แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ 400 ปีการขยายอิทธิพลของโปรตุเกส สยามโปรตุเกสศึกษา C.R. Boxer แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ 400 ปีการขยายอิทธิพลของโปรตุเกส สยามโปรตุเกสศึกษา C.R. Boxer แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2554

2.Four Centuries of Portuguese Expansion,1415-1825:a Succint Survey by C.R. Boxer

บทที่2. ความขัดแย้งเรื่องผิว ชนชั้นและศาสนาในคริสต์ศตวรรษที่ 16
by C.R. Boxer (แปลโดย พิทยะ ศรีวัฒนสาร / ร่างรอขัดเกลาสำนวน พิสูจน์อักษร อ้างอิง แก้ไขเทคนิคการนำเสนอ ภาพประกอบและกำกับภาษาต่างประเทศ)
ความขัดแย้งทางผิว ชนชั้นและศาสนาเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างไม่อาจเลี่ยงได้ เนื่องจากการอพยพเข้ามาเป็นจำนวนมากของชาวโปรตุเกสและการเผยแพร่ศาสนาจักรโรมันคาธอลิกในทวีปแอฟริกา เอเชียและอเมริกาใต้ ความขัดแย้งดังกล่าวมีสภาวการณ์ที่แตกต่างกันออกไป ในโมรอคโค(Morocco)นั้น อุดมการณ์เกี่ยวกับสงครามครูเสด(The Crusading Spiritual)ยังคงตกค้างอยู่อีกนาน หลังจากการต่อสู้กันประปรายเป็นระยะๆ ผลส่วนใหญ่จากการยึดเมืองซีทตา(Ceata) ตันกิเยร์(Tangier)และที่มั่นอื่นๆตามชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก(Atlantic)ของโปรตุเกส คือ การส่งกำลังทหารเข้าไปยังดินแดนที่โดดเดี่ยวตนเองและเกลียดชังคนต่างชาติอย่างรุนแรงของชาวมุสลิม การต่อต้านชาวโปรตุเกสผู้รุกรานเกิดจากการยุยง ตระเตรียมและชี้นำของพวกมาราบูตส์(The Marabouts)ก่อให้เกิดสงครามตามมา ความพยายามของโปรตุเกสในการรุกรานสิ้นสุดลงจากความหายนะในสมรภูมิอัลคาเซอร์ เคบีร์(Alcacer Kebir) เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม ค.ศ.1578 ผลของสงคราม คือ กษัตริย์เซบาสติอาว (King D. Sebastiao) สิ้นพระชนม์ ทหารที่รอดตายต่างก็ถูกจับเป็นเชลยศึกทั้งหมด ในรัชสมัยของกษัตริย์ ด.จูอาวที่ 3(King D.João III ) ทำให้ป้อมปราการหลายแห่งของโปรตุเกสในโมร็อคโคถูกทอดทิ้ง ครั้นสิ้นสุดศตวรรษที่16 ป้อมปราการของโปรตุเกสก็เหลืออยู่ในเมืองซีตา ตันกิเยร์และมาซากัน(Mazagan)เท่านั้น กองทหารประจำป้อมทั้ง 3 แห่ง มักจะได้รับค่าจ้างไม่ครบ นอกจากนี้ยังขาดแคลนเสบียงและกำลังพล ทหารโปรตุเกสเหล่านี้จึงมีความสามารถในการต่อสู้ป้องกันตัวเล็กน้อยๆ การลาดตระเวนและการตรวจค้นพื้นที่รอบเมือง ทำได้แค่ในเวลากลางวันเท่านั้น พวกเขาไม่กล้าเสี่ยงออกไปลาดตระเวนจนไกลลับตาจากแนวกำแพงป้อม เพราะถ้าพลั้งพลาดหรือคล้อยหลังเมื่อใดก็อาจจะถูกโจมตีด้วยกำลังที่เหนือกว่าได้ทันที การรบฉาบฉวยเช่นนี้ บางครั้งลดลงไปบ้างในช่วงที่พ่อค้าชาวมัวร์(Moorish)และยิว(Jewish)นำสินค้าเข้ามาแลกเปลี่ยน กษัตริย์โปรตุเกสทรงห่วงใยป้อมปราการทั้ง 3 แห่งนี้เป็นอย่างยิ่ง จึงโปรดให้เสริมกำลังทหารและให้การสนับสนุนอย่างรวดเร็วเมื่อป้อมแห่งใดแห่งหนึ่งถูกพวกมัวร์ปิดล้อม[1](เริ่มการพิสูจน์อักษรต่อ)สำหรับภูมิภาคซึ่งอยู่ลัดลงไปทางใต้ของชายฝั่งอาฟริกาตะวันตกจนถึงมอริตาเนีย(Mauretania) และต่ำลงไป การค้นหาทองคำที่กินี(Guinea)ถูกแทรกแซงจากความต้องแรงงานทาส การค้าทาสกลาย เป็นกิจการสำคัญของโปรตุเกสตามดินแดนแถบชายฝั่งทะเลหลังจากมีการพัฒนาไร่อ้อย (The development of sugar plantation)ในมาเดอิรา(Madeira) เซา โตเม(Sao Tome)และบราซิล(Brazil) ตามลำดับ อาณานิคมของสเปนในแถบทะเลแคริบเบียน(The Spanish Carribbean Colonies) และอาณานิคมที่กระจัดกระจายในเม็กซิโก(Mexico)และเปรู(Peru) ต่างก็เป็นแหล่งระบายทาสที่ให้กำไรมากมายแก่พ่อค้าโปรตุเกส แม้ว่าความป่าเถื่อนจะเป็นสิ่งแรกที่ต้องทำเพื่อให้ได้ทาสมาเป็นสินค้า แต่ชาวโปรตุเกสก็พบว่าการค้าทาสโดยสันติกับนายหน้าชาวอาหรับ(Arub) เบอร์เบอร์(Berber) และนิโกร (Negro)แห่งดินแดนเร้นลึกเข้าไปจากชายฝั่ง(Hinterland) ให้กำไรมากกว่าการจู่โจมเข้าไปในหมู่บ้านโล่งๆบนชายฝั่งที่ไม่มีการป้องกันตนเอง โรงสินค้าแห่งแรกถูกตั้งขึ้นที่อาร์กีม(Argium) เมื่อค.ศ.1445 การตั้งโรงงานหรือโรงสินค้าเช่นนี้ เป็นแบบฉบับซึ่งชาวอังกฤษ ชาวดัทซ์(Dutch) ชาวฝรั่งเศส(French) ได้นำเอาไปใช้และประยุกต์ใช้ต่อๆกันมา และ ณ ที่อาร์กีมนี้เองที่สินค้าชาวยุโรปจำพวกผ้า(textiles) โลหะภัณฑ์(Hardware) หนังสัตว์(Hides) กระจกเงา(Looking-glass)ฯลฯ ต่างถูกนำมาแลกเปลี่ยนกับทองคำผง(Gold-dust) ทาสผิวดำ(Negro-slave) ครั่ง(Gumlac) ชะมด(Civet) เครื่องเทศ(Malagueta) ชนิดที่เรียกว่า ”Grain of paradise”

จากเคปเวิร์ด(Cape Verde) จนถึงโกลด์โคสท์(Gold Coast) ระบบที่ค่อนข้างแตกต่างกันถูกนำมาใช้เมื่อเกาะเคปเวิร์ด(Cape Verde Is.) ถูกยึดครองเป็นอาณานิคมของโปรตุเกสในช่วงทศวรรษ 1460 บรรดาพ่อค้าเอกชนและผู้ถูกเนรเทศ ชาวโปรตุเกสซึ่งขึ้นล่องตามลำน้ำและหุบห้วยสายต่างๆแถบเซเนแกมเบีย(Senegambia)และตอนเหนือของกินี(Upper Guinea)เป็นประจำ มักจะตั้งหลักแหล่งในหมู่บ้านของพวกนิโกร(Negro) อันเป็นสถานที่ซึ่งพวกเขาและทายาทเลือดผสมผิวดำ-ขาว(Mulatto)ทำหน้าที่เป็นคนกลางในการค้าขายแลกเปลี่ยนทองคำและทาสระหว่างคนผิวขาวกับผิวดำ J.W.Blake[2] ชาวอังกฤษ คนผิวขาวที่ใช้ชีวิตแบบพื้นเมือง ถูกเรียกว่าพวกแทนโกมาโอส(Tangomaos)หรือแลนซาโดส(Lancados) คนเหล่านี้ได้แก่ผู้ลี้ภัย ผู้ถูกเนรเทศในความผิดมหันต์ และผู้ร่วมประเวณีในสายเลือดเดียวกัน(Incestuouse acts)สำหรับคนกลุ่มนี้ แม้แต่การดำรงชีวิตและการสนทนาของพวกเขา ก็เป็นที่ยอมรับแต่เพียงในสถานที่เช่นนี้ ถึงกระนั้นพวกเขาก็มิได้หมดกำลังใจหรือความบากบั่นอุตสาหพยายาม บางคนเดินทางลึกเข้าไปห่างจากชายฝั่งทะเล จนถึงตลาดใหญ่ของชาวซูดานแห่งทิมบักตู (The great Sudanese mart of Timbuktu) ซึ่งทูตบางคณะของกษัตริย์ดอม จูอาวที่2 (King D. Joao2nd) ก็เคยเดินทางไปถึงเช่นกันสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่านั้นก็คือ พวกเขาทำให้การใช้ภาษาโปรตุเกสแบบลิงกัว ปรังกา (Lingua franca)[3] แพร่ไปในวงการค้าตลอดแนวชายฝั่งทะเล

ตลอดแนว150ไมล์ลึกเข้าไปในดินแดนชายฝั่งทะเลโกลด์ โคสท์ รัฐบาลโปรตุเกสติดต่อกับชาวพื้นเมืองโดยสันติวิธีน้อยกว่าการใช้กำลังทหารและการบีบบังคับซึ่งอันที่จริงแล้วก็แทบจะไม่ต้องออกกำลังมากมายเท่าใดเลย ภูมิภาคแถบนี้มีความสำคัญมากกว่าแห่งอื่น เพราะเป็นดินแดนที่อุดมไปด้วยทองคำ และเป็นแหล่งรวบรวมทองคำ ซึ่งถูกนำมาจากดินแดนเร้นลับในซูดานตะวันตกเพื่อส่งไปยัง เคป เวิร์ดและเซเนแกมเบีย ในค.ศ.1481พระเจ้าดอม จูอาวที่2 กษัตริย์ผู้ทรงกระตือรือร้นและมองการณ์ไกลได้โปรดให้จำลองแผนผังและโครงสร้างของปราสาทที่แข็งแรง-มั่นคง-สง่างามในยุโรปมาเป็นแม่แบบในการสร้างป้อมปราการที่บริเวณเรียกว่า เซา จอร์ช ดา มินา (Sao Jorge da Mina or St. George of the Mine or Elmina) ป้อมเซา จอร์ช ดา มินา ที่เมืองมินา จะเป็นป้อมปราการแห่งแรกของโปรตุเกสในเขตร้อน ซึ่งจะทำให้โปรตุเกสสามารถเข้าปกครองพวกนิโกรพื้นเมือง และใช้คุ้มครองแหล่งทองคำให้พ้นจากการคุกคามของสเปนและยุโรปชาติอื่นด้วย เมื่อโปรตุเกสสร้างป้อมแห่งนี้ในค.ศ.1482 ทำให้บรรดาผู้นำชนเผ่าพื้นเมืองเกิดความไม่พอใจ ต่อมาพลเมืองของชนเผ่าเหล่านี้บางกลุ่มหันมานับถือศาสนาโรมันคาธอลิกและจงรักภักดีต่อชาวโปรตุเกสสืบมาจนกระทั่งป้อมแห่งนี้ถูกชาวดัทช์ยึดครองไปใน ค.ศ.1637

จูอาว ดึ บารูช (Joao de Barros) นักจดหมายเหตุสำคัญของโปรตุเกส ซึ่งเคยเดินทางไปยังเมืองมินาเมื่อยังเยาว์วัย ได้เล่าถึงฐานะของชาวโปรตุเกสที่เมืองกินี (Guinea) ในหนังสือชื่อ เดกาดา ปรีเมอิรา (Decada Primeira) ตีพิมพ์เมื่อค.ศ.1552 ว่า[4]“นอกจากเรื่องการเพิ่มจำนวนของพระราชทรัพย์ที่ตกสืบกันมาในประเทศโปรตุเกสแล้ว ข้าพเจ้าไม่ทราบเรื่องราวเกี่ยวกับการจัดเก็บภาษีที่ดิน(Land-tax) อากร(Toll) ภาษีหนึ่งชักสิบ(Tith) ภาษีการขน ส่งสินค้า(Transfer-tax) หรือภาษีอื่นๆรวมทั้งการเสียภาษีเงินได้รายปีที่สูงกว่ารายได้ประจำ โดยไม่บ่นถึงความแห้งแล้งและการขาดทุนมากไปกว่าการเสียภาษีทางการค้าที่กินี ณ ที่นี้ ถ้าหากเรารู้จักลู่ทางในการทำมาหากินและเก็บเกี่ยวพืชผลอย่างเหมาะสมแล้ว เราก็จะได้รับผลกำไรตอบแทนอย่างคุ้มค่า มาก กว่าการยึดครองของราชอาณาจักรและทุ่งหญ้าแห่งหุบเขาซานตาเร็ม(The vale of Santarem) ยิ่งไปกว่านั้น ภายในดินแดนอันสงบสุขปราศจากความน่ากลัวและการฆ่าฟันแห่งนี้ เราสามารถจะแสวงหาทองคำ งาช้าง ขี้ผึ้ง หนังสัตว์ น้ำตาล พริกไทย ฯลฯ ได้อย่างมากมาย หากเดินทางไปถึงดินแดนลึกเข้าไป (Hinterland) เช่นเดียวกับที่เราเคยดั้นด้นไปถึงญี่ปุ่น ซึ่งอยู่ห่างออกไปสุดมุมโลกแล้ว เราจะได้รับผลตอบแทนมากกว่านี้ ประการสุดท้ายคือ กินีมีพลเมืองที่ซื่อสัตย์และมีคนรับใช้จำนวนมากที่ขยันขันแข็ง สามารถทำงานให้เราได้ทุกอย่าง พวกเขาต่างก็มั่นใจว่า ไม่ว่าดินแดนแห่งใดก็ตามที่เราได้ครอบครอง ล้วนไม่อาจจะให้สิ่งตอบแทนแก่เราได้มากมายขนาดนี้อีก หากข้าพเจ้าได้รับการฝึกหัด-อบรมทางด้านยุทธศิลป์(Military Art) มาก่อนละก็ ข้าพเจ้าจะขอสมัครมาเป็นทหารที่กินีมากกว่าจะขอไปยังดินแดนของชาวสวิส(The Land of Swiss) ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ ขณะนี้พวกมุสลิมแห่งอาฟริกา(The Muslim of Africa) โดยเฉพาะผู้ครองนครแห่งมอร็อคโค(The Sherif of Morrocco) มักจะชอบแสวงหาโดยการทำสงครามบ่อยครั้งกว่าการทำสงครามของโปรตุเกสเสียอีก”

วิถีชีวิตประจำวันที่เรียบง่ายของชาวเอเชียนั้น ในอดีต อาจเปรียบเทียบได้กับการที่ซัลยูส(Salust)[5] ได้ประณามว่า การใช้ชีวิตที่หละหลวมและขาดความกระตือรือร้นของชาวโรมัน (Roman People) เป็นสาเหตุแห่งการคดโกงทุจริตซึ่งกันและกันอย่างกว้างขวาง ตัวอย่างดังกล่าวคือสิ่งที่โปรตุเกสกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ แต่ทรัพยากรธรรมชาติซึ่งดินแดนแห่งเอธิโอเปียมอบให้แก่เรา ทำให้ดินแดนแห่งนี้ได้ชื่อว่าแผ่นดินแห่งความอุดมสมบูรณ์อย่างแท้จริง กินีไม่เพียงแต่จะมอบปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิตเท่านั้น แต่ยังประทานสำนึกแห่งการดำรงเผ่าพันธุ์อันบริสุทธิ์ งดงามและใกล้ชิดกับพระเจ้าอีกด้วยนอกจากดึ บารูชเรื่องราวเกี่ยวกับความอุดมสมบูรณ์และความซื่อสัตย์ของชาวเมืองกินีแล้ว เขายังบันทึกคำเตือนสำคัญเอาไว้ว่า“แต่จะเป็นด้วยบาปของมวลมนุษย์หรือพระประสงค์อันสุดหยั่งรู้ของพระเจ้าก็ไม่ทราบที่ทำให้เส้นทางการเดินเรือไปยังดินแดนเอธิโอเปียเต็มไปด้วยคมดาบแห่งความตายและโรคภัยไข้เจ็บ ถ้าหากพระเจ้าทรงคุ้มครองให้เราเดินทางไปถึงดินแดนอันเปรียบเสมือนอุทยานแห่งพระองค์ได้ เมื่อนั้น สายธารแห่งทองคำจะไหลท้วมท้นไปยังทุกๆภูมิภาคที่อำนาจของเราครอบคลุมไปถึง”

ในแถบอาฟริกาตะวันตกนั้น ไข้มาลาเรียและโรคเมืองร้อนต่างๆเป็นอุปสรรคสำคัญที่คร่าชีวิตของคนผิวขาวจำนวนมากในศตวรรษที่16และระยะเวลาต่อๆมา อย่างไรก็ตาม จากบันทึกของบารอสปรากฏว่า แม้ชาวโปรตุเกสจะสามารถหาทองคำจำนวนมากได้จากดินเดนแถบชายฝั่งทะเลของอาฟริกา แต่พวกเขาก็ตระหนักดีว่า พวกเขามิอาจจะดั้นด้นบุกเข้าไปในป่าดงดิบเขตร้อนชื้นอันกว้างใหญ่ ที่คั่นระหว่างดินแดนแถบชายฝั่งทะเลกับดินแดนที่อยู่เร้นลึกตอนใน ซึ่งเป็นแหล่งทองคำแห่งมาลี(The golden field of Mali or Wangara) ได้อย่างพวกมัวร์ ที่ข้ามมาจากทะเลทรายสะฮาราอันทุรกันดาร (The Sahara)

แม้ว่าบารอสจะกล่าวถึงพวกคาธอลิกนิโกรที่กินีด้วยความชื่นชม แต่แท้ที่จริงแล้ว นิโกรที่เขารีตมีจำนวนเพียงเล็กน้อยเท่านั้นเอง นิโกรเหล่านี้เป็นมิตรกับชาวโปรตุเกสที่อาศัยอยู่ในมิน่า(Mina)อาซิม(Axim)และป้อมอื่นๆอย่างวางใจได้ อย่างไรก็ตาม ระยะทางตั้งแต่เคปเวอร์จนถึงคองโก มีมีชันนารีชาวโปรตุเกสเข้าไปเผยแพร่ศาสนาคริสต์ไม่เกิน2-3คนเท่านั้น และมิชชันนารีที่เดินทางเข้ามายังดินแดนแห่งนี้ ส่วนใหญ่มักจะเสียชีวิตหรือเจ็บป่วยจนไม่สามารถจะทำงานได้ เนื่องจากโรคภัยไข้เจ็บอันชุกชมและสภาพวิปริตอย่างรุนแรงของอากาศ สำหรับทางทิศใต้ของลุ่มแม่น้ำแชร์(Southern of The river Zaire)ก็เช่นเดียวกัน ความตายเนื่องจากสภาพอากาศเช่นนี้ คืออุปสรรคสำคัญอย่างยิ่งต่อการเผยแพร่ศาสนาคริสต์ จนกระทั่งมีการค้นพบทางวิทยาศาสตร์การแพทย์แผนใหม่ ในคริสต์ศตวรรษที่19[6] ปัญหาดังกล่าวจึงคลี่คลายไปในปีเดียวกันกับการสร้างป้อมเซา จอร์ช ดา มินาที่โกลด์ โคสท์นั้นเอง โปรตุเกสก็ได้ค้นพบอาณาจักรเก่าแก่แห่งคองโก(The old Kingdom of Congo)ความสำเร็จก้าวแรกของชาวโปรตุเกสจึงเป็นแรงบันดาลใจในการเผยแพร่ศาสนามากยิ่งขึ้น ทำให้กษัตริย์ชาวบันตูแห่งอาณาจักรคองโกหลายพระองค์หันมาเข้ารีตนับถือศาสนาคาธอลิก พระเจ้าดอม อัฟฟองโซ(King Dom Affonso)ก็ทรงเป็นชาวคาธอลิกที่ดียิ่งกว่าผู้สอนศาสนา(teachers)ของพระองค์อีกหลายๆคน พระองค์ทรงมีความสนใจต่อการให้ความสนับสนุนศาสนาและอารยธรรมของยุโรป สิ่งที่พระองค์ทรงเรียกร้องอยู่ตลอดเวลาคือ คณะทูตรุ่นแรกๆที่จะเดินทางเข้าไปในอาณาจักรคองโก ไม่เพียงจะเป็นบาปหลวง(friars)[7]และผู้สอนศาสนา(priests)[8]อื่นๆเท่านั้น หากจะต้องเป็นแรงงานฝีมือ(skillworkers)และช่างฝีมือ(artisans)อาทิ ช่างตีเหล็ก(blacksmiths) ช่างก่อสร้าง(masons) ช่างเรียงอิฐ(bricklayers) และเกษตรกร(ahricultural labours)อีกด้วย ในค.ศ.1492ช่างพิมพ์(printers)ชาวเยอรมนีสองคนได้อาสาเข้าไปทำงานในคองโก ต่อมา มีผู้หญิงผิวขาวจำนวนหนึ่งถูกส่งเข้าไปสอนสตรีชั้นสูงชาวพื้นเมืองให้รู้จักประดิษฐ์งานเศรษฐศิลปกรรมในครัวเรือน(The art of domestic economy)ตามแบบอย่างของชาวโปรตุเกส นอกจากนี้ยังมีบุตรหลานของขุนนางชาวคองโกจำนวนมากถูกส่งไปรับการศึกษาทีกรุงลิสบอนและภายหลังนักเรียนผู้หนึ่งในจำนวนนี้ ได้รับการแต่งตั้งจากพระสันตะปาปาให้ดำรงตำแหน่งบิชอป(bishop)โดยการเสนอของพระเจ้ามานูเอล(King Manuel)กษัตริย์แห่งราชวงศ์แอฝิช(The House of Aviz)องค์ต่อๆมา มิได้พยายามควบคุมการปกครองหรือยึดครองอาณาจักรคองโก โดยใช้กำลังทหาร หากแต่ทรงอนุเคราะห์กษัตริย์แห่งคองโก ราวกับพระญาติวงศ์ และในลักษณะของพันธมิตร มิใช่แบบประเทศราช เมื่อพระเจ้าดอม อาฟฟองโซที่1(King Dom Affonso 1)สิ้นพระชนม์ นโยบายนี้ก็เลิกล้มไปโดยปริยาย เนื่องจากโปรตุเกสสามารถติดต่อกับเอเชีย-และ อาฟริกาได้แล้ว นอกจากนี้ ความต้องการแรงงานทาส”The Black Ivory” ได้ถีบตัวสูงขึ้นอย่างรวด เร็ว ทำให้ชาวยุโรปจำนวนมากเดินทางเข้าไปเกี่ยวข้องกับการค้าทาสในอาฟริกาตะวันตก โดยเฉพาะ ชาวโปรตุเกสเป็นพวกแรกที่ได้รับผลประโยชน์จากการค้าทาสอย่างต่อเนื่องกันเป็นเวลานานหลายร้อยปี ทำให้วัฒนธรรมของชาวลูซิตาเนียนทิ้งร่องรอยไว้ในอาณาจักรคองโกอยู่เป็นเวลานาน ศาสนพิธีของศาสนาคริสต์นิกายโรมัน-คาธอลิก ยังคงได้รับการปฏิบัติสืบต่อกันมา จนถึงคริสต์ศตวรรษที่18 หรืออย่างน้อยที่สุดบุคคลชั้นสูงในอาณาจักรคองโก ยังสามารถพูด-อ่าน-เขียน-ภาษาโปรตุเกสได้อย่างคล่อง แคล่วจนถึงกลางคริสต์ศตวรรษที่17

ชาวโปรตุเกสแสดงท่าทีของตนต่อชาวพื้นเมืองในแองโกลาและเบงเกลลา(Angola and Benguela) อย่างตรงกันข้ามกับการปฏิบัติต่อชาวคองโก พลเมืองแห่งดินแดนทางตอนใต้ของลุ่มแม่น้ำเบงโก(The Bengo River) ไม่ค่อยจะยินดียินร้ายต่อการยอมรับนโยบายสันติวิธีซึ่งชาวโปรตุเกสหยิบยื่นให้ดังเช่นชาวคองโก และสาเหตุที่โปรตุเกสติดต่อกับชาวคองโกด้วยสันติวิธีก็เพราะว่า คองโกมีผล ประโยชน์ให้โปรตุเกสตักตวงอย่างคุ้มค่านั่นเอง ในค.ศ.1568 บาทหลวงคณะเจซูอิตรุ่นแรกๆที่เข้าไปอยู่ในแองโกลา ได้สนับสนุนแนวความคิดของบาทหลวงที่เข้าไปเผยแพร่ศาสนาในบราซิลที่เสนอว่าโปรตุเกสควรจะเผยแพร่ศาสนาคริสต์ด้วยวิธีการที่รุนแรงหรือ ”Preaching with the sword and rod of iron” บาทหลวงฟรานซิสโก เดอ กูเวยา (Francisco de Gouveia) ผู้อุทิศตนแก่การเผยแพร่ศาสนาคริสต์เป็นเวลาหลายปีในแองโกลาหรือโงลา(Hgola)ตามที่หัวชนเผ่าพื้นเมืองนิยมเรียก ได้กล่าวว่า ชาวบันตูเป็นคนป่าเผ่าดุร้ายที่ไม่อาจจะทำให้หันมานับถือพระเจ้าได้ ด้วยวิธีการอันละมุนละม่อม อย่างที่เคยใช้ได้ผลกับชาวจีนและญี่ปุ่น การทำให้ชาวบันตูเปลี่ยนมาเป็นคริสเตียนที่ดีได้ มีวิธีการเดียวคือการบังคับด้วยกำลังเท่านั้น

การสนับสนุนให้ชาวคริสเตียนรวมตัวกันต่อสู้กับความชั่วร้ายดังกล่าว สอดคล้องกับความต้องการของเปาโล ไดแอส เดอ โนแวส(Paulo Dias de Novais) ผู้ซึ่งได้ยัดเยียดนโยบายในการยึดครองแองโกลาต่อกษัตริย์โปรตุเกสเมื่อค.ศ.1571 แม้กษัตริย์โปรตุเกสจะทรงลังเลพระทัย แต่ในที่สุดก็ได้ทรงอนุญาตอย่างไม่เต็มพระทัย ดังที่ปรากฏรายละเอียดอยู่ในผลงานการค้นคว้าของศาสนตราจารย์ซิลวา เรโก(Silva de Rego) จึงไม่จำเป็นจะต้องนำจินตภาพแห่งการก่อตั้งอาณานิคมของครอบครัวเกษตรกรจากประเทศโปรตุเกส ในดินแดนของแองโกลา โดยมีเป้าหมายว่าครอบครัวของเกษตรกรโปรตุเกสเหล่านั้น จำดำรงชีพด้วย “พืชพันธ์ธัญญาหารทั้งหมดที่พวกเขาจะเสาะแสวงหาได้ในแองโกลา และจากเกาะเซา โตเม” แต่เมื่อคณะสำรวจของเปาโล ไดแอส เดอ โนแวส เดินทางไปถึงลวนดา(Launda) ในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ.1575 ปรากฏว่า การค้าทาสที่ลวนดาได้ดำเนินการไปอย่างเต็มที่แล้ว นอกจากนี้ สภาพอากาศอันวิปริตอย่างรุนแรงยังเป็นอุปสรรคต่อการตั้งถิ่นฐานของชนผิวขาว ทำให้โครงการตั้งอาณานิคมที่แองโกลาจึงต้องล้มเลิกอย่างรวดเร็ว เพราะรัฐบาลโปรตุเกสไม่สามารถจัดหาแรงงานทาส นิโกร(Negro slaves หรือ Pecas หรือ Pieces) มาสนับสนุนการตั้งอาณานิคมที่แองโกลาอย่างเพียงพอได้ความต้องการแรงงานทาสที่พุ่งขึ้นอย่างรุนแรง เป็นสาเหตุของสงครามระหว่างชนพื้นเมือง (The-inter-tribal)อย่างดุเดือดในดินแดนที่อยู่ลึกเข้าไปในพื้นทวีป โดยมีมนุษย์กินคนเผ่ายักกัส (The cannibal Jagas)เป็นตัวการสำคัญ แต่เดิมนั้น โปรตุเกสเคยให้ความช่วยเหลือแก่กษัตริย์คองโก ในการต่อสู้กับผู้รุกรานที่มีแต่ความป่าเถื่อนแห่งชนเผ่ายักกัส ซึ่งพยายามจะบุกเข้าปล้นเมืองหลวงของคองโก แต่กลับถูกทหารโปรตุเกสแห่งป้อมเซา โตเมขับไล่ออกไปได้ทันท่วงที อย่างไรก็ตาม ชนเผ่ายักกัสส่วนใหญ่ในแองโกลานั้น มีความเป็นมิตรต่อชนผิวขาวด้วยดี โปรตุเกสได้จัดตั้งกองทหารอาสาพื้นเมืองขึ้น เรียกว่า”The gurra preta” ทหารอาสากองนี้เป็นผู้ช่วยของชาวโปรตุเกสในการปกครองชนพื้นเมืองเผ่าอื่นๆ ซึ่งมักจำก่อความไม่สงบบ่อยๆ โปรตุเกสจึงมักส่งทหารอาสาเผ่ายักกัสซึ่งตั้งขึ้นมาโดยเฉพาะ ออกไปปราบชนเผ่าที่ก่อให้เกินความยุ่งยากทางการปกครอง การปราบปรามดำเนินไปอย่างโหดเหี้ยมทารุณ จึงเป็นสิ่งที่กระตุ้นให้เกินความไม่สงบขึ้นมาอีกซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างน่าเวทนา แต่การลุกฮือของทาสและกิจการค้าทาสก็ยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่องเป็นเวลามากกว่า 200ปี

พฤติการณ์ดังกล่าวข้างต้น เป็นที่มาของเสียงวิพากษ์วิจารณ์ภายในประเทศโปรตุเกสโดยบาทหลวงมานูเอล เซเวริม เดอ เฟเรีย(Manuel Severim de Faria) แห่งมหาอาสนวิหารเดอะ แคนนอน ออฟ เอโวรา (The Canon of Evora Cathedral) ผู้ซึ่งเฝ้าติดตามสังเกตสภาวการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยความเอน็จอนาถใจ ได้บันทึกไว้ว่า

“ไม่มีชาวโปรตุเกสคนใดเลยที่เห็นพ้องกับพฤติกรรมอันโหดร้ายทารุณ ความโหดร้ายมิใช่หนทางที่จะทำให้เกิดความเจริญก้าวหน้าทางการค้า และความสำเร็จในการเผยแพร่ศาสนาซึ่งมีความสำคัญเป็นอันมากต่อดินแดนแห่งนั้น”

ชาวโปรตุเกสส่วนใหญ่ มิได้ยอมรับต่อทัศนะดังกล่าวอย่างทันทีทันใดในขณะนั้นเลย ดังจะเห็นจากงานเขียนชิ้นสำคัญของอันโตนิโย เดอ โอลิเวอีรา เดอ คาดอร์เนากา(Antonio de Oliveiva de Cadornega) ชื่อ ”Historia des Guerras Angolanas” ซึ่งเขียนในลวนดาเมื่อค.ศ.1680 หลังจากที่เขาได้ใช้ประสบการณ์ในอาณานิคมมาแล้วถึงสี่สิบปี คาดอร์เนกาได้กล่าวเตือนอย่างไม่รู้จักเหน็ดจักเหนื่อยว่า ”พวกนอกศาสนาเหล่านี้ มิอาจถูกปกครองหรือถูกทำให้อ่อนโยนได้ด้วยความรัก นอกจากการใช้กำลังบังคับเท่านั้น” คาดอร์เนกาได้อ้างถึงคำแนะนำของอันโตนิโย เดอ อาบริว เดอ มิรันดา แห่งป้อมอัมบากา ซึ่งได้เสนอแก่ข้าหลวงแห่งอังโกลาเมื่อค.ศ.1640 โดยคาดอร์เนกาได้เสนอว่า การใช้มาตรการรุนแรงต่อชนเผ่านิโกรนั้น มีแต่จะให้ประโยชน์แก่โปรตุเกสอย่างไม่สิ้นสุด“สิ่งที่เราจะต้องปฏิบัติกับคนนอกศาสนาเหล่านี้ยิ่งกว่าชนชาติอื่นๆ คือการใช้หลัก-ผู้พิชิตจงเจริญเท่านั้น การลงโทษเฆี่ยนตีและการกักขัง เป็นสิ่งที่พวกนิโกรหวาดหวั่นที่สุด ดังเช่นชาวลิเบอร์ไทน์ เคยถูกชาวโรมันลงโทษเฆี่ยนตี เนื่องจากชาวโรมันไม่สามารถจะฝึกให้ชาวลิเบอร์ไทน์เชื่อฟังด้วยดีได้ มาตรการนี้ เป็นวิธีเดียวที่ชนชั้นปกครองและผู้ชนะใช้กับคนในบังคับ และเป็นหนทางเดียวที่เราควรจะกระทำ เพื่อความมีชัยในอาณาจักรเหล่านี้”

อีกฟากหนึ่งของทวีปอาฟริกา สถานการณ์ต่างก็ได้เปลี่ยนแปลงไปอีกเช่นกัน นักบุกเบิกชาวโปรตุเกสได้พบว่า ดินแดนชายฝั่งตะวันออกตั้งแต่โซฟาลาถึงโซมาเลียนั้นถูกชาวอาหรับสวาฮิลียึดครองเป็นถิ่นอาศัยตลอดแนวชายฝั่งทะเลทั้งหมด ชาวพื้นเมืองเหล่านี้มีความเป็นอยู่แบบอาฟริกันอย่างมั่นคง เป็นเวลานานหลายร้อยปีแล้ว จากการแต่งงานและอยู่กินกับชนเผ่าบันตูภายใต้อารายธรรมอิสลามอย่างภาคภูมิใจ ชาวโปรตุเกสได้ติดต่อค้าขายกับชนเผ่าบันตูที่อาศัยอยู่ลึกเข้าไปในพื้นทวีป โดยใช้ลูกปัดและผ้าฝ้ายที่มาจากอินเดียเป็นเครื่องแลกเปลี่ยนกับทองคำ งาช้างและทาสนิโกร ชาวโปรตุเกสเกือบจะเข้า ใจว่า โซฟาลาเป็นดินแดนแห่งเรื่องราวใบคัมภีร์ไบเบิล และพยายามจะผูกขาดการค้าทองคำกับโซฟาลาแต่เพียงผู้เดียว โดยได้สร้างป้อมปราการขึ้นที่โซฟาลาในค.ศ.1505 โปรตุเกสพยายามขับไล่พ่อค้าชาวสวาฮิลีออกจากโซฟาลา โดยการใช้ทั้งกำลังทหารและกลอุบาย เพื่อจะได้เป็นคู่ค้าโดยตรงกับชนเผ่านิโกร ซึ่งนำทองคำออกมาจากดินแดนในพื้นทวีป ความพยายามของโปรตุเกสประสบความสำเร็จเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เพราะชาวสวาฮิลีได้ลงหลักปักฐาน ดำเนินชีวิตอยู่แทบทุกพื้นที่ในอาฟริกาตะวันออก ไม่ว่าตามริมน้ำลำธารและในป่าที่อยู่ลึกเข้าไปไม่กี่แห่งในพื้นทวีป ซึ่งกองทหารหน่วยเล็กๆของโปรตุเกสสามารถยึดครองเอาไว้ได้ สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือการเดินทางเข้าไปในโซฟาลาของโปรตุเกส ได้ก่อให้เกิดความแตกแยกภายในชนพื้นเมืองเผ่ามากาลังกาขึ้นมาด้วย ดินแดนของชาวมากาลังกานี้ ชาวโปรตุเกสเรียกอย่างหรูหราว่า” ” โดยเชื่อว่าบัดนี้พวกเขาค้นพบ” เมืองซึ่งเต็มไปด้วยทองคำแห่งอาฟริกา” แล้ว การรบราฆ่าฟันกันเองภายในเผ่า ซึ่งเกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า โดยที่ทั้งสองฝ่ายต่างก็ไม่ยอมลดราวาศอกให้แก่กัน จึงเป็นอุปสรรคต่อชาวโปรตุเกสในการเดินทางเข้าไปติดต่อกับชาวพื้นเมืองในดินแดนพื้นทวีป ซึ่งมีความลำบากยากเย็นมาก และยังเป็นอุปสรรคต่อชาวพื้นเมืองในการนำเอาทองคำออกมายังเมืองท่าชายฝั่งทะเลด้วย และในที่สุดโรคภัยไข้เจ็บในเขตร้อนอันร้ายแรงในแถบดินแดนชายฝั่ง(และในแถบลุ่มแม่น้ำแซมเบซี) ซึ่งมีความรุนแรงพอๆกับโรคภัยในดินแดนชายฝั่ง อาฟริกาตะวันตก ก็ได้คร่าชีวิตพ่อค้าและนักแสวงโชคชาวโปรตุเกสจำนวนมากดังที่เคยเป็นมาแล้วอย่างไรก็ตาม แม้จะมีอุปสรรคอื่นๆอีกมากมายซึ่งข้าพเจ้ามิได้กล่าวถึง แต่ชาวโปรตุเกสก็สามารถหาทองคำได้มากมายเช่นเดียวกัน แม้ว่าทองคำที่ได้มาจะมีจำนวนไม่มากเท่าทองคำที่เขาได้จากเซา จอร์ช ดา มินา ทองคำจากอาฟริกาตะวันออกเที่ยวแรกที่ส่งไปยังลิสบอนเมื่อค.ศ.1506นั้น ถูกใช้ทำกระถางบูชาที่เบเลม( )[9] โดยฝีมือของกิล วีซองเต( )[10]กวี-ช่างทอง( )ผู้มีชื่อเสียงที่สุดในขณะนั้น แต่ทองคำเที่ยวหลังๆซึ่งมีจำนวนเพียงเล็กน้อย และอย่างน้อยที่สุด ทองคำในส่วนที่เป็นราชทรัพย์ของกษัตริย์โปรตุเกส ถูกนำไปจากดินแดนแห่งลุ่มแม่น้ำทากัส( ) เพื่อใช้จ่ายในการซื้อสินค้าจำพวกพริกไทยจากดินแดนชายฝั่งมะละบาร์ โดยกองเรือที่เดินทางกลับจากการค้าขายในอินเดีย เจ้า หน้าที่ผู้หนึ่งซึ่งรับผิดชอบในการเดินเรือขณะนั้น ได้แสดงความข้องใจอย่างสุดซึ้งว่า การลงทุนค้าขายเพื่อการแลกเปลี่ยนทองคำที่โซฟาลานั้น “มิได้ช่วยให้กษัตริย์โปรตุเกสประหยัดค่าใช้จ่ายแต่อย่างใดนอกจากการขาดทุน” (จากบันทึกของอัลบูเคิร์กเมื่อค.ศ.1510) เนื่องจากข้าหลวงและเจ้าหน้าที่จำนวนมากของโปรตุเกสต่างก็พากันลักลอบค้าทองคำเพื่อตักตวงผลประโยชน์ส่วนตัว เจ้าหน้าที่โปรตุเกสบางกลุ่มได้นำผลกำไรจากการลักลอบค้าทองคำ ส่งไปซื้อพริกไทยในอินเดีย บางกลุ่มซึ่งมีจำนวนไม่มากนักส่งกำไรกลับไปยังลิสบอน นอกจากนี้ ในป่าแถบโซฟาลายังมีนักแสวงโชคชาวโปรตุเกสจำนวนมาก เข้าไปใช้ชีวิตและทำการค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้าจำพวกทองคำและงาช้างกับชาวบันตู นักแสวงโชคเหล่านี้มีจำนวนมากพอๆกับพวกแลงซาโดส( )และพวกตันโกมาโอส( )[11] ในแถบกินีและเซเนแกมเบียของอาฟริกาตะวันตก โดยทั่วไปแล้วเรายังไม่มีหลักฐานเกี่ยวกับชื่อและพื้นเพของคนเหล่านี้ จนกระทั่ง คณะสำรวจของเอริก อาเซลสัน( ) ฮัก ตราซีย์( ) และอาเลซางเดรอ โลบาโต( )ได้ค้นพบเรื่องราวบางอย่างเกี่ยวกับคนกลุ่มนี้ โดยได้เปิดเผยเรื่องราวของอันโตนิโย เฟอร์นานโด( )นักโทษอดีตช่างไม้ประจำเรือผู้ซึ่งดั้นด้นเข้าไปจนถึงชนเผ่าบันตูผู้กระหายสงครามราวกับเทพเจ้า[12]ตรงกันข้ามกับปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในดินแดนชายฝั่งอาฟริกาตะวันตก กล่าวคือ ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่16 ชาวโปรตุเกสยังไม่ให้ความสนใจในการค้าทาสที่ดินแดนชายฝั่งอาฟริกาตะวันออก แม้โปรตุเกสจะเกี่ยวข้องกับการค้าทาสมาเป็นเวลานานแล้วก็ตาม แต่เป็นเพียงการค้าทาสเพื่อส่งไปรับใช้ภายในบ้าน หรือเป็นองครักษ์ การค้าทาสในลักษณะนี้ แตกต่างกับการส่งทาสจำนวนมากจากอาฟริกาตะวันตก ไปสนับสนุนความต้องการแรงงานทาสจำนวนมากจากอาฟริกาตะวันตกไปสนับสนุนความต้องการแรงงานทาส ซึ่งมีอย่างไม่รู้จักเพียงพอ เพื่อการเพิ่มผลิตผลในไร่น้ำตาลและเหมืองแร่เงินในอเมริกาใต้และอเมริกากลาง ในศตวรรษที่16ทองคำและงาช้างเป็นสินค้าสำคัญจากอาฟริกาตะวันตก และภายหลังจากประสบความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงในการลงทุนที่โซฟาลา นับตั้งแต่ค.ศ.1530เป็นต้นมา โปรตุเกสก็มุ่งหน้าใช้ความพยายามทางการค้าส่วนใหญ่ในลุ่มแม่น้ำแซมเบซี

ระหว่างค.ศ.1498-1499 เมื่อวาสโก ดา กามาเดินทางไปถึงบริเวณที่ตั้งถิ่นฐานของชาวสวาฮิลี ปรากฏว่าชาวสวาฮิลีได้กลายเป็นพันธมิตรที่ซื่อสัตย์ของกษัตริย์โปรตุเกสมาเป็นเวลากว่าหนึ่งร้อยปี(ตามความหมายปัจจุบันคือประเทศบริวาร- )แต่สำหรับชาวสวาฮิลีที่มอมบาซา คิลวา( )และเมืองท่าอื่นๆอีกหลายแห่ง ต่างก็เรียกร้องหรือต่อต้านโปรตุเกสในเวลาต่อมาอย่างเปิดเผยบ่อยๆ และการกระทำของโปรตุเกสที่ตอบโต้แก่ชาวพื้นเมืองฝ่ายตรงข้ามกับตน ได้ถูกบันทึกโดยทูตชาวสเปน ผู้หนึ่ง ซึ่งเดินทางไปยังราชสำนักชาห์แห่งเปอร์เซีย( )หลังจากเหตุการณ์ได้ผ่านพ้นไปประมาณ 100 ปีเศษว่า

“ หลังจากชาวโปรตุเกสส่งกองเรือประจำปีเดินทางไปค้าขายกับอินเดียแล้ว ทหารและกลาสีโปรตุเกสได้บุกเข้าปล้น-ฆ่า-เผา-ทำลายถิ่นฐานที่อยู่อาศัยของชาวมุสลิมอย่างโหดเหี้ยมทารุณโดยไม่ละเว้นแม้แต่ผู้หญิง เด็ก และคนชรา ด้วยความเกลียดชังอย่างลึกซึ้งต่อชาวมุสลิม ทุกวันนี้ชาวเกาะเลือดผสมอาหรับ-กาฟเฟอร์( ) ยังจดจำเหตุการณ์สยดสยองที่เกิดจากคมดาบของชาวโปรตุเกสได้ดี”ทูตสเปนผู้นี้ยังได้บันทึกเพิ่มเติมว่า ชาวโปรตุเกสบางคนต้องมนต์ขลังแห่งการค้าทองคำและการค้าทาสอย่างล้ำลึก จนต้องลงหลักปักฐานอาศัยทำมาหากินตามดินแดนชายฝั่งสวาฮิลีและตามหมู่เกาะแถบอาฟริกาตะวันออก ชาวโปรตุเกสเหล่านี้ได้แต่งงานอยู่กินกับหญิงพื้นเมืองชนเผ่าบันตูและชนเผ่าสวาฮิลี กิจกรรมของชาวโปรตุเกสในอาฟริกาตะวันออกนั้น อาจจะกล่าวได้ว่า ประกอบด้วยการต่อสู้-การค้าขายและเปลี่ยนสินค้า-การผิดประเวณี( )กับหญิงพื้นเมืองสลับกันไป การเผยแพร่ศาสนาคริสต์ของบาทหลวงชาวโปรตุเกสหลายคณะมีขึ้นตลอดแนวดินแดนชายฝั่งทะเลและในที่ราบลุ่มแม่น้ำแซมเบซี การเผยแพร่ศาสนาแก่ชาวบันตู ประสบความสำเร็จบ้างเล็กน้อย แต่การเผยแพร่ศาสนาแก่ชาวสวาฮิลีนั้น ประสบกับความล้มเหลว เนื่องจากอิทธิพลของศาสนาอิสลามได้หยั่งรากชอนไชลงไปในภูมิภาคแถบนี้ ตั้งแต่มอรอคโคไปจนถึงมินดาเนา อย่างมั่นคงและยาวนาน จึงนับเป็นอุปสรรคอย่างยิ่งต่อการเผยแพร่ศาสนาคริสต์

ลัดขึ้นไปทางตอนเหนือของดินแดนชายฝั่งอาฟริกาตะวันออก ชาวโปรตุเกสได้ละเลยถิ่นฐานของชาวโซมาลี( )ผู้กระหายสงครามและคลั่งศาสนาไว้ตามลำพังอย่างชาญฉลาด ครั้นโปรตุเกสทำการติดต่อกับกษัตริย์เนกัสแห่งอบิสิเนีย( )เรียบร้อยในค.ศ.1520 โปรตุเกสจึงตระหนักด้วยความผิดหวังเมื่อได้ทราบว่า เพรสเตอร์ จอห์น ซึ่งพวกเขาได้เพียรพยายามในการค้นหามาเป็นเวลา นานนั้น มีสภาพเป็นเพียงอาณาจักรของกษัตริย์ที่มีวัฒนธรรมค่อนข้างล้าหลัง( )และยากจนแห่งหนึ่ง ซึ่งตั้งอยู่บนที่ราบสูง แต่ถึงกระนั้น กองทหารของโปรตุเกสที่เข้าไปติดต่อกับอบิสสิเนียระหว่าง ค.ศ. 1541-1543 ก็ได้ช่วยป้องกันให้อาณาจักรอบิสสิเนียพ้นจากการรุกรานของชาวเตอรกี และได้ช่วยให้อบิสสิเนียรอดพ้นจากการถูกยึดครองของชาวมุสลิม ต่อมา เมื่อบาทหลวงคณะเจซูอิตเข้าไปเผยแพร่ศาสนาที่อบิสสิเนีย ปรากฏว่าได้รับความสำเร็จชั่วระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น และในระหว่างนั้นมีบาทหลวงหลายคนส่งงานเขียนอันทรงคุณค่ากลับไปยังยุโรปจำนวนมาก[13] แต่ในค.ศ.1633 บาทหลวงคณะเจซูอิตก็ถูกขับออกไป สิ่งที่ยังหลงเหลือทิ้งไว้คือการตอกย้ำหลักความเชื่อเก่าแก่ทางศาสนาและความเกลียดชังของชาวอบิสสิเนียน ที่มีต่อศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาธอลิก อันเป็นผลมาจากการทำงานของบาทหลวงคณะเยซูอิตโปรตุเกสไม่เคยยึดครองปากทางเข้าทะเลแดง การควบอ่าวเปอร์เซียนั้น โปรตุเกสดำเนินการโดยใช้วิธียึดครองเฮอร์มุซเมื่อค.ศ.1587 เพื่อใช้รักษาอำนาจของตน นับตั้งแต่อัลบูเคอร์กเดินทางมาถึง ซาห์แห่งเฮอร์มุซก็ได้ตกอยู่ภายใต้อำนาจของโปรตุเกส แต่อิทธิพลของศาสนาอิสลามในเกาะเฮอร์มุซมีสูงมาก จนโปรตุเกสไม่สามารถจะทำลายล้างสุเหร่าและมัสยิดของชาวมุสลิมให้หมดสิ้นไปได้ ดังที่เคยกระทำทุกครั้งเมื่อมีโอกาสในดินแดนที่อยู่ใต้อำนาจของตน

นับตั้งแต่อัลบูเคอร์กเข้าไปรับตำแหน่งผู้สำเร็จราชการที่เมืองกัว นโยบายอันดับแรกของโปรตุเกสคือ การสร้างความนิยมที่มีต่อชาวโปรตุเกสให้เกิดขึ้นในหมู่ของชาวฮินดูหรือการแสดงความอดกลั้นให้มากที่สุดต่อชาวฮินดู ในขณะเดียวกันก็จัดการกับชาวมุสลิมอย่างเด็ดขาด ต่อมานโยบายนี้ได้เปลี่ยนแปลงเมื่อชาวโปรตุเกสพบว่า การดำเนินการต่างๆหากปราศจากคนรับใช้ชาวมุสลิมหรือการมีส่วนช่วยในการดำเนินการหลายๆด้าน อาทิ การจ้างกะลาสีเรือชาวกุจราชและชาวอาหรับประจำในเรือโปรตุเกส การว่าจ้างนายหน้าชาวสวาฮิลีให้ทำงานในสาขาบางแห่งแถบอาฟริกาตะวันออก การเดินทางเข้าไปในอินเดียของบาทหลวงคณะเจซูอิต เมื่อค.ศ.1542 และการตั้งศาลพิจารณาไต่สวนคดีทางศาสนา ( ) เมื่อค.ศ.1560 ได้สร้างความเดือดร้อนให้เกิดขึ้นแก่ชาวอินเดียที่นับถือศาสนาฮินดูและศาสนาพุทธเป็นอันมาก เนื่องจากโปรตุเกสได้ทำลายโบสถ์และวิหารของชาวฮินดูและชาวพุทธที่อยู่ในเขตอิทธิพลของตนจนเกือบไม่เหลือซาก ยกเว้นวิหารของชาวฮินดูในเมืองดิอิว( )เท่านั้นที่ได้รับให้ใช้เป็นสถานที่ประกอบศาสนกิจต่อไปได้ และสามารถซ่อมแซมได้ตามความเหมาะสม แต่ห้ามมิให้ชาวฮินดูสร้างศาสนสถานขึ้นมาใหม่แม้แต่แห่งเดียว สิทธิพิเศษของชาวฮินดูที่เมืองดิอิวนี้ ถูกบาทหลวงที่เคร่งศาสนามากๆว่ากล่าวโจมตีอยู่เสมอ แต่ก็ไม่อาจทำให้ข้อยกเว้นดังกล่าวถูกเพิกถอนไป เนื่องจากครั้งหนึ่ง บรรดาพ่อค้าชาวเมืองดิอิวเคยให้ความช่วยเหลือแก่บาทหลวงดอม อัฟฟองโซ เมนเดส( ) ซึ่งเป็นบาทหลวงอาวุโสของคณะเจซูอิตแห่งเอธิโอเปีย( ) เมื่อบาทหลวงผู้นี้ถูกชาวเตอรกีจับขังไว้ หลังจากที่คณะเจซูอิตถูกขับไล่ออกมาจากอบิสสิเนีย ดังนั้น เพื่อเป็นการตอบแทนบุญคุณดังกล่าว บาทหลวงดอม อาฟฟองโซ เมนเดสจึงช่วยให้วิหารของชาวฮินดูแห่งเมืองดิอิวพ้นจากการถูกโปรตุเกสทำลายในคราวนั้น[14] อย่างไรก็ตามเหตุการณ์ที่ขึ้นในอินเดียนั้น แตกต่างกับปัญหาที่เกิดขึ้นในตะวันออกไกล กล่าวคือ เจ้าหน้าที่ของจีนที่เมืองกวางตุ้ง ได้ปฏิเสธความต้องการของโปรตุเกสที่จะทำลายวัดของชาวจีน และปฏิเสธคำสั่งของโปรตุเกสที่ห้ามมิให้ชาวจีนในมาเก๊าประกอบพิธีกรรมทางศาสนาพุทธ ทำให้ชาวโปรตุเกสจำต้องอดทนต่อการปฏิบัติทางศาสนกิจของชาวจีนในมาเก๊าต่อไปแม้โปรตุเกสจะอ้างอยู่เสมอว่าไม่เคยใช้วิธีการบีบบังคับเพื่อให้ชาวพื้นเมืองหันมานับถือศาสนาคริสต์ แต่ในทางตรงกันข้าม รัฐบาลโปรตุเกสได้ให้ความอุปถัมภ์แก่ศาสนาคริสต์เป็นอย่างยิ่ง โดยการออกกฎหมายที่มีลักษณะกดขี่และลำเอียงบังคับใช้ต่อชาวพื้นเมือง การบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวในเวลาต่อมาทำให้ชาวพื้นเมืองจำนวนมากตามภูมิภาคต่างๆในเขตอิทธิพลของโปรตุเกสทิ้งศาสนาเดิมของตนและเปลี่ยนไปนับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาธอลิกอย่างไม่อาจจะหลีกเลี่ยงได้ กฎหมายที่สร้างความโกรธแค้นให้แก่ชาวพื้นเมืองส่วนใหญ่คือ กฎหมายที่ว่าด้วยการกำหนดให้เด็กกำพร้าถูกพรากจากญาติพี่น้องเพื่อนำไปเลี้ยงดูในครอบครัวของชาวคริสเตียนและเด็กๆจะถูกนับเป็นเด็กกำพร้าทันทีเมื่อบิดาของเขาถึงแก่กรรม แม้ว่ามารดาจะยังมีชีวิตอยู่ก็ตาม กฎหมายนี้ สร้างความเดือดร้อนและความสะเทือนใจแก่ชาวพื้นเมืองอย่างกว้างขวาง ต่อมา การประชุมสังคายนาว่าด้วยบทบัญญัติทางศาสนาครั้งที่1 ที่เมืองกัวเมื่อค.ศ. 1567 ได้ห้ามชาวคริสเตียนทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นชนผิวขาวหรือผิวสี มิให้ติดต่อกับชาวมุสลิม ชาวฮินดูและชาวพุทธ รวมทั้งพวกนอกศาสนาลัทธิอื่น การแต่งงานกับพวกที่นับถือศาสนาดังกล่าวถือเป็นสิ่งต้องห้าม การติดต่อกับผู้ที่ไม่ใช่คริสเตียนถูกจำกัดตามความจำเป็นทางการค้าเท่านั้นในทางปฏิบัติแล้ว คำสั่งซึ่งเปรียบเสมือนนโยบายแบ่งแยกกีดกันผิวในปัจจุบัน กลับถูกละเลยอย่างกว้างขวาง แม้ว่าการประชุมสังคายนาทางศาสนาที่เมืองกัวในเวลาต่อมาระหว่างคริสต์ ศตวรรษที่16-17 จะกระตุ้นให้รัฐบาลในอาณานิคมของโปรตุเกสสนับสนุนผลการสังคายนาเมื่อค.ศ. 1567 ก็ตาม

การประชุมสังคายนาทางคริสต์ศาสนาทีเมืองกัวในช่วงเวลาดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อตอกย้ำให้ตระหนักถึงกฎหมายทีรัฐบาลโปรตุเกสบัญญัติออกมาใช้ และเจาะจงบังคับต่อชาวคริสต์เตียนพื้นเมืองมากกว่าจะต้องการใช้บังคับแก่ชาวฮินดูและชาวมุสลิม การออกกฎหมายดังกล่าวเป็นนโยบายของกษัตริย์ของโปรตุเกส กฎหมายเหล่านี้เป็นสิ่งที่บ่งชี้ให้เห็นถึงความเลวร้ายอันเกิดจากการกระทำของโปรตุเกส โดย โปรตุเกสมักจะแต่งตั้งให้ชาวฮินดูเป็นผู้ผูกขาดทางการเก็บค่าเช่านาและภาษีในอาณานิคมของตน เนื่องจากชาวฮินดูมีความสามารถทางการเงินและมีไหวพริบสูง เช่นเดียวกับชาวยิวส่วนใหญ่ ซึ่งมีหน้าที่เกี่ยวกับการิเงินอย่างถูกกฎหมายในยุโรป ในทางตรงกันข้าม กฎหมายเหล่านี้มีลักษณะบีบบังคับต่อชาวฮินดู ชาวพุทธ ติ๊หม่าม และนักเทศน์มุสลิม รวมทั้งยังต่อต้านการใช้คัมภีร์ของศาสนาเหล่านี้อีกด้วย โปรตุเกสได้บังคับใช้กฎหมายดังกล่าวอย่างเคร่งครัดมาโดยตลอด ทำให้วัด โบสถ์ สุเหร่าและสถานที่สำคัญทางศาสนาของชาวพื้นเมือง ถูกชาวโปรตุเกสทำลายอยู่เสมอ การประกอบพิธีกรรมทางศาสนา ของศาสนาอื่นๆนอกเหนือจากศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาธอลิค จึงดำเนินไปด้วยความยากลำบาก และการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาของลัทธิอื่นๆแทบจะไม่เกิดขึ้นเลยในอาณานิคมของโปรตุเกส ดังนั้นจึงไม่ต้องสงสัยเลยว่ากระบวนการสนับสนุนการเผยแพร่ศาสนาคริสต์ด้วยวิธีการต่างๆนั้น ทำให้อัตราการเข้ารีตของชาวพื้นเมืองเพิ่มสูงขึ้นมามาก แม้ในปัจจุบันก็ยังมีชุมชนของชาวคาธอลิคตั้งหลักแหล่งอยู่ตามดินแดนชายฝั่งทะเลด้านตะวันออกประเทศอินเดีย ศรีลังกาและมะละกา[15]

การสถาปนาอำนาจของโปรตุเกสในดินแดนสามทวีปดำเนินไปอย่างราบรื่น ด้วยวิธีการทำให้เกิดสงครามภายในระหว่างเผ่าพันธุ์ สงครามระหว่างเชื้อชาติหรือผิวพรรณ และการแข่งขันชิงดีระหว่างชาติและยึดครองดินแดนหรือขยายอำนาจไปถึง เพื่อรักษาสถานภาพของโปรตุเกสนั่นเอง ทางด้านตะวันออกของทวีปแอฟริกา โปรตุเกสได้สนับสนุนให้บรรดาสุลต่านแห่งมาลินดีทำการต่อต้านผู้ปกครองแห่งมอมบาซาซึ่งมีอำนาจเหนือกว่าในระหว่างคริสต์ศตวรรษที่16 ต่อมาในคริสต์ศตวรรษที่17โปรตุเกสได้ช่วยเหลือให้บรรดาเจ้าชายแห่งฟาซาต่อสู้กับเพื่อนบ้านชาวเพทผู้ก้าวร้าว ส่วนในดินแดนชายฝั่งแห่งมะละบาร์นั้น โปรตุเกสได้สนับสนุนให้ราชาห์แห่งโคชินต่อสู้กับกษัตริย์ซาโมรินแห่งคาลิกัตซึ่งเข้มแข็งกว่า และในค.ศ. 1683โปรตุเกสได้ทำให้เมืองกัวรอดพ้นจากการรุกรานของกษัตริย์ราชวงศ์โมกุลซึ่งอยู่ภายใต้อิทธิพลของชาวมารตะ สำหรับในลังกานั้น การแบ่งแยกชิงดีชิงเด่นกันระหว่างชาวสิงหลกับชาวทมิฬซึ่งมีมาโดยตลอด ทำให้โปรตุเกสสามารถเผยแพร่ศาสนาได้อย่างกว้างขวาง ชาวพื้นเมืองที่เข้ารีตส่วนใหญ่เป็นชาวทมิฬแห่งราชอาณาจักรจัฟฟนาปาตัม ทำให้ชาวสิงหลชาตินิยมสมัยใหม่กล่าวหาชาวทมิฬอยู่เสมอต่อการที่ชาวทมิฬให้ความร่วมมือกับโปรตุเกส ดัทซ์และอังกฤษอย่างเต็มใจ เมื่อชนชาติดังกล่าวเข้าไปยึดครองศรีลังกา และสิ่งที่ชาวทมิฬไดรับเป็นการตอบแทนคือ ผลประโยชน์ต่างๆและตำแหน่งหน้าที่ในรัฐบาล อย่างไรก็ตามแม้ข้อกล่าวหาดังกล่าวจะเกินเลยไปบ้าง แต่สิ่งที่สะท้อนออกมาให้เห็นอย่างเด่นชัดประการหนึ่งก็คือ ชาวทมิฬยอมรับศาสนาและอารยธรรมของชาวยุโรปมากกว่าชาวสิงหล

ต่อมาอำนาจและอิทธิพลของชาวโปรตุเกสในมลายา อินโดจีนและอินโดนีเซียมีความอ่อนแอกว่าในอาณานิคมแถบแอฟริกาและอนุทวีปอินเดียถ้าหากไม่นับชุมชนขนาดใหญ่ของชาวคาธอลิคในตังเกี๋ยและอันนัมแล้วอาจจะกล่าวได้ว่าทั้งชาวพุทธในอินโดจีนกับ ชาวมุสลิมในมลายาและอินโดนีเซีย ต่างก็มิได้มีส่วนช่วยให้การเผยแพร่ศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาธอลิคประสบกับความเจริญก้าวหน้า ระยะแรกๆนั้นการเผยแพร่ศาสนาคริสต์ในอินโดจีน มลายาและอินโดนีเซียถูกดำเนินการโดยบาทหลวงคณะเจซิอิตแห่งมิสซังคาธอลิคญี่ปุ่น ซึ่งถูกปิดลงนื่องจากการขับไล่ชาวโปรตุเกสออกไปจากญี่ปุ่นเมื่อค.ศ.1693 ส่วนชาวมุสลิมในมลายาและอินโดนีเซียนั้น ได้ต่อสู้ขัดขวางการเผยแพร่ศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาธอลิกโดยโปรตุเกสอย่างรุนแรง ทำให้ศาสนาอิสลามขยายตัวและมั่นคงยิ่งขึ้น การเผยแพร่ศาสนาคริสต์ในภายหลังโดยบาทหลวงชาวโปรตุเกสที่แอมบัวนาและดินแดนบางส่วนของหมู่เกาะซุนดาน้อย(ได้แก่ โซเลอร์ ติมอร์ ฟลอเรส เอนเด) นั้น ประสบความสำเร็จด้วยดี เนื่องจากแถบนี้อิทธิพลของศาสนาอิสลามยังครอบงำเข้าไปในพื้นที่อันจำกัดดังกล่าวไม่มากเท่าใดนัก ส่วนที่มั่นของโปตุเกสในมะละกาและเขตที่ยึดครองได้ในเวลาต่อมาซึ่งมักจะเป็นดินแดนที่มีอันตรายเสมอ เนื่องจากการต่อสู้แข่งขันกันระหว่างสุลต่านแห่งเทอร์เนตกับสุลต่านแห่งทิดอร์ และการชิงดีชิงเด่นกันระหว่างเชื้อพระวงศ์ในราชตระกูลเดียวกันแห่งแอมบวนและฮัลมาเฮลา

ในทางตรงกันข้าม อิทธิพลทางวัฒนธรรมของโปรตุเกสในหมู่เกาะเครื่องเทศ มีมากกว่าอิทธิพลทางวัฒนธรรมของดัทช์ ซึ่งครอบครองหมู่เกาะเครื่องเทศในเวลาต่อมาถัดจากโปรตุเกส ดัทช์เป็นชนชาติที่มีอิทธิพลอย่างกว้างขวางในเหมู่เกาะเครื่องเทศ จากการครอบครองดินแดนแถบนี้เป็นเวลานานร่วม350ปี โดยใช้เวลาไม่ถึง 100ปีในการชิงอำนาจจากโปรตุเกส ชาวยุโรปทุกคน นับตั้งแต่วิลเลียม วอลเลส นักธรรมชาตินิยมคนสำคัญเมื่อประมาณหนึ่งร้อยปีที่ผ่านมา ต่างก็เห็นพ้องกันว่า โปรตุเกสได้ทิ้งร่องรอยทางวัฒนธรรมได้เด่นชัดและลึกซึ้งมากกว่าอิทธิพลทางวัฒนธรรมของดัทช์เสียอีก

สำหรับในตะวันออกไกลนั้น โปรตุเกสไม่เคยนำนโยบายการใช้อำนาจกดขี่บังคับมาปฏิบัติเลย แต่การค้าและศาสนาของโปรตุเกสในภูมิภาคนี้ก็มีความเจริญรุ่งเรืองชั่วระยะเวลาหนึ่ง ความเจริญทางด้านการค้าของโปรตุเกสในย่านทะเลจีน เกิดขึ้นในช่วงค.ศ.1543-1640 ซึ่งนับเป็นเวลานานเกือบหนึ่งร้อยปี ความเจริญทางการค้าของโปรตุเกส เกิดจากการที่จักรพรรดิจีนแห่งราชวงศ์หมิงทรงห้ามมิให้ชาวจีนทำการค้าทางทะเล และห้ามมิให้มีการติดต่อกับประเทศราช ที่อยู่ภายใต้จักรวรรดิจีน รวมทั้งห้ามติดต่อกับญี่ปุ่นด้วย เนื่องจากในระยะเวลาที่ผ่านมานั้น จีนต้องประสบกับปัญหาการรบกวนจากโจรสลัดตามดินแดนชายฝั่งทะเลอยู่ตลอดเวลา คำสั่งดังกล่าวไม่มีผลบังคับทางการปฏิบัติเท่าใดนัก หากแต่มีผลอย่างเพียงพอ ต่อการทำให้โปรตุเกสสามารถผูกขาดทางการค้าระหว่างจีนกับญี่ปุ่นในช่วงนี้ได้ ดังนั้นเมื่อดัทช์กับอังกฤษพยายามจะเข้ามามีส่วนร่วมในการเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ทางการค้าแถบทะเลจีน ในช่วงยี่สิบห้าปีแรกของคริสต์ศตวรรษที่17 จึงถูกโปรตุเกสดำเนินการขัดขวางอย่างเต็มที่ การค้าสามเศร้าระหว่างกวางตุ้ง มาเก๊า และนางาซากิ และการค้าระหว่างมนิลากับมาเก๊านั้นขึ้นอยู่กับการแลกเปลี่ยนผ้าไหมและทองคำของจีนกับเงินและทองแดงของญี่ปุ่น

นอกจากทรัพย์สินจำนวนมากมายเหล่านี้แล้ว สิ่งสำคัญที่โปรตุเกสนำเข้าไปยังเอเชียตะวันออกคือศาสนาคริสต์และเป็นใหญ่ แม้ว่าทั้งสองสิ่งดังกล่าวนี้จะไม่เป็นที่ยอมรับเท่ากับยาสูบ ซึ่งโปรตุเกสนำเข้าไป ในภายหลังก็ตามผู้ริเริ่มก่อตั้งมิสซังคาธอลิกแห่งญี่ปุ่นคือนักบุญ ฟรังซิส เซเวีย การดำเนินการเผยแพร่ศาสนาคริสต์ของมิสซังคาธอลิกญี่ปุ่น ประสบความสำเร็จด้วยดีในคริสต์ศตวรรษที่17 จึงเป็นแรงกระตุ้นให้บาทหลวงคณะเจซูอิตเกิดความหวังขึ้นมาว่า จะมีชาวญี่ปุ่นเข้ารีตนับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาธอลิกเป็นจำนวนมาก ทดแทนการเอาใจออกห่างจากความเชื่อของชาวเกาะอังกฤษ แต่ความหวังนี้ก็พังทลายไปเมื่อโชกุนโตกูงาวะ ได้ประกาศใช้มาตรการขับไล่และปราบปรามชาวโปรตุเกสในค.ศ.1613 ทำให้เกิดเหตุการณ์ฆ่าฟันชาวคาธอลิกในญี่ปุ่นอย่างนองเลือดในช่วงก่อนจะถึงกลางคริสต์ศตวรรษที่17 แต่ถึงกระนั้น ก็ยังคงมีการประกอบพิธีกรรมทางคริสต์ศาสนาอย่างลับๆกันในเกาะฮอนชู จนกระทั่งญี่ปุ่นเปิดการติดต่อกับต่างประเทศอีกครั้งในอีกสองร้อยปีต่อมา ส่วนมิสซังคาธอลิกในจักรวรรดิจีนรอดพ้นจากการถูกทำลายมาได้ ด้วยการหยั่งรากแทรกซึมทีละน้อยๆแต่มีความมั่นคงกว่า จากการดำเนินการเผยแพร่ศาสนาในช่วงเวลาอันยาวนานของบาทหลวงคณะเจซูอิต แม้ว่าการเผยแพร่ศาสนาคริสต์ในจีน ส่วนใหญ่จะเป็นผลงานของบาทหลวงเจซูอิตชาวอิตาเลียน เยอรมัน เฟรมมิช และฝรั่งเศสมากกว่าบาทหลวงชาวโปรตุเกส

ชาวโปตุเกสมักจะอ้างอยู่เสมอว่า จักรวรรดิโปรตุเกสไม่มีระบบการแบ่งแยกหรือกัดกันผิว คำกล่าวนี้ ไม่มีหลักฐานสนับสนุนเด่นชัด แต่สิ่งที่น่าเชื่อถือได้มากก็คือ โปรตุเกสให้เสรีภาพแก่ชาวพื้นเมืองในการประกอบศาสนากิจมากกว่าผู้ปกครองชาวดัทช์ ชาวฝรั่งเศสและชาวอังกฤษ ศาสนจักรของโปรตุเกสมีหลักการคล้ายกับศาสนจักรสเปนต่อการไม่ยินยอมให้บาทหลวงผิวสีหรือบาทหลวงที่เป็นคนครึ่งชาติได้มีโอกาสเลื่อนสมณศักดิ์อยู่เป็นเวลานานโดยการแสดงความอยุติธรรมออกมาอย่างเห็นได้เด่นชัด บาทหลวงคณะเจซูอิต เป็นนักบวชคณะแรกที่วางรากฐานของทฤษฎีแห่งการไม่แบ่งแยกกีดกันผิวพรรณ แนวความคิดในการยกเลิกการกีดกันผิวนี้ถูกยอมรับอย่างรวดเร็วในเอเชียและแอฟริกา ภายใต้แรงกดดันจากโปรตุเกส สำหรับในสถานที่ซึ่งมีการผ่อนปรนปัญหาการรังเกียจผิวนั้น คณะทำงานมักประกอบด้วยบาทหลวงชาวอิตาเลียน โดยไม่มีบาทหลวงชาวโปรตุเกสร่วมงานด้วยเลย บาทหลวงอเลกซานเดอร์ วาลินาโนชาวอิตาเลียน ตำแหน่ง “ “ เป็นผู้หนึ่งที่ได้ยืนกรานให้มีการเปิดประตูรับชาวญี่ปุ่นเข้าเป็นบาทหลวงในคณะสงฆ์ เมื่อค.ศ.1582 แนวความคิดนี้ทำให้มีการยอมรับสถานภาพของบาทหลวงพื้นเมืองชาวจีนและเกาหลีในภายหลังด้วย ส่วนชาวอินเดียกว่าจะไดรับการรับรองสถานภาพก็กินเวลานานมากสำหรับชาวนิโกรและอเมรินเดียนนั้น แทบจะไม่ถูกยอมรับสถานภาพเลยก็ว่าได้ตลอดสมัยอาณานิคมครั้นสิ้นสุดคริสต์ศตวรรษที่17 บาทหลวงคณะเจซูอิตชาวโปรตุเกสผู้หนึ่ง ซึ่งเกิดในบราซิลแต่ได้ปฏิบัติหน้าที่เผยแพร่ศาสนาคริสต์ ในมิสซังคาธอลิกที่อินเดียเป็นเวลานาน เขาได้กล่าวด้วยความชื่นชมถึง “ลักษณะของชาวโปรตุเกสซึ่งชิงชังเชื้อชาติทั้งหมดของชาวเอเชียเหล่านี้อย่างลึกซึ้ง”สำหรับมิสซังคาธอลิกคณะฟรานซิสกันนั้น มีการบัญญัติข้อห้ามมิให้ยอมรับนักบวชที่มีเชื้อสายดั้งเดิมเป็นชาวมุสลิม หรือมีบรรพบุรุษเป็นพวกนอกศาสนาย้อนหลังไปประมาณสี่ชั่วอายุคน จึงมีลูกครึ่งบางคนเท่านั้นที่หลีกเลียงบัญญัติข้อนี้ได้สำเร็จ โดยการประกาศว่าตนมีบรรพบุรุษเป็นชนผิวขาวแท้ๆ ส่วนบาทหลวงที่มีบิดามารดาเป็นชาวยุโรปแต่เกิดในเอเชีย ก็ถูกรังเกียจเหยียดหยามเช่นกันจากบาทหลวงผู้ร่วมงานซึ่งถือกำเนิดในประเทศโปรตุเกส โดยเรียกพวกเขาว่า “นิโกร” อย่างไม่ตะขิดตะขวงใจ เพื่อเป็นการยืนยันว่าคนเหล่านี้ไม่มีคุณค่าแต่อย่างใดเลย ในทศวรรษค.ศ.1630 มิสซังคาธอลิกฟรานซิสกันได้พยายามดำเนินการเพื่อกีดกันมิให้บาทหลวงที่มีบิดามารดาเป็นชาวยุโรป แต่ถือกำเนิดในเอเชีย มีโอกาสดำรงตำแหน่งระดับสูงในคณะสงฆ์ นโยบายดังกล่าวประสบความล้มเหลว เมื่อมีการส่งมอบบัญชีรายชื่อของบาทหลวงที่เกิดในอินเดีย(แต่มิใช่ชาวอินเดีย)ไปยังกรุงโรม เพื่อยื่นเสนอต่อพระสันตะปาปา เพื่อให้ทรงทราบถึงความแตกต่างทางผิวพรรณเละกิริยาท่าทางของชนผิวขาวที่เกิดในอินเดียและชาวอินเดีย จากบุรุษผู้นำบัญชีรายชื่อบาทหลวงในอินเดียไปเปิดเผยที่โรมได้รับความสมหวังตามเป้าหมายที่วางไว้และได้รับคำวินิจฉัยว่า นักบวชทีมีเชื้อสายของชนผิวขาวบริสุทธิ์แต่เกิดในอินเดียนั้น ก็มีสิทธิ์ได้รับความเอื้อเฟื้อจากกฎหมายเลือกที่รักมักที่ชังของรัฐบาลโปรตุเกสด้วย แต่ผลลัพธ์อันเกิดจากความพยายามของเขามีขึ้นภายหลังจากได้ดำเนินการชักนำ ที่ราชสำนักแห่งกรุงแมดริด(ขณะนั้นโปรตุเกสถูกปกครองโดยกษัตริย์สเปน)และกรุงโรม ท่ามกลางการถูกคัดค้านอย่างรุนแรงจากบาทหลวงผู้ร่วมงานที่เกิดในประเทศโปรตุเกส ซึ่งได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากท่านเคานท์แห่งลินฮาร์ส ผู้สำเร็จราชการโปรตุเกสแห่งอินเดียระหว่างค.ศ.1629-1637 [16].

กษัตริย์โปรตุเกสไม่ทรงเคยมีนโยบายเกี่ยวกับการกีดกันและแบ่งแยกทางผิวสีที่ชัดเจนและมั่นคงเลย กษัตริย์โปรตุเกสในอดีตที่ผ่านมาก่อนหน้านั้นเคยบัญญัติไว้ว่า ศาสนาและสีผิวมิใช่บรรทัดฐานแห่งการเป็นพลเมืองของโปรตุเกส และชาวเอเชียทั้งหมดที่เข้ารีตเป็นคริสเตียนแล้วจะได้รับการปฏิบัติจากรัฐบาล อย่างเท่าเทียมเยี่ยงเดียวกับชาวโปรตุเกส พระราชประสงค์ดังกล่าวของกษัตริย์โปรตุเกสดูเหมือนว่าจะมิได้รวมความไปถึงการปฏิบัติต่อชาวอเมรินเดียนหรือชาวนิโกร แม้ว่าชาวอเมรินเดียนจะได้รับการคุ้มครองเป็นพิเศษให้รอดพ้นจากการถูกจับไปเป็นทาสซึ่งโดยแท้ที่จริงแล้วนั้น การค้าทาสเป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่งแห่งอาณาจักรลูซิตาเนียน ไร่น้ำตาลในบราซิล คนรับใช้ในบ้านของชาวโปรตุเกสในอาณานิคมทั้งสามทวีปและแม้แต่การปกป้องคุ้มครองถิ่นฐานของชาวโปรตุเกสในดินแดนบางแห่ง ก็ยังต้องอาศัยเรี่ยวแรงจากทาส(โดยเฉพาะทาสชาวอาฟริกัน)เป็นสำคัญิ[1] R.Ricard,Etudes sur I’histoire des Portugais au Maroc (Coimbra,1955)[2] J.W. Blake, European in West Africa, 1450-1560, (London,1942),2vols.,vol1,p.312quoting Richard Rainold’s account of 1591[3] คือภาษาลูกผสมระหว่างโปรตุเกส สเปน อิตาลี กรีกและฝรั่งเศส ปนเปกันจนกลายเป็นอีกภาษาหนึ่ง[4] Joao de barros,Dacada 1,Livro 3,cap.7…Buletim da Socidas de Geografia de Lisboa,Ser.77,Nos.1-3,pp.27-55,1959.[5] ไกอุส ซาลุสติอุส คริสปุส( Gaius Sallustius Crispus) หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ ซอลุสต์(Sallust, 86-34 BC) นักประวัติศาสตร์ชาวโรมันซึ่งเกิดในครอบครัวสามัญชน(ชนชั้นเพลเบียน, Plebeian) ที่เมืองซาบีนส์(Sabines) ตลอดชีวิตของการเป็นนักประวัติศาสตร์ เขายึดหลักประชานิยม(Popularis) ต่อต้านพรรคของปอมปีย์(Pompey)และบรรดาชนชั้นปกครองเดิมซึ่งอยู่ในกรุงโรม (ผู้แปล : ขอขอบคุณ Wikipedia ที่สนับสนุนข้อมูล)[6] Cf. Antonio Brasio,C.S.Sp.,Monumenta MissionnaryAfricana. Africa Ocidental 1471-1646(Lisboa,1952-60),9 vols[7] หมายถึงบาปหลวงนิกายโรมันคาธอลิก ที่มักเดินทางจาริกเผยแพร่ศาสนา4คณะคือ Gray Friars(Franciscan),Austin Friars(Augustines),White Friars(Carmelites)[8] หมายถึงบาทหลวงทั่วไป[9][10] กิล วีซองเต (ประมาณค.ศ.1465-1537) กวี-ช่างฝีมือและนักแต่งบทละครคนสำคัญชาวโปรตุเกส[11] คำเรียกชาวโปรตุเกสที่เป็นผู้ลี้ภัย อาชญากร พวกผิดประเวณีในสายเลือดเดียวกัน คนกลุ่มนี้พยายามใช้ชีวิตโดยการปรับตัวให้เข้ากับวิถีชีวิตแบบพื้นเมือง มีอาชีพเป็นพ่อค้าคนกลางระหว่างคนผิวขาวกับผิวดำ พวกเขาถูกชาวโปรตุเกสที่มาจากประเทศแม่ดูถูกเหยียดหยามมาก[12][13][14][15][16]

3.Four Centuries of Portuguese Expansion,1415-1825 : a Succint Survey by C.R. Boxer

บทที่3 การช่วงชิงแหล่งเครื่องเทศ น้ำตาล ทาสและการสู้ชีวิตในคริสต์ศตวรรษที่17

by C.R. Boxer (แปลโดย พิทยะ ศรีวัฒนสาร / ร่างรอขัดเกลาสำนวน พิสูจน์อักษร อ้างอิงและกำกับภาษาต่างประเทศ)

ความพ่ายแพ้ของโปรตุเกสและการสิ้นพระชนม์กษัตริย์ดอม เซบัสติอาว( ) ผู้ทรงไร้รัชทายาทจากการสงครามที่อัลคาเซอร์ เคบีร์()ในมอรอคโค เมื่อวันที่ 4 กันยายน ค.ศ.1578 ทำให้กษัตริย์ฟิลิปที่ 2() แห่งสเปนทรงอ้างสิทธิเป็นกษัตริย์โปรตุเกสเมื่อ ค.ศ.1580 การประกาศอ้างพระราชสิทธิของพระองค์เป็นไปอย่างถูกกฎหมาย ยิ่งไปกว่านั้น การสิ้นพระชนม์ของกษัตริย์เฮนริก( )ในปีเดียวกันก็ทำให้บัลลังก์ของโปรตุเกสว่างลง และพระบรมราชโองการของกษัตริย์ฟิลิปที่2 แห่งสเปน ยังถูกบังคับใช้ด้วยความช่วยเหลือดุ๊กแห่งอาลวา( ) ผู้ทรงมีประสบการณ์ การประกาศรวมราชอาณาจักรสเปนและโปรตุเกสโดยใช้เงินเม็กซิกันมูลค่ามหาศาลอย่างระมัดระวัง ทำให้กษัตริย์ฟิลิปที่2 ทรงได้รับการยกย่องอย่างสมพระเกียรตเหนือราชอาณาจักรใหม่ของพระองค์ กษัตริย์ฟิลิปที่2ทรงตรัสว่า “ข้าพเจ้ามีกรรมสิทธิ์ในการสืบทอดราชบัลลังก์โปรตุเกสทั้งจากการเป็นทายาทและซื้อมาอย่างถูกต้อง( )

ภาพงานเฉลิมฉลองนักบุญเซา กงซาลู ดามารันตึ(São Gonçalo d' Amarante)ที่เมืองบาเอีย(Bahia) เมื่อ ค.ศ.1718

(เริ่มการพิสูจน์อักสอนต่อ)โปรตุเกสและสเปนมีกษัตริย์องค์เดียวกันนานถึง 60 ปี(ค.ศ.1580-1640:ผู้แปล) ทำให้ชาวโปรตุเกสผู้รักชาติเปรียบเทียบสถานการณ์ช่วงนี้ว่า คล้ายกับกรณีที่ชาวบาบิโลเนียนจับชาวยิวเป็นเชลย

(foot note)1. อาณานิคมของจักรวรรดิไอบีเรียนซึ่งเริ่มต้นในค.ศ.1580 และสิ้นสุดเมื่อค.ศ.1640นั้น มีดินแดนอยู่ในการยึดครองตั้งแต่มาเก๊าจนถึงโปโตซี( ) ในเปรู จักรวรรดิไอบีเรียนจึงเป็นดินแดนยิ่งใหญ่อันดับแรกของโลกที่พระอาทิตย์ไม่เคยตกดิน การอ้างสิทธิ์ในราชบัลลังก์โปรตุเกสโดยกษัตริย์ฟิลิปปินที่2แห่งสเปนในค.ศ. 1580 ถูกต่อต้านเพียงเล็กน้อยพอเป็นพิธีจากชาวโปรตุเกส ขณะที่ขุนนางโปรตุเกสจำนวนมากต่างก็พอใจกับการรวมประเทศ
(footnote)1.เมื่ออาณาจักรอิสราเอลของชาวยิวตกเป็นชาวแอสซีเรียนในศตวรรษที่แปดก่อนคริสต์กาลและอาณาจักรจูดาห์ของชาวยิว ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของอาณาจักรอิสราเอลตกเป็นของชาวแคลเดียนในศตวรรษที่หกก่อนคริสต์กาล ทำให้ชาวยิวถูกกวาดต้อนเข้าไปอยู่ในอาณาจักรบาบิโลนเป็นยุดที่รู้จักกันในพระคัมภีร์เก่าว่า “ The Babyloniarl Captirity” ผู้แปล

ในการรวมตัวของประเทศสเปนแต่พลเมืองโปรตุเกศส่วนใหญ่ซึ่งมีความขุ่นเคืองต่อการรวมประเทศกับสเปนนั้น ยังคงสับสน ท้อแท้และตกอยู่ในสภาวะขาดผู้นำหลังเหตุการณ์โศกนาฎกรรมแห่งสมรภูมิอัลคาเซอร์-เคบีร์ นอกจากนี้ยังมีความรู้สึกทางเชื้อชาติอย่างรุนแรงอีกด้วย กษัตริย์ฟิลิปที่2ผู้รอบคอบจึงโปรดให้สภาแห่งโตมาร์( ) พิจารณาสถานภาพการเป็นรัชทายาทของพระองค์เหนือบัลลังก์โปรตุเกส จึงเป็นที่ยอมรับว่าจักรวรรดิแห่งอาณานิคมซึ่งแยกอำนาจจาการปกครองออกจากกันนั้น ได้เกิดขึ้นแล้วอย่างถูกต้อง ในทำนองเดียวกับการรวมประเทศของราชอาณาจักรสกอตแลนด์และอังกฤษ( ) ให้อยู่ภายใต้กษัตริย์องค์เดียวกันนั้น เกิดขึ้นนับตั้งแต่การครองราชย์ของกษัตริย์เจมส์ที่6 (หรือกษัตริย์เจมส์ที่ 1 แห่งสกอตแลนด์) โดยมีกฎหมายแห่งการรวมราชอาณาจักร( ) เป็นพื้นฐานรองรับ กษัตริย์ฟิลิปที่2 (หรือฟิลิปที่1แห่งโปรตุเกส) ทรงตั้งปฏิญานว่า จะทรงจรรโลงไว้ซึ้งกฎหมายและภาษาโปรตุเกส จะทรงขอความเห็นจากที่ปรึกษาชาวโปรตุเกสในกิจกรรมต่างๆที่เกี่ยวกับโปรตุเกสและดินแดนโพ้นทะเลของโปรตุเกส จะทรงแต่งตั้งชาวโปรตุเกสเท่านั้นเป็นเจ้าหน้าที่ในอาณานิคมของโปรตุเกสและประการสุดท้ายที่สำคัญที่สุดคือ การห้ามมิให้ชาวสเปนเข้าไปค้าขายและตั้งถิ่นฐานในอาณานิคมของโปรตุเกสอย่างเด็ดขาด และชาวโปรตุเกสก็จะต้องยึดถือข้อบังคับเช่นเดียวกันนี้ด้วยในดินแดนของสเปนด้วยกษัตริย์ฟิลิปที่2ของสเปน(หรือที่1ของโปรตุเกส) และรัชทายาทของพระองค์(กษัตริย์ฟิลิปที่3ของสเปน-ที่2ของโปรตุเกส) ทรงตั้งมั่นอยู่ในสัตย์ปฏิญานที่ทรงพระราชทานแก่ชาวโปรตุเกสเป็นอย่างดี ครั้นถึงรัชสมัยของกษัตริย์ฟิลิปที่4 สิทธิพิเศษของชาวโปรตุเกสค่อยๆถูกบั่นทอนลดน้อยลงไป เนื่องจากนโยบายการรวบรวมอำนาจทางการปกครอง ซึ่งเคานท์..........ดุ๊ค แห่งโอลิวาเรส( ) อัครมหาเสนาบดี( )ของกษัตริย์ฟิลิปที่4เป็นผู้นำมาใช้เป็นคนแรก ความต้องการของเคานท์-ดุ๊คแห่งโอลิวาเรสคือสถาปนาอำนาจและความมั่นคงให้แก่ราชวงค์คาสติลเลียนของสเปน ดังที่ริเซอลิเออ( ) คู่แข่งคนสำคัญของโอลิวาเรสกำลังดำเนินการเพื่อสร้างความยิ่งใหญ่แด่กษัตริย์แห่งฝรั่งเศสนโยบายดั้งกล่าวทำให้โอลิวาเรสมีความขัดแย้งกับกลุ่มอิทธิพลทางเศรษฐกิจเช่น ขุนนางและศาสนจักร อีกทั้งยังนำไปสู่ความไม่พอใจที่มีต่อการปกครองจากกรุงมาดริดด้วย โปรตุเกสกับสเปนต่างก็มีความไม่พอใจซึ่งกันและกัน ดั้งจะเห็นจากปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นเมื่อชาวโปรตุเกสกล่าวหาว่า ความเกี่ยวดองทางเครือญาติกับราชวงค์คาสติลเลียนเป็นต้นเหตุให้โปรตุเกสต้องพลอยเป็นปฏิปักษ์กับศัตรูของสเปนด้วยโดยเฉพาะอย่างยิ่งการเป็นศัตรูกับดัทช์และอังกฤษ นอกจากนี้ทหารโปรตุเกสยังต้องร่วมรบกับสเปนในการทำสงครามที่ฟลันเดอร์( )และอิตาลี( )ด้วยส่วนชาวสเปนได้ตำหนิว่า ชาวโปรตุเกสไม่เต็มใจในการร่วมรบ และยิ่งไปกว่านั้นในขณะที่เมืองท่าต่างๆของโปรตุเกสกีดกันไม่ให้ชาวสเปนมีส่วนร่วมผลประโยชน์อย่างเคร่งครัด แต่ชาวโปรตุเกสและโปรตุเกสเชื้อสายยิวส่วนใหญ่ ต่างพากันแทรกซึมเข้าไปภูมิภาคอันอุดมสมบูรณ์ที่สุดของเม็กซิโกและเปรู บรรดาที่ปรึกษาแห่งศาลทางศาสนาที่กรุงมาดริด( The Counsulors of the Inquistion Madid) ได้สะท้อนปรากฏการณ์ดังกล่าวออกมาเมื่อพวกเขายืนยัน(แม้จะเกินเลยจนเห็นได้ชัด)ในค.ศ.1623ว่า มีชาวโปรตุเกสเชื้อสายยิวอยู่ในเปรูมากกว่าผู้ตั้งถิ่นฐานชาวสเปนเรื่องที่ชาวโปรตุเกสอ้างว่า การรวมประเทศกับสเปนทำให้โปรตุเกสต้องเป็นปรปักษ์กับมหาอำนาจฝ่ายโปรเตสแตนท์เป็นสิ่งไม่ยุติธรรม ดัทช์และอังกฤษจะต้องเป็นศัตรูกับโปรตุเกสอย่างไม่ต้องสงสัยเมื่อโปรตุเกสประกาศว่า น่านน้ำทางตะวันออกของแหลมกู้ดโฮป และน่านน้ำส่วนใหญ่ทางตอนใต้ของมหาสมุทรอินเดีย เป็นของโปรตุเกสแต่ผู้เดียวตามความเป็นจริงแล้ว การที่กษัตริย์ฟิลิปทรงพยายามปราบปรามความกระด้างกระเดื่องในเนเธอร์แลนด์(Nerthenland) และการที่กษัตริย์เชื้อสายของพระองค์ทรงห้ามมิให้จักรวรรดิไอบีเรียนติดต่อค้าขายกับดัทช์ ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ชาวดัทช์มีความมุ่งร้ายต่อโปรตุเกส ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อดัทช์ตัดสินใจทำสงครามโพ้นทะเลและเปิดการจู่โจมอาณานิคมของสเปนและโปรตุเกส ทำให้ดัทช์มีปัจจัยทางเศรษฐกิจสนับสนุนการทำสงครามในยุโรป หลังจากนั้นโปรตุเกสซึ่งเป็นเพียงอาณาจักรอ่อนแอที่รวมอยู่ในจักรวรรดิไอบีเรียนจึงได้รับความเดือดร้อนจากการกระทำของดัทช์พอๆ กับสเปนอย่างไม่อาจหลีกเหลี่ยงได้ ขณะที่การต่อสู้กำลังดำเนินอยู่นั้น ชาวดัทช์ได้หันมาโจมตีอาณานิคมในเอเชีย อาฟริกาและอเมริกาใต้ของโปรตุเกสมากยิ่งขึ้น การรุกรานอาณานิคมชายฝั่งทะเลของชาวโปรตุเกสเกือบทุกแห่ง มีสภาพอ่อนแอกว่าเม็กซิโกและเปรู ประเทศราช(Vice royalties)เป็นพื้นทวีปของสเปนซึ่งได้รับผลกระทบเพียงเล็กน้อยเท่านั้นจากการโจมตีทางเรือเป็นที่น่าสังเกตว่า การขยายอิทธิพลของดัทช์เหนือทะเลโปรตุเกสในทะเลทั้งเจ็ด( )ในครึ่งแรกของคริสต์ศตวรรษที่17นั้น ใช้วิธีการเขียนด้วยการขยายอำนาจไปสู่อาณานิคมโพ้นทะเลของสเปนและโปรตุเกสในครึ่งแรกของคริสต์ศตวรรษที่16 อย่างไรก็ตาม ข้าพเจ้าเพียงแต่หมายถึงผลกระทบจากการขยายอิทธิพลของดัทช์ ที่มีต่อการสลายตัวของจักรวรรดิโปรตุเกศเท่านั้น การต่อสู้ระหว่างดัทช์กับโปรตุเกส เริ้มขึ้นในต้นคริสต์ศตวรรษที่17และสิ้นสุดเมื่อดัทช์สามารถยึดครองอาณานิคมของโปรตุเกสตามดินแดนชายฝั่งมะละบาร์( Malabar) ในค.ศ.1663แต่สันติภาพที่แท้จริงได้เกิดขึ้นในอีก 6 ปีต่อมา จึงอาจกล่าวได้ว่า สงครามอาณานิคมอันยืดเยื้อเกิดขึ้นในรูปของการช่วงชิงแหล่งเครื่องเทศในเอเชีย แหล่งทาสในอาฟริการตะวันตก และแหล่งน้ำตาลในบราซิล ผลลัพธ์ที่สะท้อนให้เห็นคือ-ชัยชนะของดัทช์ในเอเชีย-การต่อสู้ที่ไม่ปรากฏความมีชัยหรือการพ่ายแพ้ในแอฟริการตะวันตก-และชัยชนะของโปรตุเกสในบราซิล การต่อสู้ของดัทช์และโปรตุเกสในสามทวีปและห้าทะเล ดังจะกล่าวโดยสังเขปตามเนื้อหาต่อไปนี้ชัยชนะระยะแรกของดัทช์ในแถบเอเชียตะวันออก เริ่มต้นด้วยการยึดครองหมู่เกาะเครื่องเทศเมื่อค.ศ.1605 ถูกชาวโปรตุเกสต่อต้านอย่างแข็งแรงที่เกาะทิดอร์ และยึดครองเกาะแอมบัวนาโดยปราศจากการต่อต้าน ในปีต่อมานั้นเอง ชาวสเปนที่ฟิลิปปินส์ได้ฉวยโอกาสเป็านศัตรูกับโปรตุเกส โดยการยึดครองเกาะทิดอร์และปกครองพื้นที่บางส่วนของเกาะเทอร์เนตเอาไว้จนกระทั่ง เมื่อทัพเรือของจีนบุกเข้าโจมตีมนิลาในปีค.ศ.1662 สเปนจึงถอนทหารจากหมู่เกาะโมลุกกะกลับไปยังมลิลา ระหว่างนั้นดัทช์ได้ทำความเสียหายแก่เมืองท่าการค้าแห่งต่างๆของโปรตุเกสได้อย่างไม่ปรานีปราศรัย—ดัทช์ได้ใช้เรือรบปิดกั้นทางเดินเรือช่องแคบมะละกา(The Straits of Malacca)เมื่อราวทศวรรษค.ศ.1630 การกะทำดังกล่าวได้ก่อให้เกิดผลกระทบต่อโปรตุเกตอย่างรุนแรง นอกจากนนี้ ดัทช์ยังได้เป็นบ่อนทำลายอาณานิคมตามชายฝั่งทะเลของโปรตุเกส โดยการยึดอาณานิคมของโปรตุเกสไปที่ละแห่ง โปรตุเกสเสียมะละกาเมื่อค.ศ.1641 และอีกสิบเจ็ดปีต่อมา(ค.ศ.1658:ผู้แปล)โปรตุเกสก็เสียเมืองจ๊าฟนา(Jaffna)ซึ่งเป็นป้อมปราการแห่งสุดท้ายในศรีลังกา การพิชิตดินแดนต่างๆในเอเชียสิ้นสุดลงเมื่อดัทช์สามารถยึดครอง-โคชิน(Cochin) และอาณานิคมบนแผ่นดินชายฝั่งมะละบาร์ของโปรตุเกสเมื่อค.ศ.1663จากปัจจัยดังกล่าวข้างต้น ทำให้ดัทช์ประสบความสำเร็จในการควบคุมแหล่งกานพลู( )จันทร์เทศ( )และแหล่งเครื่องเทศในหมู่เกาะโมลุกกะ รวมทั้งได้ควบคุมแหล่งพริกไทบนดินแดนชายฝั่งมะละบาร์ นอกจากนี้ดัทช์ยังได้ผลักดันโปรตุเกสออกไปจากการคุ้มครองผลประโยชน์การขนส่งสินค้าในแถบเอเชียอีกด้วย เมื่อโปรตุเกสถูกขับไล่ออกจากญี่ปุ่นในค.ศ.1639ตามนโยบายทางการเมืองและนโยบายทางศาสนาของโชกุนโตกุงาวะ( )พ่อค้าชาวดัทช์ผูกขาดทางการค้าระหว่างยุโรปกับญี่ปุ่นแต่เพียงผู้เดียว ดัทช์ประสบความล้มเหลวเพียงครั้งเดียว เมื่อพยายามขับไล่โปรตุเกสออกจากมาเก๊า( ) เมืองแห่งพระนางของพระเจ้าในจีน และหมู่เกาะซุนดาน้อย ( ได้แก่) ซึ่งอยู่ไกลลิปและแทบจะไม่มีใครรู้จักเลย1.ชาวดัทช์ประสบความล้มเหลวในการแย่งชิงสถานีการค้าของโปรตุเกสบนหมู่เกาะโมแซมบิก(Mocambique) ซึ่งอยู่ในอาฟริกาตะวันออก จึงเป็นสาเหตุสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้ชาวดัทช์ต้องก่อตั้งอาณานิคมของตนขึ้นที่แหลมกู๊ดโฮปในเวลาต่อมา ส่วนอาฟริกาตะวันตกนั้น อาณานิคมระยะแรกของดัทช์ซึ้งตั้งในดินแดนชายฝั่งกินี(The Guinea Coast) และแม้ว่าดัทช์จะพ่ายแพ้อย่างยับเยินจากการใช้ความพยายามในการแย่งชิงเมืองท่าเซา จอร์จดา มินา( )ของโปรตุเกสเมื่อค.ศ.1625 แต่ในอีก13ปีต่อมากองทหารซึ่งถูกจัดตั้งโดยเคานต์ โยฮัน มอริตส์ ออฟ นัสสอร์ ไซเจน ( ) ข้าหลวงใหญ่แห่งเนเธอร์แลนด์บราซิล(ผู้ดำรงตำ1638-1644) ได้ขับไล่โปรตุเกสและสามารถยึดครองเชา จอร์จ ดา มินา เป็นผลสำเร็จ ในขณะนั้น แม้ดัทช์จะทราบว่าโปรตุเกสได้กระทำกระด้างกระเดื่องต่อต้านการรวมประเทศกับสเปนตั้งแต่เดือนธันวาคม ค.ศ.1640 แล้ว ซึ่งอาจจะมีผลก่อให้เกิดวามไม่สลบในดินแดนอาณานิคมของโปรตุเกส( ) ดังเช่นปฏิกิริยาที่เกิดในประเทศแม่ แต่ชาวดัทช์ก็ได้ใช้กำลังเข้ายึดครองดินแดนชายฝั่งอังโกลาและเบงกูลา( )มาเป็นของตนในปีค.ศ.1641 ผู้รุกรานแห่งลัทธิคาลวินิสม์ชาวดัทช์( )ได้สร้างสรรค์ความสำพันธ์อันดียิ่งต่อกษัตริย์ผู้ทรงนับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาธอลิกแห่งคองโกและราชินีของมนุษย์กินคนเผ่ายักกัส( ) อย่างน่าประหลาดใจ ในเดือนสิงหาคม ค.ส.1648 กลุ่มพันธมิตรซึ้งปะปนกันหลากหลายเชื้อชาติและหลายเผ่าพันธุ์ เกือบจะทำลายเมืองท่าป้อมค่ายของโปรตุเกสที่เหลืออยู่สามแห่งในที่ราบกวนชา( ได้แก่) ได้สำเร็จ เมืองท่าป้อมค่ายดังกล่าวรอดพ้นการการถูกทำลาย เพราะทหารชาวรูโซ บราซิเลียน( ) แห่งริโอ เดอ จาเนโรยกกำลังไปยึดลวนดา( )กลับคืนมาได้ และสามารถกู้สถานการณ์ไว้ได้นาทีสุดท้ายของชั่วโมงที่สิบเอ็ด เมื่อสงครามยุติลงใน2-3ปีต่อมา ดัทช์ก็ไดครอบครองอาณานิคมดั้งเดิมตามชายฝั่งแถบโกลด์ โคสท์( )สเลฟ โคสท์( ) และไอวารี่ โคสท์( ) ของโปรตุเกส แต่โปรตุเกสยังควบคุมตลาดค้าทาสในอังโกลาและเบงกูลาระหว่างค.ส.1635-1644 ดัทช์ได้ยึดครองดินแดนอันอุดมสมบูรณ์ครึ่งหนึ่งทางภาคเหนือของบราซิลเอาไว้ จนกระทั่งในเดือนมิถุนายน ค.ศ.1645 ชาวเมืองเปอร์มันบูโก( )จึงลกฮือขึ้นต่อต้านชาวดัทช์ และหลังจากสงครามแห่งความข่มขื่นผ่านพ้นไปเป็นเวลาเกือบสิบปี ชาวดัทช์ที่มุ่งมั่นแห่งสุดท้ายก็ขอทำสัญญายอมปราชัยในเดือนมกราคม ค.ศ.1654 “น้ำตาล”ซึ้งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการทำสงคราม คือสาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้เกิดสงครามแม้ว่า “ความเกลียดชังต่อลัทธิทางศาสนา”ระหว่างชาวคาลวินิสต์( กับชาวโรมานิสต์( )จะเป็นสาเหตุที่สำคัญอีกประการหนึ่งที่ทำให้เกิดการลุกฮือก็ตาม ทั้งดัทช์และชาวโปรตุเกสก็ใช้ทหารชาวอเมริเดียนเป็นกำลังสำคัญในการรบ เช่นเดียวกับสงครามระหว่างอังกฤษ-ฝรั่งเศสในแคนนาดาและอเมริกาเหนือ แท้จริงแล้วกองทัพโปรตุเกส หรือที่ถูกคือกองทัพชาวลูโซบราซิเลียนที่เข้าทำสงครามกับดัทช์ในครั้งนั้นประกอบด้วยชาวมูแลตโต( Mulattoes) ชาวนิโกร( Negroes )ชาวอเมริเดียน(Amelindean) และทหารเลือดผสมเชื้อชาติอื่นอีกหลายเชื้อชาติผู้นำคนสำคัญของทหารเหล่านี้คือ โจอาว เฟอร์นันเดช วีเยรา (Joao Founandes Viera)บุตรชายขุนนางชาวโปรตุเกตแห่งมาเดอิรา(The Madeira Fidelgo)ซึ่งเกิดจากครรภ์โสเภณีชาวมูแลตโต ความอัปยศอันใหญ่หลวงของดัทช์จากการสูญเสียภาคตะวันออกเฉียงเหนือของบราซิลถูกซ้ำเติมยื่งขึ้นเมื่อชาวดัทช์ทราบว่า ฝ่ายที่มีชัยชนะเหนือตนนั้น คือกองทัพที่มีกำลังทหารส่วนใหญ่เป็นชนผิวสี ดังนั้น การค้าน้ำตาลในบราซิลจึงตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของโปรตุเกสไปในที่สุดโดยปราศจากการต่อต้าน หลังจากที่ดัทช์ได้เก็บเกี่ยวผลประโยชน์อย่างเต็มที่จากการค้าน้ำตาลในบราซิลมาเป็นเวลานาน อย่างไรก็ตาม ความพยายามด้านอุตสาหกรรมน้ำตาลของดัทช์ก็มิไดสูญป่าว เพราะในระหว่างที่ยึดครองปอร์นัมบูโกอยู่นั้น ชาวดัทช์ได้ปรับวิธีการเพราะปลูกและการบดน้ำตาลของเปอร์นัมบูโก และนำเข้าไปเผยแพร่ในแอนทิลส์(The Antilles) โดยอาจจะผ่านมาทางตัวแทนบริษัทของชาวโปรตุเกตเชื้อสายยิว1.2. เกาะมาเดอิรา อาณานิคมแห่งหนึ่งของโปรตุเกตในหมาสมุทรแอตแลนติก อยู่ทางทิศตะวันตกของมอรอคโกความหายนะซึ่งโปรตุเกสได้รับจากการโจมตีของดัทช์ในช่วง 40 ปีแรกแห่งคริสต์ศตวรรษที่17 คือคำตอบที่สำคัญที่ทำให้ชาวโปรตุเกสลุกฮือขึ้นต่อต้านการปกครองของกษัตริย์สเปนในพ.ศ.1640 แต่ชาวโปรตุเกสซึ่งคาดการว่า ชาวดัทช์คงจะหยุดการโจมตีอาณานิคมของตนในทันที เมื่อดินแดนต่างๆของโปรตุเกสประกาศไม่อยู่ภายใต้การปกครองของสเปน ต้องประสบกับความผิดหวังอย่างแรง เพราะหลักจากระยะ 10ปีของสัญญาการหักรบชั่วคราว”ลูโซ-ดัทช์”สิ้นสุดลงเมื่อ ค.ศ.1641 ดัทช์ได้ขยายการโจมตีอาณานิคมของโปรตุเกส ในแถบอังโกลาและศรีลังกามากยิ่งขึ้น ตามแต่โอกาสจะอำนวย ความรุนแรงของสงครามอาณานิคมครั้งนี้ ทำให้โปรตุเกสต้องแสวงหาการคุ้มครองจากอังกฤษ ในรูปของการอภิเษกสมรสระหว่างพระเจ้าชาร์ลส์ที่2(Charles II)กับราชะนีแคทารินแห่งบรากัญชา( )เมื่อค.ศ.1661สันติภาพระหว่างโปรตุเกสกับสเปน และโปรตุเกสกับดัทช์ ซึ่งมีขึ้นในภายหลังโดยการประนีประนอมของอังกฤษเป็นสันติภาพอันเปราะบางซึ่งโปรตุเกสจะพึงแสวงหาในขณะนั้นการมอบบอมเบย์( )และแทนกิเยร์( )แก่อังกฤษเพื่อเป็นสินสมรสเดิมของเจ้าหญิงแคทารินา สร้างความไม่พอใจแก่ชาวโปรตุเกสเป็นอย่างยิ่ง แม้โปรตุเกสจะไม่สามารถพัฒนาให้อาณานิคมดังกล่าวไปแล้วทั้งสองแห่ง มีชีวิตชีวาขึ้นมาได้ก็ตามปัจจัยสำคัญที่ทำให้ดัทช์ประสบความสำเร็จในแถบเอเชียนั้น อาจสรุปได้สามประเด็นใหญ่ๆคือ ประการแรก ดัทช์มีปัจจัยทางเศรษฐกิจที่เหนือกว่า ประการที่สอง ดัทช์มีกองทัพที่ยิ่งใหญ่กว่า ประการที่สาม ดัทช์มีอำนาจทางทะเลที่เหนือกว่า ในฐานที่ดัทช์( )เป็นชาติที่มีความเจริญทางการค้ามากที่สุดในคริสต์ศตวรรษที่17 ความร่ำรวยและความมั่นคงทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาลของดัทช์ ทำให้ราชอาณาจักรแห่งโปรตุเกสประสบกับความยากจนมากยิ่งขึ้น พลเมืองของดัทช์และโปรตุเกสมีจำนวนใกล้เคียงกัน(หนึ่งล้านสองแสนห้าหมื่นคน) ขณะที่โปรตุเกสจำเป็นต้องหากระสุนดินดำ( )มาสนับสนุนในการทำสงคราม แต่ดัทช์สามารถใช้หรือสร้างกองทัพและกองเรือจากกำลังของทหารชาวเยอรมันและสแกนดิเนเวียนความแตกต่างของอำนาจทางทะเลมองเห็นได้ชัดเจนยิ่งขึ้น จากงานเขียนอันมีชื่อเสียงในค.ศ.1649จากบาทหลวงชาวโปรตุเกสแห่งคณะเจซูอิตชื่อบาทหลวงอันโตนิโย วิเยรา( ) บาทหลวงผู้นี้แต่งเติมเรื่องราวมากกว่าข้อเท็จจริงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น โดยประมาณกำลังพลของดัทช์และโปรตุเกสว่า ดัทช์มีเรือที่สามารถใช้ทำการรบได้มากกว่า14,000ลำ ขณะที่โปรตุเกสมีเรือน้อยกว่าดัทช์เพียง13ลำ เมื่อดัทช์ประกาศว่าสามารถจัดหาทหารเรือได้ถึง 250,000 คน โปรตุเกสก็สามารถระดมทหารเรือได้น้อยกว่าดัทช์เพียง 4,000 คนนั้นข้าพเจ้าขอเพิ่มรายละเอียดอีกเล็กน้อยว่า ข้าหลวงใหญ่ของดัทช์แห่งปัตตาเวีย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แอนโตนอิโอ ฟอน เดเมน(Antois Van Diemen) ผู้เคยลอบเข้าโจมตีกองเรือของโปรตุเกสในมหาสมุทรอินเดียอย่างยับเยิน ระหว่างเป็นข้าหลวงที่เมืองปัตตาเวียในช่วงปี ค.ศ.1636-1645 ข้าหลวงผู้นี้สามารถใช้อำนาจทางทะเลได้ดีกว่าผู้สำเร็จราชการโปรตุเกสหัวเมือง นอกจากนี้ โปรตุเกสซึ้งแทบจะมอบความไว้วางใจทั้งหมดแก่บรรดา "ขุนนาง" หรือสุภาพบุรุษจากสายเลือดและจากตระกูลขุนนาง( )อาทิ ตระกลูผู้นำทางทหารบกและทหารเรือของโปรตุเกส เป็นต้น ความสามารถของบุคคลเหล่านี้ มิอาจจะนำไปเปรียบเทียบกับเจ้าหน้าที่ระดับสูง ในบริษัทอินเดียตะวันออกของดัทช์ได้เลย เนื่องจากบริษัทอินเดียตะวันออกของดัทช์ คำนึงถึงความสามารถของเจ้าหน้าที่เป็นบรรทัดฐาน ในการเลื่อนตำแหน่งหน้าที่การงานชองบริษัท ความจริงดังกล่าวเป็นที่ยอมรับของสำนักงานสังเกตการณ์ชาวโปรตุเกส นักสังเกตการณ์ผู้หนึ่งได้เขียนบทความเมื่อค.ศ.1656 โดยตำหนิติเตียนขุนนางชั้นสูงอย่างแหลมคม ที่ทำให้มะละกาและศรีลังกาหลุดพ้นจากอำนาจของโปรตุเกสด้วยฝีมือของชนชั้นกรรมกรชาวฮอลันเดอร์ (Hallandery)2 ผลประโยชน์ต่างๆซึ่งชาวดัทช์ได้รับนั้น ข้าพเจ้าจาระไนไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้น อาจมีผู้ตั้งปัญหาถามว่า เหตุใดดัทช์ซึ่งใช้เวลาเพียง60ปีก็สามารถแย่งชิงอาณานิคมของโปรตุเกสในเอเชียได้สำเร็จ และเหตุใดดัทช์จึงประสบความล้มเหลวในการแย่งชิงเอาบราซิลไปครองอย่างสมบูรณ์แบบหลังจากที่มีแนวโน้มว่าสามารถจะทำได้ เราอาจตอบคำถามได้หลายประเด็น แต่ข้าพเจ้าอยากจะให้ลองพิจารณาดังต่อไปนี้คือ ความผิดพลาดของโปรตุเกสเกิดจากการถลำตัวเป็นเจ้าอาณานิคมอย่างลึกซึ้ง และยิ่งไปกว่านั้น ตามหลักการแล้วโปรตุเกสไม่อาจจะถอนตัวออกมาอย่างง่าย ๆ ได้ หลังจากการปราชัยทางเรือหรือทางทหารในแต่ละครั้งชาวดัทช์ต่างก็สำนึกในข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นอย่างดี ดังจะเห็นจากบันทึกของนักสังเกตการณ์ร่วมสมัยหลายคน เช่น แอนโตนิโอ ฟอน เดเมน ข้าหลวงใหญ่ดัทช์แห่งปัตตาเวียและนายสิบโทโยฮัน ซาร์ ( ) แห่งศรีลังกา เป็นต้นชาวโปรตุเกสในอินเดีย (เอเชีย) ส่วนใหญ่ต่างก็มีความรู้สึกว่า อินเดียเปรียบเสมือนปิตุภูมิของตน และมิได้รำลึกถึงโปรตุเกสซึ่งเป็นมาตุภูมิของตนอีกเลย ชาวโปรตุเกสบางคนประกอบการค้าเล็ก ๆ น้อย ๆ ในอินเดีย บางคนก็พอใจในการติดต่อค้าขายกับเมืองท่าต่าง ๆ ของเอเชีย ราวกับเป็นชาวเอเชียไปเสียแล้ว และไม่มีดินแดนอื่นที่จะต้องคำนึงถึงอีกต่อไปหลังจากการต่อสู้กับทหารโปรตุเกสในศรีลังกาผ่านพ้นไปได้ 20 ปี นายสิบ โทซาร์ได้บันทึกเกี่ยวกับพวกเขาว่าดินแดนแห่งใดก็ตามที่ชาวโปรตุเกสเดินทางไปถึง พวกเขาจะตั้งถิ่นฐานเพื่อใช้ชีวิตในบั้นปลายอยู่ในดินแดนแห่งนั้นต่อไป พวกเขาไม่เคยนึกถึงการเดินทางกลับไปยังโปรตุเกสอีกเลย แต่สำหรับชาวฮอลันเดอร์นั้น เมื่อได้เดินทางมาถึงเอเชียแล้ว พวกเขาจะรำลึกอยู่เสมอว่า “หากช่วงเวลา 6 ปีแห่งการทำงานในเอเชียของข้าพเจ้าสิ้นสุดลงเมื่อใด เมื่อนั้นข้าพเจ้าจะเดินทางกลับยุโรปอีกครั้ง”การบรรยายของซาร์มีหลักฐานยืนยันอย่างน่าเชื่อถือ กล่าวคือเมื่อดัทช์ยึดครองโคลอมโบ( )โคชิน( ) และอาณานิคมแห่งอื่นของโปรตุเกสได้แล้ว ชาวดัทช์ได้ทำการรื้อถอนบ้านเรือนกำแพง และป้อมค่ายจำนวนมากของชาวโปรตุเกส โดยเต็มใจจะอาศัยอยู่ในพื้นที่เพียงเศษหนึ่งส่วนสามของบริเวณที่ห้อมล้อมไปด้วยถิ่นฐานของผู้ที่อาศัยอยู่มาแต่เดิม จึงอาจจะกล่าวโดยอนุโลมได้ว่าปรากฏการณ์ที่อุบัติขึ้นในเอเชีย มีสภาพคล้ายกับการยึดครองดินแดนทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของบราซิล กับการยึดครองดินแดนตลอดแนวชายฝั่งทะเลของอังโกลาและเบงกูเอลลา ( ) มาไว้ใต้อำนาจของดัทช์ชั่วคราว เคานท์ โจฮัน มอริตส์ ( ) ข้าหลวงใหญ่ผู้สร้างสรรค์ความเจริญรุ่งเรืองให้แก่เนเธอร์แลนด์แห่งบราซิล และยังคงได้รับความนับถือจากชาวบราซิลอยู่ เป็นผู้หนึ่งที่ไม่เคยหยุดการย้ำเตือนให้เจ้าหน้าที่ระดับสูงกว่าตนในกรุงเฮกและกรุงแอมสเตอร์ดัมส์ได้ทราบว่า หากไม่ส่งชาวดัทช์ ชาวสแกนดิเนเวียและชาวเยอรมันจำนวนมาก ๆ เข้าไปขับไล่ หรือปะปนกับบรรดาผู้ตั้งถิ่นฐานชาวโปรตุเกสแล้ว ในภายหลังพลเมืองของเนเธอร์แลนด์แห่งบราซิลจะยังคงมีความรู้สึกนึกคิดเป็นโปรตุเกสอยู่ต่อไป และอาจจะกระด้างกระเดื่องต่อการปกครองของดัทช์ได้ทุกขณะ เมื่อโอกาสมาถึงสาเหตุอีกประการหนึ่งที่ทำให้อิทธิพลของโปรตุเกสยั่งยืนยาวนานกว่า ในดินแดนแถบชายฝั่งทะเลของอาฟริกาและเอเชีย คือการรับเอาภาษาโปรตุเกสไปใช้อย่างลึกซึ้งและกว้างขวางจนกลายเป็นภาษาลูกผสม ( ) ที่ใช้ในวงการค้าแถบดังกล่าว ก่อนที่ชาวดัทช์จะเดินทางเข้ามา สำหรับในช่วง 24 ปี แห่งการยึดครองภาคตะวันออกเฉียงเหนือของบราซิลนั้น ชาวโปรตุเกสต่างก็ดึงดันและปฏิเสธที่จะเรียนรู้ภาษาดัทช์ และเชื่อกันว่ามีภาษาดัทช์เพียงสองคำเท่านั้นที่ตกค้างอยู่ในภาษาที่นิยมพูดกันมากในเปอร์นัมบูโก แม้ว่านิโกรในอังโกลาและคองโกจะถือหางฝ่ายดัทช์มาโดยตลอดตั้งแต่ต้นจนถึงช่วง 7 ปีสุดท้ายแห่งการปกครองของดัทช์ และแม้ว่าดัทช์จะปฏิบัติต่อชาวพื้นเมืองในอังโกลาและคองโกดีกว่าเมื่อครั้งโปรตุเกสปกครองดินแดนดังกล่าว แต่ก็เป็นที่ยอมรับกันทั่วไปว่า จนกระทั่งบัดนี้ชาวนิโกรก็ยังไม่มีความตั้งใจจะเรียนรู้ภาษาดัทช์ซึ่งเป็นภาษาของผู้เป็นพันธมิตรกับตน และยังคงพูดภาษาโปรตุเกสอีกต่อไป ในค.ศ. 1642 ผู้อำนวยการดัทช์แห่งลวนดา ( ) ผู้หนึ่งได้ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า หากชาวเนเธอร์แลนเดอร์ ( ) ต้องการสร้างความมั่นคงในการปกครองคองโกและอังโกลาแล้ว พวกเขาควรจะชักชวนให้ชาวบันตูเรียนรู้ภาษาดัทช์ เหมือนอย่างที่ชาวโปรตุเกสได้ริเริ่มให้ชาวพื้นเมืองเรียนรู้ภาษาของตนในคริสต์วรรษที่ 16 ข้อเสนอแนะของเขาไม่ได้รับความสนใจจากเจ้าหน้าที่ระดับสูง ซึ่งสนใจในการขยายการค้ามากกว่าการเผยแพร่ภาษาหรือวัฒนธรรมของดัทช์ให้แก่ชาวพื้นเมือง และในที่สุดการนำนโยบายดังกล่าวไปใช้ในอังโกลาและคองโกก็สายเกินไปสำหรับชาวฮอลันเดอร์ส อย่างไรก็ตามสำหรับในบราซิลชาวฮอลันเดอร์สประสบความสำเร็จเพียงเล็กน้อยเท่านั้น โดยสามารถนำนโยบายการการครอบงำทางภาษาและวัฒนธรรม ไปใช้กับมนุษย์กินคนเผ่าทาปูยา ( ) พันธมิตรของตนอย่างได้ผลดังที่บาทหลวงอันโตนิโย วิเยอิรา ( ) ได้ไปพบเห็นมาขณะที่เดินทางไปเยือนชาวอเมรินเดียนแห่งเซียรา เดอ อิเบียปาบา ( ) เมื่อ ค.ศ. 1656 แต่ความสำเร็จดังกล่าวไม่สมดุลกับความล้มเหลวของดัทช์ ซึ่งพยายามจะบังคับให้ชาวลูโซ-บราซิลเลียนแห่งโมราโดเรส ( ) ใช้ภาษาดัทช์ในทวีปเอเชีย ภาษาโปรตุเกสหรือภาษาเครโอล ( )ซึ่งกลายมาจากภาษาโปรตุเกสนั้น สามารถต้านทานต่อแรงกดดันจากเจ้าหน้าที่ของดัทช์และการออกกฎหมายของดัทช์ได้สำเร็จอย่างน่าประหลาดใจ ราชาสิงหะที่ 2 ( )ผู้ทรงร่วมมือกับชาวฮอลันเดอร์สในการต่อต้านชาวโปรตุเกส แต่ทรงปฏิเสธที่จะยอมรับหลักเกณฑ์ทางภาษาดัทช์ หรือเขียนหนังสือราชการโดยใช้ภาษาดัทช์ และยืนกรานจะใช้ภาษาโปรตุเกสซึ่งเป็นภาษาที่พระองค์ทรงตรัสและนิพนธ์ได้อย่างคล่องแคล่วอีกต่อไป ในทำนองเดียวกัน ขณะนั้นบรรดาผู้สำเร็จราชการชาวมุสลิมแห่งมากัสซาร์ ( ) ในหมู่เกาะอินโดนีเซียต่างก็พูดภาษาโปรตุเกสอย่างคล่องแคล่ว หนึ่งในจำนวนนั้นเคยอ่านต้นฉบับหนังสือทุกเล่มของเฟรย์ หลุยส์ เดอ เกรนาดา โอ.พี. ( ) นักเทศน์ชาวสเปนสำหรับในมะละกา ศรีลังกา มะละบาร์และดินแดนอื่น ๆ นั้น ยังปรากฏร่องรอยของภาษาโปรตุเกสซึ่งมีโครงสร้างทางภาษาง่าย ๆ ไม่สละสลวย คล้ายกับที่ใช้พูดกันในแถบชนบทของโปรตุเกส หลงเหลืออยู่ในคริสต์ศตวรรษที่ 20 และบางแห่งตกค้างมาจนถึงปัจจุบัน
ในเดือนเมษายน ค.ศ. 1645 เกอร์ริต เดมเมอร์ ( ) ข้าหลวงแห่งโมลุกกะได้ตั้งข้อสังเกตว่า ภาษาอังกฤษและภาษาโปรตุเกสเป็นภาษาที่ค่อนข้างง่ายต่อการเรียนรู้ของชาวแอมโบเนส ( ) และเป็นภาษาที่น่าสนใจมากกว่าภาษาดัทช์ตัวอย่างที่สำคัญที่สุดคือชัยชนะทางภาษาของกามูส์1. ( หมายถึงภาษาโปรตุเกส : ผู้แปล) ซึ่งมีเหนือภาษาของโฟนเดล2. (หมายถึงภาษาดัทช์ : ผู้แปล) ในเมืองปัตตาเวีย “ราชินีแห่งน่านน้ำบูรพา ” ของดัทช์ นอกจากเชลยศึกและนกเดินทางจากกองเรือในบางโอกาสแล้ว โปรตุเกสไม่เคยตั้งถิ่นฐานอยู่ในปัตตาเวียเลย แต่ปรากฏว่าภาษาเครโอลของโปรตุเกสกลับเป็นภาษาพูดของเหล่าทาสและคนรับใช้ในบ้าน ที่ถูกส่งไปจากดินแดนแถบอ่าว เบงกอล เป็นภาษาพูดของชาวดัทช์และหญิงเลือดผสมที่เกิดและเจริญเติบโตในปัตตาเวียและบางครั้งภาษาเครโอลก็เป็นภาษาพูดของชาวโปรตุเกสเองด้วย ใน ค.ศ. 1659 แมตซุกเกอร์ ( ) ข้าหลวงใหญ่และสภาที่ปรึกษา ได้พยายามชี้แจงให้เจ้าหน้าที่ระดับสูงในเนเธอร์แลนด์ได้ทราบถึง ความสูญเปล่าของมาตรการรุนแรงต่อการใช้ภาษาโปรตุเกส โดยแมตซุกเกอร์และคณะได้เสนอว่า :ภาษาโปรตุเกสเป็นภาษาที่ง่ายต่อการพูดและการเรียนรู้ จึงเป็นสาเหตุที่เราไม่สามารถจะป้องกันมิให้ทาสที่นำมาจากอาระกัน ( ) ซึ่งไม่เคยได้ยินภาษาโปรตุเกสมาก่อนแม้แต่คำเดียว (และแม้แต่ลูกหลานของเรา) พูดภาษาโปรตุเกส และนำเอาภาษาโปรตุเกสไปใช้เป็นภาษาของตน แทนที่จะใช้ภาษาอื่น ๆ 3 ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องยากเย็นประการใดที่จำนวนของผู้ซึ่งใช้ภาษาโปรตุเกสเป็นภาษาพูดได้เพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆในสังคมอาณานิคมโปรตุเกส บทบาทของสตรีเป็นสิ่งที่ได้รับการคำนึงถึงมากกว่าที่เคยปรากฏในประวัติศาสตร์ และหากจะกล่าวไปแล้ว ประวัติศาสตร์แทบจะไม่สนใจบทบาทของสตรีเลยก็ว่าได้ ยกเว้นกรณีของพระราชินีและเจ้าหญิงบางคน อย่างไรก็ตามสำหรับในสถานการณ์ที่ไม่อาจจะหลีกเลี่ยงได้นั้น มีสตรีจำนวนไม่มากนักที่ร่วมเดินทางไปเอเชียกับสามีหรือผู้นำครอบครัว แต่ละปีหนึ่ง ๆ ที่แล่นไปสู่อินเดีย จะมีผู้ชายชาวโปรตุเกสเดินทางไปยังเมืองกัว ประมาณ 3,000 – 4,000 คน ในจำนวนนี้มีผู้หญิงโปรตุเกสไม่เกิน 20 – 30 คน และบ่อยครั้งทีเดียวที่ไม่มีผู้หญิงโปรตุเกสร่วมทางไปด้วย ผู้หญิงโปรตุเกสซึ่งเดินทางไปยังอาณานิคมของโปรตุเกสในอาฟริกา ไม่ว่าดินแดนชายฝั่งอาฟริกาตะวันตกหรืออาฟริกาตะวันออก มีจำนวนน้อยกว่าผู้หญิงที่เดินทางไปยังเอเชีย เนื่องจากเป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่า อาฟริกาเป็นดินแดนซึ่งชาวยุโรปอยู่ได้ไม่นานเท่าใดก็มักจะต้องล้มตายลงเป็นจำนวนมาก กษัตริย์โปรตุเกสทรงต่างจากกษัตริย์สเปนอย่างเด่นชัด พระองค์สนับสนุนให้ผู้หญิงโปรตุเกสออกเดินทางไปยังอาณานิคมของโปรตุเกสในเอเชียและอาฟริกา โดยมีข้อยกเว้นคือ ผู้หญิงเหล่านี้ จะต้องไปในฐานะของ “หญิงกำพร้าแห่งกษัตริย์โปรตุเกส ” ผู้หญิงเหล่านี้เป็นผู้ซึ่งอยู่ในวัยที่สมควรจะครองเรือนได้แล้ว พวกเธอจะถูกส่งไปกรุงลิสบอนเป็นกลุ่ม ๆ มีพระราชทรัพย์ของกษัตริย์โปรตุเกสเป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทาง หญิงสาวทุกคนจะนำสินสมรสเดิมหลายอย่างติดตัวไปด้วยตามนโยบายของรัฐบาลโปรตุเกส เพื่อมอบให้แก่ชายหนุ่มที่มีความประสงค์จะแต่งงานกับหญิงสาวคนใดคนหนึ่ง หญิงสาวลูกกำพร้าแห่งกษัตริย์โปรตุเกสมีจำนวนไม่มากนัก มีเรื่องเล่ากันว่า หากพวกเธอไม่ตายตั้งแต่ยังเป็นเด็กก็เสียชีวิตไปตั้งแต่แรกเกิด หญิงสาวบางคนมีคุณสมบัติกุลสตรีเพียบพร้อมแต่ก็มีอายุมากเกินไป หรือ หน้าตาขี้ริ้วขี้เหร่เกินกว่าจะหาสามีได้ ข้าพเจ้าขอเพิ่มเติมรายละเอียดว่า หากหญิงกำพร้าแห่งกษัตริย์โปรตุเกสเดินทางไปถึงเมืองกัวโดยสวัสดิภาพแล้ว พวกเธอไม่จำเป็นจะต้องแต่งงานกับชาวโปรตุเกสก็ได้ หญิงสาวบางคนถูกยกให้แต่งงานกับผู้ลี้ภัย หรือ เจ้าชายชาวเอเชียนผู้ร่ำรวย เช่น กษัตริย์พลัดถิ่นแห่งมัลดีฟส์ ( ) , เจ้าชายผู้ทรงพระเยาว์แห่งมอมบาชา ( ) , เจ้าชายอาหรับผู้ลี้ภัยจากเพ็มบา( ) และบุคคลอื่น ๆ อีกจำนวนมาก กษัตริย์โปรตุเกสทรงมีนโยบายอย่างชัดเจนว่า ต้องการให้บรรดาสามีหญิงกำพร้าเหล่านี้มีความจงรักภักดีต่อพระองค์ด้วย แต่ “หญิงกำพร้าแห่งกษัตริย์โปรตุเกส ” มีจำนวนน้อยเกินกว่าจะทำให้ประชากรในอาณานิคมของโปรตุเกสแถบอาฟริกาและเอเชียเพิ่มขึ้นมากอย่างเด่นชัดได้ ในขณะที่ผู้ชายชาวโปรตุเกสส่วนใหญ่ มักจะแต่งงานกับหญิงสาวชาวเอเชียหรือยูเรเชียนตั้งแต่หนึ่งครั้งหรือมากกว่าหนึ่งครั้งขึ้นไปอย่างไม่อาจจะหลีกเลี่ยงได้ กษัตริย์โปรตุเกสทรงมีนโยบายสนับสนุนให้ชาวโปรตุเกสแต่งงานกับชาวพื้นเมือง นโยบายดังกล่าวนี้ อัฟฟองโซ เดอ อัลบูเคอร์ก ( ) ได้นำไปใช้ที่เมืองกัวเมื่อ ค.ศ. 1510 หลังจากที่เขายึดครองเมืองกัวได้ อย่างไรก็ตาม นโยบายสนับสนุนให้ชาวโปรตุเกสแต่งงานกับชนพื้นเมืองนั้น ใช่ว่าจะได้รับการส่งเสริมอย่างสม่ำเสมอเท่าใดนัก อัลบูเคอร์กชี้ว่า ผู้ชายที่แต่งงานมีเหย้าเรือนไปแล้ว จะสร้างสรรค์อาณานิคมได้ดีกว่าหนุ่มโสดเจ้าสำราญ ซึ่งพอใจแต่การใช้ชีวิตอยู่กับบรรดาชู้รักของตนเท่านั้น อัลบูเคอร์รายงานว่า เมื่อเห็นชาวโปรตุเกสและบาทหลวงคณะเจซูอิตในอาณานิคมโปรตุเกสที่บราซิลต่างก็มีสำนึกเช่นเดียวกับชาวโปรตุเกสในอินเดีย บุคคลผู้หนึ่งซึ่งมีชีวิตอยู่ในขณะนั้นได้บันทึกไว้ว่า ผู้ชายชาวโปรตุเกสที่แต่งงานแล้วเพียงคนเดียวมีค่าเท่ากับหนุ่มโสดถึงยี่สิบคนเพราะหนุ่มโสดมักจะคิดถึงแต่การเดินทางผจญภัยต่อไปเรื่อย ๆ หรือมักจะคิดถึงแต่การกลับไปสู่มาตุภูมิอีกครั้งเท่านั้น ในขณะที่ผู้ชายที่มีครอบครัวแล้วจะต้องขวนขวายมองหาลู่ทางในการทำเกษตรกรรมหรือการสร้างเคหะสถาน อย่างไรก็ตาม การชักชวนให้หนุ่มโสดชาวโปรตุเกสในเอเชีย อาฟริกาและบราซิล รีบแต่งงานมีครอบครัวเร็ว ๆ ไม่ใช่สิ่งที่ทำได้ง่ายดายเลยชายหนุ่มโปรตุเกสส่วนใหญ่มักพอใจจะอยู่กินกับหญิงสาวผิวสีจำนวนมากเท่าที่พวกเขาจะมีปัญญาหาได้ โดยไม่ต้องแต่งงานกับพวกเธอคนใดคนหนึ่ง และหนุ่มโสดประเภทนี้มีอยู่เป็นจำนวนมากในอาณานิคมของโปรตุเกส สิ่งที่เป็นแรงผลักดันให้ชาวโปรตุเกสเกิดความกระตือรือร้นหรือความอยากได้ใคร่มีในระดับที่แตกต่างกันออกไป คือ การใช้แรงงานทาสอย่างแพร่หลาย นอกจากนี้การทวีจำนวนของโสเภณีทาสถูกประณามจากบาทหลวงที่มีตำแหน่งสูงโดยปราศจากการตอบสนองอย่างสิ้นเชิงจากสังคม สาเหตุสำคัญที่ทำให้โสเภณีทาสมีจำนวนเพิ่มขึ้น คือ การตายของผู้ชายชาวผิวขาวมีอัตราสูงกว่าการตายของหญิงผิวสี ดังนั้นผู้ตั้งถิ่นฐานชาวโปรตุเกสจึงต้องมีภาระในการรับผิดชอบต่อหญิงหม้ายและเด็กกำพร้าจำนวนมากซึ่งจมอยู่กับความตกต่ำหม่นหมองใจ1.ด้วยเหตุนี้ กฎเกณฑ์ทุกอย่างจึงมีข้อยกเว้นระหว่างหญิงผิวขาวและหญิงเลือดผสมซึ่งกลายเป็นเจ้าของที่ดินหรือ เจ้าของทาสที่ร่ำรวย หรือเป็นทั้งเจ้าของที่ดินและเจ้าของทาสไปพร้อม ๆ กัน หญิงเหล่านี้จะถูกยกขึ้นเป็น “ ......” หรือหญิงผู้ได้รับมรดกแห่งลุ่มแม่น้ำแซมเบเซีย หรือ “ .......” (เลดี้แห่งอีโบ ) แห่งหมู่เกาะเควอริมบา ( ) มรกดที่ได้รับประกอบด้วยการค้าทองคำ งาช้างและทาสในอาฟริกาตะวันออก อย่างไรก็ตาม โดยหลักการแล้วเป็นที่เข้าใจกันทั่วไปว่า “ หญิงผู้สืบทอดมรดก” ส่วนใหญ่เป็นชาวมูแลตา ( ...... ) และบุตรของพวกเธอมักจะมีผิวสีเหมือนผู้เป็นมารดา ระบบการสืบทอดมรดกดังกล่าวถูกกำหนดขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 18 แต่จากหลักฐานบัญชีของบาทหลวงคณะเจซูอิตชาวโปรตุเกสแห่งแซมเบเซียเมื่อ ค.ศ. 1667 แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ขณะนั้นระบบการสืบทอดมรดกถูกริเริ่มขึ้นมาแล้ว2.การแต่งงานกับชาวต่างชาติ ทำให้บุตรของชาวโปรตุเกสที่เกิดจากการอยู่กินโดยมิได้สมรส อาจเป็นบุตรที่ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ถูกต้องก็ได้ แต่ผู้ที่สืบเชื้อสายมาจากชาวโปรตุเกส ล้วนมีความจงรักภักดีต่อกษัตริย์โปรตุเกสและศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาธอลิกและแม้ว่าโปรตุเกสจะถูกขับออกไปแล้ว แต่เชื้อสายของชาวโปรตุเกสที่ยังคงอาศัยอยู่ในดินแดนต่าง ๆ ก็ยังมีความจงรักภักดีต่อกษัตริย์โปรตุเกสและศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาธอลิกอย่างมั่นคงสืบมาเป็นเวลานาน บุคคลเหล่านี้รวมไปถึงหญิงเลือดผสมหรือหญิงพื้นเมืองชาวเอเชีย ชาวอาฟริกันและชายอเมรินเดียน ซึ่งโปรตุเกสได้เข้าไปปรับปรุงชีวิตความเป็นอยู่และเปลี่ยนแปลงแบบแผนประเพณีต่าง ๆ ของพวกเขา อาทิ การดูแลบ้านเรือน การทำอาหารการแต่งกายและโภชนาการ
ภายใต้การปกครองของดัทช์นั้น หญิงยูเรเซียน หญิงเลือดผสมหรือแม้แต่นางทาสในมะละกา ปัตตาเวียและศรีลังกา ต่างก็ใช้ภาษาโปรตุเกสในชีวิตประจำวันหญิงชาวโปรตุเกสได้ชื่อว่ามีนิสัยรักความสันโดษที่สุดในยุโรป นักเขียนชาวโปรตุเกสแห่งคริสต์ศตวรรษที่ 17 บันทึกด้วยความชื่นชมว่า หญิงพรหมจรรย์ชาวโปรตุเกสจะออกจากบ้านเพียงสามกรณีเท่านั้น คือ ออกจากบ้านเพื่อเข้าพิธีตั้งชื่อ ( ) ของตน เพื่อการแต่งงาน ( ) และในงานศพของตน ( ) เมื่อตายแล้ว ค่านิยมดังกล่าวของผู้หญิงชาวโปรตุเกสคล้ายกับคติของผู้หญิงญี่ปุ่น คือ ผู้หญิงมีนายเหนือหัวสามคนที่มีอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิต กล่าวคือ ขณะเป็นเด็กผู้หญิงมีบิดาเป็นนาย เมื่อแต่งงานมีสามีเป็นนาย และเมื่อตกพุ่มหม้ายผู้หญิงก็ได้บุตรชายมาเป็นนาย นิสัยรักสันโดดของผู้หญิงชาวโปรตุเกสจะได้รับการถ่ายทอดมาจากผู้ปกครองชาวมัวร์หรือไม่ก็ตาม แต่สิ่งที่มีส่วนทำให้หญิงสาวชาวโปรตุเกสและผู้หญิงส่วนใหญ่ในตะวันออก เคยชินต่อการใช้ชีวิตอย่างสันโดษ คือ ฮาเร็ม ( สถานที่ซึ่งอนุภรรยาหรือ นางบำเรอของขุนนางชาวมัวร์อาศัยอยู่ : ผู้แปล) กับ เซนานา ( บริเวณส่วนหนึ่งของบ้านซึ่งสตรีวรรณะสูงของชาวอินเดียอาศัยอยู่โดยไม่ปะปนกับผู้อื่น) ชาวดัทช์แสดงความรู้สึกต่อค่านิยมดังกล่าวด้วยความขบขัน และแสดงความรังเกียจค่านิยมข้างต้นระหว่างการยึดครองภาคตะวันออกเฉียงเหนือของบราซิล แต่ในทางตรงกันข้าม ความมีอิสระซึ่งชาวดัทช์มอบให้แก่บุตรสาวและภรรยาของตนในขณะนั้น กลับเป็นสิ่งที่ผู้ชายชาวลูโซบราซิลเลียนตำหนิติเตียน
บาทหลวงมานูเอล กาลาโด ( ) ซึ่งเคยใช้ชีวิตอยู่ในเปอร์นัมบูโก ได้บันทึกไว้ในหนังสือชื่อ “......... ” ว่าระหว่างปี ค.ศ. 1630 – 1647 ไม่มีชายหนุ่มโปรตุเกสคนใดแต่งงานกับหญิงสาวชาวดัทช์ หรือ แม้แต่เป็นชู้รักกับหญิงสาวชาวดัทช์เลย ขณะที่หนุ่มดัทช์จำนวนมากกลับแต่งงานกับหญิงสาวชาวลูโซบราซิลเลียน และภายหลังชาวดัทช์เหล่านี้ส่วนใหญ่จะยอมรับนับถือประเทศและศาสนาของทางฝ่ายภรรยาไปด้วย ในทำนองเดียวกัน การแต่งงานแบบผสมผสานที่มีขึ้นในตะวันออก ทำให้รัฐบาลดัทช์จับตาดูด้วยความไม่ไว้วางใจ เนื่องจากบรรดาลูก ๆ และสามีชาวดัทช์ของหญิงสาวชาวลูโซ – บราซิลเลียนเหล่านั้น จะต้องพลอยนับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาธอลิกไปด้วย โจฮัน แมตซุกเกอร์ ( ) ข้าหลวงใหญ่แห่งปัตตาเวีย ระหว่าง ค.ศ. 1653 – 1678) ผู้ซึ่งสังเกตเห็นอันตรายในรูปแบบดังกล่าว และเป็นผู้ที่ให้ความสนใจต่อปัญหาแนวโน้มของผู้ชายดัทช์ในการแต่งงานกับหญิงโปรตุเกส แมตซูกเกอร์เป็นผู้ที่ชื่นชมในความรักสันโดษของผู้หญิงโปรตุเกส เขาได้เสนอให้ชาวดัทช์ยึดถือความสันโดษเป็นแบบอย่างที่ดีในการดำเนินชีวิต เขาแนะนำว่า ผู้หญิงชาวยูเรเซียนทั้งหมดที่แต่งงานกับชาวดัทช์ควรจะเก็บตัวอยู่แต่ภายในบ้านของตน โดยที่เขาเองก็มิได้อธิบายว่า เหตุใดจึงต้องปฏิบัติเช่นนั้น1.สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งที่ทำให้อิทธิพลของโปรตุเกสมีความสืบเนื่องในเวลาต่อมา แม้แต่ในดินแดนต่าง ๆ ซึ่งอยู่ภายใต้การปกครองของดัทช์นานหลายศตวรรษ สิ่งนั้นคือองค์ประกอบทางศาสนา แม้บางครั้งการเผยแพร่ศาสนาของโปรตุเกสจะใช้วิธีการขู่เข็ญบังคับ มากกว่าการโฆษณาชวนเชื่ออย่างสันติ และแม้ว่าโปรตุเกสจะไม่ประสบความสำเร็จในการเผยแพร่ศาสนา เนื่องจากอิทธิพลของศาสนาอิสลาม และโปรตุเกสสร้างความประทับใจได้เพียงเล็กน้อยในการติดต่อกับอินเดียและจีน แต่เมื่อโปรตุเกสได้ปลูกฝังศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาธอลิกลงไปแล้วความเชื่อทางศาสนาดังกล่าวมักจะหยั่งรากลงไปได้อย่างล้ำลึกเสมอ อิทธิพลของโปรตุเกสในอาณานิคมของดัทช์แถบเอเชียซึ่งเคยเป็นของโปรตุเกสมาก่อน ทำให้ดัทช์ต้องใช้ความพยายามในการกำจัดให้หมดไปจากอาณานิคมของดัทช์ในเอเชีย แต่ความพยายามดังกล่าวก็ไม่ใคร่จะได้ผลนักยกเว้นที่แอมบัวนา ( ) เพียงแห่งเดียวเท่านั้น ความพยายามในการกำจัดอิทธิพลของโปรตุเกสในเอเชียถูกผลักดันออกมาดำเนินการเป็นครั้งคราวคิดเป็นเวลาร่วม 150 ปี แต่ในช่วงเวลาดังกล่าวนั้น พวกคาลวินิสต์กลุ่มพริดิแคนต์ ( ) แต่ในช่วงนั้น หากคาลวินิสต์กลุ่มพริดิแคนต์ ( ) ไม่เคยได้รับความสำเร็จในการเผยแพร่ศาสนาในระดับที่เท่าเทียมกับการเผยแพร่ศาสนาของบาทหลวงนิกายโรมันคาธอลิกเลย เมื่อใดก็ตามที่ชุมชนของชาวยูเรเซียนในปัตตาเวีย มะละกาโคโรมันเดล ( ) ศรีลังกาและมะละบาร์มีโอกาส พวกเขาก็มักจะเสี่ยงอันตรายด้วยการออกไปให้พ้นจากสายตาของนักเทศน์แห่งนิกายโปรเตสแตนท์ ( ) เพื่อประกอบพิธีมิสซา ( ) หรือนำเด็กเขาพิธีรับศีลล้างบาป ( ) หรือประกอบพิธีรับศีลสมรส ( ) โดยมีบาทหลวงแห่งนิกายโรมันคาธอลิกที่ปลอมตัว จาริกเข้าไปเป็นผู้ประกอบพิธีให้1. พวกคาลวินิสต์ซึ่งแปลงศาสนามาจากนิกายโรมันคาธอลิกโดยการกระทำของดัทช์ แทบจะไม่ทิ้งร่องรอยทางวัฒนธรรมให้หลงเหลือมาจนถึงปัจจุบันเลย ในขณะที่ชุมชนคาธอลิกซึ่งก่อตัวขึ้นจากการปลูกฝังของโปรตุเกส ยังคงปรากฏร่องรอยให้เห็นอย่างชัดเจนในดินแดนหลายแห่งข้าพเจ้าได้กล่าวไปในตอนต้นแล้วว่า จักรวรรดิอาณานิคมโปรตุเกส ( ) เป็นองค์การทางเศรษฐกิจและองค์การที่ตั้งอยู่บนดินแดนริมทะเล ( ) ซึ่งก่อตัวขึ้นจาก พื้นฐานทางการทหารและทางด้านศาสนา โดยมีองค์ประกอบต่าง ๆ ที่เกี่ยวพันกันเป็นลูกโซ่อย่างไม่จบสิ้นและบ่อยครั้งทีเดียวที่องค์ประกอบเหล่านี้มีความขัดแย้งกัน เช่น ไม้กางเขนกับดาบ พระเจ้ากับทรัพย์ศฤงคาร และการเผยแพร่ศาสนากับเครื่องเทศ (ที่บราซิลคือการเผยแพร่ศาสนากับน้ำตาล) ดิโอโก โด กูโต ( ) นายทหารนักบันทึกจดหมายเหตุชาวโปรตุเกสผู้เคยใช้ชีวิตในอินเดีย ได้กล่าวถึงปรากฏการณ์ข้างต้นเมื่อ ค.ศ. 1612 ว่า :เหนือดินแดนอาณานิคมของโปรตุเกสในย่านตะวันออก กษัตริย์โปรตุเกสมักใช้ความพยายาม ในการรวมอำนาจทางศาสนจักรและอำนาจทางอาณาจักรเข้าด้วยกันเสมอและในทางปฏิบัตินั้น อำนาจทั้งสองขั้วไม่เคยถูกแยกออกจากกันเลยนโยบายในการรวมอำนาจทางศาสนาจักรและอาณาจักร ( ) แสดงให้เห็นอย่างเด่นชัดในทางปฏิบัติ เช่น กษัตริย์โปรตุเกสทรงให้ความอุปถัมภ์แก่ศาสนจักร ( หรือ ) อย่างยาวนานและรุนแรง ในการต่อสู้กับพวกมุสลิม พวกนอกศาสนา ( ) และพวก อนารยชน ( ) อื่น ๆ รวมทั้งทรงสนับสนุนการต่อสู้กับมิสชันนารีของนิกายโรมันคาธอลิกชาติอื่นที่เป็นศัตรูกับโปรตุเกสด้วยความอุปภัมภ์ทางศาสนา ในการก่อตั้งมิสซังคาธอลิกและศาลทางศาสนา ( ) ของโปรตุเกสในดินแดนส่วนใหญ่ของอาฟริกา เอเชียและบราซิลนั้น ถูกกำหนดให้รวมอยู่ภายใต้สิทธิและอำนาจของกษัตริย์โปรตุเกสที่ทรงปฏิบัติสืบทอดกันมา ในความเป็นจริงแล้วการให้ความอุปถัมภ์ทางศาสนาในดินแดนที่ไม่ใช่ยุโรปโดยกษัตริย์โปรตุเกส จะมีขึ้นเมื่อได้รับสิทธิพิเศษจากพระสันตปาปาแล้วเท่านั้น เช่นเดียวกับการให้ความอุปถัมภ์ทางศาสนาของกษัตริย์แห่งสเปน ( ) ในดินแดนแถบสแปนิชอเมริกา ( ) และฟิลิปปินส์นั่นเอง อย่างไรก็ตาม ในสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยาการ ( ) นั้น ปัญหาทางการเมือง การต่อตัวของนิกายโปรตุเสตแตนท์และปัญหาอิตาลีถูกเตอรกีรุกราน ทำให้พระสันตปาปาไมมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเผยแพร่ศาสนา ในดินแดนที่โปรตุเกสกับสเปนเป็นผู้ค้นพบ พระสันตปาปาจึงมิได้ทรงตระหนักถึงภยันตรายอันเกิดขึ้นจากการอนุญาตให้กษัตริย์โปรตุเกสและกษัตริย์สเปน ( ) ดำเนินการอุดหนุนทุนทรัพย์ในการตั้งโรงสวด ( ) ทะนุบำรุงการปกครองคณะสงฆ์ และส่งบาทหลวงไปเผยแพร่ศาสนาแก่อนารยชนได้ เพื่อแลกเปลี่ยนกับการที่พระสันตปาปาจะทรงได้รับสิทธิพิเศษเพิ่มขึ้น ในการแต่งตั้งบิชอป ไปแทนตำแหน่งที่ว่างในแขวงการปกครอง ( ) ของบิชอปทุกแห่ง รวมทั้งการที่พระสันตปาปาจะทรงได้รับสิทธิพิเศษในการเก็บอากรแบบหนึ่งซักสิบ ( ) และสามารถดำเนินการจัดเก็บภาษีศาสนา ( ) ได้เพิ่มขึ้นอีกด้วย สำหรับในกรณีของโปรตุเกสนั้น กษัตริย์โปรตุเกสทรงได้รับสิทธิพิเศษทางศาสนาดังกล่าวข้างต้นในฐานะผู้บริหาร ผู้ปกครองและประมุขแห่งคริสจักร ( ) ของโปรตุเกส มิใช่ทรงได้รับในฐานะของกษัตริย์โปรตุเกส ลักษณะที่กษัตริย์โปรตุเกสทรงเป็นประมุขแห่งศาสนจักรโปรตุเกสเช่นนี้ เป็นคณะสงฆ์แบบลัทธิทหาร ( ) ซึ่งกษัตริย์ดอม ดินิส ( ) ทรงก่อตั้งเมื่อ ค.ศ. 1319 แทนคณะสงฆ์แห่งเทมปลารส์ ( ) ที่ถูกกำจัดไปก่อนหน้านั้นไม่นานนัก ต่อมาใน ค.ศ. 1551 เมื่อกษัตริย์โปรตุเกสทรงรวมคณะสงฆ์แบบลัทธิทหารไว้ภายใต้อำนาจแล้ว กษัตริย์โปรตุเกสทรงมอบอำนาจบังคับบัญชาสูงสุดของมิสซังคาธอลิกในอาณานิคมทุกแห่ง ให้แก่พระสันตปาปาแห่งคริสต์ศตวรรษที่ 161.เมื่อสถานการณ์ต่าง ๆ ในคริสต์วรรษที่ 17 เปลี่ยนแปลงไป พระสันตปาปาทรงพบว่า สิทธิพิเศษอันไร้ขอบเขตซึ่งกษัตริย์โปรตุเกสและกษัตริย์สเปนทรงได้รับจากพระสันตปาปาเมื่อสองร้อยปีที่แล้วนั้น ได้บานปลายออกไปเป็นสิทธิในการอุปภัมภ์ศาสนาของกษัตริย์ ที่ก่อให้เกิดความยุ่งยากและก่อให้เกิดการบ่อนทำลายอำนาจของพระสันตปาปาเป็นอย่างยิ่ง พระสันตปาปาแทบจะไม่มีอำนาจเหมือนอาณานิคมของสเปนในอเมริกาเลย และสิทธิของกษัตริย์สเปนในการอุปถัมภ์ศาสนายังคงอยู่อย่างสมบูรณ์ จนกระทั่งอาณานิคมของสเปนในอเมริกาประกาศเอกราชในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 แต่สำหรับโปรตุเกสนั้น เมื่อถูกดัทช์และอังกฤษทำลายอำนาจที่มีอยู่เหนือน่านน้ำในแถบเอเชียและอาฟริกาได้สำเร็จ ก็มีสถานภาพทางการเมืองอ่อนแอกว่าสเปนมาก พระสันตปาปาจึงสามารถลดเงื่อนไขและยกเลิกสิทธิพิเศษในการอุปถัมภ์ศาสนาของกษัตริย์โปรตุเกสในเอเชียและอาฟริกาได้ตลอดคริสต์ศตวรรษที่ 17 – 18 การเพิ่มอำนาจของพระสันตะปาปาในระยะแรก ดำเนินการโดยสภาพระราชาคณะแห่งกระทรวงเผยแพร่ศาสนา ( ) ซึ่งตั้งขึ้นที่กรุงโรมเมื่อ ค.ศ. 1622 ระยะต่อมาดำเนินการโดยได้รับความช่วยเหลือจากคณะสงฆ์แห่งฝรั่งเศสและมิสซังคาธอลิกอิตาเลียนแห่งเอเชียและอาฟริกา ส่วนในบราซิลนั้น อำนาจของโปรตุเกสมีความมั่นคงพอ ๆ กับอำนาจของสเปนในละตินอเมริกา ทำให้พระสันตปาปาจำต้องยอมรับสิทธิพิเศษในการอุปภัมภ์ทางศาสนา ( ) ของกษัตริย์โปรตุเกสจนกระทั่งบราซิลได้รับเอกราชไปในที่สุด พระสันตปาปาหลายต่อหลายพระองค์ต่างก็ไม่ทรงพอพระทัยต่อการที่โปรตุเกสได้รับสิทธิพิเศษในการอุปถัมภ์ทางศาสนา แต่กษัตริย์โปรตุเกสก็ได้ต่อสู้อย่างเต็มที่ เพื่อพิทักษ์สิทธิอันชอบธรรมแห่ง ( ) ที่ทรงได้รับสืบทอดมานานกว่าสามร้อยปี การป้องกันสิทธิดังกล่าวของโปรตุเกส ทำให้เกิดปฏิกิริยาต่าง ๆ ขึ้นในอินเดีย อินโดจีน จีนและดินแดนอื่น ๆ อีกหลายแห่ง ซึ่งไม่อาจนำมาอธิบายโดยสังเขปที่นี้ได้ แต่อาจจะกล่าวได้ว่า สิทธิพิเศษของกษัตริย์โปรตุเกสในการอุปถัมภ์ทางศาสนาที่อินเดีย (ในพื้นที่นอกเขตอาณานิคมของโปรตุเกส) เพิ่งจะยกเลิกไปเมื่อไม่กี่ปีมานี้เอง หลังจากถูกกดดันทางการทูตจากรัฐบาลนายเนห์รู ( )1.คณะเจซูอิต คือสถาบันทางศาสนาที่เป็นหัวหอกในการเผยแพร่ศาสนา และได้รับการอุปถัมภ์จากกษัตริย์โปรตุเกสเป็นอันดับแรก คณะเจซูอิต ( )ได้ดำเนินการเผยแพร่ศาสนาในอาณานิคมของโปรตุเกสหลังจากการประกาศตั้งคณะเมื่อ ค.ศ. 1540 ได้ไม่นานนัก ต่อมาการดำเนินการดังกล่าวของคณะเจซูอิตได้ถูกยับยั้งลงเมื่อ ค.ศ. 1760 โดยคำสั่งของปอมบาล ( ) ในช่วงเวลาเกือบสองร้อยปี (หลัง ค.ศ. 1540 – 1760 : ผู้แปล) นี้ บาทหลวงคณะเจซูอิตได้ชื่อว่าเป็นแนวหน้าในการเผยแพร่ศาสนาตั้งแต่บราซิลจนถึงญี่ปุ่น ที่มีความเสียสละยิ่งกว่าบาทหลวงคณะอื่น ๆ คณะเจซูอิตได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้ให้การศึกษาแก่เยาวชนในอาณานิคมของโปรตุเกสที่ดีที่สุดและสถานศึกษาของคณะเจซูอิตได้กลายเป็นศูนย์สำคัญทางวัฒนธรรม ของดินแดนต่าง ๆ ที่ใช้ภาษาโปรตุเกสเป็นภาษาพูด บาทหลวงคณะเจซูอิตเป็นทั้งครูและผู้เผยแพร่ศาสนาที่มีมาตรฐานทางความรู้ สูงกว่าบาทหลวงคณะเมนดิเกนต์ ( หรือที่เรียกกันว่าคณะโดมินิกัน ) คณะฟรานซิสกัน ( ) คณะออกุสติเนียน ( ) และคณะคาร์เมลิตส์ ( ) ซึ่งล้วนแต่มีมิตรภาพอันดีต่อกันทั้งสิ้น ยิ่งบาทหลวงคณะเจซูอิตเป็นครูที่ดีที่สุด และได้รับความเคารพจากชนชั้นผู้ดีชาวโปรตุเกส ( ) ในแผ่นดินแม่มากที่สุดเพียงใด และยิ่งได้รับเกียรติเป็นผู้ฟังการสารภาพบาปของกษัตริย์โปรตุเกสบ่อยครั้งเท่าใด บารมี อำนาจ และอิทธิพลของบาทหลวงคณะเจซูอิตก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นไปด้วย “ ผู้สำเร็จราชการเดินทางมาปกครองแล้วก็กลับไป แต่บาทหลวงคณะเจซูอิตยังคงอยู่กับเรา” ความรู้สึกดังกล่าวคือสิ่งที่พลเมืองชาวกัว ( ) แสดงออกมาอย่างลึกซึ้งต่อบาทหลวงคณะเจซูอิตบาทหลวงคณะเจซูอิตจำเป็นต้องรับจ้างเป็นผู้คำนวณรายรับ – รายจ่ายทางการค้า เพื่อให้การเผยแพร่ศาสนาดำเนินต่อไปได้ เช่นเดียวกับบรรดานักบวช ( )และบาทหลวง ( ) คณะอื่น ๆ ที่ทำงานอยู่ในอาฟริกาตะวันออก อันเป็นดินแดนซึ่งบาทหลวงคณะต่าง ๆ ได้รับค่าตอบแทนในการดำรงชีพเป็นสินค้าและเครื่องใช้ อาทิผ้าฝ้ายและสิ่งของที่ไม่ใช่เงินตรา นอกจากนี้คณะเจซูอิตยังเป็นเจ้าของที่ดินผืนใหญ่ในดินแดนหลายแห่ง เช่น ไร่น้ำตาลและทุ่งปศุสัตว์ในบราซิลแหล่งเพาะปลูกในอังโกลา และหมู่บ้านสวนปาล์มในอินเดีย ความมั่งคั่งที่คณะเจซูอิตได้รับจากการเป็นเจ้าของที่ดิน และการเป็นเจ้าของผลประโยชน์ในวงการค้าหลาย ๆ แห่งเป็นประเด็นสำคัญที่ทำให้คณะเจซูอิตถูกตำหนิติเตียนอย่างมุ่งร้ายและถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรง โดยบางโอกาสและบางสถานที่ก็มีการขุดคุ้ยหามูลฝอยมาสนับสนุนได้อย่างน่าเชื่อถือ ดังเช่น ระหว่าง ค.ศ. 1659 – ค.ศ. 1662 มีการกล่าวหาบาทหลวงคณะเจซูอิตในอังโกลา ซึ่งแม้แต่บาทหลวงคณะอื่น ๆ ในอังโกลาก็ไม่อาจรอดพ้นจากการถูกกล่าวหา ด้วยข้อหาคล้าย ๆ กันได้ ต่อมาในคริสต์ศตวรรษที่ 18 บาทหลวงคณะโดมินิกันแห่งแซมเบเซียก็ถูกกล่าวหาด้วยเช่นกัน แต่ผู้ที่กล่าวถึงเรื่องราวต่าง ๆ ได้อย่างถูกต้องที่สุด คือชาวโปรเตสแตนท์ชื่อ ปีเตอร์ มุนดี ( ) หลังจากที่ได้เฝ้าดูบทบาทของบาทหลวงคณะเจซูอิต ในการเผยแพร่ศาสนาและทำงานทางด้านการศึกษาในเอเชีย ปีเตอร์ มุนดี ( ) ได้ประกาศเมื่อ ค.ศ. 1638 ว่า “หากจะกล่าวตามข้อเท็จจริงแล้วละก็บาทหลวงคณะเจซูอิตเป็นผู้ที่ประหยัดทั้งเงินทุนและแรงงาน ขยันหมั่นเพียรแต่ไม่หักโหม เพื่อให้บรรลุถึงวัตถุประสงค์ของการทำงาน” เพื่อการสรรเสริญพระบารมีของพระเจ้า หรืออีกนัยหนึ่ง คือ บาทหลวงแห่งคณะเจซูอิตไม่เพียงแต่จะสามารถทำงานได้ดีเท่านั้น หากแต่ยังสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย1.สาเหตุสำคัญอีกประการหนึ่ง เกี่ยวกับการทำงานของบาทหลวงคณะเจซูอิตที่ทำให้ถูกต่อต้านอย่างรุนแรง คือการต่อสู้เพื่อเสรีภาพของชาวอเมรินเดียนในบราซิล คณะเจซูอิตเป็นนักบวชคณะเดียวในบราซิลที่สนับสนุนให้ชาวอเมริเดียนต่อต้านชาวผิวขาว ซึ่งพยายามแสวงหาผลประโยชน์จากชาวอเมริเดียน และต้องการจับชาวอเมรินเดียนไปเป็นทาส ยกเว้นในบางโอกาสและสถานที่จึงจะมีบาทหลวงคณะคาปูชิน ( ) ร่วมยืนหยัดในอุดมคติเดียวกัน บาทหลวงผู้มีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่งของคณะเจซูอิต ชื่อบาทหลวงอันโตนิโย วิเยียรา ( ) ผู้มีชีวิตอย่างสมบุกสมบันในคริสต์วรรษที่ 17 ได้บันทึกไว้ว่า ความผิดของชาวโปรตุเกสที่กระทำต่อชาวอเมริเดียน เป็นผลให้ชาวอเมริเดียนมากกว่าสองล้านคน ในแถบลุ่มแม่น้ำอเมซอนเพียงแห่งเดียวต้องเสียชีวิตไปในช่วงเวลาสี่สิบปีแห่งการยึดครองของโปรตุเกส เรื่องราวที่บาทหลวง อันโตนิโย วิเยียราบันทึกไว้ มีลักษณะคล้ายกับเรื่องราวที่ปรากฏอยู่ในงานเขียนของบาทหลวง บาร์โธเลเม เดอ ลาส์ คาซัส ( ) ชาวสเปนแห่งคณะโดมินิกัน เมื่อคริสต์ศตวรรษที่ 16 อย่างไรก็ตาม สิ่งที่แตกต่างจากงานเขียนของบาทหลวง เดอ ลาส์ คาซัส คือ บาทหลวงวิเยียราและบาทหลวงชาวโปรตุเกสคนอื่น ๆ ส่วนใหญ่มักจะมองข้ามความผิดอันเกิดจากการจับชาวนิโกรไปเป็นทาส ในขณะที่มองว่าการจับชาวอเมรินเดียนไปเป็นทางเป็นสิ่งที่จะต้องต่อต้าน แต่กระนั้นบาทหลวงเหล่านี้ก็ได้คัดค้านอย่างตรงไปตรงมาต่อการกระทำอันโหดร้ายทารุณ ที่ชาวอาฟริกันได้รับจากการถูกบังคับให้ทำงานในไร่น้ำตาลที่บราซิล อันเป็นดินแดนซึ่งทางแต่ละคนจะมีชีวิตรอดอยู่ได้โดยเฉลี่ยคนละ 3 ปี เท่านั้นกษัตริย์โปรตุเกสทรงพิจารณาปัญหาความขัดแย้งเรื่องอิสรภาพของชาวอเมริเดียน ระหว่างบาทหลวงคณะเจซูอิตกับชาวผิวขาวที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ในอาณานิคมอย่างค่อนข้างลังเลพระทัย แม้ว่าในสภาวะเช่นนั้นกษัตริย์โปรตุเกสจะทรงเข้าข้างบาทหลวงคณะเจซูอิตก็ตาม กฎหมายซึ่งถูกร่างขึ้นมาอย่างต่อเนื่องที่กรุงลิสบอน เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาวอเมรินเดียน มีลักษณะที่ค่อนข้างจะประนีประนอม ทำให้ทั้งสองฝ่ายเกิดความไม่พอใจและเกิดความขัดแย้งกันในระหว่างการพิจารณา แต่ท่าทีของคณะเจซูอิต โดยเฉพาะอิทธิพลของบาทหลวงอันโตนิโย วิเยียรา ผู้เคยเป็นที่ปรึกษาระดับสูงของกษัตริย์โปรตุเกส ได้ช่วยให้บรรดาบาทหลวงของชาวอินเดียนแห่งบราซิล ( ) ในอาณานิคมของสเปนแถบอเมริกา ( ) รอดพ้นจากความเดือนร้อนได้บ้าง ข้อกล่าวหาของคณะเจซูอิตต่อการแสดงความโหดร้ายทารุณกับทาสชาวอาฟริกัน ปรากฏให้เห็นจากงานเขียนสองชิ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 18 จากการตีพิมพ์ของบาทหลวงคณะเจซูอิต งานทั้งสองเล่มประกอบด้วยเรื่องราวของทาสชาวนิโกรทั้งหมด1. คำกล่าวหาของคณะเจซูอิตซึ่งเข้าข้างชนชาติที่ถูกกดขี่นี้ ไม่มีผลโน้มน้าวจิตใจได้ดีเท่ากับงานเขียนของบาทหลวงคณะเจซูอิตชาวสแปนิช – อเมริกันชื่อ บาทหลวงอลองโซ เดอ ซัลโดวาล ( ) งานเขียนของเขา “......... ” ตีพิมพ์ที่เซวิลล์ ( ) เมื่อ ค.ศ. 1627 คาดหมายเหตุการณ์ล่วงหน้าหลายเรื่องเกี่ยวกับการโต้แย้งของพวกที่นิยมการเลิกทาสชาวแองโกลแซกซอน ( )ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อแห่งความล่อแหลมในคริสต์ศตวรรษที่ 17 เป็นที่บ่งชี้ให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงใหญ่ ๆ หลายอย่างที่มีฐานะของจักรวรรดิโปรตุเกส ปัจจัยสำคัญที่สุดต่อการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนี้ คือความเสื่อมโทรมและการลดจำนวนอาณานิคมโปรตุเกสในตะวันออก การเพิ่มความสำคัญของบราซิลและอังโกลา ความสูญเสียจากการปราชัยซึ่งโปรตุเกสได้รับ ระหว่างการรบกับดัทช์ในเอเชียนานถึงหกสิบปี เป็นสิ่งที่เร่งเร้าให้ศัตรูของโปรตุเกสชาติอื่น ๆ โจมตีอาณานิคมที่กำลังอ่อนแอของโปรตุเกสในแถบตะวันออก เมื่อสิ้นสุดคริสต์ศตวรรษที่ 17 ชาวอาหรับแห่งโอมาน ( ) ประสบความสำเร็จในการพัฒนาอำนาจทางทะเลขึ้นมา จึงไม่เพียงแต่จะรบกวนโปรตุเกสในอ่าวเปอร์เซียและดินแดนชายฝั่งทะเลทางทิศตะวันตกของอินเดียเท่านั้น หากแต่ยังช่วงชิงเอามอมบาซา ( ) ไปจากโปรตุเกส และคุกคามโมแซมบิกของโปรตุเกสอีกด้วย ความพยายามของโปรตุเกสในการปราบปรามการลุกฮือของชาวโอมานี ( ) ต้องประสบกับอุปสรรคจากการขยายอำนาจของแคว้นมาระตะ ( ) ในอินเดีย ซึ่งขยายตัวเข้ามาใกล้เมืองกัวมากจนทำให้โปรตุเกสวิตกกังวล สงครามอันยาวนานและผลพวงจากความเสื่อมโทรมทางเศรษฐกิจ เป็นเครื่องแสดงว่า มิได้เหนี่ยวรั้งความดึงดูดใจของโปรตุเกสอีกต่อไป ดังเช่นเมื่อครั้งหนึ่งนั้น เคยมีความสำคัญเทียบเท่ากับกรุงลิสบอนเลยทีเดียวต้นปี ค.ศ. 1645 ชาวโปรตุเกสผู้หนึ่ง ซึ่งรู้จักบราซิลอย่างดีได้บันทึกไว้ว่า ไม่มีภูมิภาคใดในโปรตุเกส ( ) ที่อุดมสมบูรณ์ อยู่ใกล้อำนาจทางการเมือง มีทาสดีและมีที่อยู่อาศัยที่ปลอดภัยยิ่งกว่าบราซิล ชาวโปรตุเกสที่ตกทุกข์ได้ยากในมาตุภูมิ จึงควรจะเดินทางไปยังบราซิล 1.ข้อความในบันทึกข้างต้นเขียนขึ้นก่อนที่ดินแดนเกือบครึ่งหนึ่งของบราซิล จะตกอยู่ภายใต้การยึดครองของดัทช์ อีกสิบปีต่อมาหลังจากการขับไล่ผู้รุกรานนอกรีต (ชาวดัทช์ : ผู้แปล) และ หลังจากการฟื้นตัวของตลาดน้ำตาลแล้ว การอพยพออกจากโปรตุเกสยังคงเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อย ๆ ครั้นในช่วงทศวรรษ ค.ศ. 1680 ปรากฏว่ามีชาวโปรตุเกสอพยพออกจากมาตุภูมิไปยังบราซิลประมาณ 2,000 คน ผู้อพยพส่วนใหญ่เดินทางไปบราซิลด้วยความสมัครใจ ตรงกันข้ามกับกองเรือโปรตุเกสที่เดินทางไปยังอินเดียในช่วงนั้น ซึ่งบรรทุกแต่พวกที่ถูกเนรเทศ ( ) นักโทษ ( ) และคนเดนคุก ( ) ที่ถูกเกณฑ์เป็นทหาร ดังนั้นในแต่ละปีจึงไม่บ่อยนักที่จะมีผู้เดินทางไปยังอินเดียเกินกว่า 1,000 คน ผู้หญิงผิวขาวที่อพยพไปยังบราซิลมีจำนวนไม่มากนัก แต่การเดินทางช่วงสั้น ๆ และง่าย ๆ เช่นนี้ ทำให้จำนวนของผู้หญิงที่เดินทางไปบราซิลมีมากกว่าผู้หญิงที่ลงเรือเดินทางไปยังอินเดีย ซึ่งจะต้องใช้ระยะเวลาในการเดินทางที่ยาวนานและเต็มไปด้วยภยันตรายเป็นอย่างยิ่งกษัตริย์ฟรังซัวร์ที่ 1 ( ) แห่งฝรั่งเศส ได้ทรงขนามพระนามแห่งกษัตริย์มานูเอลที่ 1 ( ) อย่างดูถูกเหยียดหยามว่า “ .........หรือ (กษัตริย์ผู้ค้าของชำ อีกหนึ่งร้อยห้าสิบปีต่อมาพระนามนี้ก็ไม่อาจนำมาใช้ได้อีกต่อไปกับกษัตริย์ดอม โจอาวที่ 4 ( ) ผู้ทรงได้รับพระนามว่า “ .......” กษัตริย์ดอม โจอาวที่ 4 ยังทรงตั้งชื่อให้แก่บราซิลด้วยพระองค์เองว่า บราซิลคือ “ ........หรือ (วัวนม) ส่วนพระองค์ บราซิลเป็นแหล่งน้ำตาล ยาสูบ ไม้ฝาง ( )1. และผลิตผลอื่น ๆ จากพืชเมืองร้อน ซึ่งล้วนแต่เป็นปัจจัยที่ทำให้โปรตุเกสสามารถสนับสนุนกองทัพในการป้องกันชายแดนให้พ้นจากการรุกรานของสเปน และเป็นปัจจัยที่ทำให้โปรตุเกสได้รับการสนับสนุนจากฝรั่งเศสและอังกฤษ

4.Four Centuries of Portuguese Expansion,1415-1825: a Succint Survey by C.R. Boxer,

บทที่4 คริสต์ศตวรรษที่18 ยุคทองของบราซิล

by C.R. Boxer (แปลโดย พิทยะ ศรีวัฒนสาร / ร่างรอขัดเกลาสำนวน อ้างอิง แก้ไขเทคนิคการนำเสนอ ภาพประกอบและกำกับภาษาต่างประเทศ)
ในช่วงทศวรรษ1530นั้น การตั้งอาณานิคมที่บราซิลเริ่มประสบกับความยุ่งยาก เนื่องจากถูกจำกัดพื้นที่ให้มีรูปร่างแคบเพรียวลงเป็นช่วง ๆ ตามแนวชายฝั่งทะเล สถานที่ซึ่งอาจเป็นที่ตั้งหลักแหล่งได้อย่างเพียงพอนั้น มีไม่กี่แห่ง ข้อจำกัดประการหนึ่งในการตั้งถิ่นฐาน คือ จะขยายหลักแหล่งออกไปบนผืนแผ่นดินใหญ่ได้ไม่เกิน 50 ไมล์ ในบราซิล น้ำตาล คือ สินค้าออกสำคัญ รองลงมา คือ ยาสูบซึ่งโดดเด่นถัดมา ในระยะหลังโรงงานน้ำตาลมักจะตั้งอยู่บนพื้นที่ซึ่งจะสามารถเดินทางไปยังท่าเรือได้ง่าย ศูนย์กลางสำคัญในการผลิตน้ำตาลของบราซิลมี 3 แห่ง คือ เปอร์นัมบูโก( ) ทางทิศเหนือ บาเฮีย( )ตอนกลาง และริโอ เดอ จาเนโร( ) อยู่ทางทิศใต้ ทั้งสามเมืองเป็นศูนย์กลางสำคัญทางด้านประชากร กล่าวคือ แรงงานทาสในไร่อ้อยกับทาสผู้รับใช้ในบ้านส่วนใหญ่จะถูกนำมาจากแอฟริกาตะวันตก แหล่งทาสสำคัญในระยะแรกอยูแถบกินี เมื่อโปรตุเกสตั้งเมืองลวนดา( ) เป็นเมืองท่าการค้าในค.ศ.1575 ทาสก็ถูกนำมาจากอังโกลาและเบงกูเอลลามากขึ้น บางครั้งผู้ตั้งถิ่นฐานในบราซิลก็จับชาวอเมรินเดียนไปเป็นทาสด้วย เมื่อเปรียบเทียบกันแล้วจะเห็นว่าขณะที่ชนเผ่าอะบอริจินีส( )ยังคงมีวิถีชีวิตอยู่ในวัฒนธรรมยุคหิน แต่พวกเขาก็มิได้พิสูจน์ให้เห็นว่า มีประโยชน์มากกว่าหรือมีภูมิต้านทานสูงเท่าพวกนิโกร

การด้นดั้นสู่ดินแดนซึ่งอยู่ลึกเข้าไปจากชายฝั่งทะเลระยะแรก เริ่มขึ้นบริเวณตอนใต้สุดอันเป็นที่ซึ่งกลุ่มชนแห่งที่ราบสูงเซา เปาโล( ) ดำรงชีวิตอยู่ด้วยความยากจนข้นแค้นเกินกว่าจะสามารถซื้อทาสผิวดำมาไว้ใช้งานได้ พวกเขาจึงจู่โจมเข้าไปใน (ดินแดนซึ่งอยู่ลึกเข้าไปห่างจากชายฝั่งทะเล) เพื่อค้นหาชาวอเมรินเดียนและจับชาวอเมรินเดียนเหล่านั้นไปเป็นทาสภายในฟาร์มและที่พักของตน พวกเขาดั้นด้นเข้าไปตั้งแต่แถบคอร์ดิลเลอรา ( ) ในเทือกเขาแอน ( ) ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออก จนถึงลุ่มแม่น้ำอะเมซอนซึ่งอยู่ทางตอนเหนือ แต่การรุกเข้าไปในดินแดนเหล่านี้ มีเป้าหมายเพื่อการโจมตีค้นหาทาสซึ่งทิ้งถิ่นฐานจากไปเมื่อพวกเขาเดินทางเข้าไปถึงเท่าชาวปอลลิสตาส์ ( ) พลเมืองแห่งที่ราบสูงเซา เปาโลเป็นกลุ่มชนที่มีเปอร์เซนต์เลือดอเมรินเดียนสูงมาก พวกเขามักจะใช้ภาษาตูปี ( )ภายในกลุ่มของตนมากกว่าจะใช้ภาษาโปรตุเกส ชาวปอลลิสตาลยอมรับหรือปรับปรุงประเพณีและวิถีการดำเนินชีวิตแบบพื้นเมืองของตนหลายอย่าง ด้วยการผสมผสานกันอย่างเป็นอิสระ คล้าย ๆ กับกรณีของพวกเมติส( ) 1 ซึ่งเป็นชาวแคนาเดียนเชื้อสายฝรั่งเศส( )ในคริสต์ศตวรรษที่14

ในระยะครึ่งหลังคริสต์ศตวรรษที่ 17 เมื่อสงครามกับดัทช์สิ้นสุดลงไปแล้วเหตุการณ์รุนแรงต่าง ๆ ก็แทบจะไม่เกิดขึ้นเลย แต่ผลประโยชน์ในบราซิลมีมากเพียงใด คนเลี้ยงวัว( หรือ หรือ ) ก็ยิ่งอพยพเข้าไปตั้งถิ่นฐานมากขึ้นเท่านั้นคนเหล่านี้เดินทางไปเพื่อแสวงหาทุ่งหญ้าสำหรับเลี้ยงฝูงวัว พวกเขาส่วนใหญ่เป็นคนครึ่งชาติ ( ) ที่ถูกว่าจ้างโดยเจ้าของที่ดินรายใหญ่ ๆ พวกเขาอพยพไปทางทิศตะวันตกของบาเฮียและเปอร์บูโก และมุ่งหน้าเขาสู่ดินแดนตอนในของภาคตะวันออกเฉียงเหนือและดินแดนในแถบลุ่มแม่น้ำเชา ฟรานซิสโก( ) ซึ่งอยู่ในภาคกลางของบราซิล ในกรณีนี้ การอพยพเข้าไปตั้งถิ่นฐานของพวกเขาเกิดขึ้นพร้อม ๆ กับการยึดครองบราซิล อย่างไรก็ตาม ผู้คนที่อาศัยอยู่ในบริเวณทุ่งหญ้าดังกล่าวมีน้อยมาก การดำรงชีวิตจึงกระจัดกระจายอยู่ภายในเขตทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์เท่านั้น

(เริ่มพิสูจน์อักษรต่อ)ในช่วง 25 ปี สุดท้ายของคริสต์ศตวรรษที่ 17 นั้น โปรตุเกสมีสินค้าออกสำคัญคือ น้ำตาล ยาสูบ ไวน์ ผลไม้ และเกลือ สินค้าเหล่านี้เป็นปัจจัยที่โปรตุเกสใช้ในการนำเข้าสินค้าจำพวกพืชพันธ์ธัญญาหารและสินค้าหัตถกรรม สินค้าขาออกของโปรตุเกสมีมูลค่าต่ำกว่าอัตราของสินค้าขาเข้า จึงก่อให้เกิดปัญหาการขาดดุลย์ทางการค้า โธมัส เมนาร์ด( ) กงศุลผู้เชี่ยวชาญชาวอังกฤษ ณ ลิสบอน ได้รายงานไว้เมื่อ ค.ศ.1671 ว่า :“น้ำตาลทั้งหมดของโปรตุเกสที่ถูกนำเข้ามาในปีนี้ พร้อมด้วยสินค้าจำพวกพืชผลทางการเกษตรอื่น ๆ ซึ่งโปรตุเกสพยายามจะส่งเป็นสินค้าออกนั้นมีมูลค่าไม่ถึงครึ่งหนึ่งของสินค้าเข้าจึงมีแนวโน้มว่าเงินตราของโปรตุเกสกำลังจะหมดไปในไม่ช้านี้ ”

สำหรับอีกฟากหนึ่งของมหาสมุทรแอตแลนติกนั้นก็มีสภาวการณ์แห่งความมืดมนทางเศรษฐกิจไม่แพ้กัน บาทหลวงอันโตนิโย วิเยรา( ) แห่งคณะเจซูอิต ได้บันทึกสถานการณ์ต่าง ๆ ที่บาเฮีย( ) เมื่อ ค.ศ.1689 ว่า :“ภายในระยะเวลาสั้น ๆ นี้ เราจะหวนกลับไปอยู่ในสภาพของการเป็นชนเผ่าอินเดียน( ) และกลายไปเป็นชาวบราซิลเลียน( ) แทนที่จะเป็นชาวโปรตุเกส ”

สถานการณ์ต่าง ๆ อาจจะไม่เลวร้ายไปเสียทุกอย่างดัง เช่น การคาดหมายของนักสังเกตุการณ์ชาวต่างชาติและชาวโปรตุเกส เพราะไม่ว่าจะเนื่องด้วยเหตุผลใด ๆ และแม้พวกเขาจะอยู่ในสภาพอันเลวร้ายสักปานใด แต่สถานการณ์ก็ได้คลี่คลายไปในทางที่ดีจากองค์ประกอบสองประการคือ การเกิดสงครามวิลเลียม( ) ระหว่างอังกฤษกับฝรั่งเศส และ(อุบัติการณ์ใหญ่ซึ่งบังเอิญเกิดขึ้นอย่างไม่คาดฝัน) และการค้นพบทองคำในบราซิล สงครามวิลเลียมทำให้การส่งเหล้าไวน์ของฝรั่งเศสไปยังประเทศอังกฤษต้องถูกสั่งห้าม หรือมิฉะนั้นก็ถูกเก็บภาษีขาเข้าในอัตราที่สูงมาก ส่งผลให้ปริมาณการบริโภคไวน์ของโปรตุเกสในตลาดอังกฤษถีบตัวสูงขึ้นเป็นเงาตามตัวปรากฏการณ์ดังกล่าวทำให้ปัญหาการขาดดุลย์ทางการค้าของโปรตุเกสได้รับการแก้ไขด้วยดี และนอกจากนี้ สิ่งที่ส่งผลให้สภาวการณ์ทางเศรษฐกิจของโปรตุเกสมีความมั่นคงยิ่งขึ้นก็คือ สัญญาทางการค้าสำคัญฉบับหนึ่งชื่อ “The Treaty of Methieu” เมื่อ ค.ศ.1703 และสำหรับทองคำที่บราซิลนั้น ปรากฏว่าถูกค้นพบครั้งแรกเป็นจำนวนมากเมื่อกลางทศวรรษ 1690 โดยกลุ่มนักแสวงโชคจากโปลิสตา( ) พวกเขาเหล่านี้ได้บากบั่นเข้าไปในป่าซึ่งดินแดนดังกล่าวนี้ ปัจจุบันคือ อมินาส์ แจแรส์( ) เพื่อการค้นหาและกวาดต้อนอเมรินเดียนกับค้นหาแร่เงิน อันเป็นโลหะมีค่าที่ชาวสเปนเคยค้นพบมาแล้วในเม็กซิโกและเปรู มากกว่าจะต้องการแสวงหาทองคำ

หลังการสิ้นสุดคริสต์ศตวรรษที่ 17 แล้ว บรรดาผู้คนที่ยังข้องใจต่อข่าวการค้นพบทองคำในดินแดนที่อยู่ลึกเข้าไปทางทิศเหนือของริอู ดึ ชไนรู ( ริโอ เดอ จาเนโร-Rio de Janeiro) ต่างก็เดินทางออกไปพิสูจน์ข้อเท็จจริงของการค้นพบทองคำจำนวนมหาศาลอย่างที่ไม่เคยปรากฏในภูมิภาคใดมากก่อนข่าวการค้นพบทองคำในพื้นที่กว้างใหญ่ ตามแม่น้ำลำธารและหุบห้วยทุกแห่งทั้งในเหมืองธรรมชาติ( ) และเหมืองขุด( ) แพร่สบัดออกไปสู่โลกภายนอกทุกวัน ดินแดนแห่งนี้จึงถูกเรียกว่า “เหมืองใหญ่ ( หรือ )” นักแสวงโชคแห่งโปลิสตาผู้ค้นพบและบุกเบิกเหมืองทองคำได้กลายเป็นเจ้าของเหมืองทองคำไปโดยปริยาย และปราศจากการถูกรบกวนท้าทายด้วย ในเวลาต่อมา นักแสวงโชคจำนวนมากจากโปรตุเกสและดินแดนอาณานิคมทุกแห่งของโปรตุเกสต่างก็โคจรมาพบกับที่มินาส์ แจแรส์ โดยอาศัยเส้นทางสำคัญสามสายผ่านป่าดงดิบคือ จากบาเฮีย( ) ริโอ เดอ จาเนโน และเซา เปาโล ( ) มินา แจแรส์ จึงกลายเป็นแหล่งเสื่อมโทรมและผิดจริยธรรมแหล่งใหญ่ ส่วนผู้คนในมินาส์ แจแรส์ก็ล้วนแต่เป็นพวกที่ “คึกคะนองและขาดระเบียบแบบแผนที่สุดเท่าที่เคยปรากฏมา” ข้อความดังกล่าวอยู่ในบันทึกที่น่าเชื่อถือเมื่อ ค.ศ.1701 ของข้าหลวงใหญ่แห่งบราซิล หลักฐานซึ่งมีอคติเพียงเล็กน้อยเกี่ยวกับการค้นพบทองคำครั้งยิ่งใหญ่หนแรกในประวัติศาศตร์สมัยใหม่บันทึกไว้ว่า : แต่ละปีฝูงชนชาวโปรตุเกสและชาติอื่นได้ทางไปยังเหมืองทองคำโดยเรือสินค้าประจำปีพวกเขาเดินทางมาจากทั้งเมืองใหญ่ เมืองเล็ก ผืนไร่( )และชนบทล้าหลังของบราซิล ฝูงชนเหล่านี้มีทั้งคนผิวขาวผิวสีและผิวดำ รวมทั้งชาวอเมรินเดียนจำนวนมากซึ่งถูกนักแสวงโชคแห่งโปลิสตาจับมาเป็นทาส การผสมผสานกันเกิดจากประเภทและสภาวะต่าง ๆ ของผู้คน : ชายกับหญิงเยาว์วัยกับชราภาพ : รวยกับจน และศาสนาหลายนิกาย ฝูงชนเหล่านี้ล้วนแต่เป็นผู้ที่มิได้มีบ้านเรือน หรือแหล่งพักพิงในบราซิลเลย

ความลำบากยากแค้นบนเส้นทางสู่เหมืองทองคำเกิดขึ้นกับนักแสวงโชคจำนวนมากที่ขาดประสบการณ์ชีวิต ความตายเนื่องจากการอดอาหารและการได้รับอาหารไม่เพียงแก่ความต้องการของร่างกายมักจะเกิดขึ้นกับนักแสวงโชคผู้มีเพียงไม้เท้าและเครื่องหลังเป็นสมบัติติดตัว เมื่อนักบุกเบิกเหล่านี้เดินทางไปถึงดินแดนแห่งเหมืองทองคำ พวกเขาต่างก็ดำเนินชีวิตไปโดยปราศจากการควบคุมของกฎหมาย เจ้าหน้าที่ของทางการและการใช้อำนาจตามกฎหมายของรัฐบาลในเวลาต่อมาก็จำกัดขอบเขตอยู่เพียงในพื้นที่ของการตั้งถิ่นฐานตามชายฝั่งทะเลใกล้ ๆ กับไร่น้ำตาลเท่านั้น

เจ้าหน้าที่ระดับสูงของอาณานิคมได้เฝ้าดูการตื่นทองคำของฝูงชนในระยะแรกด้วยความรู้สึกสับสน และปรากฎว่าข้าหลวงใหญ่แห่งบาเฮียได้บันทึกในหนังสือโต้ตอบจากบาเฮียเมื่อวันที่ 12 มกราคม ค.ศ.1701 เพื่อแสดงความยินดีหลังจากที่ได้ทราบข่าวล่าสุดจากบรรดาเหมืองต่าง ๆ ที่ได้ฤกษ์เปิดศตวรรษใหม่ร่วมกัน และให้สัญญาที่จะมอบความร่ำรวยและความเจริญรุ่งเรืองให้แก่โปรตุเกสซึ่งเป็นประเทศแม่ แต่ถึงกระนั้นเขาก็ได้กล่าวเสริมว่า นับเป็นการล่อแหลมอย่างยิ่งต่อปรากฎการณ์ดังกล่าว เนื่องจากในที่สุดแล้วทองคำของบราซิลที่โปรตุเกสได้รับจะมีน้อยกว่าเงินเม็กซิกันและเงินเปรูที่สเปนหามาได้ เพราะทองคำที่ส่งมาจากเตกัสนั้น จะต้องหลุดมือไปจากชาวโปรตุเกสเพื่อจ่ายเป็นค่าสินค้าขาเข้าจากอังกฤษ ฝรั่งเศส ฮอลแลนด์และอิตาลีอยู่แล้ว และข้าหลวงผู้นี้ได้บันทึกไว้ว่า “ประเทศดังกล่าวเหล่านี้ได้เสพย์ผลกำไรจากเราในขณะที่พวกเราต้องใช้แรงงาน” โดยข้อเท็จจริงแล้วปรากฏว่า ทองคำจากบราซิลจำนวนหนึ่งในสองส่วนและสามในสี่ส่วน ของทองคำทั้งหมดที่ส่งไปถึงลิสบอน (เฉลี่ยจากปีที่มีผลผลิตดีที่สุด) เมื่อปี ค.ศ.1733 มีมูลค่าประมาณ 38,400 ปอนด์ คือ ส่วนแบ่งที่โปรตุเกสต้องจ่ายไปเป็นค่าสินค้าขาเข้าจากยุโรปเหนือโดยเฉพาะอังกฤษซึ่งเป็นคู่ค้ารายใหญ่

ฝูงชนซึ่งหลั่งไหลเข้าไปเพื่อขุดทองที่มินาส แจแรส์ด้วยความหวังอย่างเปี่ยมล้มต่อการสร้างความมั่งคั่งให้แก่ตนเองอย่างขาดระเบียบวินัยได้แตกแยกเป็นสองฝ่ายอย่างรวดเร็ว กล่าวคือ ฝ่ายแรกประกอบด้วยนักบุกเบิกกลุ่มเปาลิสตา และทาชาวอเมริกาเดียนของพวกเขาฝ่ายหลังคือ พวกเอมบัวบาสซึ่งประกอบด้วยฝูงชนกลุ่มใหมที่เดินทางมาจากประเทศโปรตุเกสและดินแดนส่วนต่างของบราซิลพร้อมด้วยหมู่ทาสนิโกรของพวกตน ซึ่ส่วนใหญ่เป็นทาสที่ถูกนำมาจากชายฝั่งของอาฟริกาตะวันตก ความขัดแย้งดังกล่าวนำไปสู่การสู้รบกันของฝูงชนทั้งสองพวกเมื่อ ค.ศ.1709 การนองเลือดได้สิ้นสุดลงภายในระยะเวลาเพียง 2-3 สัปดาห์ โดยพวกเอมบัวบาสซึ่งเป็นเป็นกลุ่มที่เดินทางเข้ามาทีหลังเป็นผู้ที่ได้รับชัยชนะอย่างสมบูรณ์ นับตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมาชาวโปรตุเกสที่อยู่ในมินาส์ แจแรสก็เป็นชนผิวขาวที่มีอิทธิพลมากที่สุด แต่ทว่ากลุ่มทาสจากอาฟริกาตะวันตกกลับมีจำนวนมากกว่า และพลเมืองเลือดผสมมูแลตโตส่วนใหญ่ได้พัฒนาวิถีชีวิตจากการสมรสกับชาวเหมืองด้วยกันไปสู่การอยู่กินกับผู้หญิงนิโกรอย่างรวดเร็ว

“สงครามเอ็มบัวบาส์” ในปี ค.ศ.1709 ทำให้กษัตริย์โปรตุเกสทรงเข้ามาใช้อำนาจเหนือชุมชนเหมืองที่ตกอยู่ในสภาพสับสนวุ่นวายแห่งนี้เป็นครั้งแรก สาเหตุของการยื่นมือเข้ามาของทางการโปรตุเกสเกิดขึ้นเนื่องจากทั้งสองฝ่ายต่างก็ร้องของการสนับสนุนจากกรุงลิสบอน กษัตริย์โปรตุเกสจึงทรงฉวยโอกาสส่งข้าหลวงเข้ามาสร้างแกนอำนาจในการปกครองชุมชนขึ้นในมินาส แจร์แรส สำหรับพวกปอลิสตาส์ ซึ่งถูกพวกเอ็มบัวบาสขับไล่ออกไปนั้นก็ได้บุกป่าฝ่าดงเข้าไปทางทิศตะวันตก และได้ค้นพบแหล่งเหมืองทองแห่งใหม่ในเขตติดต่อกับคิวอาบา กัวยาสและมาโต กรอสโซ ระหว่างทศวรรษ 1720 ได้มีการค้นพบเพชรในมินาส แจร์แรส และใน ค.ศ.1740 มณฑลไดมอนด์ก็ถูกก่อตั้งขึ้นมาภายใต้การปกครองอย่างเคร่งครัดเป็นกรณีพิเศษโดยกษัตริย์โปรตุเกส การปกครองภายในมณฑลไดมอนด์ถูกแยกออกมาจากระบบปกครองของบราซิลอย่างเด่นชัด การสัญจรเข้า-ออก ภายในมณฑลแห่งนี้จะต้องได้รับการอนุญาตจากผู้ปกครองหรือเจ้าเมืองเป็นราย ๆ ไป การค้นพบทองคำและเพชรในแต่ละพื้นที่ได้ก่อให้เกิดผลกระทบสำคัญ ๆ หลายประการ ต่ออาณานิคมทั้งหมดของโปรตุเกส ผลกระทบที่เกิดขึ้นประการแรกคือ การอพยพของพลเมืองในอาณานิคมชายฝั่งทะเลทุกแห่งของโปรตุเกสเข้าสู่บราซิล การอพยพขนานใหญ่ครั้งนี้แตกต่างไปจากการแทรกซึมเข้าสู่อาณานิคมแห่งอื่น ๆ ของบรรดานักปศุสัตว์ในอดีต ซึ่งเป็นไปอย่างช้า ๆ และสม่ำเสมอ ผลกระทบประการที่สองคือ การเกิดปัญหายุ่งยากทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงและยืดเยื้อเนื่องจากกรรมกรไร่อ้อยและไร่ยาสูบตามเมืองท่าชายฝั่งได้ทิ้งงานไปรับจ้างในเหมืองทองคำเพื่อการได้รับค่าจ้างแพง ๆ (ซึ่งก็เป็นเพียงความหวังเท่านั้น) นอกจากนี้ปัญหาทางเศรษฐกิจยังเกิดจากการถีบตัวสูงของค่าจ้างแรงงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขาดแคลนแรงงานเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นควบคู่กับการถีบตัวขึ้นสูงของราคาทองคำอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ผลกระทบประการที่สามคือ การถีบตัวขึ้นสูงของอุปสงค์ที่มีต่อทาสชาวอัฟริกันตะวันตกเพื่อนำไปใช้แรงงานในเหมืองทองคำและไร่ในบราซิลทำให้การค้าทาสในภูมิภาคแถบอัฟริกาตะวันตกเกิดความตื่นตัวด้วยเช่นกัน
อังโกลาและเบงกูเอลลา เป็นแหล่งป้อนความต้องการทางชาวอัฟริกันอย่างเพียงพอ แต่เมื่อพ่อค้าทาสชาวโปรตุเกสได้ถูกชาวดัทช์ขับไล่ออกไปจากอังโกลาและเบงกูเอลาในคริสต์ศตวรรษที่ 17 บรรดาพ่อค้าทาสชาวโปรตุเกส (หรือแท้ที่จริงคือ ชาวลูโซ-บราซิเลียนส์) จึงมุ่งความสนใจไปที่ตลาดค้าทาสแห่งกินีอีกครั้ง พ่อค้าทาสชาวโปรตุเกสประสบความสำเร็จในการค้าทาสที่กินีด้วยดีร แม้ว่าจะถูกต่อต้านและแทรกแซงจากพ่อค้าชาวดัทช์อยู่เสมอ บางครั้งบางคราวพ่อค้าทาสชาวโปรตุเกสจะถูกแทรกแซงจากพ่อค้าทาสชาวอังกฤษ ซึ่งพยายามจะสร้างความมั่งคั่งให้แก่ตนเองด้วยการติดต่อค้าทาสกับราชอาณาจักรดาโฮมี การค้าทาสในแถบนี้ทำให้พ่อค้าทาสชาวโปรตุเกสสามารถจัดหาทาสชาวซูดานซึ่งบึกบึนและเหมาะสำหรับงานในเหมืองมากกว่าทาสชาวบันตูจากอังโกลา นอกจากทาสชาวซูดานจะเหมาะสำหรับงานในเหมืองแล้ว ข้าพเจ้าใคร่จะกล่าวเพิ่มเติมถึงหลักฐานรายงานชิ้นหนึ่งของข้าหลวงแห่งริโอ เดอ จาเนโร ถวายแด่กษัตริย์แห่งโปรตุเกสในเดือนกรกฎาคม ค.ศ.1726 ได้ระบุว่า “ไม่มีเจ้าของเหมืองชาวผิวขาวรายใดเลยที่สามารถอยู่ได้โดยปราศจากการใช้แรงงานของทาส อย่างน้อยพวกเขานะต้องมีทาสหญิงนิโกรสักคนจากอาณาจักรดาโฮเมียเอาไว้ใช้สอย บรรดาเจ้าของเหมืองต่างก็ยอมรับว่าพวกเขาร่ำรวยขึ้นมาได้ก็เพราะทาสพวกนี้นั่นเอง” นักเดินทางชาวฝรั่งเศสที่เดินทางไปถึงบาเฮียเมื่อแปดปีก่อนหน้านั้น ได้ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า แม้ชายหนุ่มชาวโปรตุเกสจะสามารถหาภรรยาเป็นคนผิวขาวได้ แต่พวกเขาก็มักอยากจะใช้ชีวิตอยู่กินผู้หญิงชาวอัฟริกันหรือหญิงเลือดผสมอัฟริกันมากกว่าชาวบราซิเลียนมีคำกล่าวติดปากอยู่ประโยคหนึ่งว่า “ “ ร่องรอยดังกล่าวนี้ยังคล้ายกับข้อสังเกตของนักเดินทางต่างชาติที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานในภายหลังที่บราซิลด้วยแนวโน้มในการอยู่กินกับหญิงสาวชาวมูแลตตาส์ดังกล่าวมิได้สะท้อนออกมาให้เห็นในกฎหมายต่าง ๆ ของอาณานิคม ซึ่งยังคงต่อต้านพลเมืองเชื้อสายอัฟริกันอย่างเด่นชัด ดังข้าพเจ้าจะกล่าวถึงต่อไปแต่ถึงกระนั้นกฎหมายกีดผิวเหล่านี้ก็มักจะถูกเลี่ยงหรือถูกมองข้ามไป ดังจะเห็นว่าในระยะแรกของกลางคริสต์ศตวรรษที่ 17 นั้น บราซิลเป็นดินแดนที่ได้ชื่อ “นรกของคนผิวดำ ดินแดนแห่งการไถ่บาปของคนผิวขาว และสวรรค์สำหรับชาวมูแลตโต”การขยายตัวออกไปตั้งถิ่นฐานทางตะวันตกของบราซิลในครึ่งแรกของคริสต์ศตวรรษที่ 18 เป็นเหตุให้เกิดการกระทบกระทั่งครั้งใหม่ขึ้นกับดินแดนของสเปนในอเมริกา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในดินแดนทางเหนือของลุ่มแม่น้ำอเมซอนและทางตอนใต้ของริโอ เดอ ลา ปลาตา ความขัดแย้งดังกล่าวสงบลงด้วยการทำข้อตกลงและการแลกเปลี่ยนดินแดนซึ่งกันและกันตามมติของสนธิสัญญาที่กรุงมาดริด เมื่อ ค.ศ.1750 อันเป็นปีสุดท้ายแห่งการครองราชย์ของกษัตริย์ดอง จูอาวที่ 5 ผู้ทรงสร้างความประหลาดใจให้แก่ยุโรปด้วยการกระจายผลกำไรจากทองคำและเพชรที่ทรงได้รับจากบราซิลอย่างฟุ่มเฟือย หลังจากนั้นไม่นานนักเมื่อสเปนยกเลิกสัญญามาดริดไป จึงเกิดการต่อสู้กันขึ้นระหว่างโปรตุเกสกับสเปนในอเมริกาใต้ แต่ความขัดแย้งระหว่างชาติทั้งสองก็ยุติลงได้ด้วยสัญญาซาน อิลเดฟองโซ ในอีกยี่สิบเจ็ดปีต่อมา สัญญาดังกล่าวจึงทำให้บราซิลมีเส้นเขตแดนที่คดเคี้ยวดังเช่นปัจจุบัน

พัฒนาการที่เต็มไปด้วยความน่าทึ่งของบราซิลในรัชสมัยของกษัตริย์ดอง จูอาวที่ 5 มีลักษณะตรงกันข้ามกับความเป็นอยู่ในระยะหลัง ๆ ของอาณานิคมของโปรตุเกสในเอเซียและอัฟริกาปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งที่โปรตุเกสไม่อาจจะหลีกพ้นได้ กล่าวคือ ระหว่าง ค.ศ.1650 –1760 พลเมืองของประเทศโปรตุเกสได้เพิ่มขึ้นประมาณสองล้านสองแสนห้าหมื่นคนถึงสองล้านห้าแสนคน โปรตุเกสจึงไม่สามารถนำเอาทรัพยากรทางเศรษฐกิจไปใช้ในการพัฒนาอาณานิคมของตนทั้งในตะวันออกและตะวันตกได้ อย่างไรก็ตาม ความเสื่อมของอาณานิคมโปรตุเกสในอัฟริกาได้ถูกกดให้ตกต่ำลงยิ่งขึ้น เนื่องจากอาณานิคมเหล่านี้ถูกจัดให้เป็นเพียงแหล่งรวบรวมทาสเท่านั้น ประกอบกับผลแห่งการละเลยต่อความต้องการทางเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม และการสูญเสียความสำคัญของการเป็นตลาดค้าทาสของอัฟริกาไปโดยปริยายนั่นเอง มาควิสแห่งคัสเตลโล โนโว ได้ชี้ให้เห็นความแตกต่างอย่างเด่นชัดระหว่างความล้าหลังและความเฉื่อยชาของอาณานิคมแห่งโมแซมบิก กับพัฒนาการที่เจริญรุดหน้าในหมู่เกาะเฟร้นช์ของฝรั่งเศสและราชวงศ์บูร์บองภายใต้การบริหารงานอย่างทุ่มเทของมาเย เดอ ลา บูร์ดองเนส์ อังโกลามีสภาพความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นภายใต้การปกครองของ ฟรานซิสโก อินโนเซนซิโอ เดอ ชูซา กูตินโฮ (ค.ศ.1764 – 1772 ) แต่ความเจริญดังกล่าวเกิดขึ้นในระยะเวลาเพียงสั้น ๆ เท่านั้น อำนาจของโปรตุเกสในเอเชียเสื่อมทรามลงอย่างรวดเร็วจากความก้าวหน้าของแคว้นมาราธาส์ที่สามารถช่วงซิงเอา......ซึ่งเป็นมณฑลแห่งหนึ่งทางตอนเหนือของอินเดียไปจากโปรตุเกส หลังจากที่ได้ต่อสู่ขับเคี่ยวกันมาแล้วอย่างรุนแรงระหว่าง ค.ศ.1737 – 1740 มณฑลดังกล่าวนี้ประกอบด้วยถิ่นฐานของชาวโปรตุเกสซึ่งทอดเป็นแนวกว้างประมาณ 66 ไมล์ ตามแนวชายฝั่งทะเลจากบอมเบย์ถึงดาเมา มณฑลนี้เป็นดินแดนที่ให้ผลประโยชน์แก่แคว้นมาราตาส์มากที่สุดเท่าที่จะเหลือไว้ให้หลังความหายนะจากสงครามกับดัทช์และสงครามกับชาวอาหรับแห่งโอมานตามลำดับ นับตั้งแต่โมแซมบิกประกาศแยกตัวเป็นเอกราช เมื่อ ค.ศ.1752 อาณานิคมแห่งอินเดีย ซึ่งเคยเป็นความภาคภูมิใจของโปรตุเกสในอดีตจึงมีเพียงกัว ดาเมาและดิอิวบนดินแดนชายฝั่งตะวันตกของอินเดีย มาเก๊าในจีนและเกาะติมอร์ในหมู่เกาะอินเดียตะวันออกเท่านั้น

แม้จะประสบความปราชัยในเอเซียและความไม่ก้าวหน้าในอัฟริกา แต่รัชสมัยของกษัตริย์ดอง จูอาวที่ 5 ก็นับเป็นยุคทองสำหรับชาวโปรตุเกส โดยเฉพาะอย่างเป็นที่เชื่อกันว่าความมั่งคั่งดังกล่าวนี้บราซิลมีส่วนช่วยอย่างมากมายทีเดียว จอห์น เวสลีย์ ได้เขียนไว้เมื่อ ค.ศ.1755 ว่า : พวกพ่อค้าในประเทศโปรตุเกสแจ้งให้เราทราบว่า กษัตริย์โปรตุเกสทรงมีเพชรอยู่เต็มอาคารที่ทรงสร้างขึ้นเพื่อการนี้โดยเฉพาะ นอกจากนี้ยังทรงมีทองคำ เงินบริสุทธิ์และเหรียญเงินมากยิ่งกว่าพระราชทรัพย์ของกษัตริย์ทั้งหมดในยุโรปเสียอีก อย่างไรก็ตาม คำกล่าวข้างต้นไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด เหรียญทองคำโปรตุเกส ในเวสต์ คัทรีของอังกฤษยังดูจะมีมากกว่าเหรียญทองคำทั้งหมดที่มีอยู่ในประเทศโปรตุเกสเสียอีก ข้อสังเกตของเวสลีย์สะท้อมให้เห็นถึงความเข้าใจที่ผิด ๆ เกี่ยวกับความมั่งคั่งเรื่องทองคำในรัชสมัยของกษัตริย์ดอง จูอาวที่ 5กษัตริย์ที่ครองราชย์ต่อมาคือ กษัตริย์ดอม โจเซ่ที่หนึ่ง ในรัชสมัยนี้ได้เกิดการปกครองแบบเผด็จการขึ้นในโปรตุเกสภายใต้การนำของมาดวิสแห่งปอมบัล ค.ศ.1755 - 1777 ผลแห่งการปกครองของเขาได้ส่งมาถึงโปรตุเกสในปัจจุบันด้วย แต่ข้าพเจ้าจะขอกล่าวถึงนโยบายในการปกครองอาณานิคมโดยสังเขปเพียง 4 ประการใหญ่ ๆ ดังนี้ คือ ( ) เน้นการขยายอำนาจของกษัตริย์โปรตุเกสให้ครอบคลุมการดำเนินชีวิตในอาณานิคมทุก ๆ แห่งอย่างเข้มงวด ( ) ดำเนินการเพื่อให้ความอุปถัมภ์แก่อาณานิคม โดยการตั้งบริษัทที่ได้รับสิทธิพิเศษและเอกสิทธิ์ทางการค้าขึ้นหลายบริษัท ( ) ยกเลิกระบบการกีดกันผิว ( ) หรืออย่างน้อยก็ได้ทำให้ระบบนี้ผ่อนคลายลง ( ) สนับสนุนการดำเนินการของบาทหลวงคณะเจซูอิตในจักรวรรดิโปรตุเกส

ความพยายามของปอมบัลในการรวมอำนาจมาไว้ที่กษัตริย์โปรตุเกสส่งผลกระทบต่อระบบราชาการโปรตุเกสเป็นอย่างยิ่ง กษัตริย์โปรตุเกสทรงเป็นผู้นำและมีการส่วนร่วมในการอุปถัมภ์การค้นพบและการพิชิตดินแดนต่างๆ เสมอ ซึ่งแตกต่างกับกรณีของการขยายอำนาจของอังกฤษไปยังดินแดนโพ้นทะเล ไม่ว่าจะกรณีใด ๆ ก็ตาม ทั้งโดยทฤษฎีและการปฏิบัติ การตัดสินใจขั้นสุดท้ายจะเป็นของกษัตริย์โปรตุเกส อาทิ คำถวายฏีกาอันน่าสลดใจนิรนามจากดินแดนล้าหลังแห่งบราซิล คำฏีกาจากหุบเขาที่เต็มไปด้วยไข้ป่าแห่งแซมเบซี หรือจากแหล่งเสื่อมโทรมในมาเก๊า ปัญหาการผลิตเหรียญเงินตราสำหรับใช้ในอังโกลา การออกกฏเกณฑ์ในสัญญาการล่าปลาวาฬที่บาเฮีย การดูแลนางระบำชาวอินเดียแห่งแมืองกัว การจัดการกับผู้ลักลอบขนทองคำและเพชรเถื่อนในมินาส แจร์แรส เรื่องยุ่งยากในศาลศาสนาเกี่ยวกับจารีตทางศาสนาของชาวจีนในมาเก๊าและปักกิ่ง การเลื่อนตำแหน่งของเจ้าหน้าที่และการเลื่อนยศของนายทหารชั้นประทวนในกองทหารของอาณานิคมแห่งต่าง ๆ ภาระต่าง ๆ ดังกล่าวข้างต้นอาจเปรียบได้กับเมล็ดข้าวที่ถูกส่งเข้าไปยังโรงสีข้าวของกษัตริย์ และการตัดสินใจขั้นสุดท้ายในเรื่องเหล่านี้เป็นของกษัตริย์โปรตุเกสแต่เพียงพระองค์เดียวเท่านั้น ครั้นปอมบัลยื่นมือเข้ามาควบคุมการบริหารราชการต่าง ๆ ภายใต้พระปรมาภิไธยแห่งกษัตริย์โปรตุเกสแล้ว จึงไม่ต้องประหลาดใจเลยว่าข้าราชาการโปรตุเกสจะต้องทำงานเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิมอีกมากมาย การตัดสินปัญหาบางอย่างจึงต้องใช้เวลานานตั้งแต่สองปีถึงสิบปี และฏีกาหลายเรื่องที่ถูกนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายแด่กษัตริย์โปรตุเกสนั้น ปรากฎว่าไม่เคยได้รับคำตอบกลับคืนมา

เมื่อพิจารณาความพยายามของปอมบัลในการฟื้นฟูสภาพทางการค้าและเศรษฐกิจของโปรตุเกสแล้วจะพบว่า ความพยายามดังกล่าวประสบความสำเร็จในระดับมากบ้างน้อยบ้างรัฐบาลโปรตุเกสได้พยายามที่จะนำเอาแบบอย่างแห่งความสำเร็จจากบริษัทอีสต์อินเดียของดัทช์และบริษัทอีสต์ อินเดียของอังกฤษมาใช้โดยได้ก่อตั้งบริษัทซึ่งมีรูปแบบการดำเนินการที่คล้ายคลึงกับบริษัทอีสต์อินเดียของดัทช์และอังกฤษขึ้นเพื่อการค้าแถบอินเดียตะวันออก การค้าทาสในแถบอัฟริการตะวันตกและการค้าในบราซิลแต่การปฏิรูปดังกล่าวมิได้ทำให้โปรตุเกสประสบความสำเร็จทางการค้าเลย บริษัทที่ถูกก่อตั้งขึ้นมาบางแห่งประสบกับความล้มเหลวเสียตั้งแต่ยังไม่ทันจะเริ่มดำเนินการ หรือประสบความล้มเหลวภายในระยะเวลาอันสั้น ยกเว้นบริษัทบราซิลซึ่งถูกก่อตั้งขึ้นเมื่อ ค.ศ.1649 บริษัทบราซิลสามารถดำเนินกิจการมาจนถึง ค.ศ.1720 แต่ทว่าในช่วงเวลา 71 ปี แห่งการดำเนินการนั้น บริษัทบราซิลสามารถดำเนินการนั้น บริษัทบราซิลจ่ายเงินปันผลได้เพียงสองหรือสามปีต่อครั้งเท่านั้นปอมบัลผู้ซึ่งเริ่มอาชีพเป็นนัการฑูตในราชสำนักเซนต์ เจมส์ เมื่อปลายทศวรรษ 1730 เขาประทับใจต่อความมั่งคั่งร่ำรวยของบริษัทอีสต์ อินเดียของอังฤษเป็นอย่างยิ่งปอมบัลได้ก่อตั้งบริษัททางการค้าขึ้นมาจำนวนมากระหว่างที่เขาปกครองโปรตุเกสแบบเผด็จการ บริษัทเหล่านี้ต่างก็ได้รับการสนับสนุนและสิทธิพิเศษจำนวนมากจากรัฐบาลโปรตุเกส ซึ่งปรากฏว่าบริษัทเหล่านี้ส่วนใหญ่ประสบความล้มเหลวในการดำเนินการ อย่างไรก็ตาม บริษัทดูโร ไวน์ และบริษัทแห่งบราซิลของปอมบัลทั้งสองบริษัท (คือ บริษัท ) กลับประสบความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจเป็นอย่างดีในช่วง 20 - 30 ปี นอกจากบริษัททางการค้าดังกล่าวข้างต้นแล้ว ปอมบัลยังได้ก่อตั้งกระทรวงการคลังขึ้นมา เพื่อผูกขาดการควบคุมภาษีในบราซิลให้เป็นระบบและมีขอบเขตกว้างขวาง แต่สภาพการติดค้างเป็นหนี้ค่าแรงราคาถูก ๆ ของเจ้าหน้าที่จำนวนมากตามอาณานิคมแห่งต่าง ๆ ทำให้เกิดปัญหาการลักลอบค้าของหนีภาษีเป็นอัตราสูงมาก การลักลอบค้าสินค้าต้องห้ามในอาณานิคมบางแห่งจึงกลับมีความสำคัญมากกว่าการค้าอย่างถูกต้องตามกฎหมายเสียอีก

จากการพิจารณาปัญหาการแบ่งแยกหรือการรังเกียจผิวแล้วจะพบว่า คำสั่งบางอย่างของปอมบัลได้เกิดขึ้นก่อนที่จะมีการใช้คำขวัญว่า "เสรีภาพ ความเสมอภาคและภราดภาพ" ในการปฏิวัติฝรั่งเศสเสียอีก ปอมบัลได้ประกาศยกเลิกการมีทาสในประเทศโปรตุเกส ซึ่งก็ได้รับความเห็นชอบทันทีจากคนส่วนใหญ่ เนื่องจากชาวโปรตุเกสได้เฝ้ามองการเลิกทาสในอังกฤษและฝรั่งเศสด้วยใจริษยาเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว คำประกาศของปอมบัลเป็นกฎหมายที่รุนแรงมาก ทำให้ชาวเอเซียในบังคับของกษัตริย์โปรตุเกสมีสถานภาพเท่าเทียมกับคนผิวขาวที่เกิดในประเทศโปรตุเกสสถานภาพดังกล่าววางอยู่บนพื้นฐานที่ว่า "กษัตริย์โปรตุเกสมิได้ทรงจำแนกพสกนิกรของพระองค์ที่สีผิว หากแต่ทรงพิจารณาพวกเขาจากคุณงามความดีและความสามารถเป็นหลัก" กฎหมายดังกล่าวมิได้ถูกนำไปใช้กับอาณานิคมของโปรตุเกสในอัฟริกา เนื่องจากพวกนิโกรยังเป็นกลุ่มชนที่ถูกมองว่ามีพื้นฐานชีวิตความเป็นอยู่ต่ำต้อย แต่สำหรับชาวอเมรินเดียนในบราซิลนั้นปอมบัลได้ประกาศใช้กฏหมายดังกล่าวกับพวกเขาในเวลาต่อมา ปอมบัลไม่เพียงแต่จะลบล้างร่องรอยสุดท้ายของการกดขี่แรงงาน (บนแผ่นกระดาษ) เท่านั้น เขาได้สนับสนุนให้ผู้ตั้งถิ่นฐานในอาณานิคมแห่งต่าง ๆ ของโปรตุเกสทั้งชายและหญิง หันมาแต่งงานกับชาวอเมรินเดียน โดยมิได้รังเกียจต่อพื้นฐานความล้าหลังทางวัฒนธรรมของอีกฝ่ายแต่อย่างใด

ความพยายามของปอมบัลเพื่อทำลายการรังเกียจผิวในอินเดียและบราซิล (ยกเว้นนิโกร) ประสบความสำเร็จไม่มากนัก ความพยายามในการเลิกล้มค่านิยมดังกล่าวทั้งในอินเดียและบราซิลมิได้รับการตอบสนองจากข้าหลวงและเจ้าหน้าที่ระดับสูงส่วนใหญ่ของอาณานิคมเลย แม้ว่าพวกเขาจะมิได้คัดด้านนโยบายของปอมบัลในระหว่างที่เขายังมีชีวิตอยู่ แต่ภายหลังมรณกรรมของเขาแล้วปรากฏว่าสถานการณ์ต่าง ๆ กลับพลิกไปสู่ "สภาวะแห่งการต่อต้าน- " ซึ่งย่อมหมายความว่าเจ้าหน้าที่ผิวสีชาวเอเชียนหรือยูเรเชียนของรัฐบาลโปรตุเกสจะไม่สามารถเลื่อนตำแหน่งของตนขึ้นไปสูงเกินกว่าตำแหน่งกัปตัน ( ) ได้ พวกเขาไม่ได้รับการยอมรับให้บวชเป็นบาทหลวงอีกต่อไป หลังจากที่เคยมีการอนุญาตให้คามาเรา ( ) และเฮนริก ไดแอส( ) บวชเมื่อหนึ่งศตวรรษก่อนหน้านี้ แต่ทั้งสองก็มีสมณศักดิ์ไม่สูงนักในซานติเอโก ( )พระราชหัตถเลขาของกษัตริย์โปรตุเกสลงวันที่ 29 พฤษภาคม ค.ศ.1761 ทรงแต่ตั้งบาทหลวงชาวพื้นเมืองที่โมแซมบิก ( ) โดยไม่มีผลบังคับใช้ในทางปฏิบัติ แม้ว่าในอาณานิคมของโปรตุเกสแถบอัฟริกาตะวันตกของโปรตุเกสจะมีบาทหลวงเลือดผสมนิโกรเป็นจำนวนมากก็ตาม ในปี ค.ศ.1704 กษัตริย์โปรตุเกสทรงบัญชาให้มหาวิทยาลัยกวมบรา ( ) รับนักเรียนผิวสีชาวบราซิล ( คือผู้ที่ไม่ใช่เลือดนิโกรบริสุทธิ์) เข้าไปศึกษาได้เท่าเทียมกับสามัญชนที่มีการศึกษาค่อนข้างสูง แม้ว่าทางมหาวิทยาลัยจะไม่เต็มใจรับก็ตาม ครั้นสิ่งต่าง ๆ ผ่านพ้นไปปรากฎว่ามีนักเรียนเพียงไม่กี่คนเท่านั้น ที่ได้รับประโยชน์จากคำสั่งดังกล่าวในระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 18

สำหรับการปราบปรามบาทหลวงคณะเจซูอิต ( ) ในอาณานิคมแห่งต่าง ๆ ของโปรตุเกสนั้น นับเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากที่คณะเจซูอิตในสเปนและฝรั่งเศสถูกกวาดล้างไปไม่นานนัก แม้ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะเป็นเพียงนโยบายชั่วครามของพระสันตปาปา แต่ผลที่ตามมาแทบจะเป็นความหายนะโดยสิ้นเชิง ปอมบัลเป็นผู้หนึ่งที่หวั่นเกรงว่า พวกเจซูอิตจะมีพฤติกรรมคลั่งศาสนาและพวกอัลตรามองตาน คาธอลิ ( ) แห่งคณะฟรีมาซองส์ ( ) หรือรังเกียจพวกยิว ( ) ซึ่งศรัทธาต่อสัญญาแห่งการกลับคืนสู่ไซออน ( ) ความปราชัยของพวกเจซูอิตล้วนเกิดจากการที่พวกเขาเป็นนักการศึกษาที่ดีที่สุด เป็นครูที่ดีที่สุดและเป็นนักสอนศาสนาที่ดีที่สุดในอาณานิคมแห่งต่าง ๆ ของโปรตุเกส การกำจัดพวกเจซูอิตอย่างฉับพลันรุนแรงทำให้เกิดปัญหาการสูญเปล่าทางปัญญาไปอย่างไม่มีสิ่งใดทดแทนได้เป็นเวลานานหลายร้อยปี แม้ในปัจจุบันจะมีพวกเจซูอิตกลับเข้าไปตั้งมั่นอีกครั้งแล้วก็ตามสิ่งที่พิเศษยิ่งไปกว่านั้นก็คือ อิทธิพลของโปรตุเกสในเอเซียได้ถูกก่อกวนเสียจนไม่อาจจะฟื้นฟูให้กลับคืนได้อีกเลย ความสูญเสียของโปรตุเกสถูกตอยย้ำมากยิ่งขึ้นเมื่อไม่มีการส่งบาทหลวงคณะอื่น ๆ หรือแม้แต่นักบวชเข้าไปแทนที่พวกเจซูอิต มีครูจำนวนเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ปอมบัลแต่งตั้งขึ้นมาทำหน้าที่ในโรงเรียนอย่างเร่งด่วนข้าพเจ้าได้กล่าวไปตั้งแต่ตอนต้นแล้วว่า บาทหลวงทั่วไปอาณานิคมต่าง ๆ มีมาตรฐานทางศีลธรรมค่อนข้างต่ำ ยกเว้นบาทหลวงคณะเจซูอิต ( ) และคณะคาปูชิน ( ) หลักฐานร่วมสมัยหลายชิ้นของโปรตุเกสบันทึกไว้ว่า สาเหตุของการตกต่ำทางศีลธรรมดังกล่าวเกิดจาก ( ) การไม่ให้การศึกษาแก่เด็กชายในครอบครัวทาสซึ่งแวดล้อมไปด้วยหญิงผิวสีที่นุ่งห่มกึ่งเปลือย ( ) และพร้อมที่จะให้ความสุขแก่พวกเขาได้ตามความพึงพอใจการเปลี่ยนวิถีการดำรงชีวิตแบบฆราวาสไปสู่ชีวิตแบบบาทหลวง ( ) ผู้บำเพ็ญพรหมจรรย์จึงเป็นสิ่งเป็นไปไม่ได้ และก็มีน้อยรายเหลือเกินที่พยายามจะทำให้ได้ ( ) การไม่เต็มใจเรียนรู้ภาษาพื้นเมืองทำให้บาทหลวงชาวโปรตุเกสต้องพึ่งพาอาศัยล่ามชาวพื้นเมืองในการถ่ายทอดศาสนาแบบปุจฉา - วิสัชนา ( ) ในขณะที่บาทหลวงคณะเจซูอิตมักจะตั้งเป้าหมายในการเรียนรู้ภาษาพื้นเมืองเสมอ พวกเขาถึงกับห้ามมิให้ชาวอเมรินเดียนที่นับถือศาสนาโรมันคาธอลิกในมารันเยา ( ) เรียนภาษาโปรตุเกส ( ) บาทหลวงและนักบวช ( ) คณะต่าง ๆ ขาคความกระตือร้นในการเผยแพร่ศาสนาอย่างจริงจัง ปัญหาดังกล่าวเป็นเรื่องธรรมดามากสำหรับชาวโปรตุเกส ดอม ฟรานซิสโก มานูเอล เอด เมลโล ( ) ระบุอย่างตรงไปตรงมาในงานเขียนชื่อ" " ว่า ผู้ที่เป็นบิดาไม่ควรจะเลี้ยงดูบุตรชายสารเลวของตนเอาไว้ในชายคา ควรจะส่งพวกเขาโดยสารเรือไปยังอินเดียหรือไม่ก็จับพวกเขาปลงผมบวชเสีย ( ) บาทหลวงในอาณานิคมบางแห่งได้รับเงินเดือนไม่พอเพียงแก่การดำรงชีวิต อาณานิคมบางแห่งจ่ายค่าตอยแทนแก่บรรดาบาทหลวงเป็นสินค้าหรือสิ่งของ สถานการณ์ดังกล่าวจึงกดดันให้บาทหลวงจำนวนมากรับจ้างทำงานให้กิจการค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้าในอาณานิคมต่างเพื่อความอยู่รอดของตน

แทบจะไม่ต้องประหลาดใจเลยว่า สิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในขณะนั้นทำให้มีการบันทึกตำหนิติเตียนการกระทำของบาทหลวงเหล่านี้ในหนังสือโต้ตอบของทางการ( ) เกี่ยวกับความไม่สำรวมของบาทหลวง การให้สินบนเพื่อให้ได้สมณศักดิ์ของบาทหลวงและความทะเยอทะยานในสมณศักดิ์ของบรรดาบาทหลวงทั้งหลาย ชาวต่างชาติที่เดินทางไปยังโปรตุเกสหรืออาณานิคมของโปรตุเกสในคริสติศตวรรษที่ 18 ไม่ว่าจะนับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาธอลิกหรือโปรเตสแตนต์ ต่างก็มีความเห็นว่าบาทหลวงในอาณานิคมแห่งต่าง ๆ ของโปรตุเกสมีพฤติกรรมน่าตำหนิติเตียน ยกเว้นบาทหลวงคณะเจซูอิตและคณะคาปูชินเท่านั้นกลุ่มบาทหลวงนักเทศน์ชาวกัว ( ) เป็นแบบอย่างของการบำเพ็ญตนอย่างเสียสละและประสบความสำเร็จในการเผยแพร่ศาสนา บาทหลวงเหล่านี้ได้ช่วยปกป้องให้ชุมชนคริสต์ศาสนิกชนนิกายโรมันคาธอลิกแห่งศรีลังการอดพ้นจากการถูกทำลายภายใต้การปกครองของดัทช์ ( )แม้ว่าในโมแซมบิกนั้น มาตรฐานทางศีลธรรมของคริสต์ศาสนิกชนและมิชชันนารีคณะโดมินิกันจะตกต่ำมากในครึ่งหลังของคริสต์ศตวรรษที่ 18 รายงานของทางการฉบับหนึ่งเมื่อ ค.ศ.1770 ระบุว่า มีข้อยกเว้นบางอย่างทางศีลธรรมจรรยา ( ) ในการปกครองโมแซมบิกการปราบปรามคณะเจซูอิตของปอมบัลประสบความสำเร็จเพียงด้านเดียว คือ เขาสามารถทำลายอิทธิพลทางการศึกษาที่บาทหลวงคณะนี้ครอบงำอยู่ การปฏิรูปมหาวิทยาลัยกวมบรา ( ) และการยุบมหาวิทยาลัยเจซูอิตแห่งเอโวรา ( ) และวิทยาลัยเยซูอิตแห่งโพ้นทะเล ( ) นับเป็นการเริ่มต้นในการลดอิทธิพลของศาสนจักรโปรตุเกสที่เคยครอบงำวัฒนธรรมโปรตุเกสอย่างลึกซึ่งมาเป็นระยะเวลาที่ยาวนานนักประวัติศาสต์ต่างก็มีความเห็นก้ำกึ่งกันว่า อิทธิพลทางศาสนจักรที่ครอบงำวัฒนธรรมโปรตุเกสแต่สิ่งที่เราพึงตระหนักถึงก็ คือ ระบบการศึกษาของสามัญชน ( ) เป็นผลงานสุดท้ายจากการปฏิรูปของปอมบัล และเป็นผลงานอันหนึ่งที่ปูพื้นฐานไปสู่การยกเลิกศาสนจักร ( ) ในปี ค.ศ.1834

ในระยะครึ่งหลังแห่งการมีอำนาจเผด็จการอันยาวนานของปอมบัล อาณานิคมทุกแห่งของโปรตุเกสได้เผชิญหน้ากับวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจกันถ้วนหน้า ปัจจัยซึ่งเป็นสาเหตุแห่งความยุ่งยากดังกล่าวคือ ระดับความมั่นคงและความตกต่ำของผลิตผลจากทองคำ เพชร และน้ำตาลของบราซิล ด้วยเหตุนี้สัดส่วนทางการค้าของบราซิลจึงอยู่ระหว่างร้อยละ 80 - 90 ของการค้าในอาณานิคมทุกแห่งของโปรตุเกส การค้าของบราซิลจึงเป็นองค์ประกอบสำคัญทางเศรษฐกิจของโปรตุเกส นับเป็นความโชคดีของประเทศโปรตุเกสเนื่องจากสถานการณ์ต่าง ๆ ได้เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีระหว่างการครองราชย์ของสมเด็จพระราชินีมาเรียที่ 1 ( ค.ศ.1777-1792) โดยเป็นผลมาจากการวางตัวเป็นกลางของโปรตุเกสระหว่างสงครามประกาศเอกราชของสหรัฐอเมริกา ( ) อย่างน้อยที่สุดความเป็นกลางของโปรตุเกส ก็มีส่วนช่วยให้สภาพการค้าในอาณานิคมของโปรตุเกสฟื้นตัวขึ้นมาได้ ทำให้บริษัททางการค้าของโปรตุเกสซึ่งได้รับสิทธิพิเศษภายใต้การสนับสนุนของปอมบัล สามารถหาตลาดระบายผลผลิตจำพวกข้าว ฝ้าย และโกโก้จากบราซิลในยุโรปได้ด้วยสงครามประกาศเอกราชของชาวอเมริกันส่งอิทธิพลอย่างลึกซึ้งต่อความคิดเรื่องเสรีภาพให้แก่ดินแดนส่วนต่าง ๆ ของโลกใหม่ และบราซิลก็ได้รับอิทธิพลดังกล่าวเช่นกัน แผนการประกาศเอกราชของมินาส แจแรส์ ( ) ให้หลุดพ้นจากการเป็นอาณานิคมของโปรตุเกสประสบความล้มเหลวเมื่อ ค.ศ.1789 เหตุการณ์ที่เกิดขึ้เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นความไม่พอใจกต่อการปกครองโปรตุเกสโดยมีแรงบัลดาลใจจากการปฏิวัติฝรั่งเศส ( )ซึ่งเป็นเหตุการณ์สำคัญที่ก่อให้เกิดการปฏิวัติขึ้นทั่วโลก ลอร์ด แมกคาร์ทนีย์ ( ) ทูตอังกฤษคนแรกแห่งอาณาจักรจีนผู้ซึ่งเคยผ่านเข้าไปในริโอ เดอ จาเนโร ระหว่างการเดินทางไปยังปักกิ่งได้คาดหมายเหตุการณ์เอาไว้ล่วงหน้าว่า : ถ้าริโอไม่ถูกกดดันและบีบคั้นด้วยความหวงแหนอย่างรุนแรงจากประเทศโปรตุเกสซึ่งเป็นประเทศแม่ ( ) แล้วละก็ ริโอจะต้องเติบโตก้าวหน้าขึ้นเป็นประเทศที่มั่งคั่งและอุดมสมบูรณที่สุดประเทศหนึ่งอย่างไม่ต้องสงสัยเลยทีเดียวแต่ความรู้สึกตื่นตัวและการลุกฮือของพลเมืองในมินาส แจแรส์ ประกอบกับปัจจัยอื่น ๆ ด้วยแล้ว นับเป็นสิ่งบอกเหตุประการสำคัญให้ราชสำนักแห่งกรุงลิสบอนทราบถึงแนวโน้มว่าโปรตุเกสกำลังจะได้รับความเดือดร้อนและอดหยาก แทนที่จะได้รับการทะนุบำรุงและค้ำจุนจากอาณานิคมของตนต่อไป สิ่งเหล่านี้ จะบีบบังคับให้เยาวชนของโปรตุเกสต้องจมปลักอยู่กับชีวิตความเป็นอยู่อันแร้นแค้นเลวร้ายเมื่อพวกเขาเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่แต่สิ่งดังกล่าวคงจะไม่มีความหมายใด ๆ ในเมื่อกษัตริย์โปรตุเกสมิได้ทรงยินยอมมอบเอกราชหรือถอนตัวออกจากบราซิล เพื่อให้โอกาสแก่ชาวบราซิลในการตัดสินใจเลือกในช่วงครึ่งหลังแห่งการมีอำนาจเผด็จการอันยาวนานของปอมบัล ปรากฎว่าอาณานิคมทุกแห่งของโปรตุเกสได้เผชิญกับปัญหาต่าง ๆ ทางเศรษฐกิจกันถ้วนหน้า ปัจจัยที่เป็นสาเหตุแห่งวิกฤตการณ์ดังกล่าว อนาคตด้วยตนเอง แม้จะมีการกำหนดระเบียบและกฎเกณฑ์ทางการปกครองเอาไว้แล้วก็ตาม แต่อีกไม่ช้าพลังของชาวพื้นเมืองจะระเบิดออกมาเพื่อเพื่อปลอแรงกดดันและการบงการจากอิทธิพลของโปรตุเกสคำทำนายของแมกคาร์ทนีย์กลายเป็นความจริงในเวลาต่อมา แม้ว่าจะถูกต้องเพียงเล็กน้อยก็ตาม เป็นที่เข้าใจกันดีว่า ความคิดเกี่ยวกับเสรีภาพและเอกราชในแบบของชาวอเมริกันหรือชาวฝรั่งเศสเป็นที่ยอมรับกันในหมู่ของผู้มีการศึกษากลุ่มเล็ก ๆ วงจำกัดมาเป็นเวลานาน แต่ปัจจัยอื่น ๆ ก็เป็นชนวนที่ทำให้ชาวบราซิลทุกชนชั้นมีความไม่พอใจต่อการตกอยู่ภายใต้อำนาจการปกครองของผู้อพยชาวโปรตุเกส ซึ่งเป็นพวกที่มักจะมความขยันขันแข็งมากกว่าญาติ ๆ ที่เกิดในอเมริกา ( ) และมักจะเป็นพวกที่มีอิทธิพลครอบงำการค้าและเศรษฐกิจ ของบราซิลอย่างแท้จริง ชาวโปรตุเกสที่เดินทางมาจากประเทศแม่ ( ) เป็นพวกที่มักจะได้รับความเมตตาและการคุ้มครองเป็นกรณีพิเศษจากเพื่อนร่วมชาติของพวกเขาซึ่งรับราชการเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลจำนวนมาก พลเมืองผิวสีที่เป็นอิสรชน ( -หมายถึง ชาวมูแลตโต- ) จึงแสดงความไม่พอใจด้วยการค้ดด้านอยุติธรรมซึ่งมีจุดมุ่งทางทฤษฏีเพื่อนำมาใช้กับชาวมูแลตโต ซึ่งกฎหมายดังกล่าวแทบจะไม่มีผลในทางปฏิบัติเลย และท้ายที่สุดก็เป็นที่ทราบกันทั่วไปว่า โปรตุเกสไม่สามารถควบคุมอาณานิคมของในอเมริกาใต้ได้อีกต่อไป นอกจากนี้โปรตุเกสยังไม่สามารถเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากบราซิลอีกด้วย คงเหลือเพียงกิจการไร่ปศุสัตว์ของกษัตริย์โปรตุเกสเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม การประกาศเอกราชของบราซิลมิได้ใช้เวลาในการบ่มตัวยาวนานอย่างที่แมกคาร์ทนีย์ได้คาดหมายเมื่อ ค.ศ.1792 การประกาศเอกราชของบราซิลเกิดขึ้นอย่างฉับพลันในขณะที่ประเทศโปรตุเกสกำลังติดพันกับสงครามปฏิวัติฝรั่งเศสและสงครามนโปเลียน ( ) ซึ่งทำให้กษัตริย์ดอม โจอาวที่ 6 ( ) ขณะทรงเป็นมกุฎราชกุมารโปรตุเกส ( ) เสด็จหนีไปยังบราซิลเมื่อ ค.ศ.1808 เหตุการณ์ดังกล่าวนำไปสู่การยกเลิกระบบการผูกขาดอาณานิคม ( ) และการเปิดประตูทางการค้าระหว่างอังกฤษกับบราซิล รวมทั้งการมีสิทธิในการติดต่อกับต่างประเทศโดยตรงด้วยความขัดแย้งระหว่างโปรตุเกสกับบราซิลเกิดขึ้นระหว่าง ค.ศ.1821 - 1825 และยุติลงอย่างรวดเร็วเมื่อบรรดาที่ปรึกษากิจการโพ้นทะเลของกษัตริย์โปรตุเกส ( ) ถวายคำแนะนำว่า : ไม่ต้องสงสัยว่า หากบราซิลกับโปรตุเกสยังคงต่อสู่กันอย่างไม่ยอมลดราต่อไปแล้วบราซิลจะต้องปฏิบัติการรุนแรงกว่าโปรตุเกส และประเทศที่ใหญ่กว่าและอุดมสมบูรณ์กว่าย่อมไม่ต้องการที่จะอยู่ภายใต้การปกครองของประเทศเล็ก ๆ และมีฐานะยากจนกว่าอย่างแน่นอน สถานการณ์ที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่เรื่องที่จะสามารถแก้ไขได้อย่างง่ายดาย

หากจะกล่าวโดยสังเขปแล้ว เรื่องราวสี่ร้อยปีแห่งการขยายอิทธิพลไปยังโพ้นทะเลของโปรตุเกสเริ่มต้นเมื่อโปรตุเกสสามารถยึดครองซีทต้า ( ) ได้ใน ค.ศ.1415 และสิ้นสุดลงเมื่อบราซิลประกาศเอกราชในปี ค.ศ.1825 อะไรเป็นสาเหตุและสิ่งบ่งชี้ที่มีต่อปรากฎการณ์ดังกล่าว นักประวัติศาสตร์ต่างก็ให้คำตอบที่ไม่เหมือนกัน และสำหรับข้าพเจ้านั้นขอเสนอความคิดเห็นเป็นการส่วนตัวดังต่อไปนี้

ประการแรก จากการพิจารณาผลกระทบบางอย่างที่เกิดขึ้นในประเทศโปรตุเกส จะพบว่าระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 14 -15 กับครึ่งแรกของคริสต์ศตวรรษที่ 16 นั้น ประเทศโปรตุเกสทำการค้ากับยุโรปเหนือด้วยเรือและลูกเรือทั้งหมดของตนในการเดินเรือระหว่างเมืองท่าของอังกฤษและเฟลมมิช ( ) ครั้นสิ้นสุดคริสต์ศตวรรษที่ 16 โปรตุเกสจำเป็นต้องใช้เรือและลูกเรือทั้งหมดของตนในการเดินทางไปยังอินเดีย อัฟริกาและบราซิล ดังนั้นระหว่าง ค.ศ.1600 - 1800 จึงแทบจะไม่มีเรือสินค้าของโปรตุเกสเดินทางไปยังช่องแคบอังกฤษเลย ในขณะที่มีเรือของโปรตุเกสเพียงไม่กี่ลำแล่นในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนแม้ว่าจักรวรรดิโปรตุเกส ( ) จะเป็นจักรวรรดิทางทะเล ( )ตามที่เข้าใจกันก็ตาม แต่โปรตุเกสซึ่งเป็นประเทศแม่ () กลับไม่เคยมีกลาสีและเรือเพียงพอในการเดินเรือค้าขายให้ครอบคลุมอาณานิคมต่าง ๆ ของคนแต่อย่างใด ทำให้บางครั้งโปรตุเกสต้องใช้เรือของต่างชาติในการเดินเรือพาณิชย์ (ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเป็นเรือของอังกฤษ)

นักวิจารณ์หลายคนในคริสต์ศตวรรษที่ 17 และนักเขียนสมัยใหม่บางคนระบุว่า การขยายอำนาจของโปรตุเกสไปยังอาณานิคมต่าง โดยเฉพาะจักรวรรดิทางตะวันออกของโปรตุเกสซึ่งมีสภาพไม่มั่นคง คือ สาเหตุแห่งความหายนะทางภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมและการลดจำนวนประชากรลงภายในประเทศโปรตุเกส ทำให้มีข้อกล่าวหากันว่า ความเสื่อมโทรมเหล่านี้นำมาซึ่งการอพยพนานใหญ่ออกจากประเทศโปรตุเกส เมื่อนักแสวงโชคที่ประสบความสำเร็จได้เดินทางกลับมาจากตะวันออกพร้อมกับความอวดมั่งอวดมีและความประพฤติเสื่อมเสียศีลธรรมมาเผยแพร่ที่โปรตุเกสด้วย ข้อกล่าวหาดังกล่าวเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ระหว่าง ค.ศ.1540 - 1640 พลเมืองของประเทศโปรตุเกสจำนวนประมาณ 1,200,000 คน แต่ในช่วงยี่สิบห้ามีสุดท้ายของคริสต์ศวรรษที่ 17 นั้น พลเมืองของประเทศโปรตุเกสมีแนวโน้มเพิ่มสูงเรื่อย ๆ จนถึงกลางคริสต์ศวรรษที่ 18 โปรตุเกสจึงมีประชากรประมาณ 2,500,000 คน ในบางภูมิภาคของประเทศโปรตุเกสเมื่อการผลิตด้านเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมถึงจุดเสื่อมโทรมระหว่างคริสต์ศวรรษที่ 16 -18 ชาวโปรตุเกสก็สามารถประกอบการเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมในภูมิภาคอื่น ๆ ของประเทศได้ตามความเหมาะสม ที่ดินจำนวนมากของประเทศโปรตุเกสมักจะยังไม่ได้ทำการเพาะปลูก อุตสาหกรรมของโปรตุเกสส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับอุตสาหกรรมขั้นมูลฐานเท่านั้น ไม่ว่าจะในยุคกลาง () หรือแม้กระทั่งเมื่อเร็ว ๆ นี้

ผลประโยชน์อย่างหนึ่งซึ่งโปรตุเกสได้รับจากอาณานิคมโพ้นทะเลทั้งหลาย คือ ผลกำไรทางการค้าและทรัพยากรต่าง ๆ ซึ่งทำให้โปรตุเกสสามารถรอดพ้นจากการถูกรวมประเทศอย่างสก็อตแลนด์และคานาโกเนีย ( ) นับตั้งแต่ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 17 (ถ้าหากไม่มีหลักฐานเก่าไปกว่านี้อีก) ถ้า "เมืองกัวแดนสวรรค์- " กลายเป็นเมืองที่ให้ร่ำรวยอย่างยิ่งแก่โปรตุเกส และถ้าแหล่งตั้งถิ่นฐานในเอเซียเป็นภาระอันหนักหน่วงทางเศรษฐกิจของโปรตุเกสแล้ว ตลอดคริสต์ศตวรรษที่ 17 -18 นั้น บราซิลมีฐานะเป็นอู่ข้าวอู่น้ำอย่างแท้จริงของโปรตุเกส ซึ่งกษัตริย์ดอม โจอาวที่ 4 ( ) ก็ทรงยอมรับความจริงดังกล่าวเช่นกัน ผลิตผลของบราซิลจำพวกน้ำตาล ยาสูบ ทองคำ เพชร ฝ้ายและหนังสัตว์เป็นสิ่งเกื้อหนุนทางเศรษฐกิจของโปรตุเกสซึ่งผลิตได้แต่ผลไม้ไวน์และเกลือมาโดยตลอด และนอกจากนี้สิ่งที่ทำให้โปรตุเกสสามารถดำรงเอกราชของตนอยู่ได้ก็ คือ ผลกำไรจากน้ำตาล ทองคำและเพชรจากบราซิล และการได้รับความคุ้มครองจากอังกฤษนั่นเองเมื่อเรามองอีแง่หนึ่งจะพบว่า ผลผลิตจากบราซิลดังกล่าวไปแล้วข้างต้นนั้นเป็นสิ่งที่เกิดจากน้ำพักน้ำแรงของทาสนิโกรทั้งสิ้น อาณานิคมโปรตุเกสแถบแอตแลนติกใต้ () ดำรงอยู่ได้ด้วยการค้าทาสจากอัฟริกาตะวันตก ซึ่งไม่เพียงแต่จะให้ความมั่งคั่งเท่านั้น หากแต่ยังทำให้อาณานิคมแถบนี้สามารถดำเนินชีวิตต่อไปได้อีกด้วยการประกาศเอกราชของบราซิลก็ยังคงมีความสำคัญต่อประเทศโปรตุเกสอีกต่อไป เหมือนเมือครั้งยังเป็นอาณานิคมของโปรตุเกส : นั่นคือ เป็นแหล่งผลิตสินค้าเขตร้อน ( ) ได้แก่ กาแฟและยางพารา โดยบราซิลเป็นแหล่งผลิตใหญ่ในตอนปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 และที่สำคัญก็ คือ พืชผลทางการเกษตรและผลิตผลจากเหมืองแร่ของบราซิลนั้น เลี้ยงตัวอยู่ได้ด้วยตลาดแถบยุโรปและอเมริกาเหนืออย่างแท้จริง สำหรับในปัจจุบันนี้บราซิลมุ่งพัฒนาเศรษฐกิจของชาติด้วยการนำระบบอุตสาหกรรมมาใช้อย่างกว้างขวาง

โปรตุเกสเป็นชาวยุโรปชาติแรกที่สร้างอาณานิคมในอัฟริกาเขตร้อน ( ) และถ้าหากรูปการณ์ในปัจจุบันเป็นสิ่งบ่งชี้ อัฟริกาคงเป็นดินแดนสุดท้ายที่จะถูกยึดครองพัฒนาการของอาณานิคมโปรตุเกสในอัฟริกาถูกขัดขวางเป็นเวลานับร้อย ๆ ปีจากการระดมความพยายามทั้งหมดไปใช้ในการค้าทาส ปัจจัยอื่น ๆ ที่ฉุครั้งพัฒนาการของอัฟริกาก็ คือ ความไม่ถูกสุขลักษณะของหลาย ๆ ภูมิภาค เช่น แถบลุ่มแม่น้ำแซมเบซี ( ) ซึ่งก่อนหน้าที่จะมีการค้นพบยารักษาเชื้อไข้มาราเรียและโรคเขตร้อนอื่น ๆ ได้นั้น คนผิวขาวไม่สามารถตั้งอาณานิคมในแถบนี้ได้เลย แต่การค้าทาสและผลที่เกิดขึ้นอย่างไร้ศีลธรรมทั้งจากการค้าทาสและการจับคนไปเป็นทาสล้วนแต่เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดการแข่งขันกันอย่างใหญ่หลวงและก่อให้เกิดภาระกันหนักอึ้งขึ้นทั้งในอัฟริกาและบราซิลชาวบราซิลมีคำพูดติดปากอยู่ประโยคหนึ่งว่า " -- การทำงานเป็นสิ่งที่คู่ควรกับคนชั่วและนิโกร" ความน่าเกรงขามเป็นเวลาหลายร้อยปีแห่งการใช้แรงงานทาสของชาวไอบีเรียนถูกทำให้มีความแข็งแกร่งและมั่นคงยิ่งขึ้นโดยสังคมอาณานิคมของชาวผิวขาวหรือลูกครึ่งผิวขาว ซึ่งพวกเขาเองต่างก็ยอมรับว่าสังคมของตนดำรงอยู่ด้วยแรงงานจากสองมือสองเท้าของบรรดาทาสนิโกร

ชาวโปรตุเกสเป็นชนชาติที่มีบทบาทในการนำเอาผลไม้และพืชผักเขตร้อนชนิดต่าง ๆ จากทวีปหนึ่งไปปลูกยังอีกทวีปหนึ่ง โดยเฉพาะผลไม้และพืชผักในแถบบราซิล เอเซียและอัฟริกา เช่น ส้ม สับปะรด ข้าวโพด มันสำปะหลังและยาสูบ ฯลฯ ใครบางคนอาจจะคิดว่าสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่านั้นก็คือ ชาวโปรตุเกสได้ทำให้ภาษาและศาสนาประจำชาติของคนขยายตัวไปยังดินแดนต่าง ๆ อย่างลึกซึ้ง อเล็กซานเดอร์ เซมิลตัน ( ) นักแสวงโชคชาวสก็อตผู้ซึ่งเสื่อมใสนิกายคาลวิน ( ) และไม่เคยยกย่องชาวโปรตุเกสเลย แต่จัดเป็นคนที่รู้จักดินแดนต่าง ๆ ที่อยู่ในแถบมหาสมุทรอินเดียดีราวกับรู้จักหลังมือของตน ในปี ค.ศ.1727 แซมิลตันได้บันทึกเอาไว้ว่า ในกลุ่มคนที่พูดภาษาอังกฤษจำนวนหนึ่งหมื่นคนนั้น เขาไม่พบชาวเอเซียเลยแม้แต่คนเดียว ในขณะที่เขากลับพบว่าชาวเอเซียจำนวนมากสามารถพูดภาษาโปรตุเกสได้เป็นอย่างดี : ชาวโปรตุเกสได้ทิ้งร่องรอยทางภาษาเอาไว้ตลอดแนวดินแดนต่าง ๆ ชายฝั่งทะเลแม้ว่าจะเป็นภาษาโปรตุเกสที่กลายไปจากเดิมมาแล้ว แต่ก็นับเป็นภาษาแรกที่ชาวยุโรปจะต้องเรียนรู้ เพื่อช่วยให้พวกเขาสามารถติดต่อกับอีกฝ่ายหนึ่งได้อย่างกว้างขวางโดยเฉพาะอย่างยิ่งในการติดต่อกับคนเชื้อชาติต่าง ๆ ของอินเดีย ในตอนต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 ชาวสก็อตอีกคนหนึ่งซึ่งเคยมีประสบการณ์มากมายในทะเลแถบตะวันออกได้เขียนจดหมายถึงเพื่อนรุ่นน้องคนหนึ่งซึ่งกำลังเดินทางไปยังเอเซียว่า : หากเป็นไปได้ การเรียนรู้ภาษาพื้นเมืองทั้งภาษามัวร์ ( หมายถึง ภาษามาเลย์ ) และภาษาโปรตุเกสจะทำให้คุณได้รับประโยชน์อย่างเหลือที่จะกล่าวภาษาโปรตุเกสจำนวนหลายคำทีเดียวที่ยังคงฝังแน่นอยู่ในภาษาพื้นเมืองของชาวเอเซีย ( ) และชุมชนต่าง ๆ ของชาวคาธอลิกสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ดังที่ข้าพเจ้าได้กล่าวไปแล้วเบื้องต้น อาจจะกล่าวได้ว่า โจอาว ดึ บารูช ( ) นักจดหมายเหตุชาวโปรตุเกสมิได้คาดการณ์เอาไว้เกินหลักความจริงเลยจากบันทึกของเขาเมื่อ ค.ศ.1540 ว่า : ตราและแท่งศิลาสัญญลักขณ์ประจำชาติโปรตุเกสซึ่งถูกติดตั้งไว้ในอัฟริกา เอเซียและเกาะแก่งจำนวนมากของทวีปทั้งสามเป็นสิ่งที่มีความสำคัญ แม้เวลาจะสามารถทำลานบันได้แต่ก็ไม่สามารถทำลายศาสนา ขนบธรรมเนียมและภาษาในดินแดนต่าง ๆ ซึ่งโปรตุเกสเคยปลูกฝังไว้ได้เลย

1 คนครึ่งชาติเลือดผสมอินเดียน-ฝรั่งเศส : ผู้แปล