พวกเข้ารีตที่ถูกระบุอยู่ในจดหมายของ ม. เลอแฟฟ ก็คือชาวค่ายญวน และค่ายโปรตุเกส ซึ่งอยู่ภายใต้การปกครองของมุขนายกมิซซังฝรั่งเศส (สังฆราชฝรั่งเศส) หลักฐานชิ้นเดียวกันระบุว่าสมเด็จพระเจ้าบรมโกศได้พระราชทานบำเหน็จแก่พวกเข้ารีต "ทหารอาสาต่างชาติ" โดยการเว้นภาษีและมีพระบรมราชานุญาตให้ตกเบ็ดในลำน้ำได้โดยไม่เสียอากรน้ำหลักฐานดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า การที่ชาวโปรตุเกสในสมัยอยุธยาตอนปลายถูกเกณฑ์ไปเป็นทหารอาสา แทนการถูกจ้าง ดังที่เคยเกิดขึ้นก่อนหน้านั้น อาจจะมีสาเหตุมาจากการมีชาวโปรตุเกสจำนวนมากตั้งถิ่นฐานอยู่ในกรุงศรีอยุธยาอย่างถาวรเป็นเวลานาน ทำให้ทางการสยามถือว่าพวกเขาเป็นพลเมืองของสยามส่วนหนึ่ง ซึ่งต้องมีหน้าที่ช่วยป้องกันพระนครจากศัตรูทั้งภายในและภายนอก การเกณฑ์ชาวโปรตุเกสเข้าเป็นทหารเกณฑ์ในกรณีเกินเหตุการณ์ไม่สงบขึ้นในบ้านเมืองอาจเป็นสิ่งบ่งชี้ให้เห็นว่าชาวโปรตุเกสถูกกลืนเข้าเป็นส่วนหนึ่งของระบบกำลังพลสยามอย่างหลวมๆ ซึ่งเห็นได้ชัดเจนในช่วงเวลานี้โดยระหว่างถูกเกณฑ์เป็นทหารนั้นพวกเขาจะต้องนำเสบียงอาหารติดตัวไปเองเช่นเดียวกับทหารเกณฑ์ชาวสยาม หลังเหตุการณ์สงบจึงได้รับบำเหน็จ และผลประโยชน์อื่นๆเป็นสิ่งตอบแทนทันทีเพื่อให้พวกเขาเกิดความพอใจ แต่แท้ที่จริงแล้วชาวโปรตุเกสยังคงมีฐานะเป็นคนในบังคับโปรตุเกสอยู่เช่นเดิม
ทำเนียบตำแหน่งนาทหารหัวเมืองกรมเกนหัดหย่างฝารั่ง
ราชทินนาม ตำแหน่ง ศักดินา
พระพิพิทเดชะ เจ้ากรมเกนหัดหย่างฝารั่ง 800
หลวงพิพิทณรงค์ ปหลัดเรือซ้าย 600
หลวงทรงวิไชย ปหลัดเรือขวา 600
หลวงรามรณภพ ปลัดกรมพนักงานบก 600
หมื่นในกรม 200
พันหัว 100
พันท้าย 100
หมื่นณราพลสิทธิ สมุหบาญชี 300
หมื่นฤทธพลไชย สมุหบาญชี 300
(ที่มา : "พระไอยการตำแหน่งนาทหารหัวเมือง" กฎหมายตราสามดวง เล่ม1, หน้า299.)
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงอธิบายวิวัฒนาการของ "กรมทหารฝรั่งแม่นปืน" อันปรากฏอยู่ใน "พระไอยการตำแหน่งของทหารหัวเมือง" ในกฎหมายตราสามดวงว่ามีต้นเค้ามาจากหลักฐานของแฟร์เนา มึนดึช ปินตู ที่กล่าวถึงบทบาทของทหารโปรตุเกสจำนวน 120 คน ถูกเกณฑ์ไปรบศึกเชียงกราน ในกองทัพสมเด็จพระไชยราชาธิราช เมื่อปี พ.ศ.2081[60] "กรมทหารฝรั่งแม่นปืน" ในพระนิพนธ์สมเด็จฯกรมพระยาดำรงฯ กับที่ปรากฏในพระไอยการตำแหน่งนาทหารหัวเมือง มีกำเนิดมาจากกลุ่มทหารอาสาโปรตุเกสจำนวน 120 คน ในรัชสมัยสมเด็จพระไชยราชาธิราช กรมทหารฝรั่งแม่นปืนเพียงกรมเดียวเท่านั้นที่ระบุจำนวน "เลว" เอาไว้ แน่นอนว่า 150 คน หากรวมมูลนายเข้าไปด้วยแล้วก็มีจำนวนประมาณ 170 คน ขณะที่หน่วยทหารกรมอื่นมิได้ระบุจำนวนเลวไว้คงที่เช่นเดียวกับกรมทหารฝรั่งแม่นปืน การระบุ "เลว" ในกรมทหารฝรั่งแม่นปืน หากพิจารณาอีกด้านหนึ่ง น่าจะช่วยให้เข้าใจปรากฏการณ์บางอย่างได้บ้าง หลักฐานหลายชิ้นของชาวต่างชาติที่เข้ามากรุงศรีอยุธยา ได้ระบุถึงการ "หนี" ราชการ หรือ "ลาออก" หรือไม่ยอมรับตำแหน่งที่ได้รับพระราชทาน ด้วยสาเหตุคล้ายๆกัน คือการไม่ได้รับค่าจ้างตามที่ได้ตกลงเอาไว้กับทางการ[61] เช่นในกรณีของ ม. เดอ ลามา วิศวกรนักออกแบบป้อมและทำแผนที่คนสำคัญชาวฝรั่งเศส เป็นชาวต่างชาติผู้หนึ่งซึ่งไม่ประสงค์จะรับราชการกับทางการสยาม แม้จะได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ถึง "ออกพระ" ดังรายงานของ ม.เดฟารจช์ ลงวันที่ 27 ธันวาคม พ.ศ.2230 ระบุว่า
ม.เดอ ลามา ร้องว่า เมื่อ เชอวาลิเยร์ เดอ โชมอง ได้สั่งให้ ม. เดอ ลามา มาอยู่เมืองไทยนั้น เชอวาลิเยร์ เดอ โชมองได้ทำให้ ม.เดอ ลามา เข้าใจว่า พระเจ้ากรุงฝรั่งเศส จะได้พระราชทานเงินเพื่อให้ ม.เดอ ลามา ในตำแหน่งเอนยิเนียร์ ม.เดอ ลามา หวังใจเช่นนี้ จึงไม่ยอมรับตำแหน่งเจ้าเมืองมะริด ซึ่งพระเจ้ากรุงสยามจะพระราชทานให้ ทั้งจะพระราชทานยศให้เป็นออกพระด้วย ม.เดอ ลามา จึงขอให้ได้รับตำแหน่งแทน ม.ปลังเดีย…[62]
หลังรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์ ยังไม่พบว่ามีหลักฐานชิ้นใดระบุว่ามีการจ้างชาวโปรตุเกสเข้าเป็นทหารรักษาพระองค์ ถึงกระนั้นก็ตามการปรากฏตัวของขุนฤทธิ์สำแดงเจ้ากรมซ้ายแห่ง "กรมทหารฝรั่งแม่นปืน" ในกองทัพกู้ชาติของสมเด็จพระเจ้าตากสินเมื่อปี พ.ศ.2311[63] และในพระไอยการตำแหน่งนาทหารหัวเมืองน่าจะเป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่ายังมีคนเชื้อสายโปรตุเกสรับราชการอยู่ในกรมทหารฝรั่งแม่นปืน และกรมทหารฝรั่งแม่นปืนยังเป็น "กรมทหารรับจ้างชาวต่างชาติ" เพียงกรมเดียวที่หลงเหลือตกค้างอยู่ในเอกสารประวัติศาสตร์สืบเนื่องไปจนถึงสมัยกรุงธนบุรี สิ่งสำคัญที่ชี้ชัดเช่นนั้นอยู่ที่หลักฐานของการระบุจำนวนไพร่ทหาร "เลว" เอาไว้คงที่ในกฎหมายชัดเจน คือ หลวง 2 ขุน 4 หมื่น 2 หมวด 12 เลว 150 รวม 170 คน[64] ในขณะที่หลักฐานเกี่ยวกับกรมอาสาจาม อาสาญี่ปุ่น อาสามอญ ฯลฯ ที่ปรากฏในกฎหมายตราสามดวงมิได้ระบุจำนวนกำลังพลทั้งหมดให้ทราบแต่อย่างใด ความหมายของการระบุจำนวน "เลว" ตายตัว มิเพียงควบคุมไม่ให้ทหารรับจ้างกรมนี้มีอำนาจทางการทหารและการเมืองในพระนครเกินขอบเขตที่จำเป็นแล้วยังอาจตีความได้ว่า เป็นเครื่องแสดงขอบ เขตของทางการในการจ่ายเงินเดือนหรือค่าจ้างแก่ทหารในกรม โดยการจำกัด "จำนวน" เอาไว้มิให้มากหรือน้อยไปกว่านี้ เนื่องจากโดยทั่วไปแล้วการจ่ายค่าตอบแทนในการปฏิบัติงานหรือ "รับราชการ" เป็นรายเดือนมิใช่จารีตหรือวิสัยของทางการสยามมาแต่เดิม ในสมัยหลังบทบาทและความสำคัญของทหารรับจ้างในกรมฝรั่งแม่นปืนลดน้อยลงไป เนื่องจากค่ายโปรตุเกสมีจำนวนชาวค่ายเพิ่มมากขึ้นใกล้เคียงกับชาวจีนและชาวมุสลิมในกรุงศรีอยุธยา ชาวค่ายโปรตุเกสจึงมักจะ "ถูกเกณฑ์" ไปเป็นทหารอาสาอยู่เสมอโดยไม่ได้รับค่าตอบแทนเป็นเงินตามความเหมาะสม หากแต่ได้รับพระราชทานบำเหน็จรางวัลแทนค่าจ้างรายเดือน
ราชทินนาม ตำแหน่ง ศักดินา
ขุนกระละมาพิจิตร เจ้ากรมขวา 400
หมื่นแผลงผลาญ ปหลัดกรม 200
ขุนฤทธสำแดง เจ้ากรมซ้าย 400
หลวงศักดาวุธ เจ้ากรมขวา 400
ขุนชนะทุกทิศ ปหลัดกรม 200
หลวงรุทสรเดช เจ้ากรมซ้าย 400
ขุนฤทธิราวี ปลัดกรม 200
- นายหมวด 12 คน 50
- เลว 150 คน 30
(ที่มา : " พระไอยการตำแหน่งนาทหารหัวเมือง" กฎหมายตราสามดวง เล่ม1, หน้า300-301.)
ในระยะหลังสงครามเสียกรุงศรีอยุธยาเมื่อ พ.ศ.2310 ชาวโปรตุเกสที่อาศัยอยู่ในชุมชนโปรตุเกสมีส่วนร่วมในการอาสาต่อสู้ป้องกันราชธานีแห่งนี้อย่างเต็มความสามารถ พวกเขาได้รับอาวุธต่างๆจากทางการสยามมาใช้ปกป้องโบสถ์ของตน ได้แก่ ปืนใหญ่ 30 กระบอก อาวุธปืนสั้น และดาบจำนวนมาก ชุมชนชาวคริสต์และชาวโปรตุเกสได้ใช้เงินอีกกว่า 5,000 ฟรังก์ในการป้องกันเมืองพระนครศรีอยุธยา แม้ว่าแท้ที่จริงแล้วจะมีชาวคริสต์เพียง 80 คนเท่านั้นที่รู้วิชาการทหาร พวกเขาถูกส่งออกไปป้องกันจุดต่างๆของเมือง[65] และได้ช่วยป้องกันวิทยาลัยของมุขนายกมิซซัง ปิแอร์ บริโกต์ (Pièrre Brigot) ให้พ้นจากการโจมตีของทหารพม่า หลักฐานของตุรแปงระบุว่าทหารพม่ารู้สึกสับสนและหวั่นเกรงเมื่อการโจมตีไร้ผลจึงล่าถอยไปด้วยความชื่นชมในความกล้าหาญของชาวคริสต์[66] มุขนายกมิซซังบริโกต์ ซึ่งเป็นผู้อยู่ในเหตุการณ์เองบันทึกไว้ว่า วันที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ.2309 ทหารพม่ายึดวัดที่ชาวจีนใช้เป็นที่มั่นต่อสู้กับพม่าได้แล้ว จากนั้นก็ระดมยิงไปยังโบสถ์นักบุญยอแซฟ (S. José) ในค่ายฝรั่งเศส ซึ่งพวกเข้ารีตได้ใช้เป็นที่มั่น ต่อมาในวันที่ 7 มีนาคม พ.ศ.2310 ทหารพม่าได้ถอนกำลังกลับไปอย่างน่าประหลาดใจ ทำให้สามเณราลัยปลอดภัย ม.บริโกต์ ระบุว่า
ในระหว่างการทำสงครามกู้อิสรภาพจากพม่าของสมเด็จพระเจ้าตากสิน เมื่อปี พ.ศ.2310-2311 สมาชิกชุมชนชาวโปรตุเกสและทหารจากกรมฝรั่งแม่นปืนส่วนหนึ่งได้มีส่วนร่วมในการทำศึกกู้อิสรภาพครั้งนี้เช่นกัน ทำให้พวกเขาได้รับพระราชทานที่ดินให้ตั้งชุมชนแห่งใหม่เรียกว่า ค่ายหรือหมู่บ้านนักบุญรูซาริอู (Bandel[70] de N. Senhor do Rosário) พร้อมทั้งพระราชทานโบสถ์ให้ด้วย* ดร.เจากิง ดึ กัมปุช [71] ระบุว่า เมื่อพระยาตากสินทรงสถาปนาพระราชธานีแห่งใหม่ขึ้นที่กรุงธนบุรี มีชาวโปรตุเกสจำนวน 79 คน ได้เข้าร่วมทำศึกในสงครามกู้อิสรภาพนี้ด้วย พระยาตากสินทรงตระหนักถึงการรับราชการสนองพระเดชพระคุณดังกล่าวของพวกเขา ดังนั้นในปี พ.ศ.2311 จึงได้พระราชทานพระบรมราชานุญาตพระราชทานโบสถ์และที่ดินเพื่อสร้างบ้านเรือนแก่ชาวโปรตุเกสทั้งหลายรวมทั้งญาติพี่น้องของพวกเขาด้วย นอกจากชื่อของชาวโปรตุเกสทั้ง 79 คนที่มีส่วนร่วมในสงครามกู้อิสรภาพแล้ว ยังมีชื่อของชาวโปรตุเกสที่อพยพไปลี้ภัยยังเมืองต่างๆและได้ย้อนกลับเข้ามาตั้งถิ่นฐานยังชุมชนโปรตุเกสแห่งใหม่ที่กรุงธนบุรีร่วมกับทหารผ่านศึกดังกล่าวด้วย ดังหลักฐานต่อไปนี้
[1] Fernand Mendez Pinto, The voyages and adventures of Fernand Mendez Pinto , Translated by Henry Cogan (London : Dawson of Pall Mall, 1969), p262. อ้างตามหลักฐานของปินตู ซึ่งระบุว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในปี พ.ศ.2081 และดู "ไทยรบพม่า", ประชุมพงศาวดารเล่ม5 (พระนคร : องค์การคุรุสภา,2506), หน้า11.
[2] Fernand Mendez Pinto , op.cit., p.262-278.
[3] W.A.R. Wood , "Fernão Mendez Pinto's Account of Events in Siam," Journal of the Siam Society Vol.II (1959) :199.
[4] กรมวิชาการ,470 ปีความสัมพันธ์ระหว่างไทยและโปรตุเกส. แปลโดย ลินจง สุวรรณโภคิน . กรุงเทพ : โรงพิมพ์คุรุสภา,2531, หน้า95.
[5] Fernand Mendez Pinto, op.cit., p262.
[6] พระราชพงศาวดารฉบับ พระราชหัตถ เลขา เล่ม 1 ( พระนคร : โรงพิมพ์อักษรสัมพันธ์ , 2505), หน้า261.
[7] สุเนตร ชุตินทรานนท์,พม่ารบไทย :ว่าด้วยการสงครามระหว่างไทยกับพม่า(กรุงเทพ : สำนักพิมพ์มติชน, 2537), หน้า70-71.
[8] สุเนตร ชุตินทรานนท์, สงครามคราวเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่2 พ.ศ.2310 : ศึกษาจากพงศาวดาร พม่าฉบับราชวงศ์คองบอง ( กรุงเทพ : สำนักพิมพ์สยาม, 2534),หน้า36-37 และ พม่ารบไทย, หน้า69.
[9] Joaquim de Campos , Early Portuguese Accounts of Thailand ( Portugal : Camara Municipal de Lisboa , 1983) , p.21.
[10] Fernand Mendez Pinto, op.cit., p.317.
[11] กรมศิลปากร,การท่องเที่ยวผจญภัยของแฟร์นังค์ มังเดซ ปินโต ค.ศ.1537-1558 แปลโดย สันต์ ท.โกมลบุตร (กรุงเทพ : สหประชาพานิช, 2526),หน้า 64.
[12] ลาลูแบร์, จดหมายเหตุลาลูแบร์ฉบับสมบูรณ์, แปลโดย สันต์ ท.โกมลบุตร ( พระนคร : สำนักพิมพ์ก้าวหน้า, 2510) , หน้า502.
[13] E.W.Hutchinson, "Adventurers in Siam in the seventeenth century" , p.22.
[14] Fernand Mendez Pinto, op.cit., p262.
[15] Ibid., p.262.
[16] E.W.Hutchinson, op.cit., p.22.
[17] Ibid., p.23.
[18] John Bowring, The kingdom and the people of Siam (Kuala Lumpur : Oxford University Press,1969), p.60.
[19] Joaquim de Campos, op.cit., p.8-9.
[20] Suthachai Yimprasert, "Portuguese Lançados in Asia in the sixteenth and seventeenth centuries," ( Doctor of Philosophy 's Thesis, The University of Bristol, 1998) , p.261.
[21] ดำเนิร เลขะกุล, "การทหารไทยสมัยอยุธยา," รวมปาฐกถางานอนุสรณ์อยุธยา 200 ปี (พระนคร : องค์การค้าคุรุสภา, 2510), หน้า99.
[22] เรื่องเดียวกัน, หน้า105.
[23] Maung Htin Aung, A History of Burma (New York : Columbia University Press,1962), p.121.
[24] G.E.Harvey, History of Burma (London : Frank Cass and Company Limited, 1967), p.132.
[25] ทรงใช้คำว่า Firearms ในความหมายของปืนใหญ่มาแต่ต้น ดู H. R.H. Prince Damrong, "The Introduction of Western Culture in Siam," Journal of Siam Society Vol.VII (1959) : 1-12.
[26] Rong Syamananda, A History of Thailand (Bangkok : Chulalongkorn University, 1986), p.45. สงครามระหว่างสยามกับพม่าในปี พ.ศ.2106 มีทหารโปรตุเกสร่วมมาในกองทัพพม่าประมาณ 2,000 คน ดู ฟรังซัวร์ อังรี ตุรแปง, เรื่องเดิม, หน้า20.
[27] Ibn Muhumm~ad Ibr~ahim, The ship of Sulaiman,Translated by John o'Kance (London : Routled & Kegan Paul Perss, 1972), p.100.
[28] Ibid., p.101.
[29] Ibid., p.156.
[30] กีย์ ตาชารด์, การเดินทางของบาทหลวงตาชารด์ เล่ม1-3 ฉบับลายมือเขียนที่คัดมาจาก ต่างประเทศ (กรุงเทพมหานคร :โรงพิมพ์ศิวพร, 2521), หน้า39.
[31] ประชุมพงศาวดาร เล่ม28, หน้า9.
[32] สุพรรณี กาญจนัษฐิติ, "จดหมายเหตุอเล็กซานเดอร์ ฮามิลตัน เกี่ยวกับอาณาจักรสยาม," วารสารอักษรศาสตร์มหาวิทยาลัยศิลปากร 11 (กันยายน 2531 ) :56.
[33] Ibn Muhumm~ad Ibr~ahim, op.cit., p.56.
[34] ชิมอง เดอ ลาลูแบร์, เรื่องเดิม,หน้า 431-435.
[35] เรื่องเดียวกัน, หน้า433.
[36] "จดหมายเหตุวันวลิต ฉบับสมบูรณ์" ประชุมพงศาวดารภาคที่79, หน้า180.
[37] เรื่องเดียวกัน, หน้า180.
[38] ลาลูแบร์, เรื่องเดิม, หน้า434.
[39] ลาลูแบร์, เรื่องเดิม, หน้า43434-435.
[40] กรมศิลปากร,เอกสารสำคัญทางประวัติศาสตร์แห่งชาติ ของกระทรวงทหารเรือฝรั่งเศส เกี่ยวกับประเทศสยาม, แปลโดยสันท์ ท. โกมลบุตร ( กรุงเทพ : โรงพิมพ์การศาสนา, 2524) หน้า279.
[41] "รายงานของ ม.มาติโน" ประชุมพงศาวดารเล่ม20,หน้า 279.
[42] กรมศิลปากร, "เรื่องข่าวสยาม," บันทึกสัมพันธไมตรีระหว่างประเทศไทยกับนานาประเทศในคริสตศตวรรษที่17 เล่ม5, แปลโดยไพโรจน์ เกษแม่นกิจ (กรุงเทพ : โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว, 2520),หน้า 61.
[43] เรื่องเดียวกัน, หน้า61.
[44] เรื่องเดียวกัน , หน้า63.
[45] "ตำนานการเกณฑ์ทหาร," ประชุมพงศาวดารเล่ม14, (พระนคร : องค์การค้าของคุรุสภา, 2507) , หน้า133-134
[46] พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขาว่าพ.ศ.2238แต่จดหมายเหตุ ม.โบรต์ ถึง ผอ.คณะต่างประเทศระบุว่าเป็นเดือน ส.ค.2243. ประชุมพงศาวดารเล่ม21, หน้า308-310.
[47] ประชุมพงศาวดาร เล่ม22, หน้า152-153.
[48] เดอ ชัวซี, จดหมายเหตุรายวันการเดินทางไปสู่ประเทศสยาม ในปี พ.ศ.2228 และ2229 ฉบับสมบูรณ์ แปลโดยสันต์ ท. โกมลบุตร. (กรุงเทพ: ก้าวหน้าการพิมพ์, 2516), หน้า348.
[49] ประชุมพงศาวดารภาคที่80 จดหมายเหตุฟอร์บัง, หน้า96.
[50] เรื่องเดียวกัน, หน้า96.
[51] เรื่องเดียวกัน, หน้า98.
[52] เรื่องเดียวกัน, หน้า106.
[53] เชอวาลิเยร์ เดอ ฟอร์บัง ระบุว่า นายทหารโปรตุเกสบางคน เป็นชาวโปรตุเกสที่เกิดในตะวันออก ซึ่งอาจหมายถึงกรุงศรีอยุธยา หรือเมืองบางกอก จึงทำให้นายทหารพวกนี้ รู้ภาษาไทย, เรื่องเดิม, หน้า111-114.
[54] ประชุมพงศาวดารภาคที่80 จดหมายเหตุฟอร์บัง,หน้า106.
[55] กรมศิลปากร, บันทึกเรื่องสัมพันธไมตรีฯ เล่ม5, หน้า111.
[56] เรื่องเดียวกัน, หน้า63.
[57] ประชุมพงศาวดารภาคที่80 จดหมายเหตุฟอร์บัง, หน้า110-129.
[58] ประชุมพงศาวดาร เล่ม14, หน้า142-143.
[59] กรมศิลปากร,ลัทธิธรรมเนียมต่างๆ เล่ม1 (นครหลวง : อักษรบริการ,2515), หน้า390.
[60] พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา เล่ม2 (กรุงเทพ : ไอเดียสแควร์, 2535), หน้า259-260.
[61] ประชุมพงศาวดาร เล่ม25, หน้า219.
[62] ประชุมพงศาวดาร เล่ม26, หน้า3,7.
63 Pinto, op.cit.,p.262.
64 Suthachai Yimprasert, op. cit., p.188.
[63] P.Manuel Teixeira, Portugal na Tailandia (Macau : Imprensa Nacional de Macau, 1983), p.80.
[64] "พระไอยการตำแหน่งนาพลเรือน" กฎหมายตราสามดวง เล่ม1, หน้า300-301.
[65] P. Manuel Teixeira, op.cit., p.53.
[66] Ibid., p.53-54.
68-70Ibid., p.54.
71Ibid.,p.65,76,79
* อ้างในบาทหลวงไตไซรา, คือโบสถ์ซางตาครูซ ดู P. Manuel Teixeira, ibid., p.76.
[71] P. Manuel Teixeira, ibid., p.65.
** บาทหลวงไตไซรา สันนิษฐานว่าอาจชื่อ "Correia" (หน้า65) แต่หลักฐานเดียวกันนี้ ปรากฏในหน้า 81 เขียนชัดเจนว่า "Kun rep Samdeng - ขุนฤทธิ์สำแดง " ปรากฏอยู่ในทำเนียบพระไอยการตำแหน่งนาทหารหัวเมืองเป็นเจ้ากรมซ้ายในกรมฝรั่งแม่นปืน ศักดินา 400 ดู กฎหมายตราสามดวงเล่ม1 , หน้า301.
* ชื่อนี้ไม่พบในกฎหมายตราสามดวง พบเพียงสร้อยราชทินนามว่า …อัคนี หลายแห่งเท่านั้น
[72] P. Manuel Teixeira, op.cit., p.80.
** ขณะนั้นพม่าแต่งตั้งนายทองอินเป็นผู้ปกครองเมืองธนบุรี ดู P. Manuel Teixeira, ibid., p.55.
*** บาทหลวงไตไซราอธิบายว่า หมายถึงบาทหลวงคณะดูมินิกัน
[73] P. Manuel Teixeira, ibid., p.65-80 และดูรายชื่อชาวโปรตุเกสซึ่งเคยอาศัยในเมืองพระนครศรีอยุธยาได้ในภาคผนวก