแบร์จะกล่าวแต่เพียงว่า

“ แขกมัวร์ในประเทศสยามดื่มกาแฟ ซึ่งมาจากเมืองอาหรับและชาวปอร์ตุเกศนั้นดื่มโกโก้ เมื่อมีส่งมาจากมนิลา เมืองหลวงของประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งนำมาจากอินเดียภาคตะวันออก ในเขตคุ้มครองของสเปญอีกทอดหนึ่ง” [56]

ชาวโปรตุเกสเรียก “ชา” ว่า “cha – ชา” เช่นเดียวกับ “ชา” ในภาษาไทย ในขณะที่ภาษาจีนกลางออกเสียงว่า “ฉ่า” และภาษาจีนแต้จิ๋วออกเสียงเป็น “เต๊” ส่วนภาษาฝรั่งเศสนั้น เรียกว่า “เต – the/” แต่ลาลูแบร์ชี้ว่า ภาษาฝรั่งเศสก็มีคำว่า “cha – ชา” ด้วย อีกหนึ่งคำ[57] และที่น่าสนใจก็คือ ชาวโปรตุเกสเรียก “กาแฟ” ว่า “ café ” โดยออกเสียงคล้ายกับคำว่า “กาแฟ” ในภาษาไทย คำ “ชา – กาแฟ” ที่ปรากฏอยู่ในภาษาทั้งสองบ่งชี้ร่องรอยความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมระหว่างชาวสยามกับชาวโปรตุเกสในเมืองพระนคร ศรีอยุธยาได้เป็นอย่างดี[58] โดยผ่านการผสมผสานกับทางภาษาในชีวิตประจำวัน
การอ้างอิง
[1] “จดหมายเหตุมองสิเออร์ เดอโลลีเยร์ ลง 29 ม.ค. 1749” ประชุมพงศาวดาร เล่ม 22, หน้า 216.
[2] เดอ ชัวซีย์,จดหมายเหตุรายวันการเดินทางไปสู่ประเทศสยามในปี ค.ศ.1685 และ 1686, แปลโดย สันต์ ท.โกมลบุตร ,2518, หน้า88
[3] เรื่องเดียวกัน. หน้า163
[4] “รายงานการขุดแต่งหมู่บ้านโปรตุเกส จ.พระนครศรีอยุธยา” จัดทำโดย พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนารายณ์ราชนิเวศน์และจังหวัดลพบุรี ในโอกาสวันอนุรักษ์มรดกไทย 2 เม.ย. – 31 พ.ค. 2530, หน้า 40-41.
[5] การสนทนาขอคำแนะนำแนวทางการค้นคว้า จากนายปฏิพัฒน์ พุ่มพงษ์แพทย์ นักโบราณคดีผู้ควบคุมการปฏิบัติงานขุดค้น และขุดแต่งโบราณสถานในหมู่บ้านโปรตุเกส ระหว่างปี พ.ศ.2527-2528 เมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2539
[6] คำใกล้เคียงที่สุดในภาษาละติน มีดังนี้
คำจารึก DECU - อาจมาจาก DECUMA = หนึ่งในสิบ
QUA - อาจมาจาก QUA = by which way หรือ QUADRA = a square
SUB - อาจมาจาก คำ prefix ในภาษาละตินที่ใช้เติมหน้าคำ ส่วนในภาษาโปรตุเกสนั้น ได้พบร่องรอยดังนี้
DECU - อาจมาจาก DECUPLICAR = to multiply by ten หรือ DECURSO = course, during
QUA - อาจมาจาก QUADRANGLE คล้ายภาษาละติน
[7]สำนักสาส์น, ประวัติพระศาสนาจักรสากลและศาสนจักรในประเทศไทย , หน้า218.
[8] นิโคลาส แชร์แวส, เล่มเดิม, หน้า150.
[9] จุลทรรศน์ พยาฆรานนท์, เรื่องเดิม, หน้า277.
[10] ประชุมพงศาวดาร เล่ม21, หน้า154-155.
[11] เรื่องเดียวกัน, หน้า156-157.
[12] เรื่องเดียวกัน, หน้า 289-290.
[13] จดหมายของ ม.เคเมเน ถึง ม.เดอ ตอร์ซี ลงวันที่ 4 มกราคม พ.ศ.2244 ดู ประชุมพงศาวดารเล่ม21, หน้า291.
[14] ประชุมพงศาวดาร เล่ม21, หน้า 241-242.
[15] กรมศิลปากร,บันทึกการเดินทางของบาทหลวงตาชารด์ เล่ม1-3 ฉบับลายมือเขียนที่คัดมาจากชาวต่างประเทศ ,หน้า52-53.
[16] เรื่องเดียวกัน.หน้า24และ199
[17] สุพรรณี กาญจนฐิติ,เรื่องเดิม, หน้า59.
[18] “เรื่องทางพระราชไมตรีระหว่างไทยกับญี่ปุ่น” ประชุมพงศาวดารเล่ม 13 , หน้า238.
[19] ส.พลายน้อย. “เจ้าพระยาวิชาเยนทร์” ชาวต่างชาติในประวัติศาสตร์ไทย, หน้า341-344.
[20] ประชุมพงศาวดารเล่ม13. หน้า238.
[21] กรมศิลปากร, บันทึกการเดินทางของบาทหลวงตาชารด์…, หน้า135
[22] ชิมอง เดอ ลาลูแบร์, เรื่องเดิม, หน้า470.
[23] Kaempfer, op.cit., p39
[24] ห้างอังกฤษที่ป้อมเซนต์ยอร์จ ออกจดหมายทวงหนี้และใบเสร็จรับเงินค่าชำระหนี้แก่พระเจ้ากรุงสยามเป็นภาษาเปอร์เซีย จากผลการประชุมเมื่อ 21 ส.ค. 1699, บันทึกเรื่องสัมพันธไมตรีฯ เล่ม5, หน้า171.
[25] ประชุมพงศาวดารเล่ม28 , หน้า294
[26] ประชุมพงศาวดารเล่ม24, หน้า53
[27] ประชุมพงศาวดาร เล่ม24, 17-18
[28] เรื่องเดียวกัน, หน้า17
[29] เรื่องเดียวกัน, หน้า19
[30] ในกรณีนี้ ศาสตราจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ เคยเสนอว่า บันทึกของ เดอ ชัวซีย์ไม่ค่อยน่าเชื่อถือ โดยเห็นว่าเป็นรายงานของบุคคลที่รู้จักกรุงศรีอยุธยาไม่ดีนัก ดู นิธิ เอียวศรีวงศ์, การเมืองไทยสมัยพระนารายณ์, หน้า34
[31] “Basta!” มาจากกริยา (Verbo) bastar แปลว่า “to be enough, be sufficient” , Mike Harland, op.cit., p.26.
[32] ไพโรจน์ เกษแม่นกิจ(1), เรื่องเดิม, หน้า204
[33] ชิมอง เดอ ลาลูแบร์, เรื่องเดิม, หน้า507,510,517,519,524,527.
[34] เรื่องเดียวกัน,หน้า 194,506,528
[35] ฟรังซัวร์ อังรี ตุรแปง, เรื่องเดิม, หน้า101
[36] ชิมอง เดอ ลาลูแบร์ , เรื่องเดิม , หน้า507
[37] ชิมอง เดอ ลาลูแบร์, เรื่อเดิม, หน้า 359.
[38] เรื่องเดียวกัน, หน้า366
[39] เรื่องเดียวกัน,หน้า336-337.
[40] เรื่องเดียวกัน,หน้า 369.
[41] เรื่องเดียวกัน, หน้า48,49,51,83,110 เป็นต้น
[42] มจ.ชาตรีเฉลิม ยุคล ทรงบรรยายขณะร่วมเสวนาที่หมู่บ้านโปรตุเกส เมื่อประมาณเดือน พฤษภาคม พ.ศ.2541 ว่า กำลังติดตามร่องรอยของพจนานุกรมภาษา โปรตุเกส – สยาม , สยาม – โปรตุเกส ซึ่งรวบรวมขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยา จาก ฯพณฯ เอกอัครราชทูตโปรตุเกส ณ กรุงเทพฯ เนื่องจากมีนักศึกษาปริญญาเอกชาวยุโรปผู้หนึ่งอ้างว่า ได้ค้นพบหลักฐานชิ้นนี้ที่กรุงสิสบอน
[43] ชิมอง เดอ ลาลูแบร์, เรื่องเดิม, หน้า193-194.
[44] คำนำของผู้แปล (สันต์ ท.โกมลบุตร) ใน ชิมอง เดอ ลาลูแบร์, เรื่องเดิม, หน้า9.
[45] คือ เรจินาล เลอ เมย์ (Reginal Le May) นักประวัติศาสตร์ศิลปะชาวฝรั่งเศสผู้มีความเชี่ยวชาญการศึกษาด้านประวัติศาสตร์ศิลปะโบราณสถานของไทยในขณะนั้น
[46] พรพรรณ ทองตัน,”บาทหลวง,” อภิธานศัพท์คำไทยที่มี
[47] เรื่องเดียวกัน, หน้า112.
[48] นิโคลาส แชร์แวส, เรื่องเดิม, หน้า167-168.
[49] ชิมอง เดอ ลาลูแบร์, เรื่องเดิม, หน้า527.
[50] เชวาลิเยร์ เดอ ฟอร์บัง, ประชุมพงศาวดารภาคที่80 จดหมายเหรุฟอร์บัง อนุสรณ์ในงานพระราชทางเพลิงศพ พล.ต. ลม้าย อุทยานานนท์ วันที่ 12 มิถุนายน พ.ศ.2509, หน้า131.
[51] ราชบัณฑิตยสถาน, พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถาน พ.ศ.2525, หน้า472
[52] แดนบีช บลัดเลย์, อักขรภิธานศรับท์, หน้า107.
* อย่างไรก็ดี บาทหลวงไตไซรา ได้อธิบายความหมายของคำ "ตะละปอย - talapoi" ไว้ว่า คำ "Talapão" หรือ ตะละปอยชั้นสูง (melho talapoi) พระภิกษุ (bonzo) เป็นคำศัพท์ที่มาจากภาษาบาลีว่า "Talapannan " ซึ่งแปลว่า grande Ventarola de tala ในพุทธศาสนา ดู P.Manuel Teixeira, op.cit., p.55.
[53] ชิมอง เดอ ลาลูแบร์, เรื่องเดิม, หน้า94 อ่านตามคำแปลของสันต์ ท.โกมลบุตร
[54]Mile Harland,op.cit., p.31
[55] นอ.พระเรี่ยม รัชชพากย์ รน., พจนานุกรมฝรั่งเศส อังกฤษ – ไทย, หน้า 150.
[56] เรื่องเดียวกัน, หน้า93

เบื่อเหนื่อย: ประวัติขนม..... การแกะรอยการตอบรับวิทยานิพนธ์ทางประวัติศาสตร์

โดย
พิทยะ ศรีวัฒนสาร

ผู้เขียนบังเอิญสืบค้นพบบทความชื่อ “ประวัติขนม” ปรากฏในแหล่งข้อมูลสารสนเทศข้างล่าง เห็นเข้าท่าดี นึกชมว่า เขียนดีและ มีการอ้างเรื่องราวทางประวัติศาสตร์จากบุคคลร่วมสมัย และขณะที่กำลังจะนำมาอ้างในเวบจัดการความรู้แห่งนี้ อ่านไปอ่านมาก็พบสำนวนคุ้นหูคุ้นตายิ่งนัก ในที่สุดก็ถึงบางอ้อ ......
อย่างไรก็ดี ผู้เขียนรู้สึกภาคภูมิใจที่มีผู้นำเนื้อหาบางส่วนของวิทยานิพนธ์เรื่อง “ชุมชนชาวโปรตุเกสในสมัยกรุงศรีอยุธยา พ.ศ.2059-2310” ไปพัฒนาและเผยแพร่สู่สาธารณชน ด้วยเหตุนี้จึงขออนุญาตเจ้าของบทความด้านล่างในการนำกลับมาถ่ายทอดซ้ำอีกครั้งใกล้ๆกับต้นฉบับเดิม เพื่อให้เกิดแสงสว่างทางปัญญา


http://toxicoffee.exteen.com/page/4 2005/Dec/30
เบื่อ เหนื่อย ประวัติ ขนม

ข้าวนม เข้าหนม ข้าวหนม ล้วนเป็นคำอันเป็นที่มาของคำว่า ขนม ซึ่งมีผู้สันทัดกรณีหลายท่านตั้งข้อสันนิษฐานไว้ เริ่มตั้งแต่คำแรก ข้าวนม ที่นักคหกรรมศาสตร์หลายท่านบอกต่อ ๆ กันมาว่าน่าจะมาจากคำคำนี้ เนื่องจากขนมมีอิทธิพลมาจากอินเดียที่ใช้ข้าวกับนมเป็นส่วนผสมสำคัญที่สุดในการทำขนมแต่ก็ไม่น่าจะเป็นไปได้ เนื่องจากนมไม่มีบทบาทสำคัญในขนมไทยเลย ขนมไทยใช้มะพร้าวหรือกะทิทำต่างหาก

สำหรับ เข้าหนม นั้น พระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นจรัสพรปฏิญาณได้ทรงตั้งข้อสันนิษฐานไว้ว่า หนม เพี้ยนมาจาก เข้าหนม เนื่องจาก หนม นั้นแปลว่าหวาน แต่หกลับไม่ปรากฎความหมายของขนม ในพจนานุกรมไทย มีเพียงบอกไว้ว่าทางเหนือเรียกขนมว่า ข้าวหนม แต่ถึงอย่างไรก็ไม่พบความหมายของคำว่า หนม ในฐานะคำท้องถิ่นภาคเหนือเมื่ออยู่โดด ๆ ในพจนานุกรมเช่นกันอีกข้อสันนิษฐานหนึ่งก็นับว่าน่าสนใจไม่น้อย คำว่า ขนม อาจมาจากคำในภาษาเขมรว่า หนม ที่หมายถึงอาหารที่ทำมาจากแป้ง เมื่อลองพิจารณาดูแล้วพบว่าขนมส่วนใหญ่ล้วนทำมาจากแป้งทั้งนั้น โดยมีน้ำตาลและกะทิเป็นส่วนผสม ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่า ขนม เพี้ยนมาจาก ขนม ในภาษาเขมรก็เป็นได้ไม่ว่าขนมจะมีรากศัพท์มาจากคำใดหรือภาษาใด ขนมก็ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในสังคมไทยด้วยฐานะของขนมไทยอย่างเต็มภาคภูมิ และคนไทยเองก็ได้ชื่อว่าเป็นชนชาติหนึ่งที่ชอบกินขนมเป็นชีวิตจิตใจหลักฐานเก่าแก่ที่สุดที่แสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างขนมไทยกับคนไทยก็คือวรรณคดีมรดกสุโขทัยเรื่องไตรภูมิพระร่วง ซึ่งกล่าวถึงขนมต้มที่เป็นขนมไทยชนิดหนึ่งไว้

(อยู่ในพิทยะน.261-268 )
ขนมไทยเริ่มแพร่หลายมากขึ้นในสมัยอยุธยา ดังปรากฎข้อความในจดหมายเหตุหลายฉบับ บางฉบับกล่าวถึง ย่านป่าขนม หรือตลาดขนม บางฉบับกล่าวถึง บ้านหม้อ ที่มีการปั้นหม้อ และรวมไปถึงกระทะ ขนมเบื้อง เตาและรังขนมครก แสดงให้เห็นว่าขนมครกและขนมเบื้องนั้น คงจะแพร่หลายมากจนถึงขนาดมีการปั้นเตาและกระทะขาย บางฉบับกล่าวถึงขนมชะมด ขนมกงเกวียนหรือขนมกง ขนมครก ขนมเบื้อง ขนมลอดช่อง
จนถึงสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช อันถือได้ว่าเป็นยุคทองของการทำขนมไทย ดังที่จดหมายเหตุฝรั่งโบราณได้มีการบันทึกไว้ว่า การทำขนมในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชนั้นเจริญรุ่งเรืองมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อชาวโปรตุเกสอย่างท่านผู้หญิงวิชาเยนทร์หรือบรรดาศักดิ์ว่า ท้าวทองกีบม้า ผุ้เป็นต้นเครื่องขนมหรือของหวานในวัง ได้สอนให้สาวชาววังทำของหวานต่าง ๆ โดยเฉพาะได้นำไข่ขาวและไข่แดงมาเป็นส่วนผสมสำคัญอย่างที่ทางโปรตุเกสทำกัน ขนมที่ท่านท้าวทองกีบม้าทำขึ้นและยังเป็นที่นิยมจนถึงปัจจุบันก็ได้แก่ ขนมทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง ขนมหม้อแกง และรวมไปถึง ขนมทองโปร่ง ขนมทองพลุ ขนมสำปันนี ขนมไข่เต่า ฯลฯ

ขนมไทยแท้ๆ นั้น จากการศึกษาพบว่า ส่วนประกอบหลักของขนมไทยมักหนีไม่พ้นของสามสิ่ง คือ แป้ง น้ำตาล และ มะพร้าว นำมาคลุกเคล้าผสมผสาน ดัดแปลงตามสัดส่วนที่เหมาะสมด้วยวิธีต่างๆ เช่น นึ่ง ต้มทอด จี่ ผิง ก็จะได้ขนมไทยมากมายหลายชนิด

คนไทยสมัยโบราณไม่ได้กินขนมทุกวัน หากแต่จะได้กินก็ต่อเมื่อมีงานนักขัตฤกษ์ หรืองานบุญสำคัญเท่านั้น ขนมไทยที่มักพบกันบ่อยที่กินกับน้ำกะทิ และทำเลี้ยงแขกเสมอ คือ ขนมสี่ถ้วย ซึ่งหมายถึง ไข่กบ (เม็ดแมงลัก) นกปล่อย (ลอดช่อง) มะลิลอย (บัวลอย) และอ้ายตื้อ (ข้าวเหนียวน้ำวุ้น) ส่วนขนมอื่นๆ มักใช้ในงานมงคลต่างๆ เช่น ขนมชั้น ขนมจ่ามงกุฎ ขนมกง ขนมสามเกลอ ขนมปุยฝ้าย เป็นต้น ฯลฯ

(อยู่ในพิทยะ น.262-263)ในงาน "นิทรรศการขนมนานาชาติ" ซึ่งจัดโดยภาควิชาภาษาตะวันออก คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อปี พ.ศ.2541 ได้จำแนกกลุ่มขนมหวานของไทยที่ได้รับอิทธิพลจาก วัฒนธรรมโปรตุเกส คือ ทองหยิบ ฝอยทอง ทองหยอด บ้าบิ่น ลูกชุบ ขนมผิง ทองม้วน ขนมหม้อแกง ขนมไข่กะหรี่ปั๊บ

มีหลักฐานพบว่า ในโปรตุเกส ขนมที่ชื่อ ตรูซูช ดาช กัลดัช (Trouxos das caldas) คือ ต้นตำรับของขนม ทองหยิบ และขนม Fios de Ovos คือ ขนมฝอยทอง ส่วนขนม เกลชาดาซ เดอ กรูอิงบรา (Queijadas de Coimbra) เป็นต้นตำรับ ขนมบ้าบิ่น ของไทย ซึ่งใช้เนยแข็ง แต่ในบ้านเราใช้มะพร้าวแทนสำหรับ ลูกชุบ เป็นขนมประจำถิ่นโปรตุเกส แพร่หลายมาถึงย่านเมดิเตอร์เรเนียนแถบฝรั่งเศสตอนใต้ เพราะอยู่ใกล้บ้าน เช่น เมืองนีซ เมืองคานส์ ก็มีขนมลูกชุบมากมายทั้งเมือง ลูกชุบในภาษาโปรตุเกส เรียกว่า Massapa'es เป็นขนมประจำถิ่นของ แคว้นอัลการ์วิ (Aigaeve) โดยโปรตุเกสใช้เม็ด อัลมอนด์ เป็นส่วนผสมสำคัญ แต่บ้านเราไม่มี จึงต้องคิดด้วยการใช้ ถั่วเขียว แทน เนื่องจากขนมโปรตุเกสจำเป็นต้องอาศัยประสบการณ์และความรู้ความชำนาญพิเศษ จึงจะได้ขนมหวานที่รสชาติดีออกมาสีสันสวยงามดังนั้น แม้ทุกวันนี้ ขนมฝอยทอง ทองหยิบ ทองหยอด ยังเป็นขนมยอดฝีมือที่ผู้ทำต้องมีความชำนาญ และได้รับการยกย่อง หากทำขนมประเภทนี้ได้รสชาติดี สวยงาม ประณีต

ในรัชสมัยแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช บาทหลวงฝรั่งเศส เดอโลลีเยร์ บันทึกรายงานถึงระดับความมีหน้ามีตา และรสนิยมการบริโภคขนมหวานของชาวโปรตุเกสในสมัยกรุงศรีอยุธยา กระทั่งราชสำนักสยามถึงกับต้องเกณฑ์ขนมหวานจาก หมู่บ้านโปรตุเกส เข้าไปในพระราชวัง เนื่องในโอกาสนักขัตฤกษ์ต่างๆ เป็นจำนวนมาก ดังความตอนหนึ่งว่า

"พวกเข้ารีตบางครัว ต้องถูกเกณฑ์ให้ทำของหวานแก่พระเจ้าแผ่นดิน ในวันนักขัตฤกษ์ ในวันชนิดนี้พระเจ้ากรุงสยามก็มีรับสั่งให้พวกเข้ารีตนี้ ทำของหวานเป็นอันมาก อ้างว่าสำหรับงานนี้งานนั้น เป็นต้นว่า สำหรับพิธีล้างศีรษะช้าง ซึ่งถือว่าเป็นพระองค์หนึ่ง หรือสำนักงาน(ที่ถูก คือ สำหรับงาน ไม่ใช่ สำนักงาน: พิทยะ)ไหว้พระพุทธบาทดังนี้"

อาจด้วยเป็นพระราชประสงค์ที่มีรับสั่งตรงมาจากราชสำนักสยาม ทำให้ มาดามดอนญา มาเรีย กิอูมาร์ เดอ(ดึในต้นฉบับพิทยะ) ปินา ภรรยาเจ้าพระยาวิชเยนทร์ฟอลคอน ซึ่งรับหน้าที่แม่บ้านหัวเรือใหญ่จัดอาหารเลี้ยงรับรองราชอาคันตุกะต่างประเทศที่เข้ามายังกรุงศรีอยุธยามากมาย ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น ท้าวทองกีบม้า (เพียนจาก 'กิอูมาร์') ตำแหน่งวิเศสกลาง ถือศักดินา 400 เป็นผู้กำกับการพนักงานของหวานในพระราชวัง

อเล็กซานเดอร์ แฮมิลตัน ชาวตะวันตกอีกผู้หนึ่งที่บันทึกการเดินทางเกี่ยวกับเรื่องของ ท้าวทองกีบม้าว่า"ข้าพเจ้าได้เห็นท่านผู้หญิงของฟอลคอนในปี พ.ศ.2262 เวลานี้ท่านได้รับเกียรติเป็นต้นห้องเครื่องหวานาของพระเจ้าแผ่นดิน ท่านเกิดในกรุงสยามในตระกุลอันมีเกียรติ และในเวลานั้นท่านเป็นที่ยกย่องนับถือแก่คนทั่วไป...(อยู่ในเชิงอรรถของพิทยะ น.265)

ท่านท้าวทองกีบม้าผู้นี้ เป็นต้นการสั่งสอนให้ชาวสยามทำของหวาน คือ ขนมทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง ขนมทองโปร่ง ทองพลุ ขนมผิง ขนมฝรั่ง ขนมผิง ขนมไข่เต่า ขนมทองม้วน ขนมสัมปันนี ขนมหม้อแกง เป็นต้นเหตุเดิมที่ท้าวทองกีบม้าทำและสอนให้ชาวสยาม"

นี่เป็นหนึ่งในสาเหตุที่มีการยอมรับวัฒธรรมขนมหวานจากชาวโปรตุเกส ซึ่งมักนิยมนำมาจัดเลี้ยงในงานพิธีมงคลต่างๆ ตั้งแต่สมัยอยุธยาในครั้งกระนั้นสืบทอดมาถึงยุคปัจจุบันในทุกวันนี้
http://www.pantip.com/cafe/jatujak/topic/J3987849/J3987849.html
posted by toxicoffee, at 2005-Dec-30 19:40:161
2005/Dec/28

บทบาทในการเผยแพร่วัฒนธรรมการกินอยู่ของชุมชนชาวโปรตุเกสในประวัติศาสตร์ไทย

โดย พิทยะ ศรีวัฒนสาร

ในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์ บาทหลวงเดอ ชัวซีย์ ซึ่งเดินทางเข้ามายังกรุงศรีอยุธยาพร้อมด้วยเอกอัครราชทูตฝรั่งเศส ชิมอง เดอ ลาลูแบร์ บันทึกไว้ว่า คณะทูตฝรั่งเศสได้รับการเลี้ยงต้อนรับจาก คอนสแตนติน ฟอลคอน รายการอาหารจัดเลี้ยงประกอบด้วย กับข้าวแบบญี่ปุ่นและโปรตุเกส ส่วนเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ถูกนำเข้ามาจากสเปน เปอร์เซีย และฝรั่งเศส[208]
การที่ฟอลคอน เลือกนำเอาอาหารแบบโปรตุเกสและญี่ปุ่น มาจัดเลี้ยงคณะทูตลาลู-แบร์แห่งฝรั่งเศส อาจมีสาเหตุมาจากความผูกพันของเขาที่มีต่อชุมชนค่ายโปรตุเกสและญี่ปุ่น นับตั้งแต่ที่เดินทางเข้ามายังกรุงศรีอยุธยาหลังปี พ.ศ.2218 ฟอลคอนแต่งงานกับหญิงโปรตุเกส ซึ่งเดินทางมาจากญี่ปุ่น ชื่อ ดอนญา มาเรีย กิอูมาร์ ดึ ปินา (D. Maria Guiomar de Pina) เขาหันมานับถือศาสนานิกายโรมันคาธอลิกจากการชักชวนของบาทหลวงชาวโปรตุเกสชื่ออันตูนิอู โตมัช (Antonio Tomas) [209]แห่งคณะเยซูอิตเมื่อ พ.ศ.2225 ชื่อเดิมของฟอลคอนคือ คอนสแตนติน เยรากีส (Constantin Gerakis)* การเปลี่ยนมานับถือนิกายโรมันคาธอลิกในสังกัดสังฆมณฑลของโปรตุเกส อาจทำให้เขาได้รับชื่อแบบโปรตุเกสว่า "กองสตันตินู ฟัลเกา" (Costantino Falcão) ตามชื่อของ กองสตันตินู ฟัลเกา (หรือคอนสแตนติโน ฟอลคอน - Constantino Falcon) สุภาพบุรุษ หรือขุนนาง (Fidalgo) หรือฆราวาสเตรียมบวช ชาวโปรตอนเกสซึ่งมีครอบครัว และอาศัยอยู่ในโคชินไชน่า ผู้เคยเดินทางมาเยี่ยมบิชอบแห่งเมลิอาปอร์ในสยาม และหลักฐานจดหมายอุปราชแห่งเมืองกัวเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2162 ระบุว่าเขาเป็นชาวโปรตุเกสผู้หนึ่งที่มีส่วนช่วยในการเจรจาทำสัญญาสันติภาพกับพระเจ้ากรุงสยาม (พระเจ้าทรงธรรม) หลังจากความขัดแย้งกันในปี พ.ศ.2160[210] เนื่องจากพ่อค้าโปรตุเกสไม่พอใจที่อยุธยา ให้สิทธิพิเศษทางการค้าหนังสัตว์แก่ฮอลันดา[211] การได้รับชื่อดังกล่าว (Falcon หรือ Falcão ) อาจมีสาเหตุมาจากการแปลชื่อเดิม ของฟอลคอน ในภาษากรีก เป็นภาษาโปรตุเกส (Gerakis - Falcão -เหยี่ยว) และอาจเป็นไปได้ว่าเจ้าพระยาวิชาเยนทร์ เคยมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับบุคคลชั้นสูงชาวโปรตุเกสชื่อเดียวกับเขาในฐานะของพ่ออุปถัมภ์ทางศาสนา เมื่อเขาหันมานับถือศาสนาโรมันคาธอลิก
การกินอยู่ของชาวโปรตุเกสในเมืองพระนครศรีอยุธยา น่าจะมีความสัมพันธ์กับพื้นฐานวัฒนธรรมการกินอยู่ของชาวยุโรปอย่างลึกซึ้ง ดังปรากฏหลักฐานที่สะท้อนให้เห็นจากจดหมายของหัวหน้าพ่อค้าชาวฮอลันดาผู้หนึ่งชื่อ แลมเบิร์ต จาคอบเสนเฮน (Lambert Jacobsen Heyn) เมื่อวันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2153 ระบุว่า ได้ส่งหมูเบคอน จากเมืองพระนครศรีอยุธยาไปให้นายวิคเตอร์ สปรินซ์เกล หัวหน้าพ่อค้าฮอลันดาที่เมืองปัตตานี จำนวน 87 หม้อ โดยเรือสำเภาของออกพระโชดึก (Oppra Tjedick)[212] อีกทั้งพ่อค้าฮอลันดาที่ปัตตานี ยังต้องรอรับ อาหารทุกชนิดจากเรือฮอลันดาที่มาจากหมู่เกาะโมลุกกะทุกครั้ง หลักฐานนี้ชี้ให้เห็นว่า ชาวยุโรปที่อยู่ในเอเชียยังคงบริโภคอาหารยุโรป แม้ว่าจะดำเนินชีวิตอยู่ในเอเชีย ชุมชนโปรตุเกสในเมืองพระนครศรีอยุธยาก็ไม่น่าจะมีความต้องการที่แตกต่างไปจากกระบวนการนี้ จึงปรากฏร่องรอยของอาหารและขนมแบบโปรตุเกส ทั้งในเอกสารประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมไทย
ดังจะอธิบายได้จากองค์ความรู้ที่ปรากฏอยู่ใน "นิทรรศการขนมนานาชาติ" ซึ่งจัดโดยภาควิชาภาษาตะวันตก คณะอักษาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อปี พ.ศ.2541 ได้จำแนกกลุ่มขนมหวานของไทยที่ได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมโปรตุเกส คือ ทองหยิบ ฝอยทอง ทองหยอด บ้าบิ่น ลูกชุบ ขนมผิง ทองม้วน หม้อแกง ขนมไข่ กะหรี่ปั๊ป (ซึ่งชุมชนย่านโบสถ์คอนเซ็บชัน สามเสนยังทำอยู่แต่เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ขนมปะแตน) มีคำอธิบายถึงแหล่งกำเนิดของขนมบางอย่าง เช่น ในประเทศโปรตุเกส ขนม ตรูซูช ดาช กัลดัช (Trouxas das caldas) เป็นต้นตำหรับของขนมทองหยิบ ขนมเกวชาดาช ดึ กูอิงบรา (Queljadas de coimbra) เป็นต้นตำหรับของขนมบ้าบิ่นของไทย ซึ่งในโปรตุเกสจะมีเนยแข็งเป็นส่วนผสมแต่ในไทยใช้มะพร้าวแทน ลูกชุบ(Massapães) เป็นขนมประจำท้องถิ่นของแคว้นอัลการ์ฟ (Algarve) ในโปรตุเกส มีเม็ดอัลมอนด์เป็นส่วนผสมสำคัญแต่ในไทยใช้ถั่วเขียวแทน ผู้รู้กล่าวว่าในอดีตบาทหลวงและแม่ชีในประเทศโปรตุเกส ได้รับการยอมรับว่าเป็นเจ้าตำหรับของการประดิษฐ์คิดค้น และมีการทำขนมหวานชนิดใหม่ๆ ออกมาเผยแพร่เสมอ[213] การชี้ให้เห็นถิ่นกำเนิดของขนมโปรตุเกส ที่เข้ามาเผยแพร่ในเมืองพระนครศรีอยุธยา ทำให้ทราบว่าสมาชิกของชุมชนโปรตุเกสส่วนหนึ่งมีความสัมพันธ์กับบรรพบุรุษ ซึ่งเดินทางมาจากอัลการ์ฟ และกูอิงบราเป็นต้น
ในสมัยอยุธยาหลักฐานคำให้การขุนหลวงวัดประดู่ทรงธรรม กล่าวถึงตลาดขายขนมชนิดต่างๆอาทิ ถนนย่านป่าขนม ถนนย่านขนมจีน ย่านตำบลหัวสาระพา และถนนหน้าวัดมหาธาตุ ถนนย่านขนมนั้น " …ชาวบ้านย่านนั้นทำขนมขาย แลนั่งร้านขายขนม ชะมดกงเกวียน สามเกลอ หินฝนทอง ขนมกรุบ ขนมพิมพ์ถั่ว ขนมสำปะนี แลขนมแห้งต่างๆ ชื่อตลาดป่าขนม"[214] ส่วนถนนย่านขนมจีน มีหลักฐานกล่าวว่า
" …มีร้านโรงจีน ทำขนมเปีย ขนมโก๋ เครื่องจันอับ ขนมจีนแห้ง ขายเป็นร้านชำชื่อตลาดขนมจีน…" [215] ย่านตำบลหัวสาระพา มีโรงทำเครื่องจันอับและขนมแห้งของพ่อค้าจีน ส่วนถนนหน้าวัดมหาธาตุมีพ่อค้าจีนมาคอยเอาข้าวพอง ตังเมมาแลกของต่างๆ [216] นอกจกขนมเหล่านี้แล้ว ยังมีการทำขนมลอดช่องส่งขายให้แก่ชาวเมืองบริเวณบ้านกวนลอดช่องอันเป็นย่านที่อยู่อาศัยของแขกตานี หรือแขกมุสลิมจากเมืองปัตตานี[217] จนถึงกับทำให้ย่านนี้ได้ชื่อว่าบ้านกวนลอดช่อง หรือบ้านลอดช่องมาจนถึงปัจจุบัน
เป็นที่เข้าใจกันดีว่า ขนมเปีย ขนมโก๋ เครื่องจันอับและขนมจีนแห้ง เป็นขนมที่ชาวจีนทำขึ้น ส่วนขนมข้าวพองและตังเมนั้น แม้ผู้นำมาแลกของจะเป็นพ่อค้าจีน แต่หนังสือ อักขราภิธานศรับท์ ของหมอบรัดเลย์ ก็อธิบายว่า เป็นขนมไทยทั้งสองชนิด[218] และขนมลอดช่องนั้นเดิมทีเป็นของชาวมุสลิม เนื่องจากมีส่วนประกอบของน้ำตาล กะทิ แป้งและใบเตย อันเป็นสินค้าส่วนหนึ่งที่นำมาจากหัวเมืองทางปักษ์ใต้[219] ประเด็นสำคัญคือ ขนมซึ่งชาวบ้านในย่านป่าขนม "ทำขายและนั่งร้านขาย" นั้น หากมองอย่างผิวเผิน อาจจะเห็นว่าล้วนเป็นขนมไทยทั้งสิ้นได้แก่ขนมชะมด กงเกวียน สามเกลอ หินฝนทอง กรุบ พิมพ์ถั่ว และสำปะนี ขนมดังกล่าวมักเป็นส่วนหนึ่งของขนมในงานพิธีมงคล อาทิ งานแต่งงาน งานขึ้นปีใหม่ งานบุญวันนักขัตฤกษ์ต่างๆ และงานฉลองเลื่อนชั้นยศ เลื่อนตำแหน่ง เป็นต้น[220] แต่เมื่อกล่าวถึงขนมไทยแท้ๆ จากการศึกษาได้พบว่า ส่วนประกอบหลักของขนมไทย มักหนีไม่พ้นของสามสิ่ง คือ แป้ง น้ำตาล และมะพร้าว นำมาคลุกเคล้าผสมผสาน ดัดแปลงตามสัดส่วนที่เหมาะสม ด้วยวิธีต่างๆ อาทิ ต้ม นึ่ง ทอด จี่ ผิง ฯลฯ ก็จะได้ขนมไทยมากมายหลายชนิด และมีคำอธิบายของผู้ใหญ่สูงอายุชี้ว่า สมัยโบราณ คนไทยไม่ได้กินขนมกันทุกวัน หากแต่จะได้กินก็ต่อเมื่อมีงานนักขัตฤกษ์ หรืองานบุญสำคัญเท่านั้น[221] ขนมไทยที่กินกับน้ำกะทิ และทำเลี้ยงแขกในงานบุญเสมอก็คือ ขนมสี่ถ้วย ซึ่งหมายถึง ไข่กบ(เม็ดแมงลัก) นกปล่อย(ลอดช่อง) มะลิลอย(บัวลอย) และอ้ายตื้อ(ข้าวเหนียวน้ำวุ้น) [222] ส่วนขนมที่ใช้เลี้ยงในงานมงคลต่างๆได้แก่ ขนมชั้น ขนมจ่ามงกุฏ ขนมกง ขนมสามเกลอ ขนมชะมด ขนมบ้าบิ่น ขนมหม้อแกง ขนมปุยฝ้าย ขนมถ้วยฟู ขนมเทียนแก้ว ขนมทองหยิบ ขนมทองหยอด ขนมทองพลุ ขนมทองเอก ขนมทองโปร่ง ขนมทองม้วน ขนมฝอยทอง เป็นต้น ขนมบางชนิดไม่เพียงแต่จะประกอบด้วยแป้ง และน้ำตาลเท่านั้น ยังมีส่วนผสมสำคัญของขนมไทยนั้นๆ ผู้เชี่ยวชาญการทำขนมท่านหนึ่งเชื่อว่า นางมารี ปินา ดึ กีมาร์ (Marie Pena de Guimar หรือ Guiomar) ภรรยาชาวโปรตุเกสของเจ้าพระยาวิชาเยนทร์[223] ได้รับบรรดาศักดิ์เป็น "ท้าวทองกีบม้า" ตำแหน่งเวิเศสกลาง ถือศักดินา 400 ได้เป็นผู้กำกับการพนักงานของหวานเป็นผู้นำมาเผยแพร่ กล่าวคือ
" ท่านท้าวทองกีบม้าผู้นี้เป็นต้นสั่งสอนให้ชาวสยามทำของหวานคือ ขนมทองหยิบ ทองหยอ ฝอยทอง ขนมทองโปร่ง ทองพลุ ขนมผิง ขนมฝรั่ง ขนมขิง ขนมไข่เต่า ขมมทองม้วน ขนมสัมปันนี ขนมหม้อแกง เป็นต้นเหตุเดิมที่ท้าวทองกีบม้าทำและสอนให้ชาวสยาม… "[224]
ดังนั้นแม้ว่าหลักฐานคำให้การขุนหลวงวัดประดู่ทรงธรรมจะมิได้บอกว่า บรรดาขนมทั้งหลายซึ่งถูก "ทำขาย" และ "นั่งร้านขาย" ในตลาดย่านป่าขนม อันได้แก่ ขนมชะมด ขนมกง ขนมเกวียน ขนมสามเกลอ ขนมหินฝนทอง ขนมกรุบ ขนมพิมพ์ถั่ว ขนมสำปะนี และขนมแห้งต่างๆ เป็นขนมชื่อไทยซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากขนมโปรตุเกส แต่ส่วนผสมหลักของขนมเหล่านี้อันได้แก่ แป้งถั่วเหลือง แป้งมัน และไข่แดง เป็นสิ่งบ่งชี้ให้เห็ยที่มาดั้งเดิมของขนมดังกล่าวได้เป็นอย่างดี โดยขนมกงเกวียน ทำจากแป้ง ถั่ว คลุกน้ำตาล ปั้นเป็นรูปดั่งรูปกงเกวียน มีฝอยทองคลุม ฝอยดังกล่าวทำจากแป้ง ถั่ว ผสมไข่แดง ทอดน้ำมันโรยเป็นฝอย[225] ขนมกงขนมเกวียน จึงจัดอยู่ในกลุ่มเดียวกันกับขนมฝอยทอง (fios de ovos) ทองหยิบ ทองหยอด และทองม้วน ของชาวโปรตุเกส ขนมชะมด ขนมสามเกลอ และขนมหินฝนทองต่างก็มีส่วนผสมของแป้งและน้ำตาลทอดน้ำมันหรือ คั่วให้สุกก่อนจะปั้นแต่งให้มีรูปลักษณะตามชื่อขนม ขนมกรุบนั้นอาจจัดอยู่ในกลุ่มขนมขนมกรอบเค็ม ซึ่งโปรตุเกสเรียกว่า "Coscorões" ส่วนขนมพิมพ์ถั่วอาจหมายถึงขนมซึ่งหมอบรัดเลย์เรียกว่า "ขนมตบตี" ทำโดยเอาแป้งถั่วเหลืองมาคั่วให้สุก คลุกเข้ากับน้ำตาลให้หวานแล้วพิมพ์เป็นรูปต่างๆ[226]
การที่หลักฐานคำให้การขุนหลวงวัดประดู่ทรงธรรมระบุว่า พ่อค้าจีนเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายขนมแบบวัฒนธรรมจีน อาทิ ขนมโก๋ ขนมเปีย และขนมจันอับ อาจเชื่อมโยงไปถึงการตีความว่าผู้ค้าขนมแบบโปรตุเกสในเมืองพระนครศรีอยุธยาว่าน่าจะเป็นชาวบ้านจาชุมชนโปรตุเกสได้ด้วย แต่เนื่องจากหลักฐานคำให้การฉบับนี้ได้บันทึกชื่อขนมดังกล่าวเป็นคำเรียกภาษาไทยอย่างชัดเจนแล้ว แสดงให้เห็นว่าขนมดังกล่าวได้ผ่านขั้นตอนพัฒนาการ การผสมผสานและการเปลี่ยนผ่านทางวัฒนธรรมระหว่างสยามกับโปรตุเกสมาเป็นเวลานานพอสมควร จึงทำให้เชื่อว่าผู้ขายขนมไทยอิทธิพลโปรตุเกสในเมืองพระนครศรีอยุธยาเป็นกลุ่มคนที่อาจมีความสัมพันธ์กับชุมชนโปรตุเกสเป็นอย่างดี โดยอาจเป็นการโยงใยสายสัมพันธ์ฉันท์เครือญาติ หรือเป็นผู้ที่ได้รับการถ่ายทอดความรู้ในการทำขนมเหล่านั้นมาจากชุมชนโปรตุเกสผ่านทางราชสำนัก ดังได้กล่าวไปแล้วข้างต้น การที่หลักฐานคำให้การขุนหลวงวัดประดู่ทรงธรรม มิได้กล่าวถึงขนมไทยประเพณี หรือขนมไทยแท้แต่ดั้งเดิม อาทิ ข้าวเหนียวแดง ข้าวต้มผัด ข้าวเม่าคลุก ขนมต้มต่างๆ รวมไปถึงขนมสี่ถ้วย (คือไข่กบ นกปล่อย มะลิลอย อ้ายตื้อ)ฯลฯ คงจะมีสาเหตุมาจากขนมเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของวิถีการดำเนินชีวิต ของชาวสยาม ซึ่งแต่ละบ้านแต่ละเขต แขวงสามารถทำกินกันเองได้โดยไม่ต้องซื้อหา ขณะที่การทำขนมแบบจีนต้องทำโดยชาวจีน ขนมแบบโปรตุเกสก็จำเป็นต้องอาศัยประสบการณ์ความรู้และความชำนาญพิเศษซึ่งน้อยคนนักจะมีโอกาส ฝึกฝนจนสามารถทำขายได้เช่นกัน ด้วยเหตุนี้ ขนมอิทธิพลทางวัฒนธรรมโปรตุเกส จึงถูกกล่าวถึงในคำให้การขุนหลวงวัดประดู่ทรงธรรม ในฐานะสิ่งพิเศษในสังคมเมืองพระนครศรีอยุธยา ซึ่งจะต้องซื้อด้วยเงินจึงจะมีโอกาสได้ลิ้มรสขนมดังกล่าว
หลักฐานจดหมายของบาทหลวงฝรั่งเศสชิ้นหนึ่ง อาจบ่งบอกถึงความ มีระดับ ความมีหน้ามีตา และความมีรสนิยม ในการบริโภคขนมหวานของชุมชนโปรตุเกสได้เป็นอย่างดี เนื่องด้วย แม้แต่ราชสำนักสยาม ยังต้องเกณฑ์ขนมหวานจากพวกเข้ารีตโปรตุเกส เข้าไปบริโภคในพระราชวัง เนื่องในโอกาสนักขัตฤกษ์ทีละมากๆ[227] ได้ กล่าวคือ
" ในเวลานี้ได้เกิดการลำบากขั้นในการที่พวกเข้ารีตบางครัวต้องถูกเกณฑ์ให้ทำของหวานแก่พระเจ้าแผ่นดินในวันนักขัตฤกษ์ ในวันชนิดนี้พระเจ้ากรุงสยามก็มีรับสั่งให้พวกเข้ารีตเหล่านี้ทำของหวานเป็นอันมากอ้างว่าสำหรับงานนี้งานนั้น เป็นต้นว่าสำหรับงานพิธีล้างศรีษะช้าง(ผู้เขียนสันนิษฐานว่าน่าจะหมายถึงพระราชพิธีสมโไชช้างเผือก)ซึ่งถือกันว่าเป็นพระเจ้าองค์หนึ่ง หรือสำหรับงานไหว้พระพุทธบาทดังนี้ ครั้นพวกเข้ารีตได้รับคำสั่งให้ทำของหวานตามรับสั่ง พวกนี้ก็ตอบว่าเขาไม่เข้าใจว่าช้างอะไร แต่ก็คงทำตามคำสั่งหาขัดพระราชโองการไม่ ข้าพเจ้าไม่ทราบว่าที่เขาตอบดังนี้จะเป็นด้วยความโง่เขลาหรืออย่างไร แต่ข้าพเจ้าเองก็ไม่เห็นด้วย"[228]
แม้ว่าครอบครัวที่ถูกเกณฑ์ไปทำขนมหวานจะไม่ใคร่พอใจต่อการถูกเกณฑ์เท่าใดนัก แต่ก็ไม่อาจขัดพระราชโองการได้ จดหมายข้างต้นเป็นหลักฐานยืนยันได้เป็นอย่างดีว่านอกจากท้าวทองกีบม้า ภรรยาของเจ้าพระยาวิชาเยนทร์จะได้รับราชการเป็นนางต้นห้องเครื่องหวาน[229] หรือวิเศสกลางแล้วยังอาจมีหญิงเชื้อสายโปรตุเกส จากชุมชนโปรตุเกส ติดตามเข้าไปรับราชการในราชสำนักสยาม สืบต่อๆกันมาด้วยก็ได้ เห็นได้จากตำแหน่งวิเศสกลาง นอกจากท้าวทองกีบม้าแล้ว ยังมีท้าวทองพยศอีกผู้หนึ่ง[230] ที่ได้ว่าของหวาน ในกรมวิเศสกลาง ตามหลักฐานในทำเนียบพระไอยการตำแหน่งนาพลเรือน และลูกมือทำขนมหวานก็คือคนจากชุมชนโปรตุเกสนั่นเอง การมีชื่อเสียงในเรื่องการทำอาหารเครื่องหวานอันเป็นวัฒนธรรมประจำชาติโปรตุเกส เป็นสิ่งบ่งชี้ให้เห็นว่าชุมชนโปรตุเกสในเมืองพระนครศรีอยุธยา น่าจะเป็นกลุ่มคนที่บริโภคน้ำตาลมากที่สุดกลุ่มหนึ่งในขณะนั้น [208] สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ, "พงศาวดารเรื่องฝรั่งเศสกับไทย" ประชุมพงศาวดาร เล่ม16, หน้า35 : นอกจากนี้หลักฐานของลาลูแบร์ ยังกล่าวถึงการนำเข้าไวน์จากเมืองบอร์โดซ์ และเมืองกาฮอร์ส ของฝรั่งเศส มายังสยามด้วย อ้างจาก เดอ ลาลูแบร์, เล่มเดิม, หน้า96. [209] เดโช อุตตรนที, เรื่องเดิม, หน้57. * บาทหลวงไตไซรา ระบุว่าคอนสแตนติน ฟอลคอน หรือ ฟัลเกาเกิดที่เมืองเซฟาโลเนียเมื่อปี พ.ศ.2190 บิดาเป็นชาวกรีก มารดาเป็นชาวเมืองเวเนเซียนา ความยากจนและชอบผจญภัยทำให้เดินทางไปทำงานกับพ่อค้าอังกฤษในบริษัทอินเดียตัวันออก และได้เดินทางเข้ามาค้าขายกับพ่อค้าอังกฤษในอยุธยา ต่อมาสามารถเรียนรู้ภาษาไทย และได้รับความไว้วางใจจากออกญาพระคลัง (Barcalão) ให้ทำงานในกรมพระคลังสินค้าแล้วได้รับตำแหน่งขุนวิชาเยนทร์ , พระ, พระยา และเจ้าพระยาตามลำดับ ท้ายที่สุดตำแหน่งเทียบเท่ามหาเสนาบดีในราชสำนักสยาม บาทหลวงไตไซราระบุว่าฟอลคอนได้แต่งงานกับมาเรีย กิอูมาร์ ดึ ปินา บุตรสาวชาวคาธอลิกเชื้อสายญี่ปุ่นซึ่งตั้งถิ่นฐานอยู่ในเมืองพระนครศรีอยุธยา มารดาชื่ออูร์ซูลา ยามาดะ (Úrsula Yamada) มีบิดาบุญธรรมชื่อพานิช (Phanik) ดู P.Manuel Teixeira, op.cit., p.40-41. [210] ไพโรจน์ เกษแม่นกิจ(2), เรื่องเดิม, หน้า110. [211] กรมศิลปากร,ประชุมพงศาวดารฉบับหอสมุดแห่งชาติ เล่ม3 (กรุงเทพ : ก้าวหน้า,2507), หน้า193. [212] นันทา สุตกุล, เรื่องเดิม, หน้า21. [213] จดหมายของมองซิเออร์ เดอ โลลีแยร์ ถึงผู้อำนวยการคณะการต่างประเทศ วันที่ 29 มกราคม พ.ศ.2292 ระบุว่า บาทหลวงโยเซฟ มอนตันนา คณะเยซูอิต ได้นำ "เครื่องกวนไปให้ออกญาพระคลัง และขุนนางผู้ใหญ่ เพื่อเป็นการทอดไมตรีต่อบุคคลทั้งสอง ดู ประชุมพงศาวดารเล่ม22, หน้า203. [214] ปรีดา ศรีชลาลัย, แถลงงานประวัติศาสตร์ เอกสารโบราณคดี ปีที่3 เล่ม2, หน้า21 [215] เรื่องเดียวกัน, หน้า21. [216] เรื่องเดียวกัน, หน้า22-23. [217] ปรีดา ศรีชลาลัย, "คำให้การขุนหลวงหาวัดประดู่ทรงธรรม", หน้า56. [218] แดนบีช บรัดเลย์, อักขราภิธานศรับท์, หน้า74-75 [219] ปรีดา ศรีชลาลัย, เรื่องเดิม, หน้า58-59. [220] ขวัญใจ เอมใจ, "ความหมายใต้ปรากฏการณ์ความหวานขนมไทย" สารคดี 70 (ธันวาคม :2533), หน้า99-100. [221] เรื่องเดียวกัน, หน้า95. [222] เรื่องเดียวกัน, หน้า100. [223] อเล็กซานเดอร์ ฮามิลตัน ระบุว่า "ข้าพเจ้าได้เห็นท่านผู้หญิงของฟอลคอนในปี พ.ศ.2262 เวลานี้ท่านได้รับเกียรติเป็นต้นห้องเครื่องหวานของพระเจ้าแผ่นดิน ท่านเกิดในกรุงสยามในตระกูลอันมีเกียรติและในเวลานั้นท่านเป็นที่ยกย่องนับถือแก่คนทั่วไป…" ดู สุพรรณี กาญจนัษฐิติ, เล่มเดิม, หน้า62. [224] เรื่องเดียวกัน, หน้า108 [225] แดนบีช บรัดเลย์, เรื่องเดิม, หน้า74-75. [226] เรื่องเดียวกัน, หน้า74-75. [227] "รายงานของบาทหลวง เดอโลลีเยร์" ประชุมพงศาวดาร เล่ม22, หน้า204. [228] "จดหมาย ม. ดูบัว ถึง ผู้อำนวยการคณะต่างประเทศ วันที่3 ธันวาคม พ.ศ.2292" ประชุมพงศาวดารเล่ม22, หน้า236. [229] สุพรรณี กาญจนัษฐิติ, "จดหมายเหตุอเล็กซานเดอร์ แฮมิลตันเกี่ยวกับราชอาณาจักรสยาม" อักษรศาสตร์ ปีที่11 ฉ.1 กันยายน 2531,หน้า 62. [230] "ตำแหน่งนาพลเรือน" กฏหมายตราสามดวง เล่ม1,หน้า 222.