วันอังคารที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2555

การศึกษาเปรียบเทียบและกำหนดอายุของ ปืนใหญ่หน้าจวนเอกอัครราชทูตโปรตุเกส ณ กรุงเทพฯและปืนใหญ่อันดามัน

โดย พิทยะ ศรีวัฒนสาร
คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์
http://siamportuguesestudy.blogspot.com
ผู้เขียนได้รับการประสานขอให้ช่วยศึกษาตรวจสอบและกำหนดอายุปืนใหญ่กระบอกหนึ่ง พบจากการทำประมงในน่านน้ำของเขตจังหวัดระนอง  อันเป็นส่วนหนึ่งของทะเลอันดามัน ซึ่งเรือโปรตุเกสเคยสัญจรค้าขายระหว่างคริสต์ศตวรรษที่16-19  ในเบื้องต้นนี้ทราบว่าเป็นปืนใหญ่แบบมีรางปืนเปิดท้ายของโปรตุเกส มีตราแผ่นดิน(Coat of Arm) และสัญลักษณ์ลูกโลก (?) หล่ออยู่เหนือลำกล้องใกล้ปากกระบอกปืน น้ำหนักชั่งได้ 437 กิโลกรัม  ยาว 2.5 เมตร
จากการศึกษาและเปรียบเทียบรูปแบบข้อมูลเพื่อกำหนดอายุของโบราณวัตถุดังกล่าวด้วยความสนใจ ผู้เขียนได้พบว่า รูปแบบของปืนดังกล่าวเป็นอาวุธที่หล่อขึ้นประมาณปลายคริสต์ศตวรรษที่16  ในประเทศไทยมีจัดแสดงไว้ที่หน้าจวนเอกอัครราชทูตโปรตุเกส ณ กรุงเทพฯ จำนวน 2 กระบอก  โดยมีรูปแบบ ขนาด น้ำหนักและความยาวไล่เลี่ยกัน
ผลวิเคราะห์การเสื่อมสภาพจากภาพถ่ายจำนวนหนึ่งที่เจ้าของมอบให้ สามารถแลเห็นร่องรอยของการกัดกร่อนที่ตำแหน่งของตราแผ่นดินโปรตุเกส(Coat of Arm of Portuguese) ลึกลงไปในเนื้อโลหะ ส่งผลให้รอยนูนบนขอบตราดังกล่าวถูกลบจนเลือนไป นอกจากนี้รูปปราสาทห้าหลังของโปรตุเกสในตราแผ่นดินก็เริ่มจะกร่อนหายไปเช่นกัน ลักษณะการเสื่อมสภาพดังกล่าวค่อนข้างสอดคล้องกับอายุสมัยของอาวุธปืนกระบอกนี้

 
ภาพเปรียบเทียบจำแนกรูปแบบและวิวัฒนาการปืนใหญ่สเปน โปรตุเกสและชาติตะวันตกในย่านเมดิเตอร์เรเนียน ขอขอบคุณข้อมูลจากhttp://www.angelfire.com/ga4/guilmartin.com/Weapons.html


         ลำดับที่1 (จากซ้ายไปขวา)
ปืนแวร์ซูแบบสเปน-โปรตุเกส ตีขึ้นจากเหล็ก(Wrought-iron Verso) มีช่องรังเพลิงแบบถอดประกอบได้(Removable wrought-iron Chamber) ตีจากเหล็กเช่นกัน และมีแผ่นเหล็กเสียบกันรังเพลิงเคลื่อนที่ขณะยิง ตรงจุดศูนย์กลางของปืนมีแกนสำหรับหมุนยิง ส่วนท้ายปืนมีด้ามจับหมุนส่ายหาเป้า
        ลำดับที่2 (จากซ้ายไปขวา)
ปืนแวร์ซูแบบสเปน-โปรตุเกส ตีขึ้นจากเหล็ก(Wrought-Iron Verso)  มีอายุปลายคริสต์ศตวรรษที่15 ลักษณะคล้ายปืนแบบ Falconetes แต่มีขนาดใหญ่กว่า มีช่องรังเพลิงแบบถอดประกอบได้ตีจากเหล็กเช่นกัน ยาวประมาณ 4.5 ฟุต ด้ามจับพัฒนาเป็นแท่งยาว
        ลำดับที่3 (จากซ้ายไปขวา)
ปืนแวร์ซูแบบสเปน-โปรตุเกส หล่อด้วยโลหะสำริด(Cast bronze Verso)แบบสเปน –โปรตุเกส ต้นคริสต์ศตวรรษที่16 รูปร่างค่อนข้างเทอะทะ มีรังเพลิงหล่อจากสำริด ครั้นถึงปลายคริสต์ศตวรรษที่16 ก็พัฒนารูปทรงให้เพรียวยิ่งขึ้น


          ภาพสันนิษฐานจากเอกสารโบราณของปืนกึ่งปืนใหญ่สำริด (Half bronze cast Cannon) ของย่านเมดิเตอร์เรเนียนตะวันตก อายุสมัยต้นคริสต์ศตวรรษที่16 
 
           ตรงกลางปืนแบบเอสเมอริล (Esmeril) ของสเปน ลักษณะปากกระบอกปืน คล้ายปืนแบบฟาลังกี ( Farangi ) ของตุรกีและปืนมอสเชตตี ( Moschetti )ของชาวเวนิส 
 
ปืนของสเปนแบบมอเตเรตตี(Morterete) กลางคริสต์ศตวรรษที่16 คล้ายกับปืนแบบบอมบาเดลเล (Bombardelle) ของเวนิสและดาร์เบซี(Darbezy)ของตุรกี
 
ปืนใหญ่ขนาดย่อมของโปรตุเกสมีแกนหมุนยิงได้รอบทิศ(swivel gun)
อยู่ที่พิพิธภัณฑ์อังกฤษ(The British Museum)
 ตราแผ่นดินโปรตุเกสและเครื่องคำนวณหาระยะทาง (armillary sphere) ด้านล่างของปากกระบอกปืน(ลายเส้นบนสัญลักษณ์ลูกโลกไขว้จากซ้ายมาขวา)

ปืนใหญ่โปรตุเกส พบที่Dhlo, Dambarare, Portuguese Settlement จากหนังสือ Market , Feira and Fort in Zimbabwe1693.

ปืนใหญ่หน้าจวนเอกอัครราชทูตโปรตุเกส ณ กรุงเทพฯ
ได้รับการอนุรักษ์โดยการเคลือบสารกันการกัดกร่อนแล้ว


ภายขยายตราแผ่นดินโปรตุเกสและสัญลักษณ์ armillary sphere ของปืนใหญ่หน้าจวนเอกอัครราชทูตโปรตุเกส ณ กรุงเทพฯ (ลายเส้นบนสัญลักษณ์ลูกโลกไขว้จากขวามาซ้าย)

ปืนใหญ่โปรตุเกสบรรจุท้ายพบจากการทำประมงในน่านน้ำอันดามัน
ปัจจุบันอยู่ที่ จ.ระนอง น้ำหนัก 437 กิโลกรัม

 ท้ายปืน


เดือยท้ายปืนสำหรับวางบนฐานยิง หรือ หมุนหาเป้า
ขอบปากกระบอกปืนอันดามัน หนา 1.5 นิ้ว

เส้นผ่าศูนย์กลางของปากกระบอกปืนอันดามันกว้าง 4 นิ้ว

ปากกระบอกปืนและภาพขยายสัญลักษณ์ตราแผ่นดินโปรตุเกส เหนือ armillary sphere บนปืนใหญ่จากน่านน้ำอันดามัน(ลายเส้นบนสัญลักษณ์ลูกโลกไขว้จากซ้ายมาขวา)

สัญลักษณ์ armillary sphere ใต้ตราแผ่นดินโปรตุเกส
สัญลักษณ์ armillary sphere ใต้ตราแผ่นดินโปรตุเกส

ภาพลายเส้นหยาบๆ สัญลักษณ์ armillary sphere ซึ่งหล่อนูนขึ้นมาจนเห็นได้ชัดเจนใต้ตราแผ่นดินของปืนใหญ่โปรตุเกสศตวรรษที่17 ที่ป้อมเมืองดิว(Diu) อดีตอาณานิคมโปรตุเกสที่อินเดียตอนใต้(ลายเส้น สัญลักษณ์ลูกโลกไขว้จากซ้ายมาขวา)



ตัวอย่างเครื่องวัดระยะทางแบบ “armillary sphere”
เครื่องวัดระยะทางแบบ “armillary sphere” ชิ้นนี้มีลูกศรระบุทิศด้วย
 (http://crabapplelandscapexperts.blogspot.com/2012/06/sundials-and-armillary-spheres-as.html)

เครื่องมือคำนวณระยะทาง ( armillary sphere )ชิ้นนี้มีนาฬิกาดาราศาสตร์ประกอบมาด้วย
(Armillary sphere with astronomical clock http://en.wikipedia.org/wiki/Armillary_sphere)

การกัดกร่อนตราแผ่นดินโปรตุเกสจนขอบด้านข้างเสียรูป ขณะที่ดวงตรารูปปราสาทและสัญลักษณ์ความมั่งคั่งด้านในกรอบเลือนหายไปจนเกือบมองไม่เห็นด้านล่างเป็นสัญลักษณ์ armillary sphere ก็ถูกกัดกร่อนเช่นกัน

ตราแผ่นดินโปรตุเกส(Coat of arms of Portugal) ที่ใช้บนธงชาติโปรตุเกสปัจจุบันประกอบด้วยโล่พื้นแดงมีดวงตรารูปปราสาทสีทอง(ปิดประตู)ตั้งอยู่ 7 หลัง(Escutcheons)[1] ภายในกรอบพื้นสีขาวทำเป็นสัญลักษณ์รูปเหรียญ 5 อันบนพื้นโล่สีน้ำเงิน 5 โล่ อันหมายถึงสิทธิของกษัตริย์ในการผลิตเงินตราออกมาใช้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย  ด้านล่างของตราแผ่นดินมีสัญลักษณ์รูปเครื่องวัดมุมบนท้องฟ้า (the Armillary sphere หรือ the celestrial sphere ) ซึ่งใช้ในการคำนวณระยะทางระหว่างการเดินเรือ และกลายเป็นทั้งตัวแทนความสำคัญของโปรตุเกสในยุคแห่งการค้นพบ(the Age of Discovery ต้นคริสต์ศตวรรษที่15-17) และแสดงให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ของจักรวรรดิโปรตุเกสซึ่งมีดินแดนอยู่ทุกภูมิภาคในโลก[2]

 สรุป
          จากสภาพการสึกกร่อนที่ค่อนข้างรุนแรงนี้ ผู้เขียนเชื่อว่า ปืนใหญ่โปรตุเกสจากอันดามันกระบอกนี้ มีอายุร่วมสมัยกับปืนใหญ่ที่หน้าจวนเอกอัครราชทูตโปรตุเกส ณ กรุงเทพฯ คือ ประมาณปลายคริสต์ศตวรรษที่ 16

การอ้างอิง
-พิทยะ ศรีวัฒนสาร, ตราแผ่นดินโปรตุเกสที่หน้าจั่วของจวนเอกอัครราชทูตโปรตุเกส ณ กรุงเทพฯ(Portuguese Coat of Arms at the Villa of the Ambassador of Portugal in Bangkok) อ้างใน http://siamportuguesestudy.blogspot.com/2011/05/portuguese-coat-of-arms-at-villa-of.html วันอังคารที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2554
.......................................................ปืนใหญ่หน้าสถานทูตโปรตุเกส2 http://siamportuguesestudy.blogspot.com/2011/03/2.html วันพุธที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2554
-JOHN FRANCIS GUILMARTIN JR., THE WEAPONS OF SIXTEENTH CENTURY WARFARE AT SEA, http://www.angelfire.com/ga4/guilmartin.com/Weapons.html
-DIU FORT CANNONS AND HOWITZER GUNS.wmv


[1] รูปปราสาท 7 หลัง บนตราแผ่นดินโปรตุเกสใช้มาตั้งแต่สมัยกษัตริย์เซบัสเตียนที่1 (Sebastiao I,  1557-1578) ดู http://en.wikipedia.org/wiki/Sebastian_I
[2] http://en.wikipedia.org/wiki/Coat_of_arms_of_Portugal

วันอังคารที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2555

สัมภาษณ์อาจารย์แสงเดือน โพธิ์ไทร ผู้นำชุมชนโบสถ์คอนเซ็ปชัน สามเสน

โดย 
พิทยะ ศรีวัฒนสาร


ผู้เขียนมีโอกาสสัมภาษณ์ข้อมูลเชิงสังคมวัฒนธรรมจากอาจารย์แสงเดือน โพธิ์ไทร ผู้นำชุมชนโบสถ์คอนเซ็ปชัน สามเสน อาจารย์แสงเดือนเป็นคนไทยเชื้อสายโปรตุเกส ซึ่งบรรพบุรุษของท่านน่าจะอพยพจากเมืองพระนครศรีอยุธยา เข้าไปอยู่ในเขตพระราชอาณาจักรกัมพูชาระยะหนึ่งเมื่อปีพ.ศ.2310 เนื่องจากสงครามระหว่างสยามกับพม่า 

ครั้นสิ้นรัชสมัยสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี  อันเป็นช่วงเวลาของความวุ่นวายทางการเมืองในกัมพูชา บรรพบุรุษของท่านได้เดินทางเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารพระมหากษัตริย์สยามดังเดิม พร้อมๆ กับเจ้านายฝ่ายเขมร  และได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ตั้งถิ่นฐานอยู่ที่ย่านโบสถ์คอนเซ็ปชันสามเสน อันเป็นย่านที่ตั้งบ้านเรือนของชาวโปรตุเกสมาตั้งแต่รัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์เมื่อครั้งพระราชทานที่ดินให้สังฆราช หลุยส์ ลาโน (Louis Lanaux) ใน ค.ศ.1674(พ.ศ.2217)

เมืองในกัมพูชาที่ชาวโปรตุเกสเดินทางเข้าไปตั้งถิ่นฐานน่าจะเป็นเมืองคันเคา (Cancão หรือ Kamkam) ดังหลักฐานจารึก Asemto 1768   ซึ่งเรียกในภาษาจีนว่า เมืองกั้งโข่ว หรือ เมืองพุทไธมาศ (บันทายมาศ) ในเอกสารฝ่ายไทย (ปัจจุบันเมืองนี้อยู่ในเวียดนาม)

คนไทยเชื้อสายโปรตุเกสเป็นคนเกิดก่อนกาล คือ มีนามสกุลใช้มาตั้งแต่ก่อนจะมีพระราชบัญญัตินามสกุลพ.ศ.2456 (สมัยรัชกาลที่6) ตามธรรมเนียมของชาวยุโรป ประเด็นของการสัมภาษณ์ คือ เมื่อพูดถึงศักดินาของขุนนางสมัยโบราณสยามตามหลักฐานทำเนียบศักดินาไทย ซึ่งก็ไม่มีท่านใดสามารถอธิบายได้ว่า หน่วยของศักดินาไทยมีค่าเป็นเท่าใด (เป็นไร่จริงหรือไม่) ผู้สัมภาษณ์ได้ฟังเรื่องเล่าของอาจารย์แสงเดือนเมื่อครั้งวัยเด็กถึงตอนไปตรวจที่นากว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตาของคุณยายซึ่งเป็นลูกหลานผู้มีบรรดาศักดิ์  จึงถามอาจารย์แสงเดือนว่า ศักดินาของขุนนางในอดีตที่กำหนดไว้ เช่น ขุนฤทธิ์สำแดง เจ้ากรมซ้าย กรมทหารฝรั่งแม่นปืน จะมีที่นาถึง 400 (ไร่) จริงหรือไม่ อาจารย์แสงเดือน หรือที่ท่านชอบแทนตัวเองว่า "พี่แสง" ตอบว่า "มีจริงจากประสบการณ์ในการเดินทางไปดูที่นาของคุณยายพี่แสงในต่างจังหวัด  ... ต้องพายเรือตรวจที่นาทั้งวันจนเหนื่อยอ่อน..."


โถน่าสงสารจังครับ... แต่แม้จะเหนื่อยอ่อนแค่ไหน...ไม่ต้องทำอะไรก็มีกินมีใช้ ...อิอิ!

(สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ.2554  ระหว่างงานฉลองความสัมพันธ์ทางการทูต 500 ปี ประเทศไทยและโปรตุเกส ณ กระทรวงต่างประเทศ)

วันพฤหัสบดีที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

เมืองKamkamในจารึกAsemto อยู่ไหน?

โดย พิทยะ ศรีวัฒนสาร

บันทึกการเดินทางของทูตโปรตุเกสซึ่งเข้ามาในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ คือ เปรู วาซ ดึ ซิไกร่า (Pero vaz de Siqeira) กล่าวถึงชื่อและบทบาทของพนักงานจัดเลี้ยงแบบตะวันตกในราชสำนักสยามว่า เป็นข้าราชการสังกัดค่ายโปรตุเกส ชื่อ โยเซฟ คาร์ดูซู (Jozeph Cardozo) เขามีผู้ช่วยชื่อ อันต๊อนิอู ลูบาตู ( Antonio Lobato)

หลังกรุงศรีอยุธยาแตกปรากฏชื่อดังกล่าวในจารึกAsemto ค.ศ.1768ซึ่งกล่าวถึงการพระราชทานที่ดิน ณ โบสถ์ซางตาครูซ แก่ชาวโปรตุเกสที่ร่วมขับไล่พม่าออกจากเมืองบางกอกเมื่อค.ศ.1768 กล่าวถึงลูกหลานผู้ร่วมสายสกุลเดียวกับโยเซฟ คาร์ดูซู ชื่อ ฟรานซิสกู คาร์ดูซู (Fr.co / Francisco Cardoso) ได้หนีภัยสงครามไปพำนักที่เมือง “Kamkam” ระยะหนึ่ง ก่อนจะกลับมาอยู่ที่ชุมชนโบสถ์ซางตาครูซ ในเมืองบางกอกอีกครั้ง เมื่อ ค.ศ.1768

เมือง “Kamkam” อยู่ที่ใดมิอาจทราบได้แน่ชัด ในบทความเรื่อง “สยามกับวัฒนธรรมตะวันตก” เผยแพร่เมื่อเมื่อ 5 มีนาคม 2012 เวลา 16:55 น. ระบุในวงเล็บเชิงสันนิษฐานแบบไม่แน่ใจว่า “ (เขื่อนขัณฑ์? ขอนแก่น? )” หลังจากนั้นผู้เขียนก็พยายามตามหาเมืองดังกล่าวต่อไปอย่างไม่ลดละ

กระทู้เรื่อง “พระยาราชาเศรษฐีเจ้าเมืองพุทไธมาศ ???” ใน www.reurnthai.com ระบุว่า “เมืองพุทไธมาศ หรือ บันทายมาศ คือ เมืองเดียวกับเมืองห่าเตียนของเวียดนาม เมืองห่าเตียน (Hà Tiên) นี้ หนังสือเก่าของไทยเรียกว่า ฮาเตียนบ้าง ฮ่าเตียนบ้าง ในภาษาจีนกลางเรียกว่า เหอเซียน) แปลว่าแม่น้ำเซียน...และยังมีชื่อจีนอีกชื่อหนึ่งคือ กั๋งโข่ว แปลว่า ปากท่า (อ่าว) ในขณะที่ชื่อ เปียม ที่ปรากฏในพงศาวดารเขมรแปลว่า ปากน้ำ...” นอกจากนี้ยังระบุว่า “ฝรั่งบางชาติเรียกเมืองนี้ว่า Cancao แต่เพิ่งเคยเห็นที่เขียนว่า Kankhao ” (ขอขอบคุณข้อมูลจากwww.reurnthai.com)

คำว่า “ฝรั่งบางชาติ” ดังข้อความข้างต้น เห็นจะเป็นชาวโปรตุเกส เนื่องจากคำว่า “คันเคา – Cancao หรือ Kankhao” นั้น เป็นการเขียนคำสะกดแบบโปรตุเกส ซึ่งถ้าจะให้ถูกต้องนั้นก็จะต้องมีเครื่องหมายเน้นเสียง(accent) เช่นนี้ “Cancão หรือ Kankhão”

ชื่อเมือง“Kamkam”ในจารึกพระราชทานที่ดินแก่ชาวโปรตุเกสค.ศ.1768 สามารถอ่านออกเสียงได้ว่า “คังเคา ” ซึ่งนับว่าใกล้เคียงกับคำ “คันเคา” เป็นอย่างยิ่ง

ดังปรากฏตัวอย่างของชื่อหนังสือจดหมายเหตุการเดินทางของแฟร์เนา เมนเดส ปินตู(Fernão Mendez Pinto) ซึ่งในการตีพิมพ์ครั้งแรกๆ เขียนว่า “Pérégrinação อ่านว่า เปเรกรินาเซา ” ต่อมากลับสะกดเป็น “Pérégrinaçam อ่านว่า เปเรกรินาเซา” เช่นกัน


แผนที่เมืองKankhaoทางตะวันออกเฉียงใต้ของเมืองKampot (ขอขอบคุณwww.reurnthai.com)

วันอังคารที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

วัฒนธรรมการทำขนมไทยที่ได้รับอิทธิพลจากโปรตุเกส

โดย 
พิทยะ ศรีวัฒนสาร

ผ่านไปแล้วเกือบปี เก็บตกจากงานเสวนาวิชาการ หัวข้อ “การเดินเรือ เครื่องเทศ และศรัทธา”เมื่อวันอังคารที่ 21 มิถุนายน 2554 เวลา 13.00 น. – 16.30 น. ณ ห้องประชุม อาคารมหาจุฬาลงกรณ์คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 

ผู้เขียนบันทึกภาพวิดีโอการสัมภาษณ์เกี่ยวกับประวัติศาสตร์และความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมระหว่างสยามกับโปรตุเกสไว้ได้เล็กน้อยจากผลงานของ Nation Documentary / NBC จึงขออนุญาต นำมาเผยแพร่ หากมีผู้สนใจฉบับเต็มอิ่มหรือต้องการนำไปเผยแพร่ กรุณาติดต่อ NBC โดยตรงครับ

วันเสาร์ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2555

การเดินทางบนเรือโปรตุเกสของบาทหลวงฝรั่งเศสสมัยพระนารายณ์: บันทึกการเดินทางกับแผนที่โบราณในฐานะเครื่องมือสำคัญทางประวัติศาสตร์

โดย พิทยะ ศรีวัฒนสาร


อักษรตัวเอียงประมาณ46 องศาที่1 จากซ้ายเกือบกึ่งกลางภาพคือปากแม่น้ำประแสร์(Passay R.) ห่างจากเมืองจันทบูรไปทางตะวันตกเฉียงเหนือเล็กน้อย


แผนที่เป็นเครื่องมือสำคัญในการกำหนดที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ของสถานที่ซึ่งถูกอ้างถึงในบันทึกของนักเดินทางต่างชาติ หนังสือจดหมายเหตุการเดินทางของบาทหลวงตาชารด์ ค.ศ. 1687-1688 มีการกล่าวถึงสถานที่หลายแห่งทางภาคตะวันออกของสยาม บ้างก็สามารถติดตามหาหลักฐานอ้างอิงกับชื่อในปัจจุบันได้ บ้างก็เป็นสถานที่ซึ่งเลือนหายไปจากความทรงจำของคนในปัจจุบัน บาทหลวงกีย์ ตาชารด์ (Guy Tachard) เดินทางเข้าสยาม 3 ครั้ง


ครั้งที่ 1 ค.ศ.1675 สมัยสมเด็จพระนารายณ์ มากับเชอวาริเอร์ เดอ โชมองต์ ราชทูต และได้เขียนบันทึกการเดินทางเผยแพร่ ชื่อ “ Vogage de Siam des père Jesuites envoyés, envoyés par le Roy aux Indes & à la Chine, Avec leurs observations astronomiques et leurs remarques de physique de geographic d’hydrographic & d’histoire” (สันต์ ท. โกมลบุตร แปล 2517)[1]
ครั้งที่ 2 ค.ศ. 1687-1688 สมัยสมเด็จพระนารายณ์ เดินทางกลับมาพร้อมคณะราชทูตออกพระวิสูตรสุนทร ท่านผู้นี้ได้เขียนบันทึกการเดินทางเผยแพร่ที่ปารีส ชื่อ “Second Voyage du Père Tachard et des père Jesuites envoyés par le Roy au Royaume de Siam”
ครั้งที่ 3 สมัยสมเด็จพระเพทราชา ปรากฏเรื่องราวในประชุมพงศาวดาร ภาคที่ 36 จดหมายเหตุบาทหลวงโลเน

การเดินทางบนเรือพ่อค้าโปรตุเกส

บาทหลวงตาชารด์ เล่าถึงการเดินทางไปมาเก๊าด้วยเรือพ่อค้าโปรตุเกส[2] ของคณะบาทหลวงเยซูอิต 5 รูป ซึ่งบาทหลวงตาชารด์ได้ให้พำนักอยู่ที่เมืองพระนครศรีอยุธยาภายใต้การนำของบาทหลวงเดอ ฟองเตอเน ก่อนเดินทางไปเผยแพร่ศาสนาที่ประเทศจีน การเดินทางด้วยเรือของพ่อค้าโปรตุเกส อาจบรรยายความในใจเศร้าๆ ของบาทหลวงฟองเตอเนได้ดังนี้ “เรือก็เก่า คนเรือก็ปวกเปียก: นิยามเรือสินค้าโปรตุเกสเส้นทางสยาม-มาเก๊า” เนื่องจากขณะที่เดินเรือออกจากสยาม เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม[3] คณะบาทหลวงเยซูอิตชุดนี้ ประสบอุบัติเหตุจากเหตุการณ์ที่ท้องเรือแตก สายระโยงใบเรือขาด แถวๆ เกาะเสม็ด[4] จนไม่สามารถเดินทางต่อไปได้ในตอนเช้าวันที่ 16 กรกฎาคม ทำให้ต้องบากหน้าไปขอความช่วยเหลือจากเจ้าเมืองจันทบูรณ์ ก่อนจะเดินทางย้อนกลับเข้ามาตั้งหลักในสยามอีกครั้งเพื่อรอฤดูมรสุมใหม่ โดยใช้เวลาเดินทางย้อนกลับสู่เมืองพระนครศรีอยุธยานานเกือบหนึ่งเดือน


เรื่องราวอุบัติเหตุดังกล่าว ปรากฏอยู่ในจดหมายของบาทหลวงเดอ ฟองเตอเน ถึงบาทหลวงแวร์ซุสที่ปารีส ซึ่งบาทหลวงตาชารด์ได้ตีพิมพ์จดหมายดังกล่าวไปทั้งฉบับ
จดหมายฉบับดังกล่าว เริ่มต้นตั้งแต่หน้า 63-104 เล่าถึงสถานการณ์ บรรยากาศและเคราะห์กรรมที่ได้ประสบมาอย่างน่าสนใจ ส่วนหนึ่งของเนื้อหากล่าวถึงเมืองบางกอกในฐานะเมืองสวนผลไม้รสเยี่ยมของสยาม[5] และที่ตั้งของสันดอนสยามซึ่งมีร่องน้ำลึกเพียง12ฟุต มีเรือ 12 ใบเตรียมจะกางใบเพื่อมุ่งหน้าสู่จีน ญี่ปุ่นหรือมะนิลา[6]


เส้นทางไปมาเก๊าเมื่อออกจากสันดอนสยามจะต้องแล่นเรือไปทางตะวันตกเฉียงใต้ก่อนประมาณ 30 ลิเออ (เท่ากับ 90 ไมล์ทะเล) [7] เพื่อมุ่งหน้าไปยังเทือกเขาปังเธส(Panthes) ตามภาษาโปรตุเกส จากนั้นจึงมุ่งไปทางตะวันออกเฉียงใต้ และทิศตะวันออกเพื่อมุ่งสู่เกาะอูบี(Pol. Ubi) และเกาะกองดอร์(Pol. Condor) ของกัมพูชา แล้วแล่นเลียบตลอดแนวชายฝั่งประเทศญวน(Cochinchine) มุ่งสู่หมู่เกาะซังเซียน(Sancian) สถานที่ซึ่งนักบุญ ฟรานซิส เซเวียร์ มรณภาพ จากนั้นก็มุ่งสู่หมู่เกาะมาเก๊า โดยละเกาะไหหลำไว้ทางซ้าย[8]

บาทหลวงฟองเตอเน บันทึกว่า
“ตอนเย็นวันที่ 13 เราทำระยะทางได้เกือบ 6 ลิเออ เราเพิ่งสังเกตเห็นสภาพอันเลวร้ายของพวกลูกเรือในวันนี้เอง มีอยู่เพียง 5 คน เท่านั้นเองที่ขึ้นเพลาใบเรือได้ ส่วนใหญ่มักไม่ค่อยเป็นงาน บางคนยังฟังภาษาที่เขาพูดกับตนไม่ออกเอาเสียด้วยซ้ำ จนกระทั่งต้องใช้ภาษาใบ้พูดจากัน หรือไม่ก็ต้องจูงมือไปยังตำแหน่งแห่งที่ที่เขาต้องการให้ไปประจำอยู่...”[9]


บาทหลวงฟองเตอเน เล่าต่อว่า เช้าวันที่ 14 กรกฏาคม มีลมดีพัดมาให้เดินทางต่อไปได้ “เราใช้เวลาเกือบ 2 ชั่วโมงเพื่อถอนสมอ โดยเหตุที่เรารู้ดีว่า พวกลูกเรือของเรือรบหลวงนั้น ปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาอย่างขมีขมันเพียงไร เราจึงประหลาดใจที่ได้มาเห็นความเฉื่อยชาในการปฏิบัติงานของพวกลูกเรือของเรายิ่งนัก เมี่อถูกเรียกให้ไปปฏิบัติหน้าที่ก็แทบไม่อยากโผล่หน้าออกมาให้เห็นทีเดียว นายเรือได้เรียกประชุมเทศนาสั่งสอนกันครั้งหนึ่งว่า ‘ไอ้หนูทั้งหลายเอ๋ย พวกเจ้าจะต้องไปทำงานเมื่อเขาเรียกขาน พวกเจ้าก็รู้อยู่แล้วว่าข้าได้ให้แก่พวกเจ้าทั้งทรัพย์สินและเลือดเนื้อของข้า และข้าต้องดึงอาหารจากปากลูกหลานของข้ามาให้พวกเจ้าได้กินกัน’ [10]


จดหมายยังระบุถึงความหย่อนสมรรถภาพของบรรดาลูกเรือส่งผลให้พ่อค้าโปรตุเกสหลายรายจมน้ำตาย กล่าวคือ


“...เขาว่ากันว่า จะต้องปฏิบัติเช่นนี้กับพวกกลาสีเรือชาวปอร์ตุเกส เพื่อที่จะได้ตัวเอาไปทำงาน อย่างไรก็ตาม การเจรจาหว่านล้อมให้ลงใจด้วยอาการที่ปวกเปียกดังนี้ ทำให้ข้าพเจ้าวินิจฉัยได้อีกว่า เป็นการยากที่จะเดินทางไปได้โดยปลอดภัย ในเรือชาวปอร์ตุเกส และความไม่ค่อยตั้งใจปฏิบัติงานนี้เองเป็นสาเหตุสำคัญด้วยประการฉะนี้แลนายพาณิชที่มั่งคั่งแห่งเมืองมาเก๊าหลายต่อหลายรายจึงมาเรือแตกจมน้ำตายในทะเลย่านนี้” [11]

การตรวจสอบชื่อบ้านนามเมืองบนเส้นทางผจญภัยของบาทหลวงฟองเตอเน
จดหมายของบาทหลวงฟองเตอเนกล่าวถึงชื่อของเกาะเสม็ด(Cossomet) และเมืองจันทบูร(Chantaboun) แต่เมื่อกล่าวถึงบ้านลำพารี(Lamparie)[12] บ้านสามไห้ (Samhay)[13] และบ้านเพชรทราย(Pessay)[14] ก็เริ่มทำให้รู้สึกสับสน


ชื่อบ้านสามไห้(Samhay) หากเป็นภาษาโปรตุเกสจะออกเสียงตรงตัวว่า “บ้านเสาไห้” โดยเทียบกับคำว่า Pérégrinaçam ซึ่งเป็นพหูพจน์ของคำว่า Pérégrinação อันเป็นชื่อหนังสือบันทึกการเดินทางของแฟร์เนา เมนเดช ปินตู (Fernão Mendes Pinto) แต่ในแถบจังหวัดจันทบุรีนั้นไม่ปรากฏชื่อที่ใกล้เคียงกับคำดังกล่าว นอกจากบ้านเสาไห้ ตำบลเสาไห้ อำเภอเสาไห้ในเขตจังหวัดสระบุรีเท่านั้น ซึ่งมิได้ตั้งอยู่ติดกับทะเลดังคำบรรยายในจดหมายข้างต้น ส่วนชื่อบ้านบ้านลำพารี(Lamparie) นั้น คิดไม่ออกว่าตรงกับสถานที่ใด


สำหรับบ้านเพชรทราย(Pessay) ทีแรกก็แทบจะหมดหวัง แต่เมื่อลองศึกษาดูจากแผนที่สยามและประเทศราชพ.ศ.2400(Map of Siam and Its Dependencies, 1857) โดย เซอร์ จอห์น เบาริ่ง (John Bowring)[15] ตีพิมพ์ในหนังสือประมวลแผนที่: ประวัติศาสตร์-ภูมิศาสตร์ -การเมืองกับลัทธิอาณานิคมในอาเซียน (ชาญวิทย์ เกษตรศิริ บรรณาธิการ) ก็พบว่า หมู่บ้านดังกล่าว น่าจะอยู่บริเวณย่านปากแม่น้ำประแสร์ (Passay R.) ในเขตจังหวัดจันทบุรีนั่นเอง


การอ้างอิง
[1] สันต์ ท. โกมลบุตร, จดหมายเหตุการเดินทางครั้งที่2 ของ บาทหลวงลาลูแบร์ ค.ศ. 1687-1688(กรุงเทพฯ: คุรุสภาลาดพร้าว, 251) , คำนำ หน้า ก-จ
[2] สันต์ ท. โกมลบุตร, เรื่องเดิม, น.71
[3] สันต์ ท. โกมลบุตร, เรื่องเดิม, น.68
[4] สันต์ ท. โกมลบุตร, เรื่องเดิม, หน้า73
[5] สันต์ ท. โกมลบุตร, เรื่องเดิม, น.66
[6] สันต์ ท. โกมลบุตร, เรื่องเดิม, น.67-68
[7] 1 lieue หรือ 1 league เท่ากับประมาณ 3 ไมล์ทะเล หรือประมาณ 5.556 กิโลเมตร ขอขอบคุณวิกิพีเดีย
[8] สันต์ ท. โกมลบุตร, เรื่องเดิม, หน้า68-69
[9] สันต์ ท. โกมลบุตร, เรื่องเดิม, หน้า70
[10] สันต์ ท. โกมลบุตร, เรื่องเดิม, หน้า70-71
[11] สันต์ ท. โกมลบุตร, เรื่องเดิม, หน้า71
[12] สันต์ ท. โกมลบุตร, เรื่องเดิม, หน้า84
[13] สันต์ ท. โกมลบุตร, เรื่องเดิม, หน้า86
[14] สันต์ ท. โกมลบุตร, เรื่องเดิม, หน้า90
[15] ชาญวิทย์ เกษตรศิริ บรรณาธิการ, ประมวลแผนที่: ประวัติศาสตร์-ภูมิศาสตร์ -การเมืองกับลัทธิอาณานิคมในอาเซียน (กรุงเทพฯ: จัดพิมพ์โดยมูลนิธิโตโยต้า, 2555) , หน้า 184

วันพฤหัสบดีที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2555

สยามกับวัฒนธรรมตะวันตก

โดย Bidya Sriwattanasarn เมื่อ 5 มีนาคม 2012 เวลา 16:55 น. ·


ท่ามกลางความทุกข์ยากของชาวอิสราเอล พระคริสต์แสดงปาฏิหาริย์ให้มีขนมปังและไวน์ในงานเลี้ยงอย่างอุดมสมบูรณ์



บันทึกการเดินทางของทูตโปรตุเกสซึ่งเข้ามาในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ คือเปรู วาซ ด ึ ซิไกร่า (Pero vaz de Siqeira) กล่าวถึงชื่อและบทบาทของพนักงานจัดเลี้ยงแบบตะวันตกในราชสำนักสยามว่า เป็นข้าราชการสังกัดค่ายโปรตุเกส ชื่อ โยเซฟ คาร์ดูซู (Jozeph Cardozo) เขามีผู้ช่วยชื่อ อันต๊อนิอู ลูบาตู ( Antonio Lobato) หลังกรุงแตกปรากฏว่า ลูกหลานของเขา ชื่อ ฟรานซิสกู คาร์ดูซู (Fr.co / Francisco Cardoso) หนีภัยสงครามไปพำนักที่ “Kamkam (เขื่อนขัณฑ์? ขอนแก่น? )” ระยะหนึ่ง ก่อนจะกลับมาอยู่ที่ชุมชนโบสถ์ซางตาครูซ ในเมืองบางกอกอีกครั้ง เมื่อ ค.ศ.1768 ดังปรากฏหลักชื่อดังกล่าวในจารึกซึ่งกล่าวถึงการพระราชทานที่ดิน ณ โบสถ์ซางตาครูซ แก่ชาวโปรตุเกสที่ร่วมขับไล่พม่าออกจากเมืองบางกอกเมื่อค.ศ.1768

สื่อให้เห็นความทันสมัยและการเข้าถึงวัฒนธรรมตะวันตกของสยามภายใต้การดูแลของคนในค่ายโปรตุเกส

หนังสือฟื้นความหลังของพระยาอนุมานราชธน ซึ่งถือเป็นคนไทยเชื้อสายจีนกลุ่มแรกๆ ที่เคยประกอบอาชีพเป็นเสมียนโรงแรม ท่านได้กล่าวถึงพนักงานโรงแรมโอเรียนเต็ล เมื่อแรกตั้งว่า ระหว่างที่ท่านทำงานในโรงแรมแห่งนี้นั้น ท่านเคยเห็นคนไทยเชื้อสายโปรตุเกสทำงานเป็นพ่อครัวในโรงแรมด้วย

ทุกครั้งของการเดินทางเยี่ยมชมโบสถ์ซางตาครูซ ตามโครงการIn the Footsteps of The Portuguese 3 ครั้ง ที่ผ่านมา คุณพ่อ ดร.วิทยา คูวิรัตน์ เจ้าอาวาสโบสถ์ ซางตาครูซ จะเป็นผู้อำนวยการจัดเลี้ยงคณะเยี่ยมชมด้วยอัธยาศัยไมตรีอันงดงามอย่างสม่ำเสมอ อาหารพื้นเมืองแบบโปรตุเกสซึ่งถูกนำมาจัดเลี้ยงได้แก่ มัสมั่นไก่ เนื้อแซนโม ต้มมะฝ่า สตูว์ลิ้นวัวไวน์รสกลมกล่อม และขนมหวานสายพันธ์โปรตุเกส

จานเด็ดน่าจะอยู่ที่สตูว์ลิ้นวัว ซึ่งหากได้ลิ้มลองแล้ว เชื่อว่า ท่านจะเป็นผู้ที่สมควรได้รับพรอันวิเศษจากพระเจ้าจนสามารถก้าวขึ้นเป็น “นายภาษา” ได้อย่างล่ามโปรตุเกสในอดีตทุกคนเลยทีเดียว

ประมาณว่า ... ภาพศิลปะกระจกสีแผ่นหนึ่งในโบสถ์ซางตาครูซ หรือ ที่โบสถ์กัลหว่าร์ .... แสดงปาฏิหาริย์ของพระเจ้าให้เห็นเป็นรูปลิ้นจำนวนมากปรากฏอยู่บนท้องฟ้าเหนือบรรดาสาวกของพระคริสต์ ปริศนาธรรมนี้เสมือนหนึ่งเป็นการอำนวยพรจากพระเจ้าให้สาวกของพระคริสต์ประสบความสำเร็จในการเดินทางไปประกาศศาสนา โดยให้สามารถสื่อสารกับผู้คนชนเผ่าต่างภาษาต่างวัฒนธรรมได้ทั่วโลก

ลองไปชิมสตูว์ลิ้นวัวนุ่มๆกับเนื้อแซนนโมสูตรโบราณแกล้มไวน์ที่กุฎีจีนกันสักครั้งมั๊ยครับ