วันจันทร์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2554

เกี้ยว กริช และสัปทน : เครื่องยศโปรตุเกสที่บางท่านยังไม่ทราบ

โดยพิทยะ ศรีวัฒนสาร เมื่อ 9 กันยายน 2011 เวลา 18:55 น.

ภาพวาดในศิลปะนันบันของญี่ปุ่น ซึ่งนักวิชาการเชื่อว่าเป็นขบวนของกะปิเตา-มูร์(Capitao -mor)นายอำเภอฝ/หัวหน้าชุมชนโปรตุเกส)ที่เมืองนางาซากิ


ในหนังสือ “The Embassy of Pero Vaz de Siqueira to Siam (1684-1686) โดย ลึอูนอร์ ดึ ซึอาบรา(Leonor de Seabra) ตีพิมพ์ที่มาเก๊า เมื่อ ค.ศ.2005 รวบรวมบันทึกของคณะราชทูตโปรตุเกส ชื่อ เปรู วาซ ดึ ซิไกรา(Pero Vaz de Siqueira) ซึ่งเดินทางเข้ามายังสยามระหว่างค.ศ.1684-1686 ตรงกับรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์ ตอนหนึ่งในบันทึกดังกล่าวบรรยายถึงประเพณีการแห่แหนไปส่งคณะทูตจากจวนเอกอัครราชทูตไปยังท่าเรือ และวัฒนธรรมการแต่งกาย การประดับเครื่องยศอันประกอบด้วยสัปทนและเกี้ยวก่อนเดินทางจากมาเก๊าเข้ามายังสยาม กล่าวคือ



ขบวนของชายสูงศักดิ์ชาวโปรตุเกสวาดบนแผงลับแล ศิลปะนันบันของญี่ปุ่น


“วันที่ 6 เดือนมีนาคม ค.ศ.1684 ฯพณฯเอกอัครราชทูต เดินทางออกจากจวนของท่านเพื่อไปขึ้นเรือในลักษณะดังต่อไปนี้


บรรดาบุคคลสำคัญทั้งหลายในเมืองนี้ ( คือ มาเก๊า: ผู้แปล ) ต่างก็พากันมาที่บ้านของฯพณฯเอกอัครราชทูตเพื่อการติดตามไปส่งที่ท่าเรือ ท่ามกล่างคนเหล่านี้มี ท่านสาธุคุณ บาทหลวง อันตอนิอู มอร์ไรช์ ดึ ซาร์เมนตู (António Morães de Sarmento)ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้ปกครองสังฆมณฑลแห่งจีน(Governor of the Bishopric of China)กับคณะสงฆ์(priests)ผู้ติดตาม นอกจากนี้ก็มีเจ้าอาวาสคณะออกุสตินียน (the Augustinian Abbot) พร้อมด้วยสงฆ์ (friars) ผู้ติดตาม และกลุ่มบาทหลวงคณะดูมินิกัน (the Dominicans) ซึ่งบาทหลวงผู้ดำรงตำแหน่งพระราชาคณะ(the Prelate)มิได้เดินทางมาร่วมด้วยเนื่องจากมีอาการอาพาธ ส่วนสมุห์บัญชีของคณะนักบุญฟรานซิสกัน (the Custodian of the Church of Saint Francis) ก็มาพร้อมกับชุมชนที่สังกัดโบสถ์ดังกล่าว รวมทั้งท่านกรรมาธิการแห่งคณะแม่ชี (the Commissioner of the Nuns) และ ฯพณฯ ผู้พิพากษา (His Highness Magistrate) ฟรานซิสกู กูเมซ บูเตลญู(Francisco Gomez Botelho) ผู้มาพร้อมกับคณะเจ้าหน้าที่ศาล ทั้งนี้ยังมีชาวเมืองและคนครึ่งชาติจีนมาร่วมส่งฯพณฯเอกอัครราชทูตจนล้นหลามไปทั้งสองฟากถนน เมื่อทุกคนมาพร้อมหน้ากันแล้ว ฯพณฯเอกอัครราชทูต ได้สืบเท้าออกมาในเครื่องแต่งกายผ้าทอเงินสูงค่า(dress in a rich silver woven fabric) เดินเส้นด้วยไหมทองคำ สวมสร้อยคอราคาแพงฝีมือประณีตน้ำหนักเท่ากับทองคำ 5 ออนซ์ครึ่ง (five and a half gold loaves)[1] เสื้อคลุมของฯพณฯเอกอัครราชทูตเดินลวดลายด้วยเส้นทองคำยกปมเลอค่า (the cloak had rich gold filigree buttons) ประดับกายด้วยดาบทองคำและกริชทองคำอันสง่างามกลมกลืนด้วยฝีมือสกุลช่างเดียวกัน เครื่องประดับของฯพณฯเอกอัครราชทูตมีราคามากกว่าทองคำมูลค่า 8 ออนซ์ สายรัดดาบเส้นหนึ่ง(one talim)เป็นชิ้นงานถักยกปมด้วยเส้นด้ายทองคำราคาแพง(one talim with an expensive gold embroidery work) จากอังกฤษ และหมวกของฯพณฯเอกอัครราชทูตนั้นก็ประดับด้วยเปียทองคำซึ่งทำขึ้นอย่างประณีตงดงามเกินราคาที่แท้จริง ภายใต้สัปทนทองคำขลิบด้วยสีเหลืองอมแดงเข้มประดับด้วยยอดเงิน ( a fine gold parasol lined with yellow damask with its pinnacle in silver ) ส่วนสัปทนประดับมุกสีแดงเข้มอีก 4 หลัง(four parasols of nacre damask ) ขลิบสีเหลืองอมแดงยอดเงิน ผู้ที่ยืนทางด้านขวามือของฯพณฯเอกอัครราชทูต คือ ท่านสาธุคุณ หัวหน้านักบวช เปดรู ดา ตรินดาดึ (the Reverend Father, Master Friar Pedro da Trindade) อนุศาสนาจารย์ประจำคณะทูต ทางด้านซ้ายมือ คือ เลขานุการทูต ฟรานซิสกู ฟรากูซู(Francisco Fragoso) ผู้ซึ่งยอมหลีกทางยกที่ของตนให้แก่ท่านสาธุคุณหัวหน้านักบวช ทันใดนั้นเอง มานูเอล รูดริเกช แฟรย์ (Manuel Rodrigues Freyre) ผู้บังคับกองอาภรณ์( the Captain of the banner)[2] ก็ก้าวมายืนด้านหลังของฯพณฯเอกอัครราชทูตพร้อมกับชูเสาประดับด้วยตราสัญลักษณ์ของราชสำนักโปรตุเกส (the Royal Coat) ที่สามารถแลเห็นได้อย่างชัดเจนจากสองฟากถนน ตราสัญลักษณ์ดังกล่าวมีพื้นสีขาวกับสีแดงเข้มประดับดวงตราของราชสำนัก โดยปักอย่างประณีตด้วยเส้นไหมยกดอกทองคำเดินเส้นขอบสีทอง (exquisitely embroidered in golden thread with borders and girdle and bullion in crimson and gold) ด้านหน้าของตราราชสำนักมีขุนนางจำนวน 6 คน ยืนเรียงตามฐานันดรยศ ได้แก่ ผู้บังคับกองร้อยพร้อมด้วยผู้บังคับหมวดและผู้บังคับหมู่( the Captain with his Second Lieutenant and Sergeant) นอกจากนี้ก็มีหัวหน้าผู้ประกอบพิธีกรรมและผู้ช่วย(the Master of Ceremonies and the Assistant) เจ้าพนักงานดูแลทั่วไปประจำคณะทูต 2 นาย ( two Chamberlain) ยืนด้านหน้าคนผิวดำชาวพื้นเมือง 2 นาย( two Kaffirs) คนหนึ่งถือกลองอีกคนถือทรัมเป็ตเงินซึ่งติดธงสีแดงเข้มแบบหอยมุก(nacre damask flag)ไว้ เจ้าหน้าที่ดูแลทั่วไปทั้งสองคนถือตราประจำตระกูลทำจากผ้าปักไหมยกทองและเงินของท่านเอกอัครราชทูต คนผิวดำชาวพื้นเมืองทั้งสองนายแต่งกายอย่างดีด้วยเครื่องแต่งกายแบบชาวจีนและสวมหมวกกำมะหยี่สีแดงเข้ม(nacre velvet caps) ปักลูกไม้สีขาว(white lacework) แถวดังกล่าวขนาบด้วยกองทหาร 12 คน ทำหน้าที่เป็นหน่วยทหารรักษาความปลอดภัยซึ่งท่านผู้สำเร็จราชการ(the Count Viceroy)ออกคำสั่งให้ส่งมาจากเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์(the prison guard) ภายใต้การบังคับบัญชาของกัปตัน ฟรานซิสกู แฟร์ไรรา ดา ครูซ(Captain Francisco Ferreira da Cruz) ทหารรักษาความปลอดภัยเหล่านี้สวมเสื้อผ้าตามแฟชั่นของฤดูใบไม้ผลิผ้าอย่างหรูหราจากประเทศจีนโดยท่านเอกอัครราชทูตเป็นผู้สนับสนุนค่าใช้จ่ายทั้งหมด และเหตุที่ท่านเอกอัครราชทูตเห็นว่า หน่วยทหารดังกล่าวซึ่งเป็นกองทหารปืนคาบศิลา(musketeers) มีจำนวนเพียงเล็กน้อย จึงให้รับชาวเมืองเข้าเป็นทหารเพิ่มอีก 8 นาย รวมเป็น 20 คน โดยเพิ่มค่าจ้างให้สูงขึ้นด้วยเงินส่วนตัว เพื่อให้พวกเขาเต็มใจร่วมทางไปยังสยาม ด้านหลังของท่านเอกอัครราชทูต คือ มานูเอล ดา โรชา(Manoel da Rocha) ซึ่งเกิดที่มาเก๊า ทำหน้าที่เป็นอาลักษณ์ใหญ่(Main scribe)ของเลขานุการคณะทูต เขาแต่งกายอย่างสง่าผ่าเผยด้วยชุดเสื้อคลุมยาวสำหรับสวมในงานเลี้ยงซึ่งท่านเอกอัครราชทูตสั่งตัดให้เช่นกัน ขุนนางทั้งหมด 6 คน (six pages) สวมใส่เสื้อผ้าด้วยสีสันหรูหรามีปุ่มลวดลายเป็นเส้นสีเงิน(silver filigree buttons) แบบเดียวกันสั่งตรงมาจากประเทศจีน เบื้องหลังทางด้านขวามือของพวกเขา เป็นเกี้ยว(the sedan chair)ซึ่งท่านเอกอัครราชทูตเตรียมไว้สำหรับใช้ในราชอาณาจักสยาม เกี้ยวดังกล่าวตกแต่งด้วยอุปกรณ์เงิน พรมและเบาะกำมะหยี่สีแดงเข้ม( silver fittings and crimson velvet carpet and cushion) ภายในปักด้วยเส้นไหมทอง หลังคาของเกี้ยว(the canopy of the sedan chair) มีสีแดงเข้มและสีเขียวประดับด้วยแผ่นทองคำและเงินจากจีนภายในกรุด้วยสีแดงเข้มอมเหลือง คนหามเกี้ยวมีทั้งหมด 9 นาย แต่งกายแบบด้วยไหมทออย่างประณีตจากจีนเดียวกับคนถือสัปทนซึ่งสวมหมวกกำมะหยี่สีแดงสดขลิบลูกไม้สีขาว ขณะที่คนหามเกี้ยววัยฉกรรจ์สวมหมวกตกแต่งด้วยลูกไม้สีต่างๆอย่างดีจากอังกฤษ

ท่ามกลางความเอิกเกริกเกรียวกราวของผู้คนทั้งที่มาเองและได้รับเชิญมาเป็นเกียรติ มีทั้งเสียงกลองและทรัมเป็ต ท่านเอกอัครราชทูตก็ได้เดินทางออกจากจวนที่พำนักมุ่งไปยังวิทยาลัยนักบุญเปาลู (the São Paulo College) เมื่อถึงประตูโบสถ์ก็พบว่า คณะสงฆ์ทั้งหมดกำลังยืนรออยู่พร้อมด้วยบาทหลวงฝ่ายตรวจสอบ(the Inspector) และพระราชาคณะ เนื่องจากต่างก็ทราบล่วงหน้ามาแล้วว่า ท่านเอกอัครราชทูตจะไปสักการะธาตุกระดูกของนักบุญฟรานซิส เซเวียร์(Saint Francis Xavier) ซึ่งท่านเอกอัครราชทูตมีศรัทธาอย่างเปี่ยมล้นก่อนออกเดินทางไปยังสยาม คณะสงฆ์ได้เดินนำท่านเอกอัครราชทูตไปยังแท่นบูชา จากนั้นก็ปูพรมและเบาะรองนั่งให้ เมื่อท่านเอกอัครราชทูตนั่งลงแล้วท่านก็ได้กล่าวคำสวดภาวนา หลังจากนั้น ผู้ปกครองคริสต์จักร(the Prefect of the Church) ในชุดเสื้อคลุมสงฆ์(surplice)และผ้าพาดไหล่(stole) [3] เดินขึ้นไปยังพระแท่นบูชา พร้อมกับนำธาตุกระดูกแขนของนักบุญฟรานซิส เซเวียร์ลงมามอบแก่ท่านเอกอัครราชทูต ซึ่งท่านก็เอื้อมมือไปรับไว้ด้วยอิริยาบถอันแสดงถึงความเคารพอย่างสูงสุด และค้อมกายอำลาด้วยความศรัทธาแรงกล้า จนทำให้ผู้คนรอบข้างถึงกับหลั่งน้ำตาด้วยความตื้นตันใจ จากนั้นท่านเอกอัครราชทูตก็ลุกขึ้นกล่าวลาคณะสงฆ์ ซึ่งยืนกรานว่าจะออกไปส่งท่านที่ท่าเรือ ท่ามกลางความเงียบงันบรรดาชาวเมืองต่างก็กล่าวตำหนิคณะผู้ปกครองเมืองมาเก๊า( the Town Hall) ซึ่งไม่ได้แสดงความภาคภูมิใจต่อการที่ท่านเอกอัครราชทูตได้รับเลือกจากผู้สำเร็จราชการโปรตุเกสแห่งอินเดียภายใต้พระราชบัญชาของเจ้าชายมกุฎราชกุมารแห่งโปรตุเกสให้เดินทางไปยังราชอาณาจักรสยาม ท่านเอกอัครราชทูตเดินผ่านถนนหลายสายเพื่อไปยังท่าเรือ หน้าต่างของตึกทุกหลังเนืองแน่นไปด้วยสุภาพสตรีที่รู้ข่าวการเดินทางของท่าน ยิ่งกว่านั้นพวกเขาล้วนเศร้าโศรกต่อการออกเรือไปยังสยามของท่าน เนื่องจากท่านเอกอัครราชทูตเป็นบุคคลที่ชาวเมืองภาคภูมิใจ แต่ด้วยจิตใจอันห้าวหาญท่านเอกอัครราชทูตก็ได้เดินทางไปถึงสะพานปลาซึ่งมีเรือแจว(Baloon)สะอาดสะอ้านลอยลำรออยู่ บรรดาชาวเมืองต่างก็ลงขบวนเรือแจวเล็กของตนพร้อมกับชวนพวกพ้องแห่ลงเรือออกไปส่งท่านเอกอัครราชทูตยังเรือฟรีเกตของท่านด้วย บางคนก็ยังอ้อยอิ่งอยู่บนเรือฟรีเกตของท่านเอกอัครราชทูตจนกระทั่งได้เวลาเรือออก ผู้ที่เป็นหัวหน้าชาวเมืองในการทำเช่นนี้ คือ ผู้พิพากษาฟรานซิสกู กูเมซ บูเตลญู และบรรดาหมู่สงฆ์คณะเยซูอิต ซึ่งไม่ใคร่อยากจะอำลาจากท่านเอกอัครราชทูตเท่าใดนัก เช่นเดียวกับบาทหลวงในสังกัดของโบสถ์นักบุญฟรานซิส เนื่องจากท่านเอกอัครราชทูตเป็นผู้อุปถัมภ์โบสถ์คนสำคัญกำลังจะจากไปไกล ท่านสาธุคุณ บาทหลวง อันตอนิอู มอร์ไรช์ ดึ ซาร์เมนตู (António Morães de Sarmento)ผู้ปกครองสังฆมณฑลแห่งจีน(Governor of the Bishopric of China) ก็มิได้รู้สึกต่างไปจากผู้อื่นเลย ขณะที่ท่านเอกอัครราชทูตลงเรือไปจากสะพานปลาพร้อมกับผู้ไปส่งยังเรือฟรีเกต เรือทุกลำบริเวณนั้นต่างก็ประดับประดาด้วยป้ายและธงทิว(shields and banners) และยิงปืนสลุตด้วยเสียงอันดังเพื่อแสดงการคารวะ ซึ่งถึงแม้บรรดาเสนาบดีผู้ปกครองเมืองมาเก๊า(the Town Hall Ministers) จะบังคับให้ชาวเมืองทั้งหมดออกมาปรบมือส่งท่านเอกอัครราชทูตให้ดังที่สุดเท่าที่จะดังได้เพียงใด ก็ยังมิอาจเปรียบได้กับเสียงแห่งความชื่นชมที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติและความเสียสละทุ่มเทต่อกรณียกิจของเจ้าชายและมูลนาย((Prince and Lord) ของพวกเขา ” [4]

แม้เราจะทราบจากเอกสารข้างต้นถึงบรรยากาศและขนบประเพณีของการส่งคณะทูตโปรตุเกสมายังสยามว่า มีความเป็นไปตามขั้นตอนอย่างไร แต่ภาพเขียนในศิลปะนันบัน(Nan Ban Art) ที่เมืองนางาซากิ ประเทศญี่ปุ่น ดูเหมือนจะสะท้อนให้เห็นบุคลิกภาพของชาวโปรตุเกสขณะออกเดินทางไปปฎิบัติหน้าที่ต่างแดน โดยเฉพาะเรื่องของการแต่งกาย การใช้ชีวิต และความโอ่อ่าสง่าผ่าเผยของคณะราชทูต หรือ แม้กระทั่งหัวหน้าชุมชนโปรตุเกสในเมืองต่างๆของเอเชียและแอฟริกาได้ระดับหนึ่ง นอกจากนี้ข้อมูลดังกล่าวยังอาจจุดประกายความคิดแก่ผู้สนใจ หากมีการตั้งประเด็นถึงวัฒนธรรมการใช้สัปทนและเครื่องราชยานคานหามที่สืบทอดกันมายาวนานในสังคมสยามตั้งแต่สมัยก่อนอารยธรรมไทย


[1] ความหมายของทองคำน้ำหนักมูลค่า 1 เลิฟ (1loaf of gold) ในปัจจุบัน เท่ากับ 1 ออนซ์ มาตรฐานทองคำ (One standard ounce of gold) หรือ 1,140 ดอลล่าร์สหรัฐอเมริกา (ซึ่งเทียบได้กับน้ำหนักของขนมปังซึ่งตัดออกมาจากขนมปังก้อนใหญ่ 1 ชิ้น - slice of bread) (อ้างจากhttp://www.investinganswers.com/a/9-most-surprising-things-worth-more-their-weight-gold-1676) ทั้งนี้ น้ำหนักทองคำ 1 ออนซ์ เทียบได้กับน้ำหนัก 28 กรัม (อ้างจาก http://en.wikipedia.org/wiki/Ounce)
[2] banner หมายถึง ในที่นี้หมายถึง gierela m. แปลว่า garment อ้างจาก http://home.comcast.net/~modean52/oeme_dictionaries.htm
[3] ผ้าพันคอยาวปกติทำจากผ้าไหมปักหรือผ้าลินิน สวมใส่ไหล่ซ้ายโดยมัคนายกและพาดไหล่ทั้งสองข้างโดยพระสงฆ์และพระสังฆราชขณะทำพิธีทางศาสนา อ้างจาก http://www.thefreedictionary.com/stole
[4] Leonor de Seabra, The Embassy of Pero Vaz de Siqueira to Siam, 1684-1686. (Macau: University of Macau, 2005), pp.136-140

วันพฤหัสบดีที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2554

"อักษรยุโรปแจกตามภาษาไทยสำหรับเด็กพึ่งหัดเรียนหนังสือ" (AKSON EUROPA CHEEK TAM PHASA THAI SAMRAB DEK PHU’NG HAT RIEN NANGSU’.

โดย พิทยะ ศรีวัฒนสาร
ภาพจากอาจารย์ธวัชชัย ตั้งศิริวาณิชย์(Thavatchai Tangsirivanich ) ขอขอบคุณเป็นอย่างยิ่ง


ผู้เขียนอ่านพบข้อคิดเห็นของผู้รู้เกี่ยวกับหนังสือ ชื่อ "AKSON EUROPA CHEEK TAM PHASA THAI SAMRAB DEK PHU’NG HAT RIEN NANGSU’. NA : BANGKOK SAKKARAT P. CHRISTO CHAò M DCCC XXX VIII " ในหน้าFace book ของอาจารย์ธวัชชัย ตั้งศิริวาณิชย์(Thavatchai Tangsirivanich ) ซึ่งอาจารย์ธวัชชัยถอดคำอ่านออกมาเป็นคำอ่านภาษาไทยว่า "อักษรยุโรปฉีกตามภาษาไทยสำหรับเด็กพึ่งหัดเรียนหนังสือ" และมีการแสดงความคิดเห็นของผู้รู้หลายท่าน ด้วยความที่ผู้เขียนอยู่นอกวงการผู้รู้ ก็เลยแยกออกมาแสดงความคิดเห็นต่างหาก ในประเด็นเล็กๆ ต่อคำว่า CHEEK คำว่า NA: BANGKOK คำว่า CHRISTO และตัวเลขภาษาละติน

ผู้เขียนเห็นว่า คำว่า “ฉีก (CHEEK)” นั้นตามคำอ่านข้างต้นก่อนหน้านี้ น่าจะอ่านว่า “แจก” คือ แจกลูกตัวสะกดมากกว่า “ฉีก”


ชื่อหนังสือจึงควรอ่านว่า "อักษรยุโรปแจกตามภาษาไทยสำหรับเด็กพึ่งหัดเรียนหนังสือ"

ส่วนคำว่า NA : BANGKOK นั้น คำว่า NA เป็นภาษาโปรตุเกส แปลว่า “ใน หรือ ณ กรุงเทพฯ” ซึ่งผู้เขียนเข้าใจว่า เมื่อแรกตั้งนามสกุลในสยามสมัยรัชกาลที่6 มีวัตถุประสงค์เพื่อบอกรากเหง้าตระกูลของเจ้านายและขุนนางสายต่าง ๆ อาทิ ณ อยุธยา ณป้อมเพชร ทำนองเดียวกับเจ้านายและขุนนางฝรั่งชาติยุโรปที่สืบเชื้อสายมาจากชาวคริสต์ตระกูลเก่าแก่ ก็จะมีคำว่า de หรือ of นำหน้านามสกุล ส่วนพวกยิว หรือ คนพื้นเมืองที่เปลี่ยนมานับถือศาสนาคริสต์นั้น เท่าที่ทราบจากเจ้าหน้าที่ศูนย์วัฒนธรรมโปรตุเกส มักจะเอาต้นไม้ แม่น้ำ ลำธาร สี ก้อนหิน ป่าไม้ ฯลฯ มาตั้งเป็นนามสกุลใหม่ๆ กัน

คำว่า CHRISTO เป็นภาษาละติน ส่วนที่เขียน ลำดับตัวเลขละตินว่า “ M DCCC XXX VIII ” นั้น ตรงกับ ตัวเลข 800 30 1000 8 เทียบได้กับ ค.ศ. 1838

การแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นที่น่าสนใจและมีคุณค่าทางวิชาการอื่นๆ เกี่ยวกับหนังสือข้างต้นนั้น อาจดูได้จากหน้า face book ของอาจารย์ธวัชชัย ตั้งศิริวาณิชย์ครับ

ส่วนเรื่องการแจกลูกสะกดคำในภาษาไทยดูจากเว็บไซต์การจัดการความรู้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาภูเก็ต โดยผู้เขียน คือ : นิภาพร วิชชุปัญญ์กุล หน่วยงาน : ร.ร.วัดเทพนิมิต เสาร์ ที่ 25 เดือน มิถุนายน พ.ศ.2554 ในhttp://www.kmphuket.net/?name=research&file=readresearch&id=8

วันพุธที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2554

คำเรียกประเทศต่างๆในแผนที่ยูรบ(ยุโรป)สมัยรัตนโกสินทร์

ภาพจากดร.พีระศรี โพทาวงศ์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ขอขอบคุณเป็นอย่างยิ่ง)




โดยพิทยะ ศรีวัฒนสาร



เมื่อวันที่27กรกฎาคม 2554 ดร.พีรศรี โพวาทอง ภาควิชาสถาปัตยกรรมศาสตร์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์. จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เสนอบทความจากงานวิจัย เรื่อง Building Siwilai : Civilizational Discourse, Semi-Colonialism, and the Transformation of Architecture in Siam, 1868 - 1882 ในที่ประชุมไทยศึกษานานาชาติครั้งที่11 ที่โรงแรมสยามซิตี้ จัดโดย มหาวิทยาลัยมหิดล ส่วนหนึ่งของบทความมีภาพประกอบเป็นแผนที่ทวีปยุรบ(ยุโรป) อายุประมาณสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ผู้เขียนเห็นว่าน่าจะมีประโยชน์ต่อการศึกษาเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในช่วงเวลาดังกล่าว โดยเฉพาะประเด็นการออกเสียงคำเรียกชื่อประเทศต่างๆในทวีปยุโรป จึงขออนุญาตทำสำเนาจากเจ้าของบทความและขอนำลงเผยแพร่ในที่นี้ต่อไปเนื่องจากเป็นที่น่าเสียดายที่มีบางท่านมิได้เข้าร่วมในที่ประชุมดังกล่าว

ทวีปยุโรป - ยูรบ ทวีปเอเชีย-ทวีปเอเซีย
ทะเลเมดิเตอเรเนียน -ชะเลเมดิทะเรเนีย
ทะเลดำ - ชะเลดำ ทะเลขาว -ชะเลขาว ทะเลสาบแคสเปียน- ชะเลคัศะเพีย ทะเลบอลติก-ชะเลบอละทิก
มหาสมุทรแอตแลนติก - มหาสมุทอัดลานทิก
เนเธอแลนด์(ฮอลแลนด์)- วิลันดา
เบลเยียม -เบลเชยิม
Republic of Venetian? / Venezia? (ตอนใต้ของฝรั่งเศสและเยอรมนี ตอนเหนือของอิตาลี)- ขึ้นแกพรูเทีย
สวิตเซอร์แลนด์-ซะวิศะลันดา
กรีซ-คิรเซีย
ไอ๊ซ์แลนด์- ไอซะลันดา
ไอร์แลนด์-ไอระลันดา
อังกฤษ-อิงลันดา
สกอตแลนด์-สะกตลันดา
เยอรมนี- อาละมาน
ปรัสเซีย-พรูเซีย
เดนมาร์ก-เดนมาก
สเปน-ซะเพน
โปรตุเกส-พะโทดา
อิตาลี-อิทาเลีย
ออสเตรีย-ออซะเตรีย
โปแลนด์-โพลันดา
นอรเวย์-นอเว
สวีเดน-ซเวเดน
แลปแลนด์-ลับลันดา
รัสเซีย-เมืองรูเซีย
ตุรกี-เทอเค
ดูเหมือนจะมีเพียงประเทศเดียวเท่านั้นที่ไม่ทราบว่าเป็นประเทศอะไรในปัจจุบัน คือ ประเทศ "ขึ้นแกพรูเทีย"
แผนที่ทวีปยูรบ


หลังจากเผยแพร่ออกไปไม่นานนัก ก็มีนักวิชาการแสดงความคิดเห็นอันทรงคุณค่า จึงขอขอบคุณและขออนุญาตนำมา "ขยาย" เพื่อประโยชน์แก่การศึกษาต่อไป ดังนี้


Thavatchai Tangsirivanich "แผนที่ทวีปยูรบ" นี้น่าสนใจมาก เพราะน่าจะเป็นแผนที่แผ่นแรกที่พิมพ์ขึ้นในสยาม รวมอยู่ใน "หนังสือ, เรื่องแผนที่ทวีบยุรบ. เล่มต้น." (สะกดตามต้นฉบับ) แต่งโดย เอ. เฮเมนเวย์ (A. Hemenway) พิมพ์ครั้งแรกที่กรุงเทพฯ โดยสำนักพิมพ์ A.B.C.F.M. Press เป็นหนังสือหายากมากๆ เพราะพิมพ์เพียง ๕๐๐ เล่ม ผมเห็นหนังสือและแผนที่เล่มนี้ที่หอสมุดมหาวิทยาลัยพายัพในเชียงใหม่เมื่อราวห้าปีก่อน ตื่นเต้นมาก หนังสือ(และแผนที่) พิมพ์ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2386 (ค.ศ. 1843) หรือ 168 ปีมาแล้ว ตรงกับกลางรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว
Thavatchai Tangsirivanich "แผนที่ทวีปยูรบ" นี้ยังน่าสนใจอีกประการหนึ่งหากมองในบริบททางประวัติศาสตร์ เพราะช่วงนั้น (สมัย ร.3) ทางชนชั้นนำสยามเริ่มเข้าถึงและสนใจวัฒนธรรมตะวันตก เหตุผลคือ หากเราย้อนกลับไปตั้งแต่สมัย ร.1 เมื่ออังกฤษเริ่มแผ่ขยายลัทธิอาณานิคมเข้ามาในย่านนี้ เริ่มด้วยการขอเช่าเกาะปีนัง พ.ศ. 2329 เช่าเกาะสิงคโปร์ พ.ศ. 2362 ทำศึกชนะพม่า(คู่ปรับเก่าของเรา) พ.ศ. 2368 ชนชั้นนำเริ่มตระหนักว่า เขตอิทธิพลทางการเมืองและผลประโยชน์ทางการค้าของอังกฤษเริ่ิมเข้ามาประชิดและพัวพันกับสยาม และในขณะเดียวกัน พวกมิชชันนารีอเมริกันก็ได้เข้ามาเผยแผ่ศาสนาในราชอาณาจักร พร้อมนำแท่นพิมพ์อักษรไทยจากสิงคโปร์เข้ามาเมื่อ พ.ศ. 2378 จุดประสงค์หลักของการพิมพ์หนังสือไทยขณะนั้นก็เพื่อเผยแผ่ศาสนาแก่ชาวสยาม แต่พวกเขายังได้พิมพ์เอกสารตำราต่างๆ มากมาย อาทิ พจนานุกรม วรรณคดี รวมถึงนสพ.ฉบับแรกของสยาม และตำราภูมิศาสตร์เล่มที่กล่าวถึงนี้ ขอเสริมเกร็ดอีกนิดว่า ในสมัย ร.3 กรมขุนเดชาดิศร (พระราชโอรสใน ร.2) ได้พยายามสอบถามหมอบรัดเลย์ มิชชันนารีอเมริกัน เกี่ยวกับขนาดและอำนาจของประเทศต่างๆ ในยุโรป และขอให้หมอบรัดเลย์เรียงลำดับความยิ่งใหญ่ของประเทศเหล่านี้ให้ด้วย เจ้าอาวาสวัดประยุรวงศ์ก็ได้เข้ามาถามเกี่ยวกับประวัติศาสตร์รัสเซีย ตำราภูมิศาสตร์และแผนที่ฉบับนี้น่าจะให้คำตอบกรมขุนเดชาฯ และท่านเจ้าอาวาส ได้เป็นอย่างดี ... หนังสือและแผนที่เก่า หากศึกษาอย่างพินิจพิเคราะห์ จะช่วยให้เราเข้าใจในอดีต ได้เรียนรู้ถึงรากเหง้าความเป็นมาของตัวเอง

Pirasri Povatong หนังสือนี้มาจาก Hemenway Collection ที่เก็บรักษาอยู่ที่ห้องสมุด Clements มหาวิทยาลัยมิชิแกนครับ มีทั้งหนังสือ จดหมาย สมุดบันทึก ตลอดจนสิ่งของต่างๆ เช่น ผ้า ธงช้าง ภาพถ่าย แมลงทับ ฯลฯ ซึ่งทางมหาวิทยาลัยมิชิแกนซื้อจากร้านหนังสือหายากแห่งหนึ่งในอเมริกา น่าจะนานสักสิบปีแล้วครับ มีของไทยๆ ไม่มาก แต่น่าสนใจมาก เพราะ Hemenway เป็นมิชชันนารีรุ่นแรก ประมาณว่ามาไล่ๆ กับหมอบรัดเล เลยมีสิ่งพิมพ์ยุคแรกๆ ของสยามที่เขาเก็บไว้ สภาพดีมากทั้งสิ้นครับ โดยมากเป็นหนังสือสอนศาสนา (religious tracts) แต่ก็มีเรื่องอื่นๆ บ้าง เช่น หนังสือคำประกาษพรรณาว่าด้วยโทษฝิ่น (ค.ศ. 1840) หนังสือเรื่องแผนที่ทวีปยุรบ (ค.ศ. 1843) A Companion to Elementary Lessons (ค.ศ. 1845) และ Bangkok Recorder ค.ศ. 1844 ครับ

พิทยะ ศรีวัฒนสาร Khun Jan, would you mind to identify what is(was ) the real name of the state "ขึ้นแกพรูเทีย/ พรูเชีย" in the present day (or at that time)?

Jan Dresler well... I think the Thai map is very small, and as far as I can see there is no date... the problem is that this area in Germany was institutionally instable, and small areas could be handed over from one noble family to another by marriage inheritance or warfare. But in this special case it probably refers to an area under traditional Prussian controll. I guess it refers to an area called Rhine Province
Jan Dressler even more curious is the expression อาละมาน, and the explaination above that this should be Germany... ^-^ Actually the German state of today grew out of the Prussian state, bound together with an assembly of smaller political units, etc. I cannot see the Republic of Venice on the Thai map, but that was an interesting state too:
พิทยะ ศรีวัฒนสาร According to my assumption that "ขึนแพรูเทีย", may be the meaning of "depending on the nation state of Prussia" , I agree with you at all for the first comment.

วันอังคารที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ตราสัญลักษณ์ของราชวงศ์โรมานอฟ(Coat of Arm of Romanv Dynasty)

แปลโดย พิทยะ ศรีวัฒนสาร

Lesser State Emblem of the Russian Empire /final version, 1883.
(ขอขอบคุณข้อมูลจาก en.wikipedia.com)


ตราของราชวงศ์โรมานอฟและตราของสหพันธรัฐรัสเซีย(ปัจจุบัน)ล้วนมีพัฒนาการมาจากตราของจักรวรรดิรัสเซีย ซึ่งดัดแปลงมาจากตราแผ่นดินในสมัยของพระเจ้าอีวานที่ 3 ( Ivan III (ค.ศ.1462–1505)ในสมัยกลาง รูปแบบของสีก็ใช้มาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่15 ขณะที่ลักษณะนกอินทรีนั้นสามารถกำหนดอายุย้อนกลับไปได้ถึงสมัยของพระเจ้าปีเตอร์มหาราช (Peter the Great, 1682-1725)

สัญลักษณ์นกอินทรี2หัวและรูปบุคคลขี่ม้าสังหารมังกรหรืองูใหญ่นั้นถูกใช้มาก่อนรัชสมัยของปีเตอร์มหาราช โดยมีการอธิบายอย่างไม่เป็นทางการว่าเป็นของนักบุญจอร์จ (Saint George) จนกระทั่งในปีค.ศ.1730 จึงมีพระบรมราชโองการประกาศว่าบุคคลดังกล่าวคือ นักบุญจอร์จผู้นำชัยชนะ ("Saint George the Victory bearer") และรูปนี้บางครั้งก็ถูกอธิบายว่าเป็นดยุ๊คผู้ยิ่งใหญ่แห่งมอสโคว์(the Grand Duchy of Muscovy) และถูกใช้เป็นตราของเมืองมอสโคว์อย่างเป็นทางการสืบมา

สัญลักษณ์นกอินทรี2หัวเริ่มใช้โดยกษัตริย์ อีวานที่3 หลังจากทรงอภิเษกกับเจ้าหญิงโซเฟีย พาลีโอลอก(Sophia Paleologue) แห่งจักรวรรดิไบแซนไทน์ เมื่อ12 พฤศจิกาย ค.ศ. 1472 โดยเสด็จลุงของเจ้าหญิงทรงเป็นจักรพรรดิองค์สุดท้ายของจักรวรรดิไบแซนไทน์ อนทรี 2 หัว เป็นสัญลักษณ์ของจักรวรรดิไบแซนไทน์ซึ่งมีพื้นที่ทั้งในโลกตะวันออกและโลกตะวันตก นอกจากนี้อินทรี 2 หัวยังอาจหมายถึงโลกทางอาณาจักรและโลกทางศาสนาด้วยเช่นกัน หลังการสิ้นสุดของจักรวรรดิไบแซนไทน์(ค.ศ.1453) กษัตริย์อีวานทรงถือว่ามอสโคว์เป็นที่มั่นสุดท้ายของศาสนาคริสต์อันบริสุทธิ์ และถือว่ามอสโคว์เป็นจักรวรรดิโรมที่3(Third Rome) ดังนั้นหลังค.ศ.1497 อินทรี 2 หัวจึงเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงให้เห็นว่ากษัตริย์รัสเซียมีความยิ่งใหญ่เทียบเท่าจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ เนื่องจากกษัตริย์ของจักรวรรดิดังกล่าวเคยประกาศตนเป็นผู้สืบทอดจารีตของศาสนาคริสต์แบบโรมัน( the Christian Roman tradition) บนหน้าบันที่พระราชวังเครมลินก็มีตราแผ่นดินรูปนกอินทรี 2หัวบนพื้นแดงติดตั้งอยู่

ในสมัยราชวงศ์โรมานอฟ(ค.ศ.1613-1917) ตรงกับรัชสมัยของกษัตริย์มิคาอิล(Mikhail I Fyodorovich Romanovค.ศ.1596-1645) อินทรี2หัวก็ถูกตกแต่งด้วยมงกุฎ 3 องค์เป็นครั้งแรกในปีค.ศ.1625 โดยมีการสันนิษฐานว่า อาจหมายถึงการยึดครองอาณาจักร 3 แห่ง ได้แก่ คาซาน อัสตราคานและไซบีเรีย(kingdoms of Kazan, Astrakhan, and Siberia) หรืออาจหมายถึงการรวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของอาณาจักรรัสเซียทั้งปวง ได้แก่ รัสเซีย ยูเครนและเบลารุส) หรืออาจหมายถึงความเป็นจักรวรรดิโรมที่3ก็ได้ ส่วนสัญลักษณ์ของคธา(และรูปโลกในอุ้งเล็บของนกอินทรี หมายถึง ความมีอธิปไตยและและความมีอำนาจ



ถ้วยสุราแบบรัสเซียทำด้วยหินหยกเขียว ด้ามเป็นตราราชวงศ์โรมานอฟ สลักลายลงยาสีต่างๆ ประดับเพชร ทับทิมและไข่มุกฝีมือช่างของฟาแบร์เช่ ชื่อ Henrik Wigstromสันนิษฐานว่าเป็นของถวายที่ระลึกในการเสด็จพระราชดำเนินเยือนรัสเซีย ในค.ศ. 1897 (ภาพอ้างจาก เรือนไทย.คอม ขอขอบคุณเป็นอย่างยิ่ง)


ตราราชวงศ์โรมานอฟ สลักลายลงยาสีต่างๆ ประดับเพชร ทับทิมและไข่มุก อ้างจาก เรือนไทย.คอม (ขอขอบคุณเป็นอย่างยิ่ง) ตราแผ่นดินของสาธารณรัฐรัสเซีย(The coat of arms of the Russian Federation)ในปัจจุบันเริ่มใช้ตั้งแต่ค.ศ.1993 แม้จะมีการปกครองแบบสาธารณรัฐแล้วแต่ก้ยังคงรักษารูปแบบตราสัญลักษณ์ดั้งเดิมเอาไว้
(ขอขอบคุณWikipedia)

วันเสาร์ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2554

Seafaring, Spice route, Sacred Christ

เวลา13.30-16.30 สถานที่Main Hall,
Maha Chulalongkorn Building,
Chulalongkorn University

เก็บความและเรียบเรียง โดย พิทยะ ศรีวัฒนสาร

ศ. ดร. นิธิ เอียวศรีวงศ์
ประเด็นทางการค้า
วัตถุประสงค์ของการเดินเรือของโปรตุเกส 3 ประการใหญ่ คือ สำรวจทางทะเล แสวงหาเครื่องเทศและผูกขาดการค้าเครื่องเทศที่จะนำไปขายในยุโรป ปรากฏว่าโปรตุเกสลงทุนสูง แต่ผลที่ได้กลับไม่คุ้มค่า เพราะมีหลักฐานว่า สินค้าเครื่องเทศที่ส่งผ่านทางบกไปยังอิตาลียังมีปริมาณสูงมากกว่าปริมาณเครื่องเทศที่ส่งผ่านลิสบอนไปยังยุโรป นอกจากนี้โปรตุเกสยังมิได้ตั้งบริษัทการค้าแบบรวมทุนดังเช่นอังกฤษและฮอลันดา ทุนของโปรตุเกสจึงมีจำกัด เมื่ออังกฤษและฮอลันดาเข้ามา พ่อค้าโปรตุเกสจึงทุนของทั้งสองงชาติดังกล่าวไม่ได้

อย่างไรก็ดี ในช่วงเวลาหนึ่ง โปรตุเกสได้นำผลกำไรจากการค้าเครื่องเทศมา “Reinvest” เพื่อลงทุนในเรื่องของการต่อเรืออย่างจริงจัง ส่งผลให้เรื่อโปรตุเกสมีสมรรถภาพมากกว่าเรือสำเภาจีน และใช้คนน้อยกว่า แต่การค้าในเอเชียมีต้นทุนสูงมากและไม่คุ้ม เพราะต้องนำผลกำไรมาปราบปรามโจรสลัดด้วย ซึ่งในที่นี้หมายถึงพวกที่เข้ามาค้าขายทางทะเลโดยไม่ได้รับอนุญาต นอกจากนี้ชาวมลายูจากอาเจะห์ยังโจมตีมะละกาหลายๆครั้ง ฮอลันดาก้คุกคามความมั่นคง

ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ เสนอว่า ในช่วงเวลาประมาณคริสต์ศตวรรษที่16 – 17 พ่อค้ายุโรปยังไม่มีสินค้าของตนนำออกมาขายในเอเชีย จึงต้องนำสินแร่เงิน(Silver) ในอเมริกาออกมาแลกเปลี่ยนกับสินค้าของเอเชีย โดยเฉพาะสเปน แต่โปรตุเกสไม่มีสินแร่เงินของตน กำไรทางการค้าในเอเชียจึงเป็นกำไรที่เกิดจากการซื้อขายสินค้ากันเองในเอเชียมากกว่า อาทิ ไหม เครื่องถ้วยจีน เครื่องเทศ ของป่า ไม้หอม ฯลฯ และดูเหมือนว่าสินค้าสำคัญในเอเชีย คือ เรือกำปั่นแบบยุโรป โปรตุเกสจึงจำเป็นต้องหาเมืองท่าหรืออาณานิคม เพื่อ ทำให้ตนมีอิทธิพลควบคุมตลาดที่จะนำสินค้าไประบาย

บริษัทEast India Company ของอังกฤษก็ประสบปัญหาเรื่องการค้าขาดทุนจนกระทั่งเอาฝิ่นมาขายในเอเชียจึงประสบความสำเร็จทางการค้ามากกว่าชาติอื่น ขณะที่โปรตุเกสเมื่อรู้ตัวว่า จะต้องเป็นพ่อค้าคนกลางค้าขายภายในเอเชียก็สายเสียแล้ว เพราะการเข้ามาของฮอลันดา

ประเด็นทางด้านวัฒนธรรม
ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ เสนอว่า โปรตุเกสมีอิทธิพลทางวัฒนธรรมมากที่สุดในเอเชีย เมื่อเปรียบเทียบกับชาวตะวันตกชาติอื่นโดยไม่นับรวมสเปน เพราะวัฒนธรรมของโปรตุเกสจะกระจายมากกว่าในขณะที่วัฒนธรรมของสเปนจะกระจุกตัวอยู่เพียงในประเทศฟิลิปปินส์เท่านั้น

ปัญหาอย่างหนึ่งของโปรตุเกส คือ การไม่มีกองทหารประจำการจริงๆกองทัพของโปรตุเกส ประกอบขึ้นมาจากการเกณฑ์ผู้คนหลากหลายชนชั้นในโปรตุเกสมาเป็นกำลังในการยึดครองดินแดนต่างๆในแอฟริกาและเอเชีย โปรตุเกสมีทั้งขุนนางและไพร่เข้ามาทำงานในเอเชียและแอฟริกา ซึ่งคนเหล่านี้เมื่อเข้ามารับใช้ผู้ปกครองพื้นเมืองแล้วก็ไม่ยอมเดินทางกลับมาตุภูมิ องค์กรศาสนาของโปรตุเกสต่างจากชาติอื่นๆ คือ ไม่มีการรังเกียจเรื่องผิว มีการส่งเสริมให้แต่งงานกับชาวพื้นเมืองจนมีลูกหลาน พ่อค้าฮอลันดาและอังกฤษมีลูกเมีย เมื่อครบวาระการดำรงตำแหน่งก็ต้องกลับไป แต่ชุมชนโปรตุเกส เมื่อมีลูกเมีย กลับไม่ยอมเดินทางกลับมาตุภูมิ

โปรตุเกสไม่ประสบความสำเร็จด้านการเผยแพร่ศาสนา พระของโปรตุเกสแบ่งเป็น พระกลุ่มบุกเบิก กับ พระประจำโบสถ์ ทำให้พระโปรตุเกสไม่มีปัญหาขัดแย้งกันเอง

ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ เชื่อว่า ชาวคริสเตียนโปรตุเกสในสยามกับกัมพูชาไม่รู้จักกัน แต่ก็สามารถอยู่ร่วมกันได้เมื่อชาวคริสต์ในกัมพูชาหนีภัยเข้ามาในยาม พระรู้จักกันผ่านพระบาทหลวง

ท้าวทองกีบม้าเป็นตัวอย่างของคนโปรตุเกสเชื้อสายญี่ปุ่นที่อพยพมาจากกัมพูชา

วัฒนธรรมโปรตุเกสที่แพร่เข้ามาในสยาม ได้แก่ เครื่องดนตรีประเภทไวโอลิน เพลงไทยสำเนียงฝรั่ง สถาปัตยกรรมและภาษาโปรตุเกส

ผศ.ดร.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ
โปรตุเกสในเอเชีย
การเข้ามาของโปรตุเกสในเอเชีย ถือเป็นการรุกรานเอเชียครั้งแรก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นครั้งแรกที่ชาติตะวันตกใช้นโยบายเรือปืนในเอเชีย เพื่อผลประโยชน์ทางการค้า

สินค้าที่โปรตุเกสสนใจ คือ เครื่องเทศซึ่งมีราคาแพงมากในยุโรปและต้องเป็นอำมาตย์จึงจะมีโอกาสได้ใช้ นอกจากนี้ก็มีสินค้าประเภท สมุนไพร เครื่องหอม ของป่า พริกไท อบเชย กานพลู จันเทศ กระวาน ขิง ฯลฯ เพื่อวัตถุประสงค์เรื่องการถนอมอาหาร แต่ก่อนการเดินทางสำรวจทางทะเลของโปรตุเกสนั้น เวนีสเป็นผู้ผูกขาดการค้าเครื่องเทศอยู่ก่อนแล้ว

โปรตุเกสยังให้ความสนใจในการเดินทางค้นหาดินแดนของกษัตริย์เพรสเตอร์ จอห์น (Prester John)ซึ่งเคยเชื่อว่าเป็นอาณาจักรของชาวคริสต์โบราณในตำนานของ St. Thomas (São Tomé) ผู้ซึ่งตายจากการอุทิศตนแก่ศาสนา(Matyr)

ยุคนั้น ชาวยุโรปไม่รู้จักอินเดียจึงประมาณกันว่า ดินแดนของอินเดียอาจเริ่มต้นที่แม่น้ำไนล์แล้วไปสิ้นสุดที่ใดสักแห่งหนึ่ง หนังสือของมาร์โคโปโล เขียนกันหลายเวอร์ชั่นมาก อาทิ เวอร์ชั่นของ อิบน์ บาตูตา(Ibn Batuta, 1304-1368)

ข้อมูลจาก http://www.associatedcontent.com/article/411216/marco_polo_ibn_battuta.html

Travel of Sir John Mandeville หรือ "Jehan de Mandeville", เผยแพร่ราวค.ศ.1380 แต่เซอร์ จอห์น ผู้นี้อาจไม่มีตัวตนจริง และผุ้เขียนตัวจริง คือ จาน เดอ ลังญี (Jan de Lagni) ต่อมามีการพิสูจน์ว่าเป้นบันทึกการเดินทางของมาร์โค โปโล


พาหนะที่โปรตุเกสใช้เดินทาง คือ เรือนาว( Nau) ซึ่งเป็นเรือหลายใบไม่ใช้ฝีพาย อุปกรณ์สำคัญของโปรตุเกส คือ แผนที่แบบPortolan Chart

http://www.google.co.th/

และเครื่องวัดมุมโดยอาศัยแสงอาทิตย์ช่วยแบบAstrolabe

http://www.google.co.th/

ขณะที่ฮอลันดาใช้เครื่องวัดดวงดาวเป็นอุปกรณ์สำคัญ ทำให้สามารถเดินทางในเวลากลางคืนได้

ภาพจาก http://www.causamerita.com/nau1.jpg

ดร.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐกล่าวว่า บันทึกของอาซูไวรา นักประวัติศาสตร์ชาวโปรตุเกส ระบุถึงบทบาทของเจ้าชายเฮนริกด้านการส่งเสริมการเดินเรือ แต่ปัจจุบัน มีการตั้งคำถามถึงความเป็นไปได้ของบทบาทดังกล่าว

ในการสำรวจทางทะเลนั้น เมืองใดที่ยึดได้ โปรตุเกสก็จะสร้างป้อม(Fortalesa)ขึ้นรักษาพื้นที่ เมืองใดที่ยึดไม่ได้ก็จะสร้างโรงสินค้า(Feitoria)

โคลัมบัส(Christopher Columbus)เป็นชาวเมืองเยนัว แต่พยายามจะมาเดินเรือให้โปรตุเกส/ สเปน

Vasco da Gama ได้พิสูจน์ให้เห้นว่า เขารู้จักกรแสน้ำในมหาสมุทรแอตแลนติกและอินเดียเป็นอย่างดี ใน ปี ค.ศ. 1498 เขาสามารถเข้ามาตั้งสถานีการค้าขึ้นที่เมืองCochin ในอินเดีย เส้นทางการเดินเรือของเขาเริ่มจาก ลิสบอน ข้ามทะเลไปยังหมู่เกาะเคปเวิร์ด (Capa Verde) จากนั้นวกเข้าแหลมGood Hope แล้วมุ่งสู่ปลายทางที่กาลิกัต

ฟรานซิสกู ดึ อัลไมดา (Francisco de Almeida) อุปราชโปรตุเกสคนแรก

A portrait of Francisco de Almeida in the National Museum of Ancient Art. อุปราชคนแรกแห่ง State of India(Estado da Índia, 1505). (อ้างจาก Wikipedia)

เรือ Carrack ของ อัลไมดา (Wikipedia)

ค.ศ.1510 อัลฟองซู ดึ อัลบูแกร์กึ(Alfonso de Albouquerque) ศักดินาต่ำกว่าอัลไมดา ป็นอุปราชโปรตุเกสแห่งอินเดียคนที่2 ยึดกัวและมะละกา เพื่อคุมการค้าเครื่องเทศ

โปรตุเกสยึดครองเมืองกัวได้ จากนั้นก็ย้ายศูนย์กลางจากโคชินไปอยู่เมืองกัวนานถึงค.ศ.1966จึงคืนให้แก่อินเดีย

โปรตุเกสมีเมืองท่าสถานีการค้าและป้อมปราการ รวม 14 แห่ง เช่น เตอร์เนต ดิว กัว โคชิน โคลัมโบ บอมเบย์ อัมบอยนา มาเก๊า มะละกาฯลฯ นอกจากนี้ยังกระจายไปอยู่เซาโตเม มาลิอาปอร์ (นอกเมืองมัทราส) ฮูกห์ลี มากัสซาร์ ปาร์ลิกัต ปอร์ตู นูวู อยุธยา นอกจากนี้ยังได้สร้างเมืองโซลอร์และนางาซากิด้วย [1]

สิทธิในการเผยแพร่ศาสนา
บาทหลวงโปรตุเกสส่วนใหญ่สังกัดคณะโดมินิกันและฟรานซิสกัน ที่เมืองกัวบาทหลวงโปรตุเกสส่วนใหญ่สังกัดคณะออกุสติน มุ่งให้ความช่วยเหลือทางจิตวิญญาณแก่ชาวโปรตุเกสและครอบครัว

บาทหลวงเยซูอิตส่วนใหญ่จะให้ความสนใจคนพื้นเมือง
บันทึกในห้องสมุดที่ประเทศโปรตุเกสและสำนักวาติกันยังไม่ได้อ่านและตีพิมพ์เผยแพร่ยังมีอีกมาก บันทึกการเดินทางของปินโต(Pérégrinação)เป็นหนังสือที่นักเรียนชาวโปรตุเกสปัจจุบันใช้เป็นแบบเรียน

หนังสือเรื่อง Os Lusídas ของลูอิช กามอยช์ (Luís de Camões)

http://www.google.co.th/
เป็นมหากาพย์สดุดีการเดินทางของวาสโก ดา กามา โดยเขาระบุว่า การเดินทางของกามอยช์เกิดจากแรงบันดาลใจของพระเจ้า

กามอยช์มีเรื่องทเลาะกับชาวบ้านจึงถูกส่งไปทำงานลบล้างความผิดในอินเดีย แต่มีเรื่องบาดหมางกับอุปราชที่อินเดียจึงถูกส่งไปยังมาเก๊า 2 ปี เคยผจญภัยเรือแตกในเวียดนามด้วย เขาอยู่ในเอเชียนานถึง 17 ปี

ความเสื่อมของโปรตุเกส
ค.ศ.1580 เริ่มเสื่อมอิทธิพล เพราะรวมกับสเปน ซึ่งอาจมีสาเหตุอื่นอีก โดยเฉพาะเรื่องการทุจริตต่อหน้าที่ของขุนนางโปรตุเกส ซึ่งมีวาระอยู่ในตำแหน่งหน้าที่ คราวละ 2 ปี จึงใช้เวลาดังกล่าวตักตวงผลประโยชน์ ตั้งคนของตนมาทำหน้าที่แทนคนเก่า เพื่อสร้างฐานะให้ทันในช่วง 2 ปี นอกจากนี้ยังถูกชาวพื้นเมืองต่อต้านด้วย

โปรตุเกสเสียมะละกาแก่ฮอลันดา ค.ศ.1640 จากนั้นก้ทยอยเสียเมืองต่างแก่ตามลำดับ จนกระทั่งเหลือเพียง 3 เมือง ในอินเดีย คือ ดิว กัว ดาเมา

ผลจากการสร้างสถานีการค้าของโปรตุเกส
-ทำให้การค้าในเอเชียขยายตัวโดยมีโปรตุเกสเป็นคนกลาง
-การเข้ามาของเทคโนโลยี
-การเกิดชุมชนโปรตุเกส
-การเกิดคนครึ่งชาติ(Meztiço)

บาทหลวงสุรชัย ชุ่มศรีพันธุ์
ปัจจุบันคริสเตียนในประเทศไทยมี 300,000 คนเศษ เท่านั้น ชาวโปรตุเกสในคริสต์ศตวรรษที่16 มีความเชื่อและศรัทธาต่อศาสนาต่างจากชาวโปรตุเกสในปัจจุบัน

ในคริสต์ศตวรรษที่16 ชาวโปรตุเกสเชื่อว่า พระเจ้าสร้างโลกและสรรพสิ่งทั้งหลาย ตรงกับความเชื่อซึ่งปรากฏในงานของPinto และ Luís de Camões พวกเขาเชื่อว่า แผ่นดินเป็นของ “พระ” ดังนั้นเมื่อสำรวจพบดินแดนแล้วจึงต้องไปขอแผ่นดินจาก “พระ” พระสันตะปาปาทรงเป็นตัวแทนของพระเจ้า โดยเสนอว่า โปรตุเกสจะประกาศศาสนาให้คนพื้นเมือง ความศรัทธาของโปรตุเกสทำให้พระสันตะปาปาพอใจ เนื่องจากตามปกติ พระสันตะปาปาต้องจ่ายเงินในการเผยแพรศาสนาเอง ดังนั้นจึงเขียนเอกสารอนุญาต(Bull / Bula of Pope) มอบอำนาจให้โปรตุเกสครอบครองแผ่นดินที่ไม่มีผู้ใดเป็นเจ้าของโดยต้องหาสังฆราชเอง สร้างโบสถืเองและเผยแพร่ศาสนาเอง

เมื่อคริสโตเฟอร์ โคลัมบัสเชื่อว่าโลกกลม ขณะที่คนอื่นเชื่อว่าโลกแบน การเดินทางไปอินเดียก็สามารถมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตกได้เช่นกัน เมื่อเขาไปเสนอโครงการสำรวจทางทะเลกับกษัตริย์โปรตุเกส กลับถูกจับขึ้นศาลไต่สวนทางศาสนา (Inquisition) เพราะเป็นความเชื่อที่สวนทางกับพระคัมภีร์

โคลัมบัสหนีไปสเปนได้ ตรงกับรัชสมัย Queen Ezobella ปรากฏว่าเขาก็ถูกทางการสเปนจับเช่นกัน หลังจากนั้นเขาได้พบกับพระผู้ฟังการสารภาพบาปของราชินีอีโซเบลลา และเสนอแผนการสำรวจทางทะเลแก่พระรูปนั้น ทำให้ราชินีอีโซเบลลาเชื่อและขายเครื่องประดับเพชรเพื่อซื้อเรือและเป็นทุนสนับสนุนการเดินทางสำรวจของโคลัมบัสในที่สุด ทำให้พบโลกใหม่และยื่นขอแผ่นดินจากพระสันตะปาปา ทำให้โปรตุเกสไม่พอใจ Pope จึงไกล่เกลี่ยด้วยสัญญาTordessillas โดยแบ่งพื้นที่โลกออกเป็นเป็นสองส่วน ให้ซีกโลกตะวันตกเป็นของสเปน ซีกโลกตะวันออกเป็นของโปรตุเกส แต่พระสันตะปาปา ก็ยังแบ่งบราซิลให้แก่โปรตุเกส

ความเชื่องช้าของโปรตุเกสทำให้สเปนซึ่งมีอิทธิพลทางทหารมากกว่ายึดฟิลิปินส์เป็นอาณานิคม ขณะที่โปรตุเกสยังคงมุ่งค้าขายเล็กน้อยๆในเอเชีย

โปรตุเกสได้ส่งบาทหลวงเข้ามาเผยแพร่ศาสนาในเอเชีย ได้แก่ คณะโดมินิกัน ฟรานซิสกันและเยซูอิต โดยอาศัยสิทธิพิเศษทางศาสนา(Padroado Portuguese) โดยมีเงื่อนไขว่าไม่ว่าจะเป็นมิชชันนารีชาติใด ต้องเปลี่ยนชื่อเป็นโปรตุเกส เรียนภาษาโปรตุเกส สาบานว่าจะเชื่อฟังกษัตริย์โปรตุเกส และเผยแพร่ศาสนาในนามของทางการโปรตุเกส เมื่อเดินทางไปเผยแพร่ศาสนาในจีน โคชิจีน และตังเกี๋ย ปรากฏว่ากลับถูกเบียดเบียนทางศาสนาอย่างรุนแรง ยกเว้นในสยาม

อย่างไรก็ดี โปรตุเกสเองก็ยังมิได้ประกาศศาสนา(คือ การเผยแพร่คำสอนแก่คนนอกศาสนา) ในเอเชียทันที ส่งผลให้มีบาทหลวงคณะ Mission Étrangère de Paris (MEP) เข้ามาสวมบทบาทนี้แทนในจีน โคชินจีน และตังเกี๋ย แต่กลับถูกเบียดเบียนทางศาสนาเช่นกัน นอกจากนี้ทางการโปรตุเกสหรือแม้แต่ชุมชนโปรตุเกสก็ไม่ยอมรับเช่นกัน ถึงกับมีหลักฐานการสั่งให้ทหารจับกุมบาทหลวงของคณะMEP

ในสยามนั้น ค่ายโคชินจีนของชาวเวียดนามให้การปกป้องบาทหลวงคณะMEPจึงเป็นสาเหตุของการขัดแย้งระหว่างชาวโปรตุเกสในสยามกับบาทหลวงคณะMEPที่มาใหม่

ชาวคริสต์มีจารีตว่า คนเราแต่งงานได้เพียงครั้งเดียว ไม่มีสิทธิ์แต่งงานใหม่อีกครั้ง นอกจากนี้ยังมีธรรมเนียมว่า เมื่อแต่งงานแล้วไม่มีสิทธิ์จับปืน(เป็นทหาร)อีก การแต่งงานของชาวคริสต์แต่ละคนจะต้องได้รับอนุญาตจากศาสนจักร ดังนั้น บางครั้งชาวคริสต์จึงต้องเดินทางไปขออนุญาตแต่งงานจากPopeไกลถึงยุโรป จนอาจต้องใช้เวลานานถึง 3 ปี Popeในคริสต์ศตวรรษที่16เชื่อว่า การแต่งงานเป็นเรื่องเคร่งครัดศักดิ์สิทธิ์และต้องอยู่กันจนตาย

กรณีของพระเจ้าเฮนรีที่8 ซึ่งเป็นกษัตริย์ที่เคร่งศาสนามากของอังกฤษ แต่เมื่อเบื่อราชินีและต้องการแต่งงานใหม่ เมื่อของอนุญาตจากPopeแล้วไม่ได้รับอนุมัติ จึงใช้วิธีเปลี่ยนศาสนาใหม่ เป็นนิกายChurch of Anglican และตั้งกฎว่า ศาสนาต้องขึ้นตรงต่อกษัตริย์เท่านั้น

ปัจจุบันนิกายแองกลิกัน มีพระสงฆ์และสังฆราชเป็นหญิง ทำให้สงฆ์แองกลิกันอยากกลับมาสังกัดนิกายคาธอลิกอีกครั้ง

ในเมืองพระนครศรีอยุธยา การแต่งงานระหว่างชาวโปรตุเกสกับชาวสยามเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ เมื่อมีลูกก็สามารถบวชเป็นสงฆ์ได้ เช่นกรณีของ António Pinto นักเรียนบ้านเณรชาวสยาม ซึ่งต้องเรียนภาษาละติน แล้วสามารถแสดงธรรมได้อย่างประทับใจต่อหน้าของเชอวาลิเยร์ เดอ โชมองต์จนถึงกับได้รับคำชมว่า เทียบเท่าผู้ที่เรียนจบจากมหาวิทยาลัยซอร์บอนได้เลย

เมื่อโกษาปานไปฝรั่งเศสก็นำปินตูไปด้วย และได้แสดงธรรมต่อหน้าคาร์ดินัลและสังฆราชในมหาวิหารNotre Dame de Paris ชื่อเสียงของปินตูได้ยินถึงPope ทรงอยากฟังการแสดงธรรมของเขา เมื่อได้ฟังก็ทรงทำนายว่า ปินตูจะได้เป็นถึงสังฆราชแห่งสังฆมณฑลสยาม แต่น่าเสียดาย เมื่อปินตูกลับมาสยามได้ 2 ปีก็ป่วยตาย

ชาวคริสต์สมัยนั้นถือว่าการแต่งงานต้องถูกต้อง หากไม่ถูกต้องก็ร่วมพิธีไม่ได้ ถ้าตายก็จะถูกฝังนอกป่าช้า โดยไม่ได้แก้บาป ไม่ได้รับศีล ซึ่งหมายถึงจะต้องตกนรกตามความเชื่อทางศาสนา ถูกประจานให้คนเป็นที่ผ่านไปมาฟัง

กฎที่เคร่งครัดทางศาสนาของชาวคริสต์ในคริสต์ศตวรรษที่16-19 คือ
-ฟังเทศน์ปีละ 100 ครั้ง ผู้เทศน์ต้องได้รับการแต่งตั้ง หากไม่ได้รับการแต่งตั้ง ไม่มีสิทธิ์เทศน์ คริสตังในสยามจึงเสี่ยงต่อการผิดกฎข้อนี้มาก
-ชาวคริสต์ต้องมาโบสถ์และแก้บาปอาทิตย์ละครั้ง
-ฟังเทศน์วันปัสกาล(วันคืนชีพของพระคริสต์)ปีละครั้ง
-อดอาหาร 160 วันต่อปี(สมัยนี้ปีละ 2 วัน บางคนยังไม่ค่อยจะทำกัน)
-ต้องเชื่อในเรื่อง พระคุณการุณย์
-ชาวโปรตุเกสเชื่อเรื่องไสยศาสตร์ โชคลาง เพราะชาวยุโรปผ่านเรื่องร้ายๆมามาก เช่น โรคกาฬโรค พวกเขาเชื่อว่า มีสาเหตุมาจากการที่มีชาวยิวเข้ามาอยู่ในยุโรปมาก จึงเกิดเหตุการณ์ฆ่าล้างหมู่บ้านชาวยิว[2]
-ชาวยิวถูกมองว่ามีบาปเพราะเป็นผู้ฆ่าพระคริสต์ในอดีต
-ชาวโปรตุเกสติดรูปพระ ไม้กางเขน รูปภาพ สิ่งศักดิ์สิทธิ์และนักบุญที่แท่นบูชาขนาดใหญ่ในบ้านมากกว่าชาติอื่น แม้แต่หน้าบ้านยังติดแผ่นกระเบื้องเคลือบอะซูเลจู(Azulejo)[3] อันมีชื่อเสียงด้วย

A B
ตัวอย่างกระเบื้องเคลือบทำเป็นแผ่นอะซูเลจู ที่บ้านของเอกอัครราชทูตโปรตุเกสก็มี แบบB เป็นแบบดั้งเดิมของโปรตุเกส

แบบC
[1] ในปัตตานีก็มีชุมชนโปรตุเกส
[2] เป็นเหตุให้ชาวยิว เปลี่ยนศาสนามาเป็นคาธอลิกกันมาก
[3] เป็นคำเรียกแผ่นกระเบื้องเคลือบรูปสี่เหลี่ยมที่ออกแบบเป็นรูปหรือลวดลายต่างๆ ในSpain, Italy, Holland, Turkey, Iran and Moroccoก็มี แต่ของดปรตุเกสมีชื่อเสียงมากที่สุด

วันศุกร์ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2554

เก็บตกนิทรรศการมรดกสถาปัตยกรรมโปรตุเกส 10 พฤษภาคม - 3 มิถุนายน 2554

รายงานโดย พิทยะ ศรีวัฒนสาร


วันที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2554 เป็นวันชาติโปรตุเกส ปีนี้ผู้เขียนได้รับบัตรเชิญไปร่วมงานฉลอง ดังกล่าว ณ โรงแรมรอยัล ออร์คิด เชอราตัน แต่มีปัญหาทางเทคนิคเล็กน้อย เนื่องจากทำบัตรเชิญหาย และเข้าใจว่าตนเองยังไม่ได้รับบัตรเชิญดังกล่าว ผู้อำนวยการศูนย์วัฒนธรรมโปรตุเกส ณ กรุงเทพฯ สอบถามมาว่า ไม่พบหน้าในวันงาน สบายดีหรือเปล่า ผุ้เขียนตอบว่าเสียดายที่ไม่ได้รับบัตรเชิญ เป็นเหตุให้มีการไล่เรียงหาคำตอบ ซึ่งเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบยืนยันว่า ได้ส่งบัตรเชิญมาแล้ว จนกระทั่งเพิ่งหาเจอเมื่อเช้าวันที่ 17 มิย. 54 จึงขออภัยผู้เกี่ยวข้องอเป็นย่างยิ่งมา ณ ที่นี้ ครับ



อย่างไรก็ดี ผู้เขียนได้ร่วมเฉลิมฉลองโอกาสสำคัญนี้ ด้วยการจัดการความรู้และเผยแพร่ภาพเคลื่อนไหวบางส่วนของนิทรรศการ เรื่อง มรดกสถาปัตยกรรมโปรตุเกส ซึ่งจัดระหว่างวันที่ 10 พฤษภาคม - 3 มิถุนายน 2554 ณ พระที่นั่งอิศราวินิจฉัย ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร สำหรับบางท่านที่พลาดโอกาสในการเรียนรู้เรื่องราวทางด้านสถาปัตยกรรมโปรตุเกสในเอเชียและแอฟริกาจากนิทรรศการข้างต้น โดยหวังว่าจะมีประโยชน์แก่ผู้สนใจบ้างไม่มากก็น้อย



หลังจากนี้แล้ว ผู้จัดงานจะนำนิทรรศการนี้ไปจัดแสดงในประเทศต่างๆ ที่เกี่ยวข้องต่อไป



พิธีกรจากสถานทูตโปรตุเกสกับภัณฑารักษ์ กรมศิลปากร ร่วมแรงร่วมใจกันทำงาน



ดร.โสมสุดา ลียวณิช อธิบดีกรมศิลปากรกล่าวรายงาน




ภาพจากวิดีทัศน์




























วันอาทิตย์ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

ศิลปะกระจกสี39ภาพที่โบสถ์ซางตาครูซ ชุมชนเชื้อสายโปรตุเกสย่านกุฎีจีน

พิทยะ ศรีวัฒนสาร เรียบเรียง
ศานติ สุวรรณศรี เอื้อเฟื้อข้อมูลและถ่ายภาพกระจกสี



๑. พระผู้เป็นเจ้า (พระยาเวห์-Yaweh)ทรงสร้างสรรพสิ่งบนโลกมนุษย์ทรงสร้างอาดัมและเอวา
กระจกสีภาพที่1
๒. อัครเทวดามิคาแอล (เซนต์ไมเคิล) กำลังต่อสู้กับเหล่าปีศาจและส่งปีศาจลงไปอยู่ในนรก

กระจกสีภาพที่2
๓. ยุคน้ำท่วมโลก โนอาร์ซึ่งเป็นลูกหลานอาดัม-อีวา(Adam-Eva) รุ่นที่ 10พระผู้เป็นเจ้าทรงรักและให้โนอาห์(Noah)ต่อเรือลำใหญ่พาสัตว์ต่าง ๆ เป็นคู่ ๆขึ้นไปไว้บนเรือก่อนที่พระเจ้าจะทำลายล้างโลกด้วยน้ำท่วมใหญ่ฝนตก 40 วัน 40 คืน


กระจกสีภาพที่3
๔. อับราฮัม(Abraham)เป็นผู้นำที่พระผู้เจ้าทรงเลือกสรร พระองค์ทรงลองใจอัมราฮัมให้นำลูกชาย ชื่อ อิซาอัค (Isaac)มาบูชายัญต่อพระเจ้า ซึ่งต่อมาเทวดาได้มาห้ามไว้ พระเจ้าได้อวยพรแก่อับราฮัมให้ลูกหลานของเขามีจำนวนเท่ากับดวงดาวบนท้องฟ้า


กระจกสีภาพที่4
๕. ในยุคต้นราชวงศ์ที่ 19 ของอียิปต์ ชาวฮิบรูตกเป็นทาสอยู่ในอียิปต์ ทารกเพศชายของชาวฮิบรูที่เกิดใหม่ต้องถูกฆ่าทิ้ง โมเสสถูกซ่อนไว้ 3 เดือน ต่อมาจึงถูกนำมาลอยน้ำ ธิดาฟาโรห์มาพบและนำมาเลี้ยงเป็นลูกชายของเธอ ต่อมาโมเสสเป็นผู้นำชาวฮิบรูปลดปล่อยจากการเป็นทาสของชาวอียิปต์

กระจกสีภาพที่5
๖. โมเสส(Moses)ขึ้นไปบนเขาซีนาย(Sinai)เพื่อรับบัญญัติ 10 ประการ (10 commandments)ที่พระเจ้าประทานแก่ชาวฮิบรู(Hebrews)ให้เป็นหลักแห่งการปกครองและจริยธรรม

กระจกสีภาพที่6
๗. ดาวิด(David)ได้ฆ่ายักษ์โกไลแอต(Goliath)ศัตรูที่เข้ามารุกรานประเทศอิสราเอล(Islrael)ที่กำลังเริ่มต้นสร้างประเทศ จากนั้นดาวิดได้ถูกยกขึ้นเป็นกษัตริย์ปกครองประเทศอิสราเอล

กระจกสีภาพที่7
๘. เทวดาคาเบรียล(Gabriel)ได้มาพบหญิงพรหมจารีย์ชื่อ “มารีอา” ขอให้เธอยอมรับการเป็นมารดาขององค์พระผู้ไถ่ (พระเยซู Jesus Christ)) โดยอำนาจของพระบิดาผ่านทางพระจิต

กระจกสีภาพที่8
๙. พระนางมารีอา(Maria)เสด็จเยี่ยมนางเอลิซาเบธ (Elizabeth)ญาติของพระนางซึ่งเทวดาแจ้งว่า ตั้งครรภ์เช่นกันด้วยอำนาจของพระเจ้า บุตรในครรภ์ของนางอริซาเบท คือ นักบุญยวง เดอะ แบพตีสต์(๋John the Baptist)


กระจกสีภาพที่9
๑๐. หลังจากที่องค์พระเยซูเจ้าทรงประสูติที่เมืองเบธเลแฮม(Bethlehem)ได้ 40 วัน นักบุญยอเซฟและพระนางมารีอาได้นำพระกุมารเยซูมาถวายต่อพระวิหารที่กรุงเยรูซาเล็ม ตามกฎบัญญัติของโมเสส

กระจกสีภาพที่10
๑๑. แปดเดือนหลังจากที่พระกุมารเยซูประสูติ โหราจารย์(Magis คือ นักปราชญ์) 3 คนจากเปอร์เซีย ซึ่งติดตามดาวแห่งกษัตริย์มายังเบธเลแฮม จนได้พบกับพระกุมารเยซูพร้อมทองคำ กำยาน และมดยอบ จากนั้นเทวดาได้มาบอกนักบุญยอแซฟให้หนีกษัตริย์เฮโรดซึ่งจะมาตามฆ่าไปยังอียิปต์

กระจกสีภาพที่11
๑๒. หลังจากที่กษัตริย์เฮโรด(Herod)ตายแล้ว เทวดาได้มาพบนักบุญยอแซฟให้พาครอบครัวไปยังบ้านเกิดของนักบุญยอแซฟที่เมืองนาซาเร็ท(Nazareth) พระเยซูในวัยเด็กได้ฝึกฝนและเรียนรู้ในวิชาช่างไม้ที่นี่

กระจกสีภาพที่12
๑๓. เมื่อพระเยซูอายุได้ 12 ปี นักบุญยอแซฟพาครอบครัวมาฉลองเทศกาลยบัสกาที่กรุงเยรูซาเล็ม ขากลับนักบุญยอแซฟ(Joseph)และพระนางมารีอาพลัดหลงกับพระเยซู 3 วัน ต่อมาทั้งสองได้ย้อนกลับมาที่พระวิหารในกรุงเยรูซาเล็มพบพระเยซูเจ้ากำลังสนทนาธรรมกับเหล่าธรรมาจารย์

กระจกสีภาพที่13
๑๔. พระเยซูเจ้าทรงรับพิธิล้างบาปจากนักบุญยวง เดอะ แบพติสท์ มีพระจิตเสด็จลงมาในรูปนกพิราบ เพื่อเป็นประจักษ์พยานแห่งการเป็นองค์พระผู้ไถ่ของพระเยซูเจ้า


กระจกสีภาพที่14
๑๕. พระเยซูเจ้าพร้อมแม่พระและเหล่าสาวกไปร่วมงานแต่งงานที่หมู่บ้านคานา พระเยซูเจ้าทรงแสดงอัศจรรย์เป็นครั้งแรกโดยทรงทำให้น้ำเปล่ากลายเป็นเหล้าองุ่น

กระจกสีภาพที่15
๑๖. พระเยซูเจ้าพร้อมเหล่าสาวก พระองค์กำลังเทศนาสั่งสอนผู้คนที่ติดตามพระองค์มากถึง 5,000 คน พระองค์ทรงแสดงอัศจรรย์ทวีคูณปลา 2 ตัว และขนมปัง 5 ก้อน เพื่อเลี้ยงคนที่ติดตามพระองค์มา เหนือเนินเขาริมทะเลสาปกาลิลี (Galili)

กระจกสีภาพที่16
๑๗. พระเยซูเจ้าทรงจำแลงพระกายสีขาวสว่างท่ามกลางโมเสสและประกาศกอิสิยาห์( Prophet Isaiah )พร้อมเสียงตรัสจากพระผู้เป็นเจ้าให้สาวก 3 คน ได้รู้ว่าพระเยซูเป็นพระบุตรสุดที่รักของพระผู้เป็นเจ้า ขอให้สาวกเชื่อฟังพระเยซูเจ้า จากนั้นพระเยซูเจ้าพร้อมสาวกได้เดินทางสู่กรุงเยรูซาเล็ม

กระจกสีภาพที่17
๑๘. พระเยซูเจ้าทรงเข้าไปในพระวิหารพบพ่อค้ากำลังค้าขายกำไรแบบเกินในเขตวิหาร พระองค์ทรงขับไล่เหล่าพ่อค้าออกไป



กระจกสีภาพที่18
๑๙. ในวันพฤหัสศักดิ์สิทธิ์ พระเยซูเจ้าทรงตั้งศีลมหาสนิทและศีลบวชพระสงฆ์ ทรงล้างเท้าเหล่าสาวกเพื่อสอนให้พวกเขาเป็นพระสงฆ์ที่เป็นผู้นำ รับใช้เพื่อนมนุษย์ และรู้จักถ่อมตน

กระจกสีภาพที่19
๒๐. ในวันศุกร์ศักดิ์สิทธิ์ เวลาตี 3 พระเยซูเจ้าทรงสวดภาวนาในสวน พระองค์ทรงรู้ล่วงหน้าถึงการถูกจับตรึงกางเขนเพื่อรับบาปทั้งหมดที่มนุษย์ได้ทำไว้ตั้งแต่ยุคอาดัมและอีวา ซึ่งเหล่าสาวกต่างหลับไหลและกลุ่มทหารโรมันจับกุมสั่งไปให้เหล่าพระยิวและข้าหลวงโรมัน


กระจกสีภาพที่20
๒๑. ข้าหลวงโรมันได้สั่งให้เฆี่ยนตีพระเยซูเจ้าอย่างหนัก เพื่อหวังให้เหล่าพระยิวพอใจจะได้ช่วยชีวิตพระเยซูเจ้าไว้ แต่บรรดาพระยิวและพรรคพวกต้องการให้พระเยซูเจ้าถูกประหารชีวิตบนไม้กางเขน

กระจกสีภาพที่21
๒๒. พระเยซูเจ้าทรงถูกเหยาะหยัน ถูกตีและถูกสวมมงกุฎหนาม

กระจกสีภาพที่22
๒๓. พระเยซูเจ้าทรงแบกไม้กางเขนไปบนเขากัลวาริโอ(Galvario)


กระจกสีภาพที่23

๒๔. ในวันศุกร์ศักดิ์สิทธิ์เวลาบ่าย 3 โมง พระเยซูเจ้าทรงสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน
กระจกสีภาพที่24

๒๕. ในวันอาทิตย์บัสกา (๓วันต่อมา) พระเยซูเจ้าทรงกลับคืนชีพจากความตาย

กระจกสีภาพที่25
๒๖. หลังจากที่พระเยซูเจ้าทรงกลับคืนชีพ พระองค์เสด็จมาประจักษ์กับเหล่าสาวก พระองค์ทรงอยู่กับพวกเขา 40 วัน จากนั้นพระองค์ทรงได้เสด็จขึ้นสู่สวรรค์

กระจกสีภาพที่26
๒๗. พระจิตได้เสด็จลงมายังเหล่าสาวกท่ามกลางแม่พระ พระจิตทรงบันดาลให้เหล่าสาวกสามารถพูดภาษาต่าง ๆ ได้ และนำคำสั่งสอนของพระเยซูออกเผยแพร่ออกสู่โลกภายนอก ถือเป็นวันกำเนิดคริสต์ศาสนา

กระจกสีภาพที่27
๒๘. แม่พระถูกยกขึ้นสวรรค์ทั้งกายและวิญญาณ

กระจกสีภาพที่28
๒๙. แม่พระทรงได้รับแต่งตั้งจากสวรรค์ให้เป็นราชินีแห่งสากลโลก

กระจกสีภาพที่29
๓๐. มารดาผู้น่ารักยิ่ง แม้แต่องค์พระเยซูเจ้ายังทรงไว้ใจในแม่พระ มนุษย์อย่างเราต้องไว้ใจในแม่พระ


กระจกสีภาพที่30
๓๑. แม่พระทรงประจักษ์ต่อ ยวง ดิเอโกที่เมืองกวาดาลูป (Guadalupe)ประเทศเม็กซิโกเป็นครั้งแรก


กระจกสีภาพที่31

๓๒. พระตรีเอกภาพ (พระบิดา พระบุตร พระจิต) ท่ามกลางพระจิต นักบุญยอแซฟและพระนางมารีอาพรหมจารีย์


กระจกสีภาพที่32


๓๓. แม่พระนิจจานุเคราะห์

กระจกสีภาพที่33
๓๔. จักรพรรดิบนสแตนตินผู้สร้างอาณาจักไบเซนไทน์ เดินทางสู่กรุงเยรูซาเล็มพร้อมพระมารดา เพื่อค้นหาไม้กางเขนขององค์พระเยซูเจ้าบนเขากัลวาริโอ ในปี ค.ศ.326



กระจกสีภาพที่34


๓๕. ในยุคโมเสส เขาได้พาชาวฮิบรูอพยพสู่ดินแดนคานาอัน ชาวฮิบรูบางส่วนเริ่มไม่เชื่อฟังพระเจ้า พระองค์ส่งงูพิษมากัดพวกเขา โดยพระองค์บอกโมเสสให้ทำเสาทำรูปงูแขวนไม้ ผู้ที่ยังเชื่อในพระเจ้า แค่มองเสาหลักนี้ก็จะรอดชีวิต(ซึ่งเป็นความหมายต่อมาในยุคหลังพระเยซูเจ้าว่าผู้ที่เชื่อในเสาที่เป็นรูปไม้กางเขนคนนั้นจะรอด)



กระจกสีภาพที่35


๓๖. ภาพพระเมตตาของพระเยซูเจ้าผู้ทรงมาประจักษ์แก่ซิสเตอร์โฟสตินา โควาลสิกาชาวโปแลนด์ ทรงมาประจักษ์ระหว่างปี ค.ศ.1931-1938



กระจกสีภาพที่36


๓๗. พระบิดาทรงมาประจักษ์แก่ซิสเตอร์ยูจีเนีย เอลิซาเบตตา ราวาซิโอ ที่ประเทศอิตาลี ในปี 1932 โดยพระศาสนาจักรคาทอลิกแห่งวาติกันได้ทำการสอบสวนและรับรอง โดยถือว่าเป็นการมาประจักษ์ของพระบิดาเพียงครั้งเดียว



กระจกสีภาพที่37


๓๘. พระหฤทัยของพระเยซูเจ้าและดวงหฤทัยนิรมลของพระนางมารีอา



กระจกสีภาพที่38


๓๙. บุญราศีทั้ง 7 แห่งอำเภอสองคอน จ.มุกดาหาร และบุญราศีนิโคลาส บุญเกิด กฤษบำรุง

กระจกสีภาพที่39