วันอังคารที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2555

สัมภาษณ์อาจารย์แสงเดือน โพธิ์ไทร ผู้นำชุมชนโบสถ์คอนเซ็ปชัน สามเสน

โดย 
พิทยะ ศรีวัฒนสาร


ผู้เขียนมีโอกาสสัมภาษณ์ข้อมูลเชิงสังคมวัฒนธรรมจากอาจารย์แสงเดือน โพธิ์ไทร ผู้นำชุมชนโบสถ์คอนเซ็ปชัน สามเสน อาจารย์แสงเดือนเป็นคนไทยเชื้อสายโปรตุเกส ซึ่งบรรพบุรุษของท่านน่าจะอพยพจากเมืองพระนครศรีอยุธยา เข้าไปอยู่ในเขตพระราชอาณาจักรกัมพูชาระยะหนึ่งเมื่อปีพ.ศ.2310 เนื่องจากสงครามระหว่างสยามกับพม่า 

ครั้นสิ้นรัชสมัยสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี  อันเป็นช่วงเวลาของความวุ่นวายทางการเมืองในกัมพูชา บรรพบุรุษของท่านได้เดินทางเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารพระมหากษัตริย์สยามดังเดิม พร้อมๆ กับเจ้านายฝ่ายเขมร  และได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ตั้งถิ่นฐานอยู่ที่ย่านโบสถ์คอนเซ็ปชันสามเสน อันเป็นย่านที่ตั้งบ้านเรือนของชาวโปรตุเกสมาตั้งแต่รัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์เมื่อครั้งพระราชทานที่ดินให้สังฆราช หลุยส์ ลาโน (Louis Lanaux) ใน ค.ศ.1674(พ.ศ.2217)

เมืองในกัมพูชาที่ชาวโปรตุเกสเดินทางเข้าไปตั้งถิ่นฐานน่าจะเป็นเมืองคันเคา (Cancão หรือ Kamkam) ดังหลักฐานจารึก Asemto 1768   ซึ่งเรียกในภาษาจีนว่า เมืองกั้งโข่ว หรือ เมืองพุทไธมาศ (บันทายมาศ) ในเอกสารฝ่ายไทย (ปัจจุบันเมืองนี้อยู่ในเวียดนาม)

คนไทยเชื้อสายโปรตุเกสเป็นคนเกิดก่อนกาล คือ มีนามสกุลใช้มาตั้งแต่ก่อนจะมีพระราชบัญญัตินามสกุลพ.ศ.2456 (สมัยรัชกาลที่6) ตามธรรมเนียมของชาวยุโรป ประเด็นของการสัมภาษณ์ คือ เมื่อพูดถึงศักดินาของขุนนางสมัยโบราณสยามตามหลักฐานทำเนียบศักดินาไทย ซึ่งก็ไม่มีท่านใดสามารถอธิบายได้ว่า หน่วยของศักดินาไทยมีค่าเป็นเท่าใด (เป็นไร่จริงหรือไม่) ผู้สัมภาษณ์ได้ฟังเรื่องเล่าของอาจารย์แสงเดือนเมื่อครั้งวัยเด็กถึงตอนไปตรวจที่นากว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตาของคุณยายซึ่งเป็นลูกหลานผู้มีบรรดาศักดิ์  จึงถามอาจารย์แสงเดือนว่า ศักดินาของขุนนางในอดีตที่กำหนดไว้ เช่น ขุนฤทธิ์สำแดง เจ้ากรมซ้าย กรมทหารฝรั่งแม่นปืน จะมีที่นาถึง 400 (ไร่) จริงหรือไม่ อาจารย์แสงเดือน หรือที่ท่านชอบแทนตัวเองว่า "พี่แสง" ตอบว่า "มีจริงจากประสบการณ์ในการเดินทางไปดูที่นาของคุณยายพี่แสงในต่างจังหวัด  ... ต้องพายเรือตรวจที่นาทั้งวันจนเหนื่อยอ่อน..."


โถน่าสงสารจังครับ... แต่แม้จะเหนื่อยอ่อนแค่ไหน...ไม่ต้องทำอะไรก็มีกินมีใช้ ...อิอิ!

(สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ.2554  ระหว่างงานฉลองความสัมพันธ์ทางการทูต 500 ปี ประเทศไทยและโปรตุเกส ณ กระทรวงต่างประเทศ)

วันพฤหัสบดีที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

เมืองKamkamในจารึกAsemto อยู่ไหน?

โดย พิทยะ ศรีวัฒนสาร

บันทึกการเดินทางของทูตโปรตุเกสซึ่งเข้ามาในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ คือ เปรู วาซ ดึ ซิไกร่า (Pero vaz de Siqeira) กล่าวถึงชื่อและบทบาทของพนักงานจัดเลี้ยงแบบตะวันตกในราชสำนักสยามว่า เป็นข้าราชการสังกัดค่ายโปรตุเกส ชื่อ โยเซฟ คาร์ดูซู (Jozeph Cardozo) เขามีผู้ช่วยชื่อ อันต๊อนิอู ลูบาตู ( Antonio Lobato)

หลังกรุงศรีอยุธยาแตกปรากฏชื่อดังกล่าวในจารึกAsemto ค.ศ.1768ซึ่งกล่าวถึงการพระราชทานที่ดิน ณ โบสถ์ซางตาครูซ แก่ชาวโปรตุเกสที่ร่วมขับไล่พม่าออกจากเมืองบางกอกเมื่อค.ศ.1768 กล่าวถึงลูกหลานผู้ร่วมสายสกุลเดียวกับโยเซฟ คาร์ดูซู ชื่อ ฟรานซิสกู คาร์ดูซู (Fr.co / Francisco Cardoso) ได้หนีภัยสงครามไปพำนักที่เมือง “Kamkam” ระยะหนึ่ง ก่อนจะกลับมาอยู่ที่ชุมชนโบสถ์ซางตาครูซ ในเมืองบางกอกอีกครั้ง เมื่อ ค.ศ.1768

เมือง “Kamkam” อยู่ที่ใดมิอาจทราบได้แน่ชัด ในบทความเรื่อง “สยามกับวัฒนธรรมตะวันตก” เผยแพร่เมื่อเมื่อ 5 มีนาคม 2012 เวลา 16:55 น. ระบุในวงเล็บเชิงสันนิษฐานแบบไม่แน่ใจว่า “ (เขื่อนขัณฑ์? ขอนแก่น? )” หลังจากนั้นผู้เขียนก็พยายามตามหาเมืองดังกล่าวต่อไปอย่างไม่ลดละ

กระทู้เรื่อง “พระยาราชาเศรษฐีเจ้าเมืองพุทไธมาศ ???” ใน www.reurnthai.com ระบุว่า “เมืองพุทไธมาศ หรือ บันทายมาศ คือ เมืองเดียวกับเมืองห่าเตียนของเวียดนาม เมืองห่าเตียน (Hà Tiên) นี้ หนังสือเก่าของไทยเรียกว่า ฮาเตียนบ้าง ฮ่าเตียนบ้าง ในภาษาจีนกลางเรียกว่า เหอเซียน) แปลว่าแม่น้ำเซียน...และยังมีชื่อจีนอีกชื่อหนึ่งคือ กั๋งโข่ว แปลว่า ปากท่า (อ่าว) ในขณะที่ชื่อ เปียม ที่ปรากฏในพงศาวดารเขมรแปลว่า ปากน้ำ...” นอกจากนี้ยังระบุว่า “ฝรั่งบางชาติเรียกเมืองนี้ว่า Cancao แต่เพิ่งเคยเห็นที่เขียนว่า Kankhao ” (ขอขอบคุณข้อมูลจากwww.reurnthai.com)

คำว่า “ฝรั่งบางชาติ” ดังข้อความข้างต้น เห็นจะเป็นชาวโปรตุเกส เนื่องจากคำว่า “คันเคา – Cancao หรือ Kankhao” นั้น เป็นการเขียนคำสะกดแบบโปรตุเกส ซึ่งถ้าจะให้ถูกต้องนั้นก็จะต้องมีเครื่องหมายเน้นเสียง(accent) เช่นนี้ “Cancão หรือ Kankhão”

ชื่อเมือง“Kamkam”ในจารึกพระราชทานที่ดินแก่ชาวโปรตุเกสค.ศ.1768 สามารถอ่านออกเสียงได้ว่า “คังเคา ” ซึ่งนับว่าใกล้เคียงกับคำ “คันเคา” เป็นอย่างยิ่ง

ดังปรากฏตัวอย่างของชื่อหนังสือจดหมายเหตุการเดินทางของแฟร์เนา เมนเดส ปินตู(Fernão Mendez Pinto) ซึ่งในการตีพิมพ์ครั้งแรกๆ เขียนว่า “Pérégrinação อ่านว่า เปเรกรินาเซา ” ต่อมากลับสะกดเป็น “Pérégrinaçam อ่านว่า เปเรกรินาเซา” เช่นกัน


แผนที่เมืองKankhaoทางตะวันออกเฉียงใต้ของเมืองKampot (ขอขอบคุณwww.reurnthai.com)

วันอังคารที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

วัฒนธรรมการทำขนมไทยที่ได้รับอิทธิพลจากโปรตุเกส

โดย 
พิทยะ ศรีวัฒนสาร

ผ่านไปแล้วเกือบปี เก็บตกจากงานเสวนาวิชาการ หัวข้อ “การเดินเรือ เครื่องเทศ และศรัทธา”เมื่อวันอังคารที่ 21 มิถุนายน 2554 เวลา 13.00 น. – 16.30 น. ณ ห้องประชุม อาคารมหาจุฬาลงกรณ์คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 

ผู้เขียนบันทึกภาพวิดีโอการสัมภาษณ์เกี่ยวกับประวัติศาสตร์และความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมระหว่างสยามกับโปรตุเกสไว้ได้เล็กน้อยจากผลงานของ Nation Documentary / NBC จึงขออนุญาต นำมาเผยแพร่ หากมีผู้สนใจฉบับเต็มอิ่มหรือต้องการนำไปเผยแพร่ กรุณาติดต่อ NBC โดยตรงครับ

วันเสาร์ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2555

การเดินทางบนเรือโปรตุเกสของบาทหลวงฝรั่งเศสสมัยพระนารายณ์: บันทึกการเดินทางกับแผนที่โบราณในฐานะเครื่องมือสำคัญทางประวัติศาสตร์

โดย พิทยะ ศรีวัฒนสาร


อักษรตัวเอียงประมาณ46 องศาที่1 จากซ้ายเกือบกึ่งกลางภาพคือปากแม่น้ำประแสร์(Passay R.) ห่างจากเมืองจันทบูรไปทางตะวันตกเฉียงเหนือเล็กน้อย


แผนที่เป็นเครื่องมือสำคัญในการกำหนดที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ของสถานที่ซึ่งถูกอ้างถึงในบันทึกของนักเดินทางต่างชาติ หนังสือจดหมายเหตุการเดินทางของบาทหลวงตาชารด์ ค.ศ. 1687-1688 มีการกล่าวถึงสถานที่หลายแห่งทางภาคตะวันออกของสยาม บ้างก็สามารถติดตามหาหลักฐานอ้างอิงกับชื่อในปัจจุบันได้ บ้างก็เป็นสถานที่ซึ่งเลือนหายไปจากความทรงจำของคนในปัจจุบัน บาทหลวงกีย์ ตาชารด์ (Guy Tachard) เดินทางเข้าสยาม 3 ครั้ง


ครั้งที่ 1 ค.ศ.1675 สมัยสมเด็จพระนารายณ์ มากับเชอวาริเอร์ เดอ โชมองต์ ราชทูต และได้เขียนบันทึกการเดินทางเผยแพร่ ชื่อ “ Vogage de Siam des père Jesuites envoyés, envoyés par le Roy aux Indes & à la Chine, Avec leurs observations astronomiques et leurs remarques de physique de geographic d’hydrographic & d’histoire” (สันต์ ท. โกมลบุตร แปล 2517)[1]
ครั้งที่ 2 ค.ศ. 1687-1688 สมัยสมเด็จพระนารายณ์ เดินทางกลับมาพร้อมคณะราชทูตออกพระวิสูตรสุนทร ท่านผู้นี้ได้เขียนบันทึกการเดินทางเผยแพร่ที่ปารีส ชื่อ “Second Voyage du Père Tachard et des père Jesuites envoyés par le Roy au Royaume de Siam”
ครั้งที่ 3 สมัยสมเด็จพระเพทราชา ปรากฏเรื่องราวในประชุมพงศาวดาร ภาคที่ 36 จดหมายเหตุบาทหลวงโลเน

การเดินทางบนเรือพ่อค้าโปรตุเกส

บาทหลวงตาชารด์ เล่าถึงการเดินทางไปมาเก๊าด้วยเรือพ่อค้าโปรตุเกส[2] ของคณะบาทหลวงเยซูอิต 5 รูป ซึ่งบาทหลวงตาชารด์ได้ให้พำนักอยู่ที่เมืองพระนครศรีอยุธยาภายใต้การนำของบาทหลวงเดอ ฟองเตอเน ก่อนเดินทางไปเผยแพร่ศาสนาที่ประเทศจีน การเดินทางด้วยเรือของพ่อค้าโปรตุเกส อาจบรรยายความในใจเศร้าๆ ของบาทหลวงฟองเตอเนได้ดังนี้ “เรือก็เก่า คนเรือก็ปวกเปียก: นิยามเรือสินค้าโปรตุเกสเส้นทางสยาม-มาเก๊า” เนื่องจากขณะที่เดินเรือออกจากสยาม เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม[3] คณะบาทหลวงเยซูอิตชุดนี้ ประสบอุบัติเหตุจากเหตุการณ์ที่ท้องเรือแตก สายระโยงใบเรือขาด แถวๆ เกาะเสม็ด[4] จนไม่สามารถเดินทางต่อไปได้ในตอนเช้าวันที่ 16 กรกฎาคม ทำให้ต้องบากหน้าไปขอความช่วยเหลือจากเจ้าเมืองจันทบูรณ์ ก่อนจะเดินทางย้อนกลับเข้ามาตั้งหลักในสยามอีกครั้งเพื่อรอฤดูมรสุมใหม่ โดยใช้เวลาเดินทางย้อนกลับสู่เมืองพระนครศรีอยุธยานานเกือบหนึ่งเดือน


เรื่องราวอุบัติเหตุดังกล่าว ปรากฏอยู่ในจดหมายของบาทหลวงเดอ ฟองเตอเน ถึงบาทหลวงแวร์ซุสที่ปารีส ซึ่งบาทหลวงตาชารด์ได้ตีพิมพ์จดหมายดังกล่าวไปทั้งฉบับ
จดหมายฉบับดังกล่าว เริ่มต้นตั้งแต่หน้า 63-104 เล่าถึงสถานการณ์ บรรยากาศและเคราะห์กรรมที่ได้ประสบมาอย่างน่าสนใจ ส่วนหนึ่งของเนื้อหากล่าวถึงเมืองบางกอกในฐานะเมืองสวนผลไม้รสเยี่ยมของสยาม[5] และที่ตั้งของสันดอนสยามซึ่งมีร่องน้ำลึกเพียง12ฟุต มีเรือ 12 ใบเตรียมจะกางใบเพื่อมุ่งหน้าสู่จีน ญี่ปุ่นหรือมะนิลา[6]


เส้นทางไปมาเก๊าเมื่อออกจากสันดอนสยามจะต้องแล่นเรือไปทางตะวันตกเฉียงใต้ก่อนประมาณ 30 ลิเออ (เท่ากับ 90 ไมล์ทะเล) [7] เพื่อมุ่งหน้าไปยังเทือกเขาปังเธส(Panthes) ตามภาษาโปรตุเกส จากนั้นจึงมุ่งไปทางตะวันออกเฉียงใต้ และทิศตะวันออกเพื่อมุ่งสู่เกาะอูบี(Pol. Ubi) และเกาะกองดอร์(Pol. Condor) ของกัมพูชา แล้วแล่นเลียบตลอดแนวชายฝั่งประเทศญวน(Cochinchine) มุ่งสู่หมู่เกาะซังเซียน(Sancian) สถานที่ซึ่งนักบุญ ฟรานซิส เซเวียร์ มรณภาพ จากนั้นก็มุ่งสู่หมู่เกาะมาเก๊า โดยละเกาะไหหลำไว้ทางซ้าย[8]

บาทหลวงฟองเตอเน บันทึกว่า
“ตอนเย็นวันที่ 13 เราทำระยะทางได้เกือบ 6 ลิเออ เราเพิ่งสังเกตเห็นสภาพอันเลวร้ายของพวกลูกเรือในวันนี้เอง มีอยู่เพียง 5 คน เท่านั้นเองที่ขึ้นเพลาใบเรือได้ ส่วนใหญ่มักไม่ค่อยเป็นงาน บางคนยังฟังภาษาที่เขาพูดกับตนไม่ออกเอาเสียด้วยซ้ำ จนกระทั่งต้องใช้ภาษาใบ้พูดจากัน หรือไม่ก็ต้องจูงมือไปยังตำแหน่งแห่งที่ที่เขาต้องการให้ไปประจำอยู่...”[9]


บาทหลวงฟองเตอเน เล่าต่อว่า เช้าวันที่ 14 กรกฏาคม มีลมดีพัดมาให้เดินทางต่อไปได้ “เราใช้เวลาเกือบ 2 ชั่วโมงเพื่อถอนสมอ โดยเหตุที่เรารู้ดีว่า พวกลูกเรือของเรือรบหลวงนั้น ปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาอย่างขมีขมันเพียงไร เราจึงประหลาดใจที่ได้มาเห็นความเฉื่อยชาในการปฏิบัติงานของพวกลูกเรือของเรายิ่งนัก เมี่อถูกเรียกให้ไปปฏิบัติหน้าที่ก็แทบไม่อยากโผล่หน้าออกมาให้เห็นทีเดียว นายเรือได้เรียกประชุมเทศนาสั่งสอนกันครั้งหนึ่งว่า ‘ไอ้หนูทั้งหลายเอ๋ย พวกเจ้าจะต้องไปทำงานเมื่อเขาเรียกขาน พวกเจ้าก็รู้อยู่แล้วว่าข้าได้ให้แก่พวกเจ้าทั้งทรัพย์สินและเลือดเนื้อของข้า และข้าต้องดึงอาหารจากปากลูกหลานของข้ามาให้พวกเจ้าได้กินกัน’ [10]


จดหมายยังระบุถึงความหย่อนสมรรถภาพของบรรดาลูกเรือส่งผลให้พ่อค้าโปรตุเกสหลายรายจมน้ำตาย กล่าวคือ


“...เขาว่ากันว่า จะต้องปฏิบัติเช่นนี้กับพวกกลาสีเรือชาวปอร์ตุเกส เพื่อที่จะได้ตัวเอาไปทำงาน อย่างไรก็ตาม การเจรจาหว่านล้อมให้ลงใจด้วยอาการที่ปวกเปียกดังนี้ ทำให้ข้าพเจ้าวินิจฉัยได้อีกว่า เป็นการยากที่จะเดินทางไปได้โดยปลอดภัย ในเรือชาวปอร์ตุเกส และความไม่ค่อยตั้งใจปฏิบัติงานนี้เองเป็นสาเหตุสำคัญด้วยประการฉะนี้แลนายพาณิชที่มั่งคั่งแห่งเมืองมาเก๊าหลายต่อหลายรายจึงมาเรือแตกจมน้ำตายในทะเลย่านนี้” [11]

การตรวจสอบชื่อบ้านนามเมืองบนเส้นทางผจญภัยของบาทหลวงฟองเตอเน
จดหมายของบาทหลวงฟองเตอเนกล่าวถึงชื่อของเกาะเสม็ด(Cossomet) และเมืองจันทบูร(Chantaboun) แต่เมื่อกล่าวถึงบ้านลำพารี(Lamparie)[12] บ้านสามไห้ (Samhay)[13] และบ้านเพชรทราย(Pessay)[14] ก็เริ่มทำให้รู้สึกสับสน


ชื่อบ้านสามไห้(Samhay) หากเป็นภาษาโปรตุเกสจะออกเสียงตรงตัวว่า “บ้านเสาไห้” โดยเทียบกับคำว่า Pérégrinaçam ซึ่งเป็นพหูพจน์ของคำว่า Pérégrinação อันเป็นชื่อหนังสือบันทึกการเดินทางของแฟร์เนา เมนเดช ปินตู (Fernão Mendes Pinto) แต่ในแถบจังหวัดจันทบุรีนั้นไม่ปรากฏชื่อที่ใกล้เคียงกับคำดังกล่าว นอกจากบ้านเสาไห้ ตำบลเสาไห้ อำเภอเสาไห้ในเขตจังหวัดสระบุรีเท่านั้น ซึ่งมิได้ตั้งอยู่ติดกับทะเลดังคำบรรยายในจดหมายข้างต้น ส่วนชื่อบ้านบ้านลำพารี(Lamparie) นั้น คิดไม่ออกว่าตรงกับสถานที่ใด


สำหรับบ้านเพชรทราย(Pessay) ทีแรกก็แทบจะหมดหวัง แต่เมื่อลองศึกษาดูจากแผนที่สยามและประเทศราชพ.ศ.2400(Map of Siam and Its Dependencies, 1857) โดย เซอร์ จอห์น เบาริ่ง (John Bowring)[15] ตีพิมพ์ในหนังสือประมวลแผนที่: ประวัติศาสตร์-ภูมิศาสตร์ -การเมืองกับลัทธิอาณานิคมในอาเซียน (ชาญวิทย์ เกษตรศิริ บรรณาธิการ) ก็พบว่า หมู่บ้านดังกล่าว น่าจะอยู่บริเวณย่านปากแม่น้ำประแสร์ (Passay R.) ในเขตจังหวัดจันทบุรีนั่นเอง


การอ้างอิง
[1] สันต์ ท. โกมลบุตร, จดหมายเหตุการเดินทางครั้งที่2 ของ บาทหลวงลาลูแบร์ ค.ศ. 1687-1688(กรุงเทพฯ: คุรุสภาลาดพร้าว, 251) , คำนำ หน้า ก-จ
[2] สันต์ ท. โกมลบุตร, เรื่องเดิม, น.71
[3] สันต์ ท. โกมลบุตร, เรื่องเดิม, น.68
[4] สันต์ ท. โกมลบุตร, เรื่องเดิม, หน้า73
[5] สันต์ ท. โกมลบุตร, เรื่องเดิม, น.66
[6] สันต์ ท. โกมลบุตร, เรื่องเดิม, น.67-68
[7] 1 lieue หรือ 1 league เท่ากับประมาณ 3 ไมล์ทะเล หรือประมาณ 5.556 กิโลเมตร ขอขอบคุณวิกิพีเดีย
[8] สันต์ ท. โกมลบุตร, เรื่องเดิม, หน้า68-69
[9] สันต์ ท. โกมลบุตร, เรื่องเดิม, หน้า70
[10] สันต์ ท. โกมลบุตร, เรื่องเดิม, หน้า70-71
[11] สันต์ ท. โกมลบุตร, เรื่องเดิม, หน้า71
[12] สันต์ ท. โกมลบุตร, เรื่องเดิม, หน้า84
[13] สันต์ ท. โกมลบุตร, เรื่องเดิม, หน้า86
[14] สันต์ ท. โกมลบุตร, เรื่องเดิม, หน้า90
[15] ชาญวิทย์ เกษตรศิริ บรรณาธิการ, ประมวลแผนที่: ประวัติศาสตร์-ภูมิศาสตร์ -การเมืองกับลัทธิอาณานิคมในอาเซียน (กรุงเทพฯ: จัดพิมพ์โดยมูลนิธิโตโยต้า, 2555) , หน้า 184

วันพฤหัสบดีที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2555

สยามกับวัฒนธรรมตะวันตก

โดย Bidya Sriwattanasarn เมื่อ 5 มีนาคม 2012 เวลา 16:55 น. ·


ท่ามกลางความทุกข์ยากของชาวอิสราเอล พระคริสต์แสดงปาฏิหาริย์ให้มีขนมปังและไวน์ในงานเลี้ยงอย่างอุดมสมบูรณ์



บันทึกการเดินทางของทูตโปรตุเกสซึ่งเข้ามาในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ คือเปรู วาซ ด ึ ซิไกร่า (Pero vaz de Siqeira) กล่าวถึงชื่อและบทบาทของพนักงานจัดเลี้ยงแบบตะวันตกในราชสำนักสยามว่า เป็นข้าราชการสังกัดค่ายโปรตุเกส ชื่อ โยเซฟ คาร์ดูซู (Jozeph Cardozo) เขามีผู้ช่วยชื่อ อันต๊อนิอู ลูบาตู ( Antonio Lobato) หลังกรุงแตกปรากฏว่า ลูกหลานของเขา ชื่อ ฟรานซิสกู คาร์ดูซู (Fr.co / Francisco Cardoso) หนีภัยสงครามไปพำนักที่ “Kamkam (เขื่อนขัณฑ์? ขอนแก่น? )” ระยะหนึ่ง ก่อนจะกลับมาอยู่ที่ชุมชนโบสถ์ซางตาครูซ ในเมืองบางกอกอีกครั้ง เมื่อ ค.ศ.1768 ดังปรากฏหลักชื่อดังกล่าวในจารึกซึ่งกล่าวถึงการพระราชทานที่ดิน ณ โบสถ์ซางตาครูซ แก่ชาวโปรตุเกสที่ร่วมขับไล่พม่าออกจากเมืองบางกอกเมื่อค.ศ.1768

สื่อให้เห็นความทันสมัยและการเข้าถึงวัฒนธรรมตะวันตกของสยามภายใต้การดูแลของคนในค่ายโปรตุเกส

หนังสือฟื้นความหลังของพระยาอนุมานราชธน ซึ่งถือเป็นคนไทยเชื้อสายจีนกลุ่มแรกๆ ที่เคยประกอบอาชีพเป็นเสมียนโรงแรม ท่านได้กล่าวถึงพนักงานโรงแรมโอเรียนเต็ล เมื่อแรกตั้งว่า ระหว่างที่ท่านทำงานในโรงแรมแห่งนี้นั้น ท่านเคยเห็นคนไทยเชื้อสายโปรตุเกสทำงานเป็นพ่อครัวในโรงแรมด้วย

ทุกครั้งของการเดินทางเยี่ยมชมโบสถ์ซางตาครูซ ตามโครงการIn the Footsteps of The Portuguese 3 ครั้ง ที่ผ่านมา คุณพ่อ ดร.วิทยา คูวิรัตน์ เจ้าอาวาสโบสถ์ ซางตาครูซ จะเป็นผู้อำนวยการจัดเลี้ยงคณะเยี่ยมชมด้วยอัธยาศัยไมตรีอันงดงามอย่างสม่ำเสมอ อาหารพื้นเมืองแบบโปรตุเกสซึ่งถูกนำมาจัดเลี้ยงได้แก่ มัสมั่นไก่ เนื้อแซนโม ต้มมะฝ่า สตูว์ลิ้นวัวไวน์รสกลมกล่อม และขนมหวานสายพันธ์โปรตุเกส

จานเด็ดน่าจะอยู่ที่สตูว์ลิ้นวัว ซึ่งหากได้ลิ้มลองแล้ว เชื่อว่า ท่านจะเป็นผู้ที่สมควรได้รับพรอันวิเศษจากพระเจ้าจนสามารถก้าวขึ้นเป็น “นายภาษา” ได้อย่างล่ามโปรตุเกสในอดีตทุกคนเลยทีเดียว

ประมาณว่า ... ภาพศิลปะกระจกสีแผ่นหนึ่งในโบสถ์ซางตาครูซ หรือ ที่โบสถ์กัลหว่าร์ .... แสดงปาฏิหาริย์ของพระเจ้าให้เห็นเป็นรูปลิ้นจำนวนมากปรากฏอยู่บนท้องฟ้าเหนือบรรดาสาวกของพระคริสต์ ปริศนาธรรมนี้เสมือนหนึ่งเป็นการอำนวยพรจากพระเจ้าให้สาวกของพระคริสต์ประสบความสำเร็จในการเดินทางไปประกาศศาสนา โดยให้สามารถสื่อสารกับผู้คนชนเผ่าต่างภาษาต่างวัฒนธรรมได้ทั่วโลก

ลองไปชิมสตูว์ลิ้นวัวนุ่มๆกับเนื้อแซนนโมสูตรโบราณแกล้มไวน์ที่กุฎีจีนกันสักครั้งมั๊ยครับ

วันพุธที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

เปรียบเทียบคำแปลจารึกพระราชทานที่ดินโบสถ์ซางตาครูซ ภาษาโปรตุเกส พบที่โบสถ์ซางตา ครูซ (ธนบุรี)

โดย พิทยะ ศรีวัฒนสาร

Asemto
Na era de 1768, Vierão o Rey Piya Thac. De Chantabunt, p.a secrestar o Rei no Sião com Cristaons de Bamdel, dos Portugueses, o Rey Fundio huma bombarda pôs o nome Lagarto, pr. Bombardeiro António Henrique, quem Ajat, Ambrozio Carvalho, Luão Sizot, Manoel Gomess, Kun rep Samdeng, Dom João Kunt Sãotha Ackane, Francisco Soares, Ulbano Roiz. Emtrerão Valerozan te. Vencedor nesta Cide de Bamcok conquistando toda provincial, e asim o Rey pr. O seu Palaco, no Baluarte(กำแพง) Portugueses , nanduncios de mesmo Rey , mandou Rey q os Cristaons procurace o lugar para ser nosso, povoassão. O Rey diz melhor tera outrabanda entres os baluarte dos Francezes, conssiderando os cristaons q nos temos a nossa Irmida q era dos Portuguezes, E destrito nosso, q he debaixo do Baluarte Português, O Rey mandou u botar fora algum q esta neste lugar, e assim mandou buscar sua Familia, e mais cristãos q estão perd. O e assim entretanto, vão pwlejando E conquistando mais alguns Provincais, morrendo alguns cristãos, nesta peleja, costou muitos a vida delles, e asim o Rey mandou que buscase o p.e q tras bistido branco, o que o Rey conhece q hé Pe. Jos tem provoado nossos cristaons com Irmido. os nossos Cristaons de bandel dos Portuguezes, q foram fugidos, pr. cauza dos Inimigos, pellas terras estranhas e tornarão a vir, no anno de 1768>>

ผู้เขียนแปลแบบเก็บความ เผยแพร่ในวิทยานิพนธ์ เรื่อง ชุมชนโปรตุเกสสมัยกรุงศรีอยุธยา พ.ศ.2059-2310(พ.ศ.2541) ดังนี้
บันทึก (เกียรติคุณ)
ในปี พ.ศ.2311 รัชสมัยพระยาตากสินแห่งจันทบูรณ์ได้เสวยราชสมบัติเป็นพระเจ้าแผ่นดินแห่งสยามด้วยความช่วยเหลือจากชาวคริสตัง (cristãos) แห่งหมู่บ้านโปรตุเกส สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงทรงให้หล่อปืนใหญ่ขึ้นให้ชื่อว่า ลาการ์ตู (Lagarto) เพื่อเป็นเกียรติแก่ อันตอนิอู เอนริก (António Henrique) อาจารย์ ? (Ajat) อังบรอชิอู คาร์วัลญู (Ambrósio Carvalho) จูอาว? (Luão - Juão?) ชิซุต (Sizot) มานูเอล กูมึช (Manuel Gumes) ขุนฤทธิ์สำแดง (Kunrep Samgend**) ดอง จูอาว ขุนเสาธาอัคนี (Don João Kunt Saotha Achane ) อูร์บานู รูดริเกช (Urbarno Rodrigues) ผู้ได้ช่วยเหลือด้วยความกล้าหาญจนได้รับชัยชนะเหนือเมืองบางกอก ยึดครองเมืองไว้ได้ทั้งหมด และได้ช่วยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสร้างพระราชวัง...สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงพระราชทานให้พวกเขาตั้งบ้านเรือนให้อยู่ใกล้กับป้อมของฝรั่งเศส พร้อมกับสร้างโบสถ์พระราชทานแก่พวกเขาทางด้านใต้ของค่ายโปรตุเกสแห่งนี้ และมีพระราชโองการให้สืบหาครอบครัวของโปรตุเกสและชาวคริสต์อื่นๆที่สูญหายไปจากการออกทำศึกหลายแห่งสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชประสงค์จะทำนุบำรุงบาทหลวงซึ่งนุ่งห่มชุดขาว เนื่องด้วยพระองค์ทรงตระหนักดีว่าชาวคริสต์จะต้องมีบาทหลวงประจำอยู่ที่โบสถ์ บรรดาชาวคริสต์ของหมู่บ้านโปรตุเกส (bandel dos Portugueses) ที่หนีศัตรูไปยังที่ต่างๆได้ย้อนกลับมาในปี พ.ศ.2311

วิจารณ์ เป็นการแปลแบบเก็บความ เนื่องจากมีความรู้ภาษาโปรตุเกสเพียงเล็กน้อยเท่านั้น จึงแปลแบบเก็บความและคำนึงถึงบริบททางประวัติศาสตร์เป็นสำคัญ

Asemto ภาษาอังกฤษ แปลโดย ดร.จอร์จึ มอร์ไบย์ ( Jorge Morbey) อดีตทูตวัฒนธรรมโปรตุเกส เผยแพร่เมื่อ 2554

“It was in 1768, King Piya Thac (General Taksin) came from Chamtabunt to kidnap the Kingdom of Siam, with Christians from the Portuguese Bandel (Quarter). The King blew a canon that he put the name Lizard to bombard. Antonio Henrique, Ajat, Ambrozio Carvalho, Luão Sayot…, Manoel Gomes, Kunteop Samdeng[1], Dom João Kunt São That ackane(?), Francisco Soares, Albano Roia. They entered valiantly winners in this city of Bangkok conquering the entire province, and so the King to his palace. In the Portuguese fortress, at the hearing of the same King, the King ordered Christians to seek the place to be your village. The king said it is better in the other river-side near the bulwark of the French. Whereas the Christian that we have our chapel which belonged to the Portuguese, and our district which is under the Portuguese fortress, the King sent someone to drive away those who were there, and so he sent for families, and more Christians who are lost and so however, are fighting, and winning some more provinces, some Christians dying in this wars (that) cost many of their lives, and so the King ordered to seek for the priest using white dress (Dominican), because the King knows he is our Priest that already have lived in the Chapel with our Christians;…”

คำแปลจารึกจากบทแปลภาษาอังกฤษของ จอร์จึ มอร์ไบย์ (พิทยะ แก้ไขเมื่อ 27 กพ 55)

“ในค.ศ.1768 สมเด็จพระยาตาก (พระยาตากสิน) เสด็จฯจากเมืองจันทบูรณ์เพื่อแย่งชิง (kidnap) พระราชอาณาจักรสยามพร้อมด้วยชาวคริสต์จากหมู่บ้านโปรตุเกส พระราชาองค์นี้ทรงทำลาย(blew)ปืนใหญ่กระบอกหนึ่ง ซึ่งได้พระราชทานนามว่า จิ้งจก(Lizard)เพื่อใช้ยิง อันตอนิอู เอนริก (Antonio Henrique), อายัต (Ajat), อังบรอชิอู คาร์วัลญู (Ambrozio Carvalho), ลูอาว ซายุต(Luão Sayo)…, มานูเอล กูมึช(Manoel Gomes), คุนเทป สำเดง(Kuntep Samdeng)[2], ดอง จุง คุนตึ เซิว ธาต อักคานี(Dom João Kunt São That ackane) ? , ฟรานซิสกูส วารึช(Francisco Soares), อัลบานู รูเยีย(Albano Roia). พวกเขาเข้าไปในเมืองบางกอกและมีชนะอย่างกล้าหาญจนสามารถครอบครองพื้นที่ได้ทั้งหมด เช่นเดียวกับพระราชา พระองค์ประทับ ณ พระราชวังของพระองค์ ส่วนภายในป้อมของชาวโปรตุเกส เมื่อครั้งที่ได้เข้าเฝ้าพระราชาองค์นี้ พระองค์ทรงมีพระราชโองการให้จัดหาที่ดินพระราชทานแก่ชาวคริสเตียนเพื่อเป็นหมู่บ้านของพวกท่าน (to be your village) พระราชาองค์นี้ตรัสว่า ควรจะอยู่อีกฝั่งหนึ่งของแม่น้ำใกล้ๆกับกำแพงของฝรั่งเศส นับแต่นั้นมา ในฐานะที่เป็นชาวคริสเตียนเราก็ได้มีโบสถ์ของเราที่เป็นของชาวโปรตุเกส และมีถิ่นฐานของเราอยู่ภายใต้ป้อมของโปรตุเกส พระราชาองค์นี้ได้ส่งพนักงานไปขับไล่บรรดาคนที่เคยอยู่บริเวณนั้นออกไป และพระองค์โปรดให้ติดตามหาครอบครัวและชาวคริสเตียนที่ได้รับความสูญเสียให้มาอยู่กันมากขึ้น เพื่อจะได้ทำการต่อสู้และได้รับชัยชนะเหนือพื้นที่ต่างๆ ให้มากขึ้น มีคริสเตียนบางคนตายในสงครามที่แลกมาด้วยชีวิตจำนวนมากของพวกเขา และด้วยเหตุนี้พระราชาจึงทรงมีพระราชโองการให้ตามหาพระสงฆ์ที่สวมชุดสีขาว(คณะโดมินิกัน) รูปหนึ่ง เนื่องจากทรงทราบว่า พระสงฆ์รูปนั้น พำนักอยู่ในโบสถ์ร่วมกับชาวคริสเตียนของเราอยู่แล้ว…”

ข้อสังเกต
ผู้เขียนให้เกียรติ ดร.จอร์จึ มอร์ไบ ในฐานะทูตวัฒนธรรมโปรตุเกส อย่างไรก็ดี บริบททางประวัติศาสตร์ก็เป็นสิ่งสำคัญจึงมีข้อสังเกต ด้วยอักษรตัวหนา ดังนี้
1. คำแปล...พระราชาองค์นี้ทรงทำลาย(blew ทำลาย หรือ ยิง ?) ปืนใหญ่กระบอกหนึ่ง ซึ่งได้พระราชทานนามว่า จิ้งจก(Lizard) เพื่อใช้ยิง. อันตอนิอู เอนริก (Antonio Henrique), อายัต (Ajat), อังบรอชิอู คาร์วัลญู (Ambrozio Carvalho), ลูอาว ซายุต(Luão Sayo)…, มานูเอล กูมึช(Manoel Gomes), คุนเทป สำเดง(Kuntep Samdeng)[2], ดอง จุง คุนตึ เซิว ธาต อักคานี(Dom João Kunt São That ackane) ? , ฟรานซิสกูส วารึช(Francisco Soares), อัลบานู รูเยีย(Albano Roia). etc.

-1. กริยา secrestar อาจแปลว่า kidnap ได้ ในความหมายเดียวกับคำว่า raped ซึ่งในอดีตหมายถึง การกำลังฉุดคร่า หรือแย่งชิง เพื่อเอามาเป็นของตน เช่นชื่อภาพของ "the raped of Proserpina" และจากการสนทนากับดร.ชัยวัฒน์ บุนนาค, อดีตอาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ที่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งสถานทูตโปรตุเกส ณ กรุงเทพฯ เมื่อ 25 กพ.55 ทำให้ผู้เขียนทราบว่า กริยา kidnap อาจหมายถึง usurp( the kingdom, หรือ the throne )ได้เช่นกัน
-2.ข้อความ o Rey Fundio huma bombarda pôs o nome Lagarto, pr. Bombardeiro António Henrique, quem Ajat,...etc. จอร์จึ มอร์ไบย์ แปลว่า The King blew a canon that he put the name Lizard to bombard. พระราชาองค์นี้ทรงทำลาย(-หรือ ยิง? blew)ปืนใหญ่กระบอกหนึ่ง ซึ่งได้พระราชทานนามว่า จิ้งจกLizard เพื่อใช้ยิง. ผู้เขียนเสนอโต้แย้งว่า ในเมื่อสมเด็จพระเจ้าตากสินทรงให้ทำลายปืนไปแล้ว จะพระราชทานชื่อปืนอีกทำไม และชื่อปืนใหญ่น่าจะเป็นชื่อภาษาไทยที่น่ากลัว หรือ น่าเกรงขามอย่างชื่อปืนใหญ่โบราณทั้งหลาย อาทิ ขอมดำดิน จีนสาวไส้ ไทใหญ่เล่นหน้า ชวารำกริช มุหงิดทะลวงฟัน มักกะสันแหกค่าย ฝรั่งร้ายแม่นปืนแมนแทงทวน ยวนง่าง้าว ลาวตีคลี พลีอารักษ์ ยักขิณีใจหาญ มหากาลพิฆาต พรหมศาสตรปราบมาร จักรวาลหล่อลม ลมประไลยกัลป์ คนธรรพ์แผลงฤทธิ์ พระอาทิตย์แสงกล้า มหาจักรกรด บรรพตบดสัตว์ ฯลฯ ไม่ใช่ชื่อภาษาโปรตุเกสที่แปลว่า "จิ้งจก!"


ประการสำคัญนั้น คำว่า Bombardeiro นั้น ต้องแปลว่า ทหารปืนใหญ่ มากกว่า " to bombard-ยิง" เนื่องจากชื่อที่ตามมา(ดูเหมือนจะ)เป็นชื่อของทหารฝรั่งแม่นปืนทั้งสิ้น


-3. กริยา Fundio น่าจะมีคำแปลที่สอดคล้องกับ คำว่า หล่อ หรือ ยิง มากกว่า ทำลาย

[1] ต้นฉบับของจารึก Asemto คือ Kunrep Samdeng ซึ่งคลาดเคลื่อนมาจากราชทินนามของขุนฤทธิ์สำแดง เจ้ากรมซ้าย นา 400 กรมทหารฝรั่งแม่นปืน

วันจันทร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

Das Parte du Sião… หลักฐานเกี่ยวกับสยาม

โดย พิทยะ ศรีวัฒนสาร

เมื่อวันจันทร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555 ผู้เขียนได้รับอภินันทนาการพัสดุไปรษณีย์ ชื่อ “Das Parte du Sião(หลักฐานเกี่ยวกับสยาม) ” ผู้จัดส่งให้ คือ ดร. มิเกล คัสเตลลู บรังกู (Migel Castelo Branco) นักประวัติศาสตร์และบรรณารักษ์อาวุโส หอสมุดแห่งชาติโปรตุเกส ดุษฎีบัณฑิตสาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจากสถาบันชั้นสูงด้านสังคมศาสตร์และรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยวิทยาการแห่งลิสบัว (Instituto Superior de Ciências Sociais e Políticas da Universidade Técnica de Lisboa) ด้วยผลงานวิทยานิพนธ์เรื่อง “ ความสัมพันธ์ระหว่างโปรตุเกสกับสยามในสมัยรัตนโกสินทร์ พ.ศ.2525-2482) จึงขอแสดงความขอขอบคุณเป็นอย่างยิ่งมา ณ ที่นี้

“Das Parte du Sião”เป็นหนังสือประกอบการจัดนิทรรศการที่ระลึกความสัมพันธ์ 500 ปีระหว่างชาวลูโซ (โปรตุเกส) กับชาวไทย พ.ศ.2054-2554 หนา 118 หน้า บวกกับภาพประกอบพิเศษอีก 10 หน้า (ไม่ระบุเลขหน้า) รวมเป็น 128หน้า ภายในประกอบด้วยเนื้อหาสังเขปดังนี้
- 500 ปี แห่งความสัมพันธ์ระหว่างชาวลูโซกับชาวสยาม โดย ศาสตราจารย์ อันตอนิอู วาชกงเซลูช ดึ ซาดันญา(António Vasconcelos de Sadanha) มหาวิทยาลัยวิทยาการแห่งลิสบัว เป็นบทความสั้นๆ ยาว 3 หน้า กล่าวถึงความเป็นมาของการจัดนิทรรศการ
-ยุคทองของชาวโปรตุเกสในสยาม(A Época de Ouro dos Protukét do Sião) โดย ดร. มิเกล คัสเตลลู บรังกู (Migel Castelo Branco) เป็นบทความมาตรฐานยาว 20 หน้า
-รายการเอกสารโบราณที่เกี่ยวข้องกับสยาม(Catálogo) ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่16-20 โดยระบุรายการอ้างอิง คำย่อที่ใช้ในหนังสือและแหล่งค้นคว้าเอกสารโบราณ รวมถึงหนังสือประวัติศาสตร์นิพนธ์และบทความวิชาการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่16, 20 และ21

ในส่วนบทความของดร. มิเกล คาสเตลลู บรังกู เรื่อง ยุคทองของชาวโปรตุเกสในสยามนั้น ดร.บรังกู คงต้องการจะเรียกคนไทยเชื้อสายโปรตุเกสว่า “ชาวโปรตุเกต” (Protuget) ตามแบบอย่างคำไทยที่เรียกชาวโปรตุเกสโดยไม่การออกเสียงเน้น(accent)ตัวสะกด ส.เสือ อันเป็นลักษณะของการออกเสียงแบบไทย แต่เมื่อคำดังกล่าวถูกถ่ายกลับไปเป็นภาษาโปรตุเกส คือ “Protukét” เมื่ออ่านแล้วกลับต้องออกเสียงเป็น “โปรตุแคต” ไม่ใช่ “โปรตุเกต(Protuket” ตามเสียงในภาษาไทย
ผู้เขียนเคยเสนอในงานสัมมนาวิชาการ เรื่อง “ 500 ปี ความสัมพันธ์สยามประเทศกับโปรตุเกสและชาติตะวันตกในอุษาคเนย์ 2054-2554(25มกราคม 2555) ” จัดโดยโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย บริษัทโตโยต้ามอเตอร์ประเทศไทย จำกัด มหาวิทยาลัยราชภัฎพระนครศรีอยุธยาและหน่วยงานต่างๆ ณ หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยราชภัฎพระนครศรีอยุธยาว่า คนไทยเชื้อสายโปรตุเกสมีความภาคภูมิใจในความเป็นคนเชื้อสายโปรตุเกสมาอย่างเหนียวแน่นและยาวนาน คุณศานติ สุวรรณศรี เคยเล่าให้ฟังถึงคำสอนของมารดาเมื่อครั้งยังเด็กอันชวนให้ตื้นตันใจว่า “ลูกต้องจำไว้ว่าเรามันพวกโปรตุเกสนะลูก”

การที่นักประวัติศาสตร์โปรตุเกสบันทึกคำเรียกคนไทยเชื้อสายโปรตุเกส ว่า “ชาวโปรตุเกต หรือ โปรตุแกต” อาจถือเป็นการแบ่งแยกพวกเขาออกจากความเป็น “โปรตุเกส” แบบขาดการเข้าถึงจิตใจของกลุ่มชนที่เคยร่วมวัฒนธรรมโปรตุเกสด้วยกันมาก่อน แม้ในปัจจุบันความเป็น“โปรตุเกส”ทางด้านกายภาพ ความเป็นอยู่ ภาษาและวัฒนธรรมของคนไทยเชื้อสายโปรตุเกสจะเจือจางลงไปมากแล้ว แต่สิ่งสำคัญที่เชื่อมโยงความเป็นโปรตุเกสของพวกเขาไว้อย่างเหนียวแน่นและมั่นคง คือ ความเป็นชาวคริสตัง