วันอังคารที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2554

4.Four Centuries of Portuguese Expansion,1415-1825: a Succint Survey by C.R. Boxer,

บทที่4 คริสต์ศตวรรษที่18 ยุคทองของบราซิล

by C.R. Boxer (แปลโดย พิทยะ ศรีวัฒนสาร / ร่างรอขัดเกลาสำนวน อ้างอิง แก้ไขเทคนิคการนำเสนอ ภาพประกอบและกำกับภาษาต่างประเทศ)
ในช่วงทศวรรษ1530นั้น การตั้งอาณานิคมที่บราซิลเริ่มประสบกับความยุ่งยาก เนื่องจากถูกจำกัดพื้นที่ให้มีรูปร่างแคบเพรียวลงเป็นช่วง ๆ ตามแนวชายฝั่งทะเล สถานที่ซึ่งอาจเป็นที่ตั้งหลักแหล่งได้อย่างเพียงพอนั้น มีไม่กี่แห่ง ข้อจำกัดประการหนึ่งในการตั้งถิ่นฐาน คือ จะขยายหลักแหล่งออกไปบนผืนแผ่นดินใหญ่ได้ไม่เกิน 50 ไมล์ ในบราซิล น้ำตาล คือ สินค้าออกสำคัญ รองลงมา คือ ยาสูบซึ่งโดดเด่นถัดมา ในระยะหลังโรงงานน้ำตาลมักจะตั้งอยู่บนพื้นที่ซึ่งจะสามารถเดินทางไปยังท่าเรือได้ง่าย ศูนย์กลางสำคัญในการผลิตน้ำตาลของบราซิลมี 3 แห่ง คือ เปอร์นัมบูโก( ) ทางทิศเหนือ บาเฮีย( )ตอนกลาง และริโอ เดอ จาเนโร( ) อยู่ทางทิศใต้ ทั้งสามเมืองเป็นศูนย์กลางสำคัญทางด้านประชากร กล่าวคือ แรงงานทาสในไร่อ้อยกับทาสผู้รับใช้ในบ้านส่วนใหญ่จะถูกนำมาจากแอฟริกาตะวันตก แหล่งทาสสำคัญในระยะแรกอยูแถบกินี เมื่อโปรตุเกสตั้งเมืองลวนดา( ) เป็นเมืองท่าการค้าในค.ศ.1575 ทาสก็ถูกนำมาจากอังโกลาและเบงกูเอลลามากขึ้น บางครั้งผู้ตั้งถิ่นฐานในบราซิลก็จับชาวอเมรินเดียนไปเป็นทาสด้วย เมื่อเปรียบเทียบกันแล้วจะเห็นว่าขณะที่ชนเผ่าอะบอริจินีส( )ยังคงมีวิถีชีวิตอยู่ในวัฒนธรรมยุคหิน แต่พวกเขาก็มิได้พิสูจน์ให้เห็นว่า มีประโยชน์มากกว่าหรือมีภูมิต้านทานสูงเท่าพวกนิโกร

การด้นดั้นสู่ดินแดนซึ่งอยู่ลึกเข้าไปจากชายฝั่งทะเลระยะแรก เริ่มขึ้นบริเวณตอนใต้สุดอันเป็นที่ซึ่งกลุ่มชนแห่งที่ราบสูงเซา เปาโล( ) ดำรงชีวิตอยู่ด้วยความยากจนข้นแค้นเกินกว่าจะสามารถซื้อทาสผิวดำมาไว้ใช้งานได้ พวกเขาจึงจู่โจมเข้าไปใน (ดินแดนซึ่งอยู่ลึกเข้าไปห่างจากชายฝั่งทะเล) เพื่อค้นหาชาวอเมรินเดียนและจับชาวอเมรินเดียนเหล่านั้นไปเป็นทาสภายในฟาร์มและที่พักของตน พวกเขาดั้นด้นเข้าไปตั้งแต่แถบคอร์ดิลเลอรา ( ) ในเทือกเขาแอน ( ) ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออก จนถึงลุ่มแม่น้ำอะเมซอนซึ่งอยู่ทางตอนเหนือ แต่การรุกเข้าไปในดินแดนเหล่านี้ มีเป้าหมายเพื่อการโจมตีค้นหาทาสซึ่งทิ้งถิ่นฐานจากไปเมื่อพวกเขาเดินทางเข้าไปถึงเท่าชาวปอลลิสตาส์ ( ) พลเมืองแห่งที่ราบสูงเซา เปาโลเป็นกลุ่มชนที่มีเปอร์เซนต์เลือดอเมรินเดียนสูงมาก พวกเขามักจะใช้ภาษาตูปี ( )ภายในกลุ่มของตนมากกว่าจะใช้ภาษาโปรตุเกส ชาวปอลลิสตาลยอมรับหรือปรับปรุงประเพณีและวิถีการดำเนินชีวิตแบบพื้นเมืองของตนหลายอย่าง ด้วยการผสมผสานกันอย่างเป็นอิสระ คล้าย ๆ กับกรณีของพวกเมติส( ) 1 ซึ่งเป็นชาวแคนาเดียนเชื้อสายฝรั่งเศส( )ในคริสต์ศตวรรษที่14

ในระยะครึ่งหลังคริสต์ศตวรรษที่ 17 เมื่อสงครามกับดัทช์สิ้นสุดลงไปแล้วเหตุการณ์รุนแรงต่าง ๆ ก็แทบจะไม่เกิดขึ้นเลย แต่ผลประโยชน์ในบราซิลมีมากเพียงใด คนเลี้ยงวัว( หรือ หรือ ) ก็ยิ่งอพยพเข้าไปตั้งถิ่นฐานมากขึ้นเท่านั้นคนเหล่านี้เดินทางไปเพื่อแสวงหาทุ่งหญ้าสำหรับเลี้ยงฝูงวัว พวกเขาส่วนใหญ่เป็นคนครึ่งชาติ ( ) ที่ถูกว่าจ้างโดยเจ้าของที่ดินรายใหญ่ ๆ พวกเขาอพยพไปทางทิศตะวันตกของบาเฮียและเปอร์บูโก และมุ่งหน้าเขาสู่ดินแดนตอนในของภาคตะวันออกเฉียงเหนือและดินแดนในแถบลุ่มแม่น้ำเชา ฟรานซิสโก( ) ซึ่งอยู่ในภาคกลางของบราซิล ในกรณีนี้ การอพยพเข้าไปตั้งถิ่นฐานของพวกเขาเกิดขึ้นพร้อม ๆ กับการยึดครองบราซิล อย่างไรก็ตาม ผู้คนที่อาศัยอยู่ในบริเวณทุ่งหญ้าดังกล่าวมีน้อยมาก การดำรงชีวิตจึงกระจัดกระจายอยู่ภายในเขตทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์เท่านั้น

(เริ่มพิสูจน์อักษรต่อ)ในช่วง 25 ปี สุดท้ายของคริสต์ศตวรรษที่ 17 นั้น โปรตุเกสมีสินค้าออกสำคัญคือ น้ำตาล ยาสูบ ไวน์ ผลไม้ และเกลือ สินค้าเหล่านี้เป็นปัจจัยที่โปรตุเกสใช้ในการนำเข้าสินค้าจำพวกพืชพันธ์ธัญญาหารและสินค้าหัตถกรรม สินค้าขาออกของโปรตุเกสมีมูลค่าต่ำกว่าอัตราของสินค้าขาเข้า จึงก่อให้เกิดปัญหาการขาดดุลย์ทางการค้า โธมัส เมนาร์ด( ) กงศุลผู้เชี่ยวชาญชาวอังกฤษ ณ ลิสบอน ได้รายงานไว้เมื่อ ค.ศ.1671 ว่า :“น้ำตาลทั้งหมดของโปรตุเกสที่ถูกนำเข้ามาในปีนี้ พร้อมด้วยสินค้าจำพวกพืชผลทางการเกษตรอื่น ๆ ซึ่งโปรตุเกสพยายามจะส่งเป็นสินค้าออกนั้นมีมูลค่าไม่ถึงครึ่งหนึ่งของสินค้าเข้าจึงมีแนวโน้มว่าเงินตราของโปรตุเกสกำลังจะหมดไปในไม่ช้านี้ ”

สำหรับอีกฟากหนึ่งของมหาสมุทรแอตแลนติกนั้นก็มีสภาวการณ์แห่งความมืดมนทางเศรษฐกิจไม่แพ้กัน บาทหลวงอันโตนิโย วิเยรา( ) แห่งคณะเจซูอิต ได้บันทึกสถานการณ์ต่าง ๆ ที่บาเฮีย( ) เมื่อ ค.ศ.1689 ว่า :“ภายในระยะเวลาสั้น ๆ นี้ เราจะหวนกลับไปอยู่ในสภาพของการเป็นชนเผ่าอินเดียน( ) และกลายไปเป็นชาวบราซิลเลียน( ) แทนที่จะเป็นชาวโปรตุเกส ”

สถานการณ์ต่าง ๆ อาจจะไม่เลวร้ายไปเสียทุกอย่างดัง เช่น การคาดหมายของนักสังเกตุการณ์ชาวต่างชาติและชาวโปรตุเกส เพราะไม่ว่าจะเนื่องด้วยเหตุผลใด ๆ และแม้พวกเขาจะอยู่ในสภาพอันเลวร้ายสักปานใด แต่สถานการณ์ก็ได้คลี่คลายไปในทางที่ดีจากองค์ประกอบสองประการคือ การเกิดสงครามวิลเลียม( ) ระหว่างอังกฤษกับฝรั่งเศส และ(อุบัติการณ์ใหญ่ซึ่งบังเอิญเกิดขึ้นอย่างไม่คาดฝัน) และการค้นพบทองคำในบราซิล สงครามวิลเลียมทำให้การส่งเหล้าไวน์ของฝรั่งเศสไปยังประเทศอังกฤษต้องถูกสั่งห้าม หรือมิฉะนั้นก็ถูกเก็บภาษีขาเข้าในอัตราที่สูงมาก ส่งผลให้ปริมาณการบริโภคไวน์ของโปรตุเกสในตลาดอังกฤษถีบตัวสูงขึ้นเป็นเงาตามตัวปรากฏการณ์ดังกล่าวทำให้ปัญหาการขาดดุลย์ทางการค้าของโปรตุเกสได้รับการแก้ไขด้วยดี และนอกจากนี้ สิ่งที่ส่งผลให้สภาวการณ์ทางเศรษฐกิจของโปรตุเกสมีความมั่นคงยิ่งขึ้นก็คือ สัญญาทางการค้าสำคัญฉบับหนึ่งชื่อ “The Treaty of Methieu” เมื่อ ค.ศ.1703 และสำหรับทองคำที่บราซิลนั้น ปรากฏว่าถูกค้นพบครั้งแรกเป็นจำนวนมากเมื่อกลางทศวรรษ 1690 โดยกลุ่มนักแสวงโชคจากโปลิสตา( ) พวกเขาเหล่านี้ได้บากบั่นเข้าไปในป่าซึ่งดินแดนดังกล่าวนี้ ปัจจุบันคือ อมินาส์ แจแรส์( ) เพื่อการค้นหาและกวาดต้อนอเมรินเดียนกับค้นหาแร่เงิน อันเป็นโลหะมีค่าที่ชาวสเปนเคยค้นพบมาแล้วในเม็กซิโกและเปรู มากกว่าจะต้องการแสวงหาทองคำ

หลังการสิ้นสุดคริสต์ศตวรรษที่ 17 แล้ว บรรดาผู้คนที่ยังข้องใจต่อข่าวการค้นพบทองคำในดินแดนที่อยู่ลึกเข้าไปทางทิศเหนือของริอู ดึ ชไนรู ( ริโอ เดอ จาเนโร-Rio de Janeiro) ต่างก็เดินทางออกไปพิสูจน์ข้อเท็จจริงของการค้นพบทองคำจำนวนมหาศาลอย่างที่ไม่เคยปรากฏในภูมิภาคใดมากก่อนข่าวการค้นพบทองคำในพื้นที่กว้างใหญ่ ตามแม่น้ำลำธารและหุบห้วยทุกแห่งทั้งในเหมืองธรรมชาติ( ) และเหมืองขุด( ) แพร่สบัดออกไปสู่โลกภายนอกทุกวัน ดินแดนแห่งนี้จึงถูกเรียกว่า “เหมืองใหญ่ ( หรือ )” นักแสวงโชคแห่งโปลิสตาผู้ค้นพบและบุกเบิกเหมืองทองคำได้กลายเป็นเจ้าของเหมืองทองคำไปโดยปริยาย และปราศจากการถูกรบกวนท้าทายด้วย ในเวลาต่อมา นักแสวงโชคจำนวนมากจากโปรตุเกสและดินแดนอาณานิคมทุกแห่งของโปรตุเกสต่างก็โคจรมาพบกับที่มินาส์ แจแรส์ โดยอาศัยเส้นทางสำคัญสามสายผ่านป่าดงดิบคือ จากบาเฮีย( ) ริโอ เดอ จาเนโน และเซา เปาโล ( ) มินา แจแรส์ จึงกลายเป็นแหล่งเสื่อมโทรมและผิดจริยธรรมแหล่งใหญ่ ส่วนผู้คนในมินาส์ แจแรส์ก็ล้วนแต่เป็นพวกที่ “คึกคะนองและขาดระเบียบแบบแผนที่สุดเท่าที่เคยปรากฏมา” ข้อความดังกล่าวอยู่ในบันทึกที่น่าเชื่อถือเมื่อ ค.ศ.1701 ของข้าหลวงใหญ่แห่งบราซิล หลักฐานซึ่งมีอคติเพียงเล็กน้อยเกี่ยวกับการค้นพบทองคำครั้งยิ่งใหญ่หนแรกในประวัติศาศตร์สมัยใหม่บันทึกไว้ว่า : แต่ละปีฝูงชนชาวโปรตุเกสและชาติอื่นได้ทางไปยังเหมืองทองคำโดยเรือสินค้าประจำปีพวกเขาเดินทางมาจากทั้งเมืองใหญ่ เมืองเล็ก ผืนไร่( )และชนบทล้าหลังของบราซิล ฝูงชนเหล่านี้มีทั้งคนผิวขาวผิวสีและผิวดำ รวมทั้งชาวอเมรินเดียนจำนวนมากซึ่งถูกนักแสวงโชคแห่งโปลิสตาจับมาเป็นทาส การผสมผสานกันเกิดจากประเภทและสภาวะต่าง ๆ ของผู้คน : ชายกับหญิงเยาว์วัยกับชราภาพ : รวยกับจน และศาสนาหลายนิกาย ฝูงชนเหล่านี้ล้วนแต่เป็นผู้ที่มิได้มีบ้านเรือน หรือแหล่งพักพิงในบราซิลเลย

ความลำบากยากแค้นบนเส้นทางสู่เหมืองทองคำเกิดขึ้นกับนักแสวงโชคจำนวนมากที่ขาดประสบการณ์ชีวิต ความตายเนื่องจากการอดอาหารและการได้รับอาหารไม่เพียงแก่ความต้องการของร่างกายมักจะเกิดขึ้นกับนักแสวงโชคผู้มีเพียงไม้เท้าและเครื่องหลังเป็นสมบัติติดตัว เมื่อนักบุกเบิกเหล่านี้เดินทางไปถึงดินแดนแห่งเหมืองทองคำ พวกเขาต่างก็ดำเนินชีวิตไปโดยปราศจากการควบคุมของกฎหมาย เจ้าหน้าที่ของทางการและการใช้อำนาจตามกฎหมายของรัฐบาลในเวลาต่อมาก็จำกัดขอบเขตอยู่เพียงในพื้นที่ของการตั้งถิ่นฐานตามชายฝั่งทะเลใกล้ ๆ กับไร่น้ำตาลเท่านั้น

เจ้าหน้าที่ระดับสูงของอาณานิคมได้เฝ้าดูการตื่นทองคำของฝูงชนในระยะแรกด้วยความรู้สึกสับสน และปรากฎว่าข้าหลวงใหญ่แห่งบาเฮียได้บันทึกในหนังสือโต้ตอบจากบาเฮียเมื่อวันที่ 12 มกราคม ค.ศ.1701 เพื่อแสดงความยินดีหลังจากที่ได้ทราบข่าวล่าสุดจากบรรดาเหมืองต่าง ๆ ที่ได้ฤกษ์เปิดศตวรรษใหม่ร่วมกัน และให้สัญญาที่จะมอบความร่ำรวยและความเจริญรุ่งเรืองให้แก่โปรตุเกสซึ่งเป็นประเทศแม่ แต่ถึงกระนั้นเขาก็ได้กล่าวเสริมว่า นับเป็นการล่อแหลมอย่างยิ่งต่อปรากฎการณ์ดังกล่าว เนื่องจากในที่สุดแล้วทองคำของบราซิลที่โปรตุเกสได้รับจะมีน้อยกว่าเงินเม็กซิกันและเงินเปรูที่สเปนหามาได้ เพราะทองคำที่ส่งมาจากเตกัสนั้น จะต้องหลุดมือไปจากชาวโปรตุเกสเพื่อจ่ายเป็นค่าสินค้าขาเข้าจากอังกฤษ ฝรั่งเศส ฮอลแลนด์และอิตาลีอยู่แล้ว และข้าหลวงผู้นี้ได้บันทึกไว้ว่า “ประเทศดังกล่าวเหล่านี้ได้เสพย์ผลกำไรจากเราในขณะที่พวกเราต้องใช้แรงงาน” โดยข้อเท็จจริงแล้วปรากฏว่า ทองคำจากบราซิลจำนวนหนึ่งในสองส่วนและสามในสี่ส่วน ของทองคำทั้งหมดที่ส่งไปถึงลิสบอน (เฉลี่ยจากปีที่มีผลผลิตดีที่สุด) เมื่อปี ค.ศ.1733 มีมูลค่าประมาณ 38,400 ปอนด์ คือ ส่วนแบ่งที่โปรตุเกสต้องจ่ายไปเป็นค่าสินค้าขาเข้าจากยุโรปเหนือโดยเฉพาะอังกฤษซึ่งเป็นคู่ค้ารายใหญ่

ฝูงชนซึ่งหลั่งไหลเข้าไปเพื่อขุดทองที่มินาส แจแรส์ด้วยความหวังอย่างเปี่ยมล้มต่อการสร้างความมั่งคั่งให้แก่ตนเองอย่างขาดระเบียบวินัยได้แตกแยกเป็นสองฝ่ายอย่างรวดเร็ว กล่าวคือ ฝ่ายแรกประกอบด้วยนักบุกเบิกกลุ่มเปาลิสตา และทาชาวอเมริกาเดียนของพวกเขาฝ่ายหลังคือ พวกเอมบัวบาสซึ่งประกอบด้วยฝูงชนกลุ่มใหมที่เดินทางมาจากประเทศโปรตุเกสและดินแดนส่วนต่างของบราซิลพร้อมด้วยหมู่ทาสนิโกรของพวกตน ซึ่ส่วนใหญ่เป็นทาสที่ถูกนำมาจากชายฝั่งของอาฟริกาตะวันตก ความขัดแย้งดังกล่าวนำไปสู่การสู้รบกันของฝูงชนทั้งสองพวกเมื่อ ค.ศ.1709 การนองเลือดได้สิ้นสุดลงภายในระยะเวลาเพียง 2-3 สัปดาห์ โดยพวกเอมบัวบาสซึ่งเป็นเป็นกลุ่มที่เดินทางเข้ามาทีหลังเป็นผู้ที่ได้รับชัยชนะอย่างสมบูรณ์ นับตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมาชาวโปรตุเกสที่อยู่ในมินาส์ แจแรสก็เป็นชนผิวขาวที่มีอิทธิพลมากที่สุด แต่ทว่ากลุ่มทาสจากอาฟริกาตะวันตกกลับมีจำนวนมากกว่า และพลเมืองเลือดผสมมูแลตโตส่วนใหญ่ได้พัฒนาวิถีชีวิตจากการสมรสกับชาวเหมืองด้วยกันไปสู่การอยู่กินกับผู้หญิงนิโกรอย่างรวดเร็ว

“สงครามเอ็มบัวบาส์” ในปี ค.ศ.1709 ทำให้กษัตริย์โปรตุเกสทรงเข้ามาใช้อำนาจเหนือชุมชนเหมืองที่ตกอยู่ในสภาพสับสนวุ่นวายแห่งนี้เป็นครั้งแรก สาเหตุของการยื่นมือเข้ามาของทางการโปรตุเกสเกิดขึ้นเนื่องจากทั้งสองฝ่ายต่างก็ร้องของการสนับสนุนจากกรุงลิสบอน กษัตริย์โปรตุเกสจึงทรงฉวยโอกาสส่งข้าหลวงเข้ามาสร้างแกนอำนาจในการปกครองชุมชนขึ้นในมินาส แจร์แรส สำหรับพวกปอลิสตาส์ ซึ่งถูกพวกเอ็มบัวบาสขับไล่ออกไปนั้นก็ได้บุกป่าฝ่าดงเข้าไปทางทิศตะวันตก และได้ค้นพบแหล่งเหมืองทองแห่งใหม่ในเขตติดต่อกับคิวอาบา กัวยาสและมาโต กรอสโซ ระหว่างทศวรรษ 1720 ได้มีการค้นพบเพชรในมินาส แจร์แรส และใน ค.ศ.1740 มณฑลไดมอนด์ก็ถูกก่อตั้งขึ้นมาภายใต้การปกครองอย่างเคร่งครัดเป็นกรณีพิเศษโดยกษัตริย์โปรตุเกส การปกครองภายในมณฑลไดมอนด์ถูกแยกออกมาจากระบบปกครองของบราซิลอย่างเด่นชัด การสัญจรเข้า-ออก ภายในมณฑลแห่งนี้จะต้องได้รับการอนุญาตจากผู้ปกครองหรือเจ้าเมืองเป็นราย ๆ ไป การค้นพบทองคำและเพชรในแต่ละพื้นที่ได้ก่อให้เกิดผลกระทบสำคัญ ๆ หลายประการ ต่ออาณานิคมทั้งหมดของโปรตุเกส ผลกระทบที่เกิดขึ้นประการแรกคือ การอพยพของพลเมืองในอาณานิคมชายฝั่งทะเลทุกแห่งของโปรตุเกสเข้าสู่บราซิล การอพยพขนานใหญ่ครั้งนี้แตกต่างไปจากการแทรกซึมเข้าสู่อาณานิคมแห่งอื่น ๆ ของบรรดานักปศุสัตว์ในอดีต ซึ่งเป็นไปอย่างช้า ๆ และสม่ำเสมอ ผลกระทบประการที่สองคือ การเกิดปัญหายุ่งยากทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงและยืดเยื้อเนื่องจากกรรมกรไร่อ้อยและไร่ยาสูบตามเมืองท่าชายฝั่งได้ทิ้งงานไปรับจ้างในเหมืองทองคำเพื่อการได้รับค่าจ้างแพง ๆ (ซึ่งก็เป็นเพียงความหวังเท่านั้น) นอกจากนี้ปัญหาทางเศรษฐกิจยังเกิดจากการถีบตัวสูงของค่าจ้างแรงงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขาดแคลนแรงงานเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นควบคู่กับการถีบตัวขึ้นสูงของราคาทองคำอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ผลกระทบประการที่สามคือ การถีบตัวขึ้นสูงของอุปสงค์ที่มีต่อทาสชาวอัฟริกันตะวันตกเพื่อนำไปใช้แรงงานในเหมืองทองคำและไร่ในบราซิลทำให้การค้าทาสในภูมิภาคแถบอัฟริกาตะวันตกเกิดความตื่นตัวด้วยเช่นกัน
อังโกลาและเบงกูเอลลา เป็นแหล่งป้อนความต้องการทางชาวอัฟริกันอย่างเพียงพอ แต่เมื่อพ่อค้าทาสชาวโปรตุเกสได้ถูกชาวดัทช์ขับไล่ออกไปจากอังโกลาและเบงกูเอลาในคริสต์ศตวรรษที่ 17 บรรดาพ่อค้าทาสชาวโปรตุเกส (หรือแท้ที่จริงคือ ชาวลูโซ-บราซิเลียนส์) จึงมุ่งความสนใจไปที่ตลาดค้าทาสแห่งกินีอีกครั้ง พ่อค้าทาสชาวโปรตุเกสประสบความสำเร็จในการค้าทาสที่กินีด้วยดีร แม้ว่าจะถูกต่อต้านและแทรกแซงจากพ่อค้าชาวดัทช์อยู่เสมอ บางครั้งบางคราวพ่อค้าทาสชาวโปรตุเกสจะถูกแทรกแซงจากพ่อค้าทาสชาวอังกฤษ ซึ่งพยายามจะสร้างความมั่งคั่งให้แก่ตนเองด้วยการติดต่อค้าทาสกับราชอาณาจักรดาโฮมี การค้าทาสในแถบนี้ทำให้พ่อค้าทาสชาวโปรตุเกสสามารถจัดหาทาสชาวซูดานซึ่งบึกบึนและเหมาะสำหรับงานในเหมืองมากกว่าทาสชาวบันตูจากอังโกลา นอกจากทาสชาวซูดานจะเหมาะสำหรับงานในเหมืองแล้ว ข้าพเจ้าใคร่จะกล่าวเพิ่มเติมถึงหลักฐานรายงานชิ้นหนึ่งของข้าหลวงแห่งริโอ เดอ จาเนโร ถวายแด่กษัตริย์แห่งโปรตุเกสในเดือนกรกฎาคม ค.ศ.1726 ได้ระบุว่า “ไม่มีเจ้าของเหมืองชาวผิวขาวรายใดเลยที่สามารถอยู่ได้โดยปราศจากการใช้แรงงานของทาส อย่างน้อยพวกเขานะต้องมีทาสหญิงนิโกรสักคนจากอาณาจักรดาโฮเมียเอาไว้ใช้สอย บรรดาเจ้าของเหมืองต่างก็ยอมรับว่าพวกเขาร่ำรวยขึ้นมาได้ก็เพราะทาสพวกนี้นั่นเอง” นักเดินทางชาวฝรั่งเศสที่เดินทางไปถึงบาเฮียเมื่อแปดปีก่อนหน้านั้น ได้ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า แม้ชายหนุ่มชาวโปรตุเกสจะสามารถหาภรรยาเป็นคนผิวขาวได้ แต่พวกเขาก็มักอยากจะใช้ชีวิตอยู่กินผู้หญิงชาวอัฟริกันหรือหญิงเลือดผสมอัฟริกันมากกว่าชาวบราซิเลียนมีคำกล่าวติดปากอยู่ประโยคหนึ่งว่า “ “ ร่องรอยดังกล่าวนี้ยังคล้ายกับข้อสังเกตของนักเดินทางต่างชาติที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานในภายหลังที่บราซิลด้วยแนวโน้มในการอยู่กินกับหญิงสาวชาวมูแลตตาส์ดังกล่าวมิได้สะท้อนออกมาให้เห็นในกฎหมายต่าง ๆ ของอาณานิคม ซึ่งยังคงต่อต้านพลเมืองเชื้อสายอัฟริกันอย่างเด่นชัด ดังข้าพเจ้าจะกล่าวถึงต่อไปแต่ถึงกระนั้นกฎหมายกีดผิวเหล่านี้ก็มักจะถูกเลี่ยงหรือถูกมองข้ามไป ดังจะเห็นว่าในระยะแรกของกลางคริสต์ศตวรรษที่ 17 นั้น บราซิลเป็นดินแดนที่ได้ชื่อ “นรกของคนผิวดำ ดินแดนแห่งการไถ่บาปของคนผิวขาว และสวรรค์สำหรับชาวมูแลตโต”การขยายตัวออกไปตั้งถิ่นฐานทางตะวันตกของบราซิลในครึ่งแรกของคริสต์ศตวรรษที่ 18 เป็นเหตุให้เกิดการกระทบกระทั่งครั้งใหม่ขึ้นกับดินแดนของสเปนในอเมริกา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในดินแดนทางเหนือของลุ่มแม่น้ำอเมซอนและทางตอนใต้ของริโอ เดอ ลา ปลาตา ความขัดแย้งดังกล่าวสงบลงด้วยการทำข้อตกลงและการแลกเปลี่ยนดินแดนซึ่งกันและกันตามมติของสนธิสัญญาที่กรุงมาดริด เมื่อ ค.ศ.1750 อันเป็นปีสุดท้ายแห่งการครองราชย์ของกษัตริย์ดอง จูอาวที่ 5 ผู้ทรงสร้างความประหลาดใจให้แก่ยุโรปด้วยการกระจายผลกำไรจากทองคำและเพชรที่ทรงได้รับจากบราซิลอย่างฟุ่มเฟือย หลังจากนั้นไม่นานนักเมื่อสเปนยกเลิกสัญญามาดริดไป จึงเกิดการต่อสู้กันขึ้นระหว่างโปรตุเกสกับสเปนในอเมริกาใต้ แต่ความขัดแย้งระหว่างชาติทั้งสองก็ยุติลงได้ด้วยสัญญาซาน อิลเดฟองโซ ในอีกยี่สิบเจ็ดปีต่อมา สัญญาดังกล่าวจึงทำให้บราซิลมีเส้นเขตแดนที่คดเคี้ยวดังเช่นปัจจุบัน

พัฒนาการที่เต็มไปด้วยความน่าทึ่งของบราซิลในรัชสมัยของกษัตริย์ดอง จูอาวที่ 5 มีลักษณะตรงกันข้ามกับความเป็นอยู่ในระยะหลัง ๆ ของอาณานิคมของโปรตุเกสในเอเซียและอัฟริกาปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งที่โปรตุเกสไม่อาจจะหลีกพ้นได้ กล่าวคือ ระหว่าง ค.ศ.1650 –1760 พลเมืองของประเทศโปรตุเกสได้เพิ่มขึ้นประมาณสองล้านสองแสนห้าหมื่นคนถึงสองล้านห้าแสนคน โปรตุเกสจึงไม่สามารถนำเอาทรัพยากรทางเศรษฐกิจไปใช้ในการพัฒนาอาณานิคมของตนทั้งในตะวันออกและตะวันตกได้ อย่างไรก็ตาม ความเสื่อมของอาณานิคมโปรตุเกสในอัฟริกาได้ถูกกดให้ตกต่ำลงยิ่งขึ้น เนื่องจากอาณานิคมเหล่านี้ถูกจัดให้เป็นเพียงแหล่งรวบรวมทาสเท่านั้น ประกอบกับผลแห่งการละเลยต่อความต้องการทางเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม และการสูญเสียความสำคัญของการเป็นตลาดค้าทาสของอัฟริกาไปโดยปริยายนั่นเอง มาควิสแห่งคัสเตลโล โนโว ได้ชี้ให้เห็นความแตกต่างอย่างเด่นชัดระหว่างความล้าหลังและความเฉื่อยชาของอาณานิคมแห่งโมแซมบิก กับพัฒนาการที่เจริญรุดหน้าในหมู่เกาะเฟร้นช์ของฝรั่งเศสและราชวงศ์บูร์บองภายใต้การบริหารงานอย่างทุ่มเทของมาเย เดอ ลา บูร์ดองเนส์ อังโกลามีสภาพความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นภายใต้การปกครองของ ฟรานซิสโก อินโนเซนซิโอ เดอ ชูซา กูตินโฮ (ค.ศ.1764 – 1772 ) แต่ความเจริญดังกล่าวเกิดขึ้นในระยะเวลาเพียงสั้น ๆ เท่านั้น อำนาจของโปรตุเกสในเอเชียเสื่อมทรามลงอย่างรวดเร็วจากความก้าวหน้าของแคว้นมาราธาส์ที่สามารถช่วงซิงเอา......ซึ่งเป็นมณฑลแห่งหนึ่งทางตอนเหนือของอินเดียไปจากโปรตุเกส หลังจากที่ได้ต่อสู่ขับเคี่ยวกันมาแล้วอย่างรุนแรงระหว่าง ค.ศ.1737 – 1740 มณฑลดังกล่าวนี้ประกอบด้วยถิ่นฐานของชาวโปรตุเกสซึ่งทอดเป็นแนวกว้างประมาณ 66 ไมล์ ตามแนวชายฝั่งทะเลจากบอมเบย์ถึงดาเมา มณฑลนี้เป็นดินแดนที่ให้ผลประโยชน์แก่แคว้นมาราตาส์มากที่สุดเท่าที่จะเหลือไว้ให้หลังความหายนะจากสงครามกับดัทช์และสงครามกับชาวอาหรับแห่งโอมานตามลำดับ นับตั้งแต่โมแซมบิกประกาศแยกตัวเป็นเอกราช เมื่อ ค.ศ.1752 อาณานิคมแห่งอินเดีย ซึ่งเคยเป็นความภาคภูมิใจของโปรตุเกสในอดีตจึงมีเพียงกัว ดาเมาและดิอิวบนดินแดนชายฝั่งตะวันตกของอินเดีย มาเก๊าในจีนและเกาะติมอร์ในหมู่เกาะอินเดียตะวันออกเท่านั้น

แม้จะประสบความปราชัยในเอเซียและความไม่ก้าวหน้าในอัฟริกา แต่รัชสมัยของกษัตริย์ดอง จูอาวที่ 5 ก็นับเป็นยุคทองสำหรับชาวโปรตุเกส โดยเฉพาะอย่างเป็นที่เชื่อกันว่าความมั่งคั่งดังกล่าวนี้บราซิลมีส่วนช่วยอย่างมากมายทีเดียว จอห์น เวสลีย์ ได้เขียนไว้เมื่อ ค.ศ.1755 ว่า : พวกพ่อค้าในประเทศโปรตุเกสแจ้งให้เราทราบว่า กษัตริย์โปรตุเกสทรงมีเพชรอยู่เต็มอาคารที่ทรงสร้างขึ้นเพื่อการนี้โดยเฉพาะ นอกจากนี้ยังทรงมีทองคำ เงินบริสุทธิ์และเหรียญเงินมากยิ่งกว่าพระราชทรัพย์ของกษัตริย์ทั้งหมดในยุโรปเสียอีก อย่างไรก็ตาม คำกล่าวข้างต้นไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด เหรียญทองคำโปรตุเกส ในเวสต์ คัทรีของอังกฤษยังดูจะมีมากกว่าเหรียญทองคำทั้งหมดที่มีอยู่ในประเทศโปรตุเกสเสียอีก ข้อสังเกตของเวสลีย์สะท้อมให้เห็นถึงความเข้าใจที่ผิด ๆ เกี่ยวกับความมั่งคั่งเรื่องทองคำในรัชสมัยของกษัตริย์ดอง จูอาวที่ 5กษัตริย์ที่ครองราชย์ต่อมาคือ กษัตริย์ดอม โจเซ่ที่หนึ่ง ในรัชสมัยนี้ได้เกิดการปกครองแบบเผด็จการขึ้นในโปรตุเกสภายใต้การนำของมาดวิสแห่งปอมบัล ค.ศ.1755 - 1777 ผลแห่งการปกครองของเขาได้ส่งมาถึงโปรตุเกสในปัจจุบันด้วย แต่ข้าพเจ้าจะขอกล่าวถึงนโยบายในการปกครองอาณานิคมโดยสังเขปเพียง 4 ประการใหญ่ ๆ ดังนี้ คือ ( ) เน้นการขยายอำนาจของกษัตริย์โปรตุเกสให้ครอบคลุมการดำเนินชีวิตในอาณานิคมทุก ๆ แห่งอย่างเข้มงวด ( ) ดำเนินการเพื่อให้ความอุปถัมภ์แก่อาณานิคม โดยการตั้งบริษัทที่ได้รับสิทธิพิเศษและเอกสิทธิ์ทางการค้าขึ้นหลายบริษัท ( ) ยกเลิกระบบการกีดกันผิว ( ) หรืออย่างน้อยก็ได้ทำให้ระบบนี้ผ่อนคลายลง ( ) สนับสนุนการดำเนินการของบาทหลวงคณะเจซูอิตในจักรวรรดิโปรตุเกส

ความพยายามของปอมบัลในการรวมอำนาจมาไว้ที่กษัตริย์โปรตุเกสส่งผลกระทบต่อระบบราชาการโปรตุเกสเป็นอย่างยิ่ง กษัตริย์โปรตุเกสทรงเป็นผู้นำและมีการส่วนร่วมในการอุปถัมภ์การค้นพบและการพิชิตดินแดนต่างๆ เสมอ ซึ่งแตกต่างกับกรณีของการขยายอำนาจของอังกฤษไปยังดินแดนโพ้นทะเล ไม่ว่าจะกรณีใด ๆ ก็ตาม ทั้งโดยทฤษฎีและการปฏิบัติ การตัดสินใจขั้นสุดท้ายจะเป็นของกษัตริย์โปรตุเกส อาทิ คำถวายฏีกาอันน่าสลดใจนิรนามจากดินแดนล้าหลังแห่งบราซิล คำฏีกาจากหุบเขาที่เต็มไปด้วยไข้ป่าแห่งแซมเบซี หรือจากแหล่งเสื่อมโทรมในมาเก๊า ปัญหาการผลิตเหรียญเงินตราสำหรับใช้ในอังโกลา การออกกฏเกณฑ์ในสัญญาการล่าปลาวาฬที่บาเฮีย การดูแลนางระบำชาวอินเดียแห่งแมืองกัว การจัดการกับผู้ลักลอบขนทองคำและเพชรเถื่อนในมินาส แจร์แรส เรื่องยุ่งยากในศาลศาสนาเกี่ยวกับจารีตทางศาสนาของชาวจีนในมาเก๊าและปักกิ่ง การเลื่อนตำแหน่งของเจ้าหน้าที่และการเลื่อนยศของนายทหารชั้นประทวนในกองทหารของอาณานิคมแห่งต่าง ๆ ภาระต่าง ๆ ดังกล่าวข้างต้นอาจเปรียบได้กับเมล็ดข้าวที่ถูกส่งเข้าไปยังโรงสีข้าวของกษัตริย์ และการตัดสินใจขั้นสุดท้ายในเรื่องเหล่านี้เป็นของกษัตริย์โปรตุเกสแต่เพียงพระองค์เดียวเท่านั้น ครั้นปอมบัลยื่นมือเข้ามาควบคุมการบริหารราชการต่าง ๆ ภายใต้พระปรมาภิไธยแห่งกษัตริย์โปรตุเกสแล้ว จึงไม่ต้องประหลาดใจเลยว่าข้าราชาการโปรตุเกสจะต้องทำงานเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิมอีกมากมาย การตัดสินปัญหาบางอย่างจึงต้องใช้เวลานานตั้งแต่สองปีถึงสิบปี และฏีกาหลายเรื่องที่ถูกนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายแด่กษัตริย์โปรตุเกสนั้น ปรากฎว่าไม่เคยได้รับคำตอบกลับคืนมา

เมื่อพิจารณาความพยายามของปอมบัลในการฟื้นฟูสภาพทางการค้าและเศรษฐกิจของโปรตุเกสแล้วจะพบว่า ความพยายามดังกล่าวประสบความสำเร็จในระดับมากบ้างน้อยบ้างรัฐบาลโปรตุเกสได้พยายามที่จะนำเอาแบบอย่างแห่งความสำเร็จจากบริษัทอีสต์อินเดียของดัทช์และบริษัทอีสต์ อินเดียของอังกฤษมาใช้โดยได้ก่อตั้งบริษัทซึ่งมีรูปแบบการดำเนินการที่คล้ายคลึงกับบริษัทอีสต์อินเดียของดัทช์และอังกฤษขึ้นเพื่อการค้าแถบอินเดียตะวันออก การค้าทาสในแถบอัฟริการตะวันตกและการค้าในบราซิลแต่การปฏิรูปดังกล่าวมิได้ทำให้โปรตุเกสประสบความสำเร็จทางการค้าเลย บริษัทที่ถูกก่อตั้งขึ้นมาบางแห่งประสบกับความล้มเหลวเสียตั้งแต่ยังไม่ทันจะเริ่มดำเนินการ หรือประสบความล้มเหลวภายในระยะเวลาอันสั้น ยกเว้นบริษัทบราซิลซึ่งถูกก่อตั้งขึ้นเมื่อ ค.ศ.1649 บริษัทบราซิลสามารถดำเนินกิจการมาจนถึง ค.ศ.1720 แต่ทว่าในช่วงเวลา 71 ปี แห่งการดำเนินการนั้น บริษัทบราซิลสามารถดำเนินการนั้น บริษัทบราซิลจ่ายเงินปันผลได้เพียงสองหรือสามปีต่อครั้งเท่านั้นปอมบัลผู้ซึ่งเริ่มอาชีพเป็นนัการฑูตในราชสำนักเซนต์ เจมส์ เมื่อปลายทศวรรษ 1730 เขาประทับใจต่อความมั่งคั่งร่ำรวยของบริษัทอีสต์ อินเดียของอังฤษเป็นอย่างยิ่งปอมบัลได้ก่อตั้งบริษัททางการค้าขึ้นมาจำนวนมากระหว่างที่เขาปกครองโปรตุเกสแบบเผด็จการ บริษัทเหล่านี้ต่างก็ได้รับการสนับสนุนและสิทธิพิเศษจำนวนมากจากรัฐบาลโปรตุเกส ซึ่งปรากฏว่าบริษัทเหล่านี้ส่วนใหญ่ประสบความล้มเหลวในการดำเนินการ อย่างไรก็ตาม บริษัทดูโร ไวน์ และบริษัทแห่งบราซิลของปอมบัลทั้งสองบริษัท (คือ บริษัท ) กลับประสบความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจเป็นอย่างดีในช่วง 20 - 30 ปี นอกจากบริษัททางการค้าดังกล่าวข้างต้นแล้ว ปอมบัลยังได้ก่อตั้งกระทรวงการคลังขึ้นมา เพื่อผูกขาดการควบคุมภาษีในบราซิลให้เป็นระบบและมีขอบเขตกว้างขวาง แต่สภาพการติดค้างเป็นหนี้ค่าแรงราคาถูก ๆ ของเจ้าหน้าที่จำนวนมากตามอาณานิคมแห่งต่าง ๆ ทำให้เกิดปัญหาการลักลอบค้าของหนีภาษีเป็นอัตราสูงมาก การลักลอบค้าสินค้าต้องห้ามในอาณานิคมบางแห่งจึงกลับมีความสำคัญมากกว่าการค้าอย่างถูกต้องตามกฎหมายเสียอีก

จากการพิจารณาปัญหาการแบ่งแยกหรือการรังเกียจผิวแล้วจะพบว่า คำสั่งบางอย่างของปอมบัลได้เกิดขึ้นก่อนที่จะมีการใช้คำขวัญว่า "เสรีภาพ ความเสมอภาคและภราดภาพ" ในการปฏิวัติฝรั่งเศสเสียอีก ปอมบัลได้ประกาศยกเลิกการมีทาสในประเทศโปรตุเกส ซึ่งก็ได้รับความเห็นชอบทันทีจากคนส่วนใหญ่ เนื่องจากชาวโปรตุเกสได้เฝ้ามองการเลิกทาสในอังกฤษและฝรั่งเศสด้วยใจริษยาเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว คำประกาศของปอมบัลเป็นกฎหมายที่รุนแรงมาก ทำให้ชาวเอเซียในบังคับของกษัตริย์โปรตุเกสมีสถานภาพเท่าเทียมกับคนผิวขาวที่เกิดในประเทศโปรตุเกสสถานภาพดังกล่าววางอยู่บนพื้นฐานที่ว่า "กษัตริย์โปรตุเกสมิได้ทรงจำแนกพสกนิกรของพระองค์ที่สีผิว หากแต่ทรงพิจารณาพวกเขาจากคุณงามความดีและความสามารถเป็นหลัก" กฎหมายดังกล่าวมิได้ถูกนำไปใช้กับอาณานิคมของโปรตุเกสในอัฟริกา เนื่องจากพวกนิโกรยังเป็นกลุ่มชนที่ถูกมองว่ามีพื้นฐานชีวิตความเป็นอยู่ต่ำต้อย แต่สำหรับชาวอเมรินเดียนในบราซิลนั้นปอมบัลได้ประกาศใช้กฏหมายดังกล่าวกับพวกเขาในเวลาต่อมา ปอมบัลไม่เพียงแต่จะลบล้างร่องรอยสุดท้ายของการกดขี่แรงงาน (บนแผ่นกระดาษ) เท่านั้น เขาได้สนับสนุนให้ผู้ตั้งถิ่นฐานในอาณานิคมแห่งต่าง ๆ ของโปรตุเกสทั้งชายและหญิง หันมาแต่งงานกับชาวอเมรินเดียน โดยมิได้รังเกียจต่อพื้นฐานความล้าหลังทางวัฒนธรรมของอีกฝ่ายแต่อย่างใด

ความพยายามของปอมบัลเพื่อทำลายการรังเกียจผิวในอินเดียและบราซิล (ยกเว้นนิโกร) ประสบความสำเร็จไม่มากนัก ความพยายามในการเลิกล้มค่านิยมดังกล่าวทั้งในอินเดียและบราซิลมิได้รับการตอบสนองจากข้าหลวงและเจ้าหน้าที่ระดับสูงส่วนใหญ่ของอาณานิคมเลย แม้ว่าพวกเขาจะมิได้คัดด้านนโยบายของปอมบัลในระหว่างที่เขายังมีชีวิตอยู่ แต่ภายหลังมรณกรรมของเขาแล้วปรากฏว่าสถานการณ์ต่าง ๆ กลับพลิกไปสู่ "สภาวะแห่งการต่อต้าน- " ซึ่งย่อมหมายความว่าเจ้าหน้าที่ผิวสีชาวเอเชียนหรือยูเรเชียนของรัฐบาลโปรตุเกสจะไม่สามารถเลื่อนตำแหน่งของตนขึ้นไปสูงเกินกว่าตำแหน่งกัปตัน ( ) ได้ พวกเขาไม่ได้รับการยอมรับให้บวชเป็นบาทหลวงอีกต่อไป หลังจากที่เคยมีการอนุญาตให้คามาเรา ( ) และเฮนริก ไดแอส( ) บวชเมื่อหนึ่งศตวรรษก่อนหน้านี้ แต่ทั้งสองก็มีสมณศักดิ์ไม่สูงนักในซานติเอโก ( )พระราชหัตถเลขาของกษัตริย์โปรตุเกสลงวันที่ 29 พฤษภาคม ค.ศ.1761 ทรงแต่ตั้งบาทหลวงชาวพื้นเมืองที่โมแซมบิก ( ) โดยไม่มีผลบังคับใช้ในทางปฏิบัติ แม้ว่าในอาณานิคมของโปรตุเกสแถบอัฟริกาตะวันตกของโปรตุเกสจะมีบาทหลวงเลือดผสมนิโกรเป็นจำนวนมากก็ตาม ในปี ค.ศ.1704 กษัตริย์โปรตุเกสทรงบัญชาให้มหาวิทยาลัยกวมบรา ( ) รับนักเรียนผิวสีชาวบราซิล ( คือผู้ที่ไม่ใช่เลือดนิโกรบริสุทธิ์) เข้าไปศึกษาได้เท่าเทียมกับสามัญชนที่มีการศึกษาค่อนข้างสูง แม้ว่าทางมหาวิทยาลัยจะไม่เต็มใจรับก็ตาม ครั้นสิ่งต่าง ๆ ผ่านพ้นไปปรากฎว่ามีนักเรียนเพียงไม่กี่คนเท่านั้น ที่ได้รับประโยชน์จากคำสั่งดังกล่าวในระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 18

สำหรับการปราบปรามบาทหลวงคณะเจซูอิต ( ) ในอาณานิคมแห่งต่าง ๆ ของโปรตุเกสนั้น นับเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากที่คณะเจซูอิตในสเปนและฝรั่งเศสถูกกวาดล้างไปไม่นานนัก แม้ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะเป็นเพียงนโยบายชั่วครามของพระสันตปาปา แต่ผลที่ตามมาแทบจะเป็นความหายนะโดยสิ้นเชิง ปอมบัลเป็นผู้หนึ่งที่หวั่นเกรงว่า พวกเจซูอิตจะมีพฤติกรรมคลั่งศาสนาและพวกอัลตรามองตาน คาธอลิ ( ) แห่งคณะฟรีมาซองส์ ( ) หรือรังเกียจพวกยิว ( ) ซึ่งศรัทธาต่อสัญญาแห่งการกลับคืนสู่ไซออน ( ) ความปราชัยของพวกเจซูอิตล้วนเกิดจากการที่พวกเขาเป็นนักการศึกษาที่ดีที่สุด เป็นครูที่ดีที่สุดและเป็นนักสอนศาสนาที่ดีที่สุดในอาณานิคมแห่งต่าง ๆ ของโปรตุเกส การกำจัดพวกเจซูอิตอย่างฉับพลันรุนแรงทำให้เกิดปัญหาการสูญเปล่าทางปัญญาไปอย่างไม่มีสิ่งใดทดแทนได้เป็นเวลานานหลายร้อยปี แม้ในปัจจุบันจะมีพวกเจซูอิตกลับเข้าไปตั้งมั่นอีกครั้งแล้วก็ตามสิ่งที่พิเศษยิ่งไปกว่านั้นก็คือ อิทธิพลของโปรตุเกสในเอเซียได้ถูกก่อกวนเสียจนไม่อาจจะฟื้นฟูให้กลับคืนได้อีกเลย ความสูญเสียของโปรตุเกสถูกตอยย้ำมากยิ่งขึ้นเมื่อไม่มีการส่งบาทหลวงคณะอื่น ๆ หรือแม้แต่นักบวชเข้าไปแทนที่พวกเจซูอิต มีครูจำนวนเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ปอมบัลแต่งตั้งขึ้นมาทำหน้าที่ในโรงเรียนอย่างเร่งด่วนข้าพเจ้าได้กล่าวไปตั้งแต่ตอนต้นแล้วว่า บาทหลวงทั่วไปอาณานิคมต่าง ๆ มีมาตรฐานทางศีลธรรมค่อนข้างต่ำ ยกเว้นบาทหลวงคณะเจซูอิต ( ) และคณะคาปูชิน ( ) หลักฐานร่วมสมัยหลายชิ้นของโปรตุเกสบันทึกไว้ว่า สาเหตุของการตกต่ำทางศีลธรรมดังกล่าวเกิดจาก ( ) การไม่ให้การศึกษาแก่เด็กชายในครอบครัวทาสซึ่งแวดล้อมไปด้วยหญิงผิวสีที่นุ่งห่มกึ่งเปลือย ( ) และพร้อมที่จะให้ความสุขแก่พวกเขาได้ตามความพึงพอใจการเปลี่ยนวิถีการดำรงชีวิตแบบฆราวาสไปสู่ชีวิตแบบบาทหลวง ( ) ผู้บำเพ็ญพรหมจรรย์จึงเป็นสิ่งเป็นไปไม่ได้ และก็มีน้อยรายเหลือเกินที่พยายามจะทำให้ได้ ( ) การไม่เต็มใจเรียนรู้ภาษาพื้นเมืองทำให้บาทหลวงชาวโปรตุเกสต้องพึ่งพาอาศัยล่ามชาวพื้นเมืองในการถ่ายทอดศาสนาแบบปุจฉา - วิสัชนา ( ) ในขณะที่บาทหลวงคณะเจซูอิตมักจะตั้งเป้าหมายในการเรียนรู้ภาษาพื้นเมืองเสมอ พวกเขาถึงกับห้ามมิให้ชาวอเมรินเดียนที่นับถือศาสนาโรมันคาธอลิกในมารันเยา ( ) เรียนภาษาโปรตุเกส ( ) บาทหลวงและนักบวช ( ) คณะต่าง ๆ ขาคความกระตือร้นในการเผยแพร่ศาสนาอย่างจริงจัง ปัญหาดังกล่าวเป็นเรื่องธรรมดามากสำหรับชาวโปรตุเกส ดอม ฟรานซิสโก มานูเอล เอด เมลโล ( ) ระบุอย่างตรงไปตรงมาในงานเขียนชื่อ" " ว่า ผู้ที่เป็นบิดาไม่ควรจะเลี้ยงดูบุตรชายสารเลวของตนเอาไว้ในชายคา ควรจะส่งพวกเขาโดยสารเรือไปยังอินเดียหรือไม่ก็จับพวกเขาปลงผมบวชเสีย ( ) บาทหลวงในอาณานิคมบางแห่งได้รับเงินเดือนไม่พอเพียงแก่การดำรงชีวิต อาณานิคมบางแห่งจ่ายค่าตอยแทนแก่บรรดาบาทหลวงเป็นสินค้าหรือสิ่งของ สถานการณ์ดังกล่าวจึงกดดันให้บาทหลวงจำนวนมากรับจ้างทำงานให้กิจการค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้าในอาณานิคมต่างเพื่อความอยู่รอดของตน

แทบจะไม่ต้องประหลาดใจเลยว่า สิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในขณะนั้นทำให้มีการบันทึกตำหนิติเตียนการกระทำของบาทหลวงเหล่านี้ในหนังสือโต้ตอบของทางการ( ) เกี่ยวกับความไม่สำรวมของบาทหลวง การให้สินบนเพื่อให้ได้สมณศักดิ์ของบาทหลวงและความทะเยอทะยานในสมณศักดิ์ของบรรดาบาทหลวงทั้งหลาย ชาวต่างชาติที่เดินทางไปยังโปรตุเกสหรืออาณานิคมของโปรตุเกสในคริสติศตวรรษที่ 18 ไม่ว่าจะนับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาธอลิกหรือโปรเตสแตนต์ ต่างก็มีความเห็นว่าบาทหลวงในอาณานิคมแห่งต่าง ๆ ของโปรตุเกสมีพฤติกรรมน่าตำหนิติเตียน ยกเว้นบาทหลวงคณะเจซูอิตและคณะคาปูชินเท่านั้นกลุ่มบาทหลวงนักเทศน์ชาวกัว ( ) เป็นแบบอย่างของการบำเพ็ญตนอย่างเสียสละและประสบความสำเร็จในการเผยแพร่ศาสนา บาทหลวงเหล่านี้ได้ช่วยปกป้องให้ชุมชนคริสต์ศาสนิกชนนิกายโรมันคาธอลิกแห่งศรีลังการอดพ้นจากการถูกทำลายภายใต้การปกครองของดัทช์ ( )แม้ว่าในโมแซมบิกนั้น มาตรฐานทางศีลธรรมของคริสต์ศาสนิกชนและมิชชันนารีคณะโดมินิกันจะตกต่ำมากในครึ่งหลังของคริสต์ศตวรรษที่ 18 รายงานของทางการฉบับหนึ่งเมื่อ ค.ศ.1770 ระบุว่า มีข้อยกเว้นบางอย่างทางศีลธรรมจรรยา ( ) ในการปกครองโมแซมบิกการปราบปรามคณะเจซูอิตของปอมบัลประสบความสำเร็จเพียงด้านเดียว คือ เขาสามารถทำลายอิทธิพลทางการศึกษาที่บาทหลวงคณะนี้ครอบงำอยู่ การปฏิรูปมหาวิทยาลัยกวมบรา ( ) และการยุบมหาวิทยาลัยเจซูอิตแห่งเอโวรา ( ) และวิทยาลัยเยซูอิตแห่งโพ้นทะเล ( ) นับเป็นการเริ่มต้นในการลดอิทธิพลของศาสนจักรโปรตุเกสที่เคยครอบงำวัฒนธรรมโปรตุเกสอย่างลึกซึ่งมาเป็นระยะเวลาที่ยาวนานนักประวัติศาสต์ต่างก็มีความเห็นก้ำกึ่งกันว่า อิทธิพลทางศาสนจักรที่ครอบงำวัฒนธรรมโปรตุเกสแต่สิ่งที่เราพึงตระหนักถึงก็ คือ ระบบการศึกษาของสามัญชน ( ) เป็นผลงานสุดท้ายจากการปฏิรูปของปอมบัล และเป็นผลงานอันหนึ่งที่ปูพื้นฐานไปสู่การยกเลิกศาสนจักร ( ) ในปี ค.ศ.1834

ในระยะครึ่งหลังแห่งการมีอำนาจเผด็จการอันยาวนานของปอมบัล อาณานิคมทุกแห่งของโปรตุเกสได้เผชิญหน้ากับวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจกันถ้วนหน้า ปัจจัยซึ่งเป็นสาเหตุแห่งความยุ่งยากดังกล่าวคือ ระดับความมั่นคงและความตกต่ำของผลิตผลจากทองคำ เพชร และน้ำตาลของบราซิล ด้วยเหตุนี้สัดส่วนทางการค้าของบราซิลจึงอยู่ระหว่างร้อยละ 80 - 90 ของการค้าในอาณานิคมทุกแห่งของโปรตุเกส การค้าของบราซิลจึงเป็นองค์ประกอบสำคัญทางเศรษฐกิจของโปรตุเกส นับเป็นความโชคดีของประเทศโปรตุเกสเนื่องจากสถานการณ์ต่าง ๆ ได้เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีระหว่างการครองราชย์ของสมเด็จพระราชินีมาเรียที่ 1 ( ค.ศ.1777-1792) โดยเป็นผลมาจากการวางตัวเป็นกลางของโปรตุเกสระหว่างสงครามประกาศเอกราชของสหรัฐอเมริกา ( ) อย่างน้อยที่สุดความเป็นกลางของโปรตุเกส ก็มีส่วนช่วยให้สภาพการค้าในอาณานิคมของโปรตุเกสฟื้นตัวขึ้นมาได้ ทำให้บริษัททางการค้าของโปรตุเกสซึ่งได้รับสิทธิพิเศษภายใต้การสนับสนุนของปอมบัล สามารถหาตลาดระบายผลผลิตจำพวกข้าว ฝ้าย และโกโก้จากบราซิลในยุโรปได้ด้วยสงครามประกาศเอกราชของชาวอเมริกันส่งอิทธิพลอย่างลึกซึ้งต่อความคิดเรื่องเสรีภาพให้แก่ดินแดนส่วนต่าง ๆ ของโลกใหม่ และบราซิลก็ได้รับอิทธิพลดังกล่าวเช่นกัน แผนการประกาศเอกราชของมินาส แจแรส์ ( ) ให้หลุดพ้นจากการเป็นอาณานิคมของโปรตุเกสประสบความล้มเหลวเมื่อ ค.ศ.1789 เหตุการณ์ที่เกิดขึ้เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นความไม่พอใจกต่อการปกครองโปรตุเกสโดยมีแรงบัลดาลใจจากการปฏิวัติฝรั่งเศส ( )ซึ่งเป็นเหตุการณ์สำคัญที่ก่อให้เกิดการปฏิวัติขึ้นทั่วโลก ลอร์ด แมกคาร์ทนีย์ ( ) ทูตอังกฤษคนแรกแห่งอาณาจักรจีนผู้ซึ่งเคยผ่านเข้าไปในริโอ เดอ จาเนโร ระหว่างการเดินทางไปยังปักกิ่งได้คาดหมายเหตุการณ์เอาไว้ล่วงหน้าว่า : ถ้าริโอไม่ถูกกดดันและบีบคั้นด้วยความหวงแหนอย่างรุนแรงจากประเทศโปรตุเกสซึ่งเป็นประเทศแม่ ( ) แล้วละก็ ริโอจะต้องเติบโตก้าวหน้าขึ้นเป็นประเทศที่มั่งคั่งและอุดมสมบูรณที่สุดประเทศหนึ่งอย่างไม่ต้องสงสัยเลยทีเดียวแต่ความรู้สึกตื่นตัวและการลุกฮือของพลเมืองในมินาส แจแรส์ ประกอบกับปัจจัยอื่น ๆ ด้วยแล้ว นับเป็นสิ่งบอกเหตุประการสำคัญให้ราชสำนักแห่งกรุงลิสบอนทราบถึงแนวโน้มว่าโปรตุเกสกำลังจะได้รับความเดือดร้อนและอดหยาก แทนที่จะได้รับการทะนุบำรุงและค้ำจุนจากอาณานิคมของตนต่อไป สิ่งเหล่านี้ จะบีบบังคับให้เยาวชนของโปรตุเกสต้องจมปลักอยู่กับชีวิตความเป็นอยู่อันแร้นแค้นเลวร้ายเมื่อพวกเขาเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่แต่สิ่งดังกล่าวคงจะไม่มีความหมายใด ๆ ในเมื่อกษัตริย์โปรตุเกสมิได้ทรงยินยอมมอบเอกราชหรือถอนตัวออกจากบราซิล เพื่อให้โอกาสแก่ชาวบราซิลในการตัดสินใจเลือกในช่วงครึ่งหลังแห่งการมีอำนาจเผด็จการอันยาวนานของปอมบัล ปรากฎว่าอาณานิคมทุกแห่งของโปรตุเกสได้เผชิญกับปัญหาต่าง ๆ ทางเศรษฐกิจกันถ้วนหน้า ปัจจัยที่เป็นสาเหตุแห่งวิกฤตการณ์ดังกล่าว อนาคตด้วยตนเอง แม้จะมีการกำหนดระเบียบและกฎเกณฑ์ทางการปกครองเอาไว้แล้วก็ตาม แต่อีกไม่ช้าพลังของชาวพื้นเมืองจะระเบิดออกมาเพื่อเพื่อปลอแรงกดดันและการบงการจากอิทธิพลของโปรตุเกสคำทำนายของแมกคาร์ทนีย์กลายเป็นความจริงในเวลาต่อมา แม้ว่าจะถูกต้องเพียงเล็กน้อยก็ตาม เป็นที่เข้าใจกันดีว่า ความคิดเกี่ยวกับเสรีภาพและเอกราชในแบบของชาวอเมริกันหรือชาวฝรั่งเศสเป็นที่ยอมรับกันในหมู่ของผู้มีการศึกษากลุ่มเล็ก ๆ วงจำกัดมาเป็นเวลานาน แต่ปัจจัยอื่น ๆ ก็เป็นชนวนที่ทำให้ชาวบราซิลทุกชนชั้นมีความไม่พอใจต่อการตกอยู่ภายใต้อำนาจการปกครองของผู้อพยชาวโปรตุเกส ซึ่งเป็นพวกที่มักจะมความขยันขันแข็งมากกว่าญาติ ๆ ที่เกิดในอเมริกา ( ) และมักจะเป็นพวกที่มีอิทธิพลครอบงำการค้าและเศรษฐกิจ ของบราซิลอย่างแท้จริง ชาวโปรตุเกสที่เดินทางมาจากประเทศแม่ ( ) เป็นพวกที่มักจะได้รับความเมตตาและการคุ้มครองเป็นกรณีพิเศษจากเพื่อนร่วมชาติของพวกเขาซึ่งรับราชการเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลจำนวนมาก พลเมืองผิวสีที่เป็นอิสรชน ( -หมายถึง ชาวมูแลตโต- ) จึงแสดงความไม่พอใจด้วยการค้ดด้านอยุติธรรมซึ่งมีจุดมุ่งทางทฤษฏีเพื่อนำมาใช้กับชาวมูแลตโต ซึ่งกฎหมายดังกล่าวแทบจะไม่มีผลในทางปฏิบัติเลย และท้ายที่สุดก็เป็นที่ทราบกันทั่วไปว่า โปรตุเกสไม่สามารถควบคุมอาณานิคมของในอเมริกาใต้ได้อีกต่อไป นอกจากนี้โปรตุเกสยังไม่สามารถเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากบราซิลอีกด้วย คงเหลือเพียงกิจการไร่ปศุสัตว์ของกษัตริย์โปรตุเกสเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม การประกาศเอกราชของบราซิลมิได้ใช้เวลาในการบ่มตัวยาวนานอย่างที่แมกคาร์ทนีย์ได้คาดหมายเมื่อ ค.ศ.1792 การประกาศเอกราชของบราซิลเกิดขึ้นอย่างฉับพลันในขณะที่ประเทศโปรตุเกสกำลังติดพันกับสงครามปฏิวัติฝรั่งเศสและสงครามนโปเลียน ( ) ซึ่งทำให้กษัตริย์ดอม โจอาวที่ 6 ( ) ขณะทรงเป็นมกุฎราชกุมารโปรตุเกส ( ) เสด็จหนีไปยังบราซิลเมื่อ ค.ศ.1808 เหตุการณ์ดังกล่าวนำไปสู่การยกเลิกระบบการผูกขาดอาณานิคม ( ) และการเปิดประตูทางการค้าระหว่างอังกฤษกับบราซิล รวมทั้งการมีสิทธิในการติดต่อกับต่างประเทศโดยตรงด้วยความขัดแย้งระหว่างโปรตุเกสกับบราซิลเกิดขึ้นระหว่าง ค.ศ.1821 - 1825 และยุติลงอย่างรวดเร็วเมื่อบรรดาที่ปรึกษากิจการโพ้นทะเลของกษัตริย์โปรตุเกส ( ) ถวายคำแนะนำว่า : ไม่ต้องสงสัยว่า หากบราซิลกับโปรตุเกสยังคงต่อสู่กันอย่างไม่ยอมลดราต่อไปแล้วบราซิลจะต้องปฏิบัติการรุนแรงกว่าโปรตุเกส และประเทศที่ใหญ่กว่าและอุดมสมบูรณ์กว่าย่อมไม่ต้องการที่จะอยู่ภายใต้การปกครองของประเทศเล็ก ๆ และมีฐานะยากจนกว่าอย่างแน่นอน สถานการณ์ที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่เรื่องที่จะสามารถแก้ไขได้อย่างง่ายดาย

หากจะกล่าวโดยสังเขปแล้ว เรื่องราวสี่ร้อยปีแห่งการขยายอิทธิพลไปยังโพ้นทะเลของโปรตุเกสเริ่มต้นเมื่อโปรตุเกสสามารถยึดครองซีทต้า ( ) ได้ใน ค.ศ.1415 และสิ้นสุดลงเมื่อบราซิลประกาศเอกราชในปี ค.ศ.1825 อะไรเป็นสาเหตุและสิ่งบ่งชี้ที่มีต่อปรากฎการณ์ดังกล่าว นักประวัติศาสตร์ต่างก็ให้คำตอบที่ไม่เหมือนกัน และสำหรับข้าพเจ้านั้นขอเสนอความคิดเห็นเป็นการส่วนตัวดังต่อไปนี้

ประการแรก จากการพิจารณาผลกระทบบางอย่างที่เกิดขึ้นในประเทศโปรตุเกส จะพบว่าระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 14 -15 กับครึ่งแรกของคริสต์ศตวรรษที่ 16 นั้น ประเทศโปรตุเกสทำการค้ากับยุโรปเหนือด้วยเรือและลูกเรือทั้งหมดของตนในการเดินเรือระหว่างเมืองท่าของอังกฤษและเฟลมมิช ( ) ครั้นสิ้นสุดคริสต์ศตวรรษที่ 16 โปรตุเกสจำเป็นต้องใช้เรือและลูกเรือทั้งหมดของตนในการเดินทางไปยังอินเดีย อัฟริกาและบราซิล ดังนั้นระหว่าง ค.ศ.1600 - 1800 จึงแทบจะไม่มีเรือสินค้าของโปรตุเกสเดินทางไปยังช่องแคบอังกฤษเลย ในขณะที่มีเรือของโปรตุเกสเพียงไม่กี่ลำแล่นในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนแม้ว่าจักรวรรดิโปรตุเกส ( ) จะเป็นจักรวรรดิทางทะเล ( )ตามที่เข้าใจกันก็ตาม แต่โปรตุเกสซึ่งเป็นประเทศแม่ () กลับไม่เคยมีกลาสีและเรือเพียงพอในการเดินเรือค้าขายให้ครอบคลุมอาณานิคมต่าง ๆ ของคนแต่อย่างใด ทำให้บางครั้งโปรตุเกสต้องใช้เรือของต่างชาติในการเดินเรือพาณิชย์ (ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเป็นเรือของอังกฤษ)

นักวิจารณ์หลายคนในคริสต์ศตวรรษที่ 17 และนักเขียนสมัยใหม่บางคนระบุว่า การขยายอำนาจของโปรตุเกสไปยังอาณานิคมต่าง โดยเฉพาะจักรวรรดิทางตะวันออกของโปรตุเกสซึ่งมีสภาพไม่มั่นคง คือ สาเหตุแห่งความหายนะทางภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมและการลดจำนวนประชากรลงภายในประเทศโปรตุเกส ทำให้มีข้อกล่าวหากันว่า ความเสื่อมโทรมเหล่านี้นำมาซึ่งการอพยพนานใหญ่ออกจากประเทศโปรตุเกส เมื่อนักแสวงโชคที่ประสบความสำเร็จได้เดินทางกลับมาจากตะวันออกพร้อมกับความอวดมั่งอวดมีและความประพฤติเสื่อมเสียศีลธรรมมาเผยแพร่ที่โปรตุเกสด้วย ข้อกล่าวหาดังกล่าวเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ระหว่าง ค.ศ.1540 - 1640 พลเมืองของประเทศโปรตุเกสจำนวนประมาณ 1,200,000 คน แต่ในช่วงยี่สิบห้ามีสุดท้ายของคริสต์ศวรรษที่ 17 นั้น พลเมืองของประเทศโปรตุเกสมีแนวโน้มเพิ่มสูงเรื่อย ๆ จนถึงกลางคริสต์ศวรรษที่ 18 โปรตุเกสจึงมีประชากรประมาณ 2,500,000 คน ในบางภูมิภาคของประเทศโปรตุเกสเมื่อการผลิตด้านเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมถึงจุดเสื่อมโทรมระหว่างคริสต์ศวรรษที่ 16 -18 ชาวโปรตุเกสก็สามารถประกอบการเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมในภูมิภาคอื่น ๆ ของประเทศได้ตามความเหมาะสม ที่ดินจำนวนมากของประเทศโปรตุเกสมักจะยังไม่ได้ทำการเพาะปลูก อุตสาหกรรมของโปรตุเกสส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับอุตสาหกรรมขั้นมูลฐานเท่านั้น ไม่ว่าจะในยุคกลาง () หรือแม้กระทั่งเมื่อเร็ว ๆ นี้

ผลประโยชน์อย่างหนึ่งซึ่งโปรตุเกสได้รับจากอาณานิคมโพ้นทะเลทั้งหลาย คือ ผลกำไรทางการค้าและทรัพยากรต่าง ๆ ซึ่งทำให้โปรตุเกสสามารถรอดพ้นจากการถูกรวมประเทศอย่างสก็อตแลนด์และคานาโกเนีย ( ) นับตั้งแต่ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 17 (ถ้าหากไม่มีหลักฐานเก่าไปกว่านี้อีก) ถ้า "เมืองกัวแดนสวรรค์- " กลายเป็นเมืองที่ให้ร่ำรวยอย่างยิ่งแก่โปรตุเกส และถ้าแหล่งตั้งถิ่นฐานในเอเซียเป็นภาระอันหนักหน่วงทางเศรษฐกิจของโปรตุเกสแล้ว ตลอดคริสต์ศตวรรษที่ 17 -18 นั้น บราซิลมีฐานะเป็นอู่ข้าวอู่น้ำอย่างแท้จริงของโปรตุเกส ซึ่งกษัตริย์ดอม โจอาวที่ 4 ( ) ก็ทรงยอมรับความจริงดังกล่าวเช่นกัน ผลิตผลของบราซิลจำพวกน้ำตาล ยาสูบ ทองคำ เพชร ฝ้ายและหนังสัตว์เป็นสิ่งเกื้อหนุนทางเศรษฐกิจของโปรตุเกสซึ่งผลิตได้แต่ผลไม้ไวน์และเกลือมาโดยตลอด และนอกจากนี้สิ่งที่ทำให้โปรตุเกสสามารถดำรงเอกราชของตนอยู่ได้ก็ คือ ผลกำไรจากน้ำตาล ทองคำและเพชรจากบราซิล และการได้รับความคุ้มครองจากอังกฤษนั่นเองเมื่อเรามองอีแง่หนึ่งจะพบว่า ผลผลิตจากบราซิลดังกล่าวไปแล้วข้างต้นนั้นเป็นสิ่งที่เกิดจากน้ำพักน้ำแรงของทาสนิโกรทั้งสิ้น อาณานิคมโปรตุเกสแถบแอตแลนติกใต้ () ดำรงอยู่ได้ด้วยการค้าทาสจากอัฟริกาตะวันตก ซึ่งไม่เพียงแต่จะให้ความมั่งคั่งเท่านั้น หากแต่ยังทำให้อาณานิคมแถบนี้สามารถดำเนินชีวิตต่อไปได้อีกด้วยการประกาศเอกราชของบราซิลก็ยังคงมีความสำคัญต่อประเทศโปรตุเกสอีกต่อไป เหมือนเมือครั้งยังเป็นอาณานิคมของโปรตุเกส : นั่นคือ เป็นแหล่งผลิตสินค้าเขตร้อน ( ) ได้แก่ กาแฟและยางพารา โดยบราซิลเป็นแหล่งผลิตใหญ่ในตอนปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 และที่สำคัญก็ คือ พืชผลทางการเกษตรและผลิตผลจากเหมืองแร่ของบราซิลนั้น เลี้ยงตัวอยู่ได้ด้วยตลาดแถบยุโรปและอเมริกาเหนืออย่างแท้จริง สำหรับในปัจจุบันนี้บราซิลมุ่งพัฒนาเศรษฐกิจของชาติด้วยการนำระบบอุตสาหกรรมมาใช้อย่างกว้างขวาง

โปรตุเกสเป็นชาวยุโรปชาติแรกที่สร้างอาณานิคมในอัฟริกาเขตร้อน ( ) และถ้าหากรูปการณ์ในปัจจุบันเป็นสิ่งบ่งชี้ อัฟริกาคงเป็นดินแดนสุดท้ายที่จะถูกยึดครองพัฒนาการของอาณานิคมโปรตุเกสในอัฟริกาถูกขัดขวางเป็นเวลานับร้อย ๆ ปีจากการระดมความพยายามทั้งหมดไปใช้ในการค้าทาส ปัจจัยอื่น ๆ ที่ฉุครั้งพัฒนาการของอัฟริกาก็ คือ ความไม่ถูกสุขลักษณะของหลาย ๆ ภูมิภาค เช่น แถบลุ่มแม่น้ำแซมเบซี ( ) ซึ่งก่อนหน้าที่จะมีการค้นพบยารักษาเชื้อไข้มาราเรียและโรคเขตร้อนอื่น ๆ ได้นั้น คนผิวขาวไม่สามารถตั้งอาณานิคมในแถบนี้ได้เลย แต่การค้าทาสและผลที่เกิดขึ้นอย่างไร้ศีลธรรมทั้งจากการค้าทาสและการจับคนไปเป็นทาสล้วนแต่เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดการแข่งขันกันอย่างใหญ่หลวงและก่อให้เกิดภาระกันหนักอึ้งขึ้นทั้งในอัฟริกาและบราซิลชาวบราซิลมีคำพูดติดปากอยู่ประโยคหนึ่งว่า " -- การทำงานเป็นสิ่งที่คู่ควรกับคนชั่วและนิโกร" ความน่าเกรงขามเป็นเวลาหลายร้อยปีแห่งการใช้แรงงานทาสของชาวไอบีเรียนถูกทำให้มีความแข็งแกร่งและมั่นคงยิ่งขึ้นโดยสังคมอาณานิคมของชาวผิวขาวหรือลูกครึ่งผิวขาว ซึ่งพวกเขาเองต่างก็ยอมรับว่าสังคมของตนดำรงอยู่ด้วยแรงงานจากสองมือสองเท้าของบรรดาทาสนิโกร

ชาวโปรตุเกสเป็นชนชาติที่มีบทบาทในการนำเอาผลไม้และพืชผักเขตร้อนชนิดต่าง ๆ จากทวีปหนึ่งไปปลูกยังอีกทวีปหนึ่ง โดยเฉพาะผลไม้และพืชผักในแถบบราซิล เอเซียและอัฟริกา เช่น ส้ม สับปะรด ข้าวโพด มันสำปะหลังและยาสูบ ฯลฯ ใครบางคนอาจจะคิดว่าสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่านั้นก็คือ ชาวโปรตุเกสได้ทำให้ภาษาและศาสนาประจำชาติของคนขยายตัวไปยังดินแดนต่าง ๆ อย่างลึกซึ้ง อเล็กซานเดอร์ เซมิลตัน ( ) นักแสวงโชคชาวสก็อตผู้ซึ่งเสื่อมใสนิกายคาลวิน ( ) และไม่เคยยกย่องชาวโปรตุเกสเลย แต่จัดเป็นคนที่รู้จักดินแดนต่าง ๆ ที่อยู่ในแถบมหาสมุทรอินเดียดีราวกับรู้จักหลังมือของตน ในปี ค.ศ.1727 แซมิลตันได้บันทึกเอาไว้ว่า ในกลุ่มคนที่พูดภาษาอังกฤษจำนวนหนึ่งหมื่นคนนั้น เขาไม่พบชาวเอเซียเลยแม้แต่คนเดียว ในขณะที่เขากลับพบว่าชาวเอเซียจำนวนมากสามารถพูดภาษาโปรตุเกสได้เป็นอย่างดี : ชาวโปรตุเกสได้ทิ้งร่องรอยทางภาษาเอาไว้ตลอดแนวดินแดนต่าง ๆ ชายฝั่งทะเลแม้ว่าจะเป็นภาษาโปรตุเกสที่กลายไปจากเดิมมาแล้ว แต่ก็นับเป็นภาษาแรกที่ชาวยุโรปจะต้องเรียนรู้ เพื่อช่วยให้พวกเขาสามารถติดต่อกับอีกฝ่ายหนึ่งได้อย่างกว้างขวางโดยเฉพาะอย่างยิ่งในการติดต่อกับคนเชื้อชาติต่าง ๆ ของอินเดีย ในตอนต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 ชาวสก็อตอีกคนหนึ่งซึ่งเคยมีประสบการณ์มากมายในทะเลแถบตะวันออกได้เขียนจดหมายถึงเพื่อนรุ่นน้องคนหนึ่งซึ่งกำลังเดินทางไปยังเอเซียว่า : หากเป็นไปได้ การเรียนรู้ภาษาพื้นเมืองทั้งภาษามัวร์ ( หมายถึง ภาษามาเลย์ ) และภาษาโปรตุเกสจะทำให้คุณได้รับประโยชน์อย่างเหลือที่จะกล่าวภาษาโปรตุเกสจำนวนหลายคำทีเดียวที่ยังคงฝังแน่นอยู่ในภาษาพื้นเมืองของชาวเอเซีย ( ) และชุมชนต่าง ๆ ของชาวคาธอลิกสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ดังที่ข้าพเจ้าได้กล่าวไปแล้วเบื้องต้น อาจจะกล่าวได้ว่า โจอาว ดึ บารูช ( ) นักจดหมายเหตุชาวโปรตุเกสมิได้คาดการณ์เอาไว้เกินหลักความจริงเลยจากบันทึกของเขาเมื่อ ค.ศ.1540 ว่า : ตราและแท่งศิลาสัญญลักขณ์ประจำชาติโปรตุเกสซึ่งถูกติดตั้งไว้ในอัฟริกา เอเซียและเกาะแก่งจำนวนมากของทวีปทั้งสามเป็นสิ่งที่มีความสำคัญ แม้เวลาจะสามารถทำลานบันได้แต่ก็ไม่สามารถทำลายศาสนา ขนบธรรมเนียมและภาษาในดินแดนต่าง ๆ ซึ่งโปรตุเกสเคยปลูกฝังไว้ได้เลย

1 คนครึ่งชาติเลือดผสมอินเดียน-ฝรั่งเศส : ผู้แปล

วันพุธที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2554

รายงานด่วน การสัมมนาทางวิชาการ เรื่อง ยุทธศาสตร์ประเทศไทยในมิติการเมืองเศรษฐกิจ สังคมและการบริหารราชการ

เก็บความและรายงาน

โดย พิทยะ ศรีวัฒนสาร
สถาบันพระปกเกล้า สถาบันพระปกเกล้าร่วมกับกพร. ทีดีอาร์ไอ และสสส. ได้จัดสัมมนาวิชาการเผยแพร่ผลงานวิจัยเรื่อง ยุทธศาสตร์ประเทศไทยในมิติการเมืองเศรษฐกิจ สังคมและการบริหารราชการ เมื่อวันที่ ๒๐ มกราคม ๒๕๕๔ เวลา ๐๙.๐๐-๑๖.๐๐ น. ณ ห้องประชาธิปก สถาบันพระปกเกล้า ปรากฏว่าในระดับของการนำเสนอในที่ประชุมรายงานผลการวิจัยและในส่วนของการแสดงความคิดเห็นของผู้เข้าร่วมรับฟังการสัมมนา นักวิชาการเน้นเฉพาะในส่วนของภาพรวมทางการเมือง ระบบราชการ แนวโน้มของรัฐสวัสดิการ และการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน

แต่น่าเสียดายที่(ยัง)ไม่มีท่านใดกล่าวถึงการเข้าถึงโอกาสที่จะได้รับการรักษาพยาบาลอย่างมีคุณภาพ อาทิ การได้รับยาลดเบาหวาน-ความดัน และยาลดคลอเรสสเตอรอลของประชาชนในภาคส่วนของการประกันสังคม รวมถึงโอกาสในการรักษาโรคเกี่ยวกับดวงตา อาทิ โรคต้อกระจก ต้อหิน โรคจอประสาทตาเสื่อม ซึ่งปัจจุบันนอกเหนือจากการได้รับยากลับไปหยอดครั้ง ๑-๒ ขวด แล้วผู้ประกันตนต้องจ่ายเงินเพิ่มในส่วนของยาเบาหวาน ความดัน คลอเรสเตอรอล ฯลฯ

อย่างไรก็ดี ในที่นี้ ผู้รายงานขอนำเนื้อหาของการสัมมนาในส่วนของภาคเช้ามาเผยแพร่ เพื่อให้องค์กรและผู้สนใจเรื่องราวเกี่ยวกับ สยาม-โปรตุเกสศึกษา ซึ่งมีอยู่หลายประเทศทั่วโลก(ได้แก่ กัลยาณมิตรชาวลัตเวีย ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา เยอรมนี ออสเตรเลีย เบลเยียม โปรตุเกส สหราชอาณาจักร และมาเลเซีย ตามลำดับ) ได้แลเห็นและเข้าใจต่อภาพรวมและแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นกับประเทศไทยในอนาคตอันใกล้นี้ และจะทำให้สามารถกำหนดนโยบายความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอย่างสอดคล้องและกลมกลืนกับทิศทางของประเทศไทย


เวลา ๐๙.๑๐ น. ดร.ถวิลวดี บุรีกุล ผู้อำนวยการสำนักวิจัย สถาบันพระปกเกล้า กล่าวรายงาน จากนั้น ศ.ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า กล่าวเปิดการสัมมนา ดังมีใจความต่อไปนี้

ความขัดแย้งทางการเมืองในประเทศไทยที่ผ่านมาตั้งแต่ก่อน ๒๕๔๘ จนถึงปัจจุบัน ก่อให้เกิดความพยายามในการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังทุกระดับ โดยเฉพาะสถาบันพระปกเกล้าได้เก็บข้อมูลและนำองค์ความรู้ที่ได้จากการวิจัยมาแก้ไขปัญหา เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้เกิดขึ้นแก่สังคมไทย จึงเกิดการวิจัยด้านการเมือง รัฐสภา ปัญหาการเลือกตั้ง พื้นฐานขององค์การปกครองท้องถิ่น ประชาธิปไตยภาคพลเมือง ฯลฯ โดยได้รับความสนับสนุนจากสถาบันเพื่อการพัฒนาประเทศไทย(TDRI)กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.)สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ( กพร.) ภายใต้ยุทธศาสตร์การฟื้นฟูประเทศเพื่อสร้างความเข้มแข็งของสังคมไทย

ประเด็นของปัญหาเริ่มต้นจากความขัดแย้งทางการเมืองโดยการประท้วงกลุ่มพันธมิตรประชาธิปไตย (สีเหลือง) ส่งผลให้มีการรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ การเปลี่ยนนายกรัฐมนตรี การประท้วงของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ(สีแดง) ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวมีการจัดกิจกรรมสานเสวนาตั้งแต่ปี ๒๕๕๐

จากการวิจัยพบว่า ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในสังคมไทยมิได้เกิดจากปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง แต่เป็นความขัดแย้งในเรื่องความไม่เท่าเทียมกันทางสังคม จึงเป็นที่มาของการจัดกิจกรรมสานเสวนาครั้งที่๒ ในปี ๒๕๕๑

ในช่วงที่ความขึ้นแย้งทางควาคิดในสังคมไทยก่อตัวขึ้นใหม่ๆ ศาสตราจารย์ .ประเวศ วะศี ก็ได้ร่วมกับนักวิชาการทั่วไปประชุมปรึกษาหารือกันที่ศูนย์วิจัยจุฬาภรณ์เพื่อทำความเข้าใจและแสวงหาแนวทางแก้ไขปัญหาต่างๆ และได้พบว่าจำเป็นต้องอาศัยกระบวนการทางการเมืองในแก้ปัญหาเฉพาะหน้า จึงต้องวิเคราะห์และพบว่า เรื่องความไม่เป็นธรรมในการจัดสรรทรัพยากรในประเทศไทยเป็นปัญหาสำคัญ อันทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำระหว่างคนสองกลุ่ม คือ กลุ่มเสื้อเหลืองในเมืองผู้มีฐานะปานกลางถึงมั่งมีและกลุ่มคนเสื้อแดงซึ่งมีฐานะยากจนในชนบท ด้วยเหตุนี้ TDRI จึงร่วมกับนักวิชาการได้ร่วมกันออกแบบการแก้ปัญหาในการจัดสรรทรัพยากร และการตั้งต้นในการขจัดความขัดแย้งทางผลประโยชน์และความเหลื่อมล้ำทางสังคม ต้องปรับที่ระบบการเมืองและระบบราชการเป็นอันดับแรก

ในปีพ.ศ.๒๕๔๐ เคยมีการปรับปรุงระบบราชการครั้งใหญ่มาแล้ว แต่เป็นการปรับแต่ระบบราชการเท่านั้น ปัจจุบันต้องปรับเศรษฐกิจ

ในการปรับโครงสร้างของระบบราชการครั้งนี้ มีการตั้งคำถามว่าพันธะกิจบางเรื่องที่ทางฝ่ายราชการเคยทำมาก่อนเป็นเวลานานอาจจะปรับเปลี่ยนให้ชุมชนหรือเอกชนทำแทนได้หรือไม่ ไม่จำเป็นต้องให้ราชการทำเสมอไป จากนั้นก็พิจารณาข้อเสนอเรื่องการปรับโครงสร้างรัฐสภา ซึ่งอ.นันทวัฒน์ บรมานันท์ คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นผู้ดำเนินการวิจัย เรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชน เรื่องวัฒนธรรม และฯลฯ ทำอย่างไรผลการวิจัยจะถูกนำไปปรับใช้ในการปรับปรุงโครงสร้างของประเทศด้วยอย่างประสบความสำเร็จ วันนี้แม้จะเป็นการพูดแค่เรื่อง what to do คือ จะทำอะไรได้บ้าง แต่วันข้างหน้าจะต้องคำนึงถึงประเด็น How to do คือ จะเอาไปปรับใช้กันอย่างไร

ในประเทศญี่ปุ่น การเปลี่ยนแปลงของระบบโครงสร้างเศรษฐกิจ การเมือง สังคมและวัฒนธรรมเกิดขึ้นเพราะการแพ้สงครามและถูกกดดันจากภายนอก แต่ในยุโรปหลายประเทศและเกาหลีการเปลี่ยนแปลงทั้งหลายเป็นผลมาจากแรงกดดันภายในประเทศ วันนี้เราจะแบ่งสรรผลประโยชน์อย่างไรให้เกิดความเป็นธรรมแก่คนส่วนใหญ่ของประเทศได้ เพื่อไม่ให้ความขัดแย้งเกิดประทุขึ้นมาอีกครั้งในอนาคต

วันนี้กลุ่ม “คนมีมาก (ฐานะร่ำรวย)”กลับอยู่นั่งในสภา ในอดีตเราเคยผ่านการเลิกทาสโดยไม่เสียเลือดเนื้อ เราเคยมีการออกพระราชบัญญัติภาษีที่ดินปี ๒๔๗๕ แล้วก็เลิกล้มไป เราเคยจำกัดการถือครองที่ดินให้แต่ละคนมีได้ไม่เกิน ๕ ไร่ ในปีพ.ศ.๒๕๐๕ เมื่อเกิดปัญหาความขัดแย้งทางผลประโยชน์ที่ไม่เป็นธรรมเกิดขึ้น มาตรการดังกล่าวอาจถูกอาจนำมาใช้อีกหรือไม่


ปาฐกถาพิเศษ ศ.นพ.ประเวศ วะศี ประธานคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูป


คณะกรรมการสมัชชาปฏิรูปเคยประชุมทุก ๒ สัปดาห์ เรื่อง การปฏิรูปประเทศไทย ที่ศูนย์วิจัยจุฬาภรณ์ ทุก ๒ สัปดาห์ ในประวัติศาสตร์ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ เคยมีการเสนอปฏิรูปทางด้านการเมืองการปกครองแต่ไม่ได้รับการยอมรับ ทำให้ต้นสมัย ร.๖ เกิดกบฏร.ศ.๑๓๐ หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง ๒๔๗๕ คณะราษฎรมีอำนาจเพียง ๑๘ ปี จากนั้นการเมืองก็ก้าวสู่ภาวะเดิม ทำให้แม้จะผ่านมาแล้วเกือบ ๘๐ ปี แต่ยังเกิดความขัดแย้งทางความคิดรุนแรงถึงขั้นนองเลือดเมื่อพ.ศ.๒๕๕๓


รัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ ยังไม่สามารถทำให้ภาคประชาชนเข้มแข็ง จึงต้องปฏิรูปโครงสร้าง ในช่วงที่ผ่านมาเราคิดแต่เรื่องบุคคล ไม่คิดถึงโครงสร้างหลักของประเทศ มีคนเคยพูดเปรียบเปรยไว้ว่า คนไทยเหมือนไก่ในเข่งที่แต่จิกกันจนตาย แต่ก็ไม่สามารถออกจากเข่งได้ เข่งเปรียบเหมือนโครงสร้างทางการเมือง สังคมและเศรษฐกิจ สื่อมวลชนก็คาดหวังสูงอยากเห็นสำเร็จเร็วๆ โดยไม่คำนึงว่า การปรับโครงสร้างของประเทศเป็นกระบวนการต่อเนื่องที่ต้องช่วยกันทุกฝ่าย


คณะกรรมการสมัชชาปฏิรูปเคยเสนอนายอานันท์ ปันยารชุนว่า ในอดีตเคยมีการริเริ่มให้เกิดความเป็นธรรมเรื่องการจัดสรรทรัพยากรมาแล้ว อาทิ สมัยจอมพลป. พิบูลสงครามเคยจำกัดการถือครองที่ดินไม่เกินรายละ ๕๐ ไร่ ในสมัยจอมพลถนอม กิตติขจร พลเอกแสวง เสนาณรงค์ขณะดำรงตำแหน่งในสำนักนายกรัฐมนตรีก็เคยเสนอจอมพลถนอม กิตติขจรให้ดำเนินการปฏิรูปที่ดิน แต่ปรากฏว่ามีคนชั้นสูงบางคนกราบทูลฯว่า มีผู้นิยมลัทธิคอมมิวนิสต์แฝงตัวอยู่ในสำนักนายกรัฐมนตรี ๒ คน ซึ่งในช่วงเวลาเดียวกันนั้น นายแพทย์ ประเวศ วะศี เคยถวายฎีกาเรื่องการปฏิรูปที่ดิน เช่นกัน


การพัฒนาประเทศควรริเริ่มจากระดับพื้นฐานของประเทศ ไม่ควรมาจากส่วนบน เกือบร้อยปีมาแล้วที่การพัฒนาประเทศเกิดจากส่วนบนของประเทศ ทำให้การพัฒนาประเทศยังไม่ประสบความสำเร็จ เพราะเป็นการพัฒนามาจากเบื้องบน ท้องถิ่นจึงอ่อนแอ จากรากฐานดั้งเดิมที่ทุกหมู่บ้านมีสภาชุมชนดูแลอยู่แล้ว การพัฒนาด้านต่างๆ อาทิ เศรษฐกิจ จิตใจ ประชาธิปไตย การศึกษา สังคม การเมืองและเศรษฐกิจจึงควรมาจากท้องถิ่น จะทำให้เกิดสวรรค์ขึ้นในชุมชนอย่างแท้จริง แนวทางดังกล่าวเป็นลักษณะของประชาธิปไตยชุมชน


การเปลี่ยนแปลงการปกครอง ๒๔๗๕ ไม่มีฐานมาจากชุมชน ทำให้ระบอบประชาธิปไตยล้มลุกคลุกคลาน ประเทศสหรัฐอเมริกาก่อตัวขึ้นจากการรวมกันของท้องถิ่น จึงมีความเข้มแข็งในการสร้างประเทศ ชื่อของประเทศ คือ The United of America บ่งบอกถึงรากฐานของชุมชน


การปฏิรูปประเทศต้องเริ่มจากระดับกรม ในอดีตอธิบดีเป็นผู้สั่งได้หมดทั้งประเทศทำให้เกิดการรวมศูนย์อำนาจและทุจริต(Corruption) ในประเทศญี่ปุ่นสมัยนายพลโตโจมีอำนาจ ญี่ปุ่นตัดสินใจเข้าสงครามโดยไม่ฟังเสียงทัดทานจากนักวิจัย ภายหลังสงครามรัฐบาลญี่ปุ่นจึงกระจายอำนาจออกไปเพื่อป้องกันการผูกขาดอำนาจและการรัฐประหาร เช่นเดียวกับประเทศอินเดีย


ศาสตราจารย์ ประเวศ วะสี เสนอว่า การปฏิรูปประเทศไทย ควรทำแบบฐานเจดีย์ คือ มีฐานกว้างใหญ่ แข็งแรง เชื่อมยอดเข้ากับฐาน พัฒนาวิถีชีวิตพื้นบ้าน ปรับปรุงเศรษฐกิจ พัฒนาการศึกษา และสร้างสรรค์ให้เกิดความเป็นธรรมที่มั่นคงแบบฐานเจดีย์


ความเจ็บช้ำของประชาชนเกิดขึ้นเพราะการเข้าไม่ถึงความเป็นธรรม เนื่องจากรัฐใช้วิธีปฏิบัติตามกฎหมายโดยให้ตำรวจจับ ให้อัยการฟ้อง แล้วศาลเป็นฝ่ายตัดสิน เมื่อไปถึงศาลผู้พิพากษาศาลชั้นต้นก็ปัดไปให้ศาลอุทธรณ์และฎีกาตัดสิน ทำให้เกิดการคั่งค้างของคดีความมากมาย ดังนี้ ระบบอำนาจรัฐต้องเชื่อมให้เกิดความเป็นธรรม


ชุมชนเป็นเรื่องสำคัญ รองศาสตราจารย์ ดร.นรนิติ เศรษฐบุตรกำลังศึกษาเรื่องของท้องถิ่น เทศบาล และเห็นว่าขณะนี้ต้องมีสถาบันดูแลเรื่องท้องถิ่นทุกจังหวัด


ครูสน รูปสูง คนเสื้อแดงขอนแก่น เคยชี้นำว่า ประชาชนจะเป็นคนปฏิรูปด้านต่างๆเอง ประชาชนรู้ดีเรื่องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ การปฏิรูปองค์กรกันเองจะช่วยแก้ไขปัญหาความยากจนได้ การเข้าร่วมมีส่วนกำหนดนโยบายการพัฒนาและขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าวจะเกิดประโยชน์ อย่างยิ่ง


กลุ่มแพทย์ส่วนหนึ่งมีการประชุมปรึกษาหารือเพื่อผลักดันแนวคิดในการแก้ปัญหาของประเทศประจำทุกเดือน ๒๐ กว่าปีมาแล้ว แต่ไม่เคยประกาศคุณความดีของตนถ้าการประชุมตรงนี้ริเริ่มจากนักวิชาการ ๒๐ คน เชื่อมโยงเป็นการประชุมใหญ่ระดับองค์กร จะส่งผลอย่างเป็นนัยสำคัญในการพัฒนาประเทศ และสำหรับประชาชนแล้วการติดอาวุธปัญญาและการแก้ไขความขัดแย้งด้วยสันติวิธี จะทำให้เกิดพลังในการขับเคลื่อนและพัฒนาบ้านเมืองต่อไปได้มากกว่าการใช้ความรุนแรง ซึ่งมีโอกาสจะถูกปราบได้ง่าย


(ร่างรอตรวจสอบขัดเกลาภาษา)ยุทธศาสตร์ประเทศไทยในมิติการเมืองเศรษฐกิจ สังคมและการบริหารราช


อ.ถวิลวดี บุรีกุล ดำเนินการอภิปราย


รศ. ดร.ทศพร ศิริสัมพันธ์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ( กพร.) แผนงานการสร้างเสริมภาคีรัฐเพื่อสร้างเสริม....


ภาครัฐใหญ่แค่ไหน ดูที่ปริมาณจีดีพี ขรก.หนึ่งล้านสองแสนคน ขีดความสามารถรับเข้าทำงานน้อยลง อายุเฉลี่ยเข้าทำงานอายุ๒๗ ครึ่งหนึ่งเข้าเอกชน ร้อยละ๕ มากจากมหาวิทยาลัยที่แข่งขันสูง ๕ อันดับ ฉ้อราษฎร์ ๗๘% ความน่าลงทุน อันดับ ๖๒? ด้านธรรมาภิบาลต้องปรับปรุง
-ผลวิจัยพบว่าระบบราชการและภาครัฐมีภาวะไม่สมดุล เดิมภาครัฐเป็นผู้นำในการพัฒนา ปัจจุบัน เอกชน ชุมชนและท้องถิ่นเริ่มมีบทบาทมากขึ้น ความไม่สมดุลเป็นปัญหาสำคัญของการพัฒนาประเทศ
-วัตถุประสงค์ของโครงการวิจัย จัดความเหมาะสมในด้านความสัมพันธ์แต่ละภาคส่วนให้เกิดความสมดุลทั้งด้านการดำเนินงาน ความสัมพันธ์ระหว่างภาครัฐ ระบบราชการ ภาคการเมือง และภาคประชาชน
-หลังจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองพ.ศ. ๒๔๗๕ ภาคการเมืองยังมีสภาพอ่อนแอต้องอาศัยภาคราชการประคับประคอง ในสมัยร.๕ ภาคราชการใช้ระบบคุณธรรมป้องกันการแทรกแซง ภาคราชการเป็นตัวหลัก แต่เกิดปัญหา คือ แทนที่จะทำงานเพื่อประชาชนกลับแสวงหาอำนาจ มีการออกกฎหมายระดับรองที่เอื้ออำนวยให้อำนาจข้าราชการประจำและระบบราชการสะสมอำนาจ มองในด้านดีระบบราชการทำให้บ้านเมืองก้าวต่อไปได้ แต่ในภาคราชการกลับเกิดอำนาจนิยมจากการเสพอำนาจมาเป็นเวลานาน


หลังจากปีพ.ศ.๒๕๓๒ ในสมัยรัฐบาลพลเอกชาติชาย ชุนหะวัน ฝ่ายการเมืองเริ่มเข้มแข็งในขณะที่ภาคราชการกลับถดถอย จึงเกิดการขัดแย้งของทั้งสองฝ่าย ระหว่างพ.ศ.๒๕๓๐-๒๕๔๐ ฝ่ายการเมืองเป็นผู้ผลักดันนโยบายด้านการเมืองแต่ผู้ปฏิบัติ คือ ข้าราชการ


-ต้องออกแบบใหม่ เรื่อง รัฐสวัสดิการ เคยทำสูตรการรักษาพยาบาลกำหนดเหมาจ่ายหัวละ ๒,๐๐๐ บาท ก็ดำเนินและพัฒนาต่อไป แต่ต้องป้องกันการเมืองเข้ามาแทรก ในอดีตการปรับระบบราชการปฏิเสธการเข้ามาของคนฝ่ายการเมือง ปัจจุบันต้องเปิดทางให้คนของการเมืองเข้ามา โดยมีวาระการดำรงตำแหน่ง ๔ ปี ชัดเจน คนของฝ่ายการเมืองมาพร้อมกับการออกไปตามวาระและต้องรับผิดชอบความผิดทางการเมืองความผิดทางการเมืองที่อาจเกิดขึ้นด้วย
-ส่วนราชการต้องพัฒนาความสามารถให้เข้มแข็งระดับหนึ่งแต่ไม่ใช่ชี้นำ เข้มแข็งในด้านการทำงานร่วมกับภาคอื่น บางเรื่องซ่อมไม่ไหว ก็ยุบทิ้ง ลด โอนถ่ายภาระแก่ภาคอื่นของสังคม เข้ามามีส่วนร่วม
-จัดความสัมพันธ์ ๓ ยุทธศาสตร์ใหญ่ ๑. จัดกลไกราชการให้สมดุล ลดขนาดราชการ จัดความสัมพันธ์ ส่วนกลาง ภูมิภาค ส่วนกลาง หากจะทำ “เทศาภิวัตน์” ราชการส่วนกลางจะเสริมตรงไหน เอกชน ชุมชน จะร่วมอย่างไร
-เดิมส่วนกลางเป็นตัวตั้ง ต้องถอยออกมา ตั้งองค์กรพิเศษให้มากขึ้น มอบอำนาจ


ภาครัฐต้องมีการกระจายออกสู่อำเภอ อปท. เอกชนร่วมลงทุน privatize, out sources มีเครื่องมือในการแข่งขัน กับภาครัฐหากไม่ปล่อยมือ
การซื้อบริการจากรัฐเอกชน และทำไมไม่ซื้อบริการจากชุมชน เป็นรูปแบบcompact จากอังกฤษ การfunding ส่งผลให้มีทางเลือกมากขึ้น
วันนี้ โจทย์ใหญ่ คือ ต้อง join up ภาครัฐมาร่วมกัน ถ้าไม่ทำ ต้อง มีฝ่ายอื่นมาแข่งขัน


ในอังกฤษ มีคอมมิชชันเนอร์ ดูแลคนจะเข้ามาสู่ภาครัฐ นิวซีแลนด์ก็มีคณะกรรมการ คอยดูแล โดยมืออาชีพมาพิจารณา ต้องการคนแบบไหน ในการสรรหาคนเข้าดำรงตำแหน่ง เกิดวิชาชีพในการจัดสรรคน มีใบประกาศ ทำงานเปิดเผย แพร่ในเว็บไซต์
-ต้องเปิดพื้นที่ให้ทางการเมืองมีบทบาทแต่งตั้งบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งระดับสูง(Political ) อังกฤษตั้งที่ปรึกษา
-เบลเยียมใช้ระบบHibrid System คือ ยืมตัวข้าราชการไปแล้วก็สามารถกลับมาทำงานที่เดิมได้
-ในอดีตการมีอธิบดีในระดับทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำ ต้องแก้ด้วยการตั้งTribunal (คณะกรรมการ) มาพิจารณาจัดสรรทรัพยากรของชาติ
-การพัฒนาระบบราชการภายใน มี E-government แก้ทุจริต
-ภาคราชการต้องเปลี่ยนกระบวนทัศน์ ที่น่านยินดีที่ได้หมู ปลา ข้าวโพด แต่ไม่ได้ต่อยอด ปลาป็นหมัน ข้าวโพดปลูกได้ครั้งเดียว หมูเป็นหมัน ต้องเป็นหนี้ ราชการก็เป็นผู้เปิดประมูลให้เอาหมู ไก่ มาแจก แล้วหายไป ปัญหา ทางแก้ มี ๒๒ เรื่อง ควรแก้โดยเอาเงินให้แต่มีโจทย์ให้คิดว่า จะต่อยอดอย่างไร


รศ. ดร. นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
-งานวิจัยชิ้นนี้มี ๓ ทีม ร่วมกันทำงาน คือ นักวิจัยจากจุฬา ธรรมศาสตร์ และทีดีอาร์ไอ
-ดร.นครินทร์สนใจการปฏิรูประบบราชการ การปฏิรูปด้านการเมืองซึ่งมีนักการเมืองทั้งระดับชาติ-ระดับท้องถิ่นรวมกันประมาณ ๕,๐๐๐-๖,๐๐๐ คน ทำยาก เพราะนักการเมืองมีการเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา ปฏิรูปพลเมือง ๖๐ ล้าน ก็ยากมากยิ่งขึ้น
-compact คืออะไร ชุมชน เอ็นจีโอ ส่วนหนึ่งวิจารณ์รัฐอย่างเดียว NGO บางส่วนทำงานร่วมกับภาครัฐ จึงต้องยอมรับกันและกัน เป็นพันธมิตรกันบางลักษณะ ต้องลงทะเบียนยอมรับการถูกตรวจสอบ ในอังกฤษมีระบบcompact สวัสดิการ คนแก่ คนพิการ การซ่อมบ้าน ดุแลหมด เก็บขยะ เทศบาลบางแห่งไม่มีความสามารถในการเก็บขยะ ต้องให้เงินชุมชนขนขยะมากองแล้วเทศบาลขน แต่ไม่มีการทำสัญญา รับงานไปต้องตรวจสอบ แยกขยะหรือไม่ ถ้าชุมชนไม่แยกขยะเป็นเรื่องยาก งานหนัก การซ่อมสาธารณูปโภคบางงานบริษัทไม่รับทำงานเล็กๆ ต้องรับเป็นล้าน ก่อนหน้านี้ชุมชนเคยรับงานจากภาคราชการ แต่ไม่มีรูปแบบเป็นสัญญาที่สามารถตรวจสอบได้ จึงต้องปรับตัว มูลนิธิเด็กต้องรับงานจากรัฐ NGO ทำงานพวกนี้ดีกว่า แต่ไม่มีระบบสัญญา และการตรวจสอบ ปัจจุบันมีร่องรอยอยู่ควรพัฒนาต่อไป
-Contestability ถ้ารัฐไม่ทำ ให้เอกชนทำ สำนักอื่นทำ เช่น การถ่ายโอนคลองชลประทาน แต่ท้องถิ่นไม่มีเครื่องจักร ต้องทำคอนเทสต์ และกลับมาจ้างชลประทานภาครัฐ
-อาจจ้างใครก็ได้ที่ทำแล้วประหยัด บรรลุผลสำเร็จด้วยดี
-Central Government ต้องมีรูปแบบการตัดสินใจใหม่ ไม่รวมอำนาจ ภาคเอกชนมีแล้ว เช่น กรรมการจากเสียงส่วนน้อย เปิดให้ใครมาร่วมเพียงใด
-รัฐตัดสินใจไม่ได้ ต้องตั้งกรรมการแห่งชาติมาทำงาน ต้องให้นายกฯเป็นประธาน ยิ่งทำงานไม่ได้ เขียนกฎหมายมาให้ตัวเองทำงานไม่ได้ บางเรื่องอาจตัดสินใจเชิงอนุญาโตตุลาการ ซึ่งทำงานได้ดีขึ้น


รศ. ดร.ทศพร ศิริสัมพันธ์
บทเรียน เมื่อก่อนลงแรงทำฝาย เมื่อฝายทรุดพังก็ช่วยกันซ่อมด้วยดี เดี๋ยวนี้บอกว่าเป็นฝายของ อบต. เมื่อพังแล้วก็รอ อบต. เข้ามาซ่อม
อ.ถวิลวดี
ขรก. ต้องปรับปรุงตัว ด้วย ทั้งด้าน compact และ contestability


ศ.ดร.นันทวัฒน์ บรมานนท์
ศึกษาเรื่องระบบรัฐสภา เราทำส่วนเล็กๆ ระบบพรรค ท้องถิ่น
-ผมทำที่มาของสมาชิกรัฐสภา ถกกันเรื่องจำนวนสส. เลือกตั้งกับปาร์ตี้ลิสต์
-เราดู รัฐธรรมนูญ(รธน.)พ.ศ.๒๕๔๐และพ.ศ.๒๕๕๐
-รธน. ๔๐ ไม่มีระบบตรวจสอบ การเข้าสู่ตำแหน่งก็หลากหลาย สส.ไทยเล่นเรื่องประชาชนฝากลูก แก้ปัญหากดขี่ ของต่างประเทศออกกฎหมาย
-พัฒนาการเรื่องทุจริต กินจอบ กินเสียบ พอมีศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผุ้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีการลงโทษ
-นักการเมืองไม่แก้ปัญหาที่แท้จริง โครงการประชานิยมทำให้ชาวบ้านแบมือรับอย่างเดียว ต้องแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ
-การปรับโครงสร้างรัฐสภา ตอบสนองคนหลายประเภท คนเข้าการเมืองต้องมีฐานอำนาจ ฐานการเงิน เขียนกฎหมายเพื่อประโยชน์ตนเอง
-รบ.นี้พูดเรื่องกฎหมายทรัพย์สิน แต่เงียบไปแล้ว
-ในฝรั่งเศสเสียภาษี ๗๐ % ต้องใช้วิธีโอนให้ลูกหลาน
-ในสภาบ้านเรามีแต่คนรวย ทำอย่างไรจะให้คนจนเข้าสภา มาออกกฎหมายตอบสนองคนทุกระดับ ในการวิจัย ดูหลายส่วน
-มีการถกเถียงเรื่องสส.ต้องสังกัดพรรค หรือ เปล่า เราเห็นว่าไม่ควรสังกัดเพราะพรรคครอบงำสส. ที่สั่งซ้ายหัน ขวาหัน
-ในงานวิจัยดูเรื่องที่มาของ สส. สว. เช่นกัน ซึ่งเถียงวนเวียน แต่ไม่เคยถามว่าระบบใดดีที่สุด จึงต้องลองไปเรื่อยๆ
-สว.ในรธน. ๔๐ วุฒิสภา ตรวจสอบด้วย กกต.สีเทา ศาลรธน.สีเทา ถูกการเมืองครอบงำ เพราะการเมืองเลือกเข้ามา เลยไม่ตรวจสอบจริงจัง
-โจทย์อ.บวรศักดิ์ว่า การปล่อยให้พรรคทำประชานิยม เป็นนโยบายพรรค แต่ใช้เงินประเทศ ต้องเอามาใส่ รธน.เสียเลย จะได้ไม่ต้องอ้างเอาเป็นงานของตน
-รบ.นี้ไม่ทำเรื่องภาษีมรดก ทำไมไม่ริเริ่มเรื่องภาษี การกระจายอำนาจให้ท้องถิ่น ทำงานเหมือนองค์กรกระจายอำนาจด้านสวัสดิการ
-เรื่องสส. สว. เราตั้ง ๓๙๙ กับ๑๐๑ น่าจะเหมาะกว่าปัจจุบัน การนับคะแนน กลับใช้รธน.๔๐ เอาทุกหน่วยมารวมกันแล้วนับคะแนน
-การหาเสียง ถ้าต้องการลดบทบาทหัวคะแนน ก็ต้องเปิดเสรี และยกเลิกการสังกัดพรรคการเมือง ซึ่งมี สส.ขายตัว จึงต้องกำหนดให้ถ้าไม่สังกัดพรรคก็ต้องไม่เข้าพรรคเลย
-การตรวจสอบของสว. การถอดถอนสว.ให้ศาลรธน.ดำเนินการ ให้วุฒิสภาดูกฎหมายหรือตั้งคนเท่านั้น
-วุฒิสภา โดยตำแหน่ง ให้สัดส่วนคนในระบบรัฐเข้าม เช่น ปลัดกระทรวง เหล่าทัพ ผู้แทน อปท . สภาทนายความ ส่วนที่เหลือให้สรรหาจากวิชาชีพรัฐวิสาหกิจ เกสร พาณิชยกรรม มูลนิธิ NGO สรรหาเข้ามาจำนวน ๕ เท่า แล้วให้คณะกก.สรรหา คัด โดยมาจาก การเมือง นิติ บริหาร องค์กรตามรธน. จำนวน ๒๐๐ คน
-เรื่องการตั้งสว.โดยตำแหน่งลองพิจารณษดู
-นายกฯ และรมต. ต้องเป็นสส. เถียงกันมานาน จะให้ขรก. คนมีบารมีเข้ามาหรือ งานวิจัยเสนอให้นายกมาจากการเลือกตั้ง
-ปัญหาฝ่ายนิติบัญญัติไม่ควรมาเป็นฝ่ายบริหาร อาจใช้โครงสร้างรธน. ๔๐
-เสนอให้นายกฯห้ามเป็นต่อกัน ๒ สมัย อาจโต้แย้งว่า ลาออกก่อน ครบวาระแล้วเข้าใหม่ หรือ อาจเอาเด็กในคาถามาเป็นนายกฯ จึงต้องปล่อย
-รัฐสวัสดิการ ต้องปรับระบบภาษี และรูปแบบสวัสดิการ
-ฝรั่งเศสทำงบ ๒ ชุด งบสวัสดิการ และงบบริหารราชการแผ่นดิน
-รัฐต้องกำหนดประเภทสวัสดิการ กำหนดภาษี กำหนดคณะกรรมการดูแลคล้ายคณะกรรมการกำหนดแผนกระจายอำนาจ


อ.ณรงค์เดช
เรามีการยุบพรรค ๑๔๓ พรรค เกิดปัญหาลดความหลากหลายทางการเมือง ทำลายโอกาสการมีส่วนร่วม การยุบพรรคถูกใช้จัดการคู่แข่งทางการเมือง ทำลายโอกาสการพัฒนาเป็นสถาบันการเมือง คือ แยกพรรคออกจากบุคคล ไม่มีเจ้าของ การยุบพรรคทำให้สถาบันไม่เกิดป ประชาธิปัตย์มีคดี
-ปัญหาเชิงกฎหมาย การยุบพรรค ทางสากลมี ๔ ข้อ ปฏิปักษ์ต่อรัฐ ประชาธิปไตย อัตลักษณ์รัฐธรรมนูญ(สาธารณรัฐ ราชอาณาจักร รัฐศาสนา) ไม่ส่งเลือกตั้งต้องสลายตัว แต่ในไทย เหตุยุบพรรคขัดต่อนิติรัฐหลายข้อ เช่น กรรมการทำผิด มีการรู้เห็นเป็นใจ ถูกยุบ
-กระบวนการยุบพรรคการเมืองเยอรมนี ต้องเปิดให้โต้แย้ง นายพงษ์ศักดิ์ รักตะพงศ์ไพศาลและพลเอก ธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ไม่มีโอกาสเข้าต่อสู้ให้การในชั้นศาล แต่ ศาลรธน.กลับบอกไม่เป็นไร
-การเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้งในต่างประเทศ ต้องเป็นโทษทางอาญา
-ปัญหาการบังคับใช้ เช่น หัวหน้าพรรคไม่ยื่นรายวานประจำปี ยุบพรรค ทำไมไม่ถอดถอน
-บ้านเรายุบเสร็จตั้งใหม่ แต่ต่างประเทศห้ามมีองค์กรทดแทนแบบนอมินี


อ.ไมเคิล เนลสัน
๑.ไม่มีใครพูดถึงผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง สื่อเห็นว่า Voters โง่ ยากจน สังกัดพรรค ซื้อเสียงได้ ผมเห็นว่า ความรู้ทางการเมืองของVoters ในไทย USA Germany หรือ France ก็เหมือนกัน คือ ต่ำ คล้ายกัน ขอให้ที่เห็นว่าผู้ออกเสียงโง่ เลิกคิดได้เลย
-ประเด็นการนับคะแนนที่อำเภอตามรธน.๔๐ เคยมีประสบการณ์สังเกตการนับคะแนนที่อำเภอแปดริ้ว ปรากฏว่าใช้กระบวนการยาวนานกว่า ๔๐ ชั่วโมง กรรมการเลือกตั้งเหนื่อย ความโปร่งใสหายไป เห็นว่า มีการจัดการมากปัญหาเป็นแรงกดดัน ตอนเช้าไม่มีใครนับคะแนน จึงควรนับคะแนนที่หน่วยเลือกตั้งเลยดีกว่านับที่อำเภอ ง่ายกว่า เร็วกว่า ผลออกมาเหมือนกันหมด ไม่ว่าจะนับที่หน่วยหรืออำเภอ
-คะแนนเสียงขั้นต่ำ รธน.๔๐ ถ้าคิด ๕% พรรคมหาชนไม่ได้สส.แม้แต่คนเดียว ทั้งๆที่มีสส. ๒ คน ปัญหาส่วนใหญ่มาจากเรื่องสส.บัญชีรายชื่อ การมีสส.คนเดียว ของ ๔-๕ พรรค จะมีประโยชน์มากน้อยเพียงใด ถ้าลดจาก ๕% เหลือ ๑ % จะเหมาะสมกว่า


อ.ถวิลวดี
อปท.ช่วยเสนออะไรเล็กน้อย เชิญอ.ตระกูล


อ.ตระกูล
ผมทำเรื่องการเข้าสู่อำนาจขององค์กรปกครองท้องถิ่น พิการ อำนาจเบ็ดเสร็จอยู่ที่ฝ่ายราชการ การตรวจสอบมีน้อย เป็นระบบซ้ำซ้อนกับสภาองค์กรชุมชน(ปี๕๐) มหาดไทยกำลังจะผลักดันสภาท้องถิ่นมาซ้อน
-อปท.ไม่สะท้อนปัญหาชุมชน สภาท้องถิ่น ค่าใช้จ่ายสูงมาก คนละ ห้าพัน ปีละหกหมื่น แต่ละคนทำงานน้อย ไม่สะท้อนความต้องการที่หลากหลายของชุมชน มีกลุ่มในชุมชนหลายหลายมาก
-สภาท้องถิ่นต้องร่วม ตัดสิน และเสนอความคิดเห็น ในการพัฒนา ระบบ๒ ลู่ คือระบบเลือกตั้งกับระบบตัวแทนของภาคประชาสังคมในหมู่บ้านมาทำงานด้วยกัน
-ฝ่ายเลือกตั้งทำงานไป ฝ่ายตัวแทนชุมชนมาถ่วงดุล(ไม่มีเงินเดือน) เป็นลักษณะสังคมชนบท ร่วมตัดสินใจมีเหตุผล ตอบสนองชุมชน


อ.นิยม รัฐอมฤต
ผมติดตามองค์กรอิสระและองค์การติดตามการบังคับใช้ในรธน. จากการศึกษา ปัญหามีมากถึง๑๐ องค์กร พบปัญหาที่องค์อิสระไม่ประสบความสำเร็จหลายองค์กรเพราะถูกแทรกแซงจากพรรคการเมือง ต้องยุบหลายองค์กร
-การมีวาระ ๖-๘ ปี เป็นช่องว่างถูกแทรกแซงจากการเมือง คุณสมบัติกรรมการก็กำหนดไว้กว้างๆ บางคนไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญที่แท้จริง เช่น องค์กรจัดการเลือกตั้ง องค์กรออกกฎหมาย เช่น กำหนดว่าเป็นศาสตราจารย์ อธิบดี ฯลฯ
-เจ้าหน้าที่ขององค์กรก็มีปัญหา จนท.ไม่มีความรู้ความสามารถเพียงพอ ก็เกิดปัญหาได้เช่นกัน โดยสรุป พบว่า ๙ องค์กร ไม่ประสบความสำเร็จ จากปัจจัยข้สงต้น


วรัญชัย โชคชนะ
ประสบการณ์ตรง คือ ยุทธศาสตร์ด้านการเมือง ด้านรธน. ควรจับตาตาการแก้ไข อย่าดูว่าแค่ที่ม่าของสส. ดูสว.ด้วย จำนวนควรเป็น รธน.๔๐ รัฐบาลควรเสริมสร้างประชิปไตย ไม่ใช่หน้าที่ของสถาบันพระปกเกล้า การเมืองนอกสภา สถาบันพระปกเกล้าต้องดูด้วย สุดท้าย สื่อและนักวิชาการ สื่อ ๒ ค่าย นักวิชาการ ๒ ค่าย
-การเลือกตั้ง นับที่หน่วยเลือกแบบเขต พรรคตั้งได้ ล้มได้ถ้าไม่ส่งสมัคร การยุบพรรค พรรคเป็นของประชาชน องงค์กรอิสระ ลำเอียง ผู้บริหารท้องถิ่นควรให้คนท้องถิ่นเลือกผุ้ว่าได้ ยุบอบจ.เลือกตั้งผู้ว่าแทน


ประเสริฐ เลิศยะโส อดีตสส.บุรีรัมย์ พรรคสังคมนิยม อาสาสมัครอบรมความรู้ประชาธิปไตยของรัฐสภา เป็นกรรมการบริหารพรรคการเมืองใหม่
-การต่างประเทศเราอ่อน ปัญหาประเทศไทยมีทั้งโครงสร้างและบุคคล
-ปัญหาเรามีศก. การเมือง สังคม ต้นเหตุ ปลายเหตุ ไม่มีการวิจัย แบบคอมมิวนิสต์แล้วออกแบบรัฐธรรม ให้ประชาชนมีส่วนร่วมไม่ใช่แค่ประเวศ อานันท์มาแก้เพียงข้อสองข้อ
-การสร้างอำนาจรัฐใหม่มาจากประชาชน


วิชิต อินทะประสบ ผู้แทนหน่วยงานการติดตามการใช้อำนาจในภาครัฐต่อประชาชนขององค์การสหประชาชาติ
เห็นด้วยจะกี่คนผลก็เหมือนกัน ไม่เห็นด้วยที่สว.ออกก่อนวาระ อยู่ให้ครบ อย่าให้การเมืองชะงัก
-อปท. อบต. สจ.จะย่อยสลาย ไปตั้งสอบจ.มาทำงานเดียวกัน แบ่งเค้ก งานมางบไม่ให้ แก้ปัญหา


อนุชา บุญญสาสี สส.กทม. ปชป.
-ออกรายการรู้ทันประเทศไทยของ ดร. เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ผู้เสวนาพูดเรื่อง จำนวน สส.เขต ๒๐๐ เขต สส.สัดส่วน ๒๐๐ คน (มีนายกฯอยู่ในนี้) มีการเสนอแนวคิดว่า ต่อไปนายกฯไม่มีอำนาจยุบสภา และสส.ไม่มีอำนาจในการยื่นญัตติไว้วางใจ


อ.นครินทร์
การเมืองเป็นเรื่องของทุกคน แต่ปรากฏเอาเข้าจริงการเมืองกลับเป็นเรื่องของคนบางกลุ่ม การแก้รัฐธรรมนูญเป็นเรื่องต้องทำไปแก้ไป เคยเสนอในการเขียนรัฐธรรมนูญฉบับพ.ศ.๒๕๕๐ ว่าที่มาของสว.อาจต้องใช้วิธีการสรรหาโดยไม่คิดว่าจะเป็นวิธีการสรรหาแบบถาวร (๗๔-๗๖) ไปๆมาๆที่มาของสว.จะกลายเป็นการสรรหาถาวร


อ.ถวิลวดี
ประชาชนต้องปฏิรูปตัวเอง ปัจจุบันเรายึดตัวเองเป็นที่ตั้งมานาน ดังนั้นจึงต้องปฏิรูปตัวเองเป็นอันดับแรก
ภาคบ่าย ยุทธศาสตร์ประเทศไทยในมิติการปฏิรูประบบเศรษฐกิจเพื่อลดความขัดแย้งทางการเมือง

วันจันทร์ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2554

แขกเทศ : ชาวโปรตุเกส หรือ แขกมุสลิม?

โดย พิทยะ ศรีวัฒนสาร

เมื่อกล่าวถึงชาวบรเทศในความหมายที่เจาะจง เชื่อมโยงถึงชาวโปรตุเกสชัดเจนแล้ว ก็ควรจะมีคำอธิบายเกี่ยวกับ “ชาวแขกเทศ” ด้วย ในที่นี้จำเป็นต้องกล่าวถึงหลักฐานคำให้การขุนหลวงวัดประดู่ทรงธรรมซึ่งกล่าวถึงชื่อชนชาติต่างๆ ที่เข้ามายังกรุงศรีอยุธยาเอาไว้หลายชนชาติ ทำให้แลเห็นปฏิสัมพันธ์ทางสังคมที่เกิดขึ้นภายในเมืองพระนครศรีอยุธยาอย่างมีชีวิตชีวา ชนชาติเหล่านั้นได้แก่ จีน มอญ ญี่ปุ่น เขมร ญวน แขกจาม แขกสลุป ฝรั่งกำปั่น แขกกุศราช แขกสุรัต แขกชวา แขกมลายู แขกเทศ ฝรั่งเศส ฝรั่งโลสงโปรตุเกส วิลันดา อิศปันยอน อังกฤษ ฝรั่งดำ ฝรั่งเมืองลังกุนีแขกเกาะ ลาวเก่า แขกเก่า แขกตะเกี่ย แขกตานี แขกใหญ่และแขกใหญ่เจ้าเซ็นรวมทั้งชาวอาร์เมเนียนจากยุโรปตะวันออกด้วย[1]

ชื่อชนชาติในหลักฐานข้างต้นนี้ มีคำคุณศัพท์ขยายให้เห็นถิ่นฐานภูมิลำเนา แหล่งที่มา หรืออาชีพของชนชาตินั้นๆ อาทิ แขกจาม แขกเทศ แขกสลุป แขกกุศราช แขกสุรัต แขกชวา แขกมลายู แขกเก่า แขกตะเกี่ย แขกตานี[2]แขกใหญ่ แขกใหญ่เจ้าเซ็น[3] ฝรั่งเศส ฝรั่งกำปั่น ฝรั่งโลสงโปรตุเกส ฝรั่งดำ และฝรั่งเมืองลังกุนีแขกเกาะ หากชนชาติใดมีเอกลักษณ์ของตนเด่นชัด เอกสารก็ไม่ระบุถึงหลักแหล่งถิ่นฐานของพวกเขา ได้แก่ มอญ ญี่ปุ่น จีน วิลันดา อิศปันยอน และ อังกฤษ เป็นต้น

บรรดาแขกต่างๆ ที่เดินทางเข้ามาค้าขายในเมืองพระนครศรีอยุธยามีอาชีพและความเป็นอยู่แตกต่างกันออกไป แขกจาม ทอดสมอเรือขาย น้ำตาลทราย น้ำตาลกรวด สาคูเม็ดเล็ก สาคูเม็ดใหญ่ กำมะถัน จันทน์แดง หวายตะค้า กระแชงเตย และสินค้าต่างๆจากปักษ์ใต้[4] แขกจามอีกกลุ่มหนึ่งอาศัยอยู่ย่านวัดแก้วฟ้าและวัดลอดช่อง ประกอบอาชีพทอผ้า มีผู้รับซื้อไปขายยังตลาดป่าผ้าเขียวหลังคุก[5] แขกจามอีกพวกแถวย่านบ้านท้ายคูสานเสื่อลันไต และสมุกขาย[6]

แขกสลุป แขกกุศราช แขกสุรัต แขกชวาและแขกมลายู เดินทางเข้ามาค้าขายยังกรุงศรีอยุธยา ในฤดูลมสำเภาหรือลมตะเภา พ่อค้าแขกเหล่านี้เข้ามาในเวลาใกล้เคียงกับพ่อค้าสำเภาจีน นอกจากนี้ยังมีพ่อค้าฝรั่งโลสงโปรตุเกส วิลันดา อิสปันยอน อังกฤษ และฝรั่งดำ ฝรั่งเมืองลังกุนีแขกเกาะ เข้ามาทอดสมอบริเวณท้ายคู เพื่อรอขนสินค้าขึ้นไปไว้บนห้างในกำแพงเมืองพระนครศรีอยุธยา ตามที่ได้ “ซื้อหรือเช่าห้างร้านและตึก” เอาไว้[7]

“แขกสลุป” หมายถึงพ่อค้าที่เดินทางมาด้วยเรือสลุป สลุปนั้นมีความหมายเช่นเดียวกับกำปั่นหรือสำเภา[8] “แขกกุศราช (Gujrat) และแขกสุรัต (Surat)” เดินทางมาจากอินเดีย แขกชวาและแขกมลายู เดินทางมาจากคาบสมุทรมลายูและอินโดนีเซีย แขกตานี หรือ แขกปัตตานี ประกอบอาชีพทอผ้าไหม และผ้าด้ายเป็นผ้าพื้น ผ้าม่วงเกลี้ยงม่วงดอกขาย ส่วนพวกแขกเก่าซึ่งอยู่บ้านป้อมหัวแหลมนั้นมีอาชีพแบบเดียวกับพวกลาวเก่า คือ จับนกอังชันและนกกระจาบเร่ขายเป็นอาหาร ส่วนนกสีชมพู นกปากตะกั่ว นกอิฐแดง นกกระทิ นกกระจาบ ถูกจับใส่กรงเร่ขายชาวพระนคร ในที่นี้ยังไม่สามารถอธิบายได้ชัดเจนนักว่า แขกเก่าคือคนกลุ่มใด หลักฐานคำให้การขุนหลวงวัดประดู่ทรงธรรมกล่าวว่าย่านบ้านท่ากายีนอกกำแพงกรุงเป็นบ้านแขกเก่า[9] คนเหล่านี้มีอาชีพฟั่นเชือกเปลือกมะพร้าวตีเป็นสายสมอขนาดต่างๆ ขายแก่นายกำปั่นสลุปสำเภา และฟั่นชุดจุดบุหรี่ด้วยเปลือกมะพร้าว ขายขุนนางและราษฎรที่ต้องการใช้และทำบุญ บ้านท่ากายีอยู่ทางใต้ของเกาะเมืองพระนครศรีอยุธยา ย่านเดียวกับวัดขุนพรหม คำให้การขุนหลวงวัดประดู่ทรงธรรม กล่าวถึง “ถนนบ้านแขกใหญ่” และ “หน้าวัดอำแมท้ายบ้านแขกใหญ่เจ้าเซ็น”[10] “แขกใหญ่” คือ “แขกเจ้าเซ็น” หมายถึงแขกเปอร์เซีย ในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์แขกเปอร์เซียบางคนมีตำแหน่งเป็นออกพระศรีมโนราช "เคยกำกับอภิสิทธิ์การค้าไม้หอมในสยามแก่ผู้เดียว" [11]

ย่านที่อยู่อาศัยของแขกใหญ่เจ้าเซ็นบริเวณปากคลองประตูเทศหรือประตูเทศสมี* อันเป็นท้ายคลองของคลองป้อมประตูข้าวเปลือก ใกล้บ้านแขกใหญ่เจ้าเซ็นมีตลาดขายของสดเช้าเย็น เป็นตลาดขนาดใหญ่ชื่อตลาดจีน ตั้งอยู่ในย่านบ้านแหมีร้านขายแหและเปลป่านเปลด้ายตะภอและลวด[12]

“พวกมอญและพม่าแขก” คือ ชาวมุสลิมอีกกลุ่มหนึ่ง ที่มีอาชีพฆ่าเป็ดไก่ขายในบริเวณตลาดน้อย ซึ่งอยู่ใกล้เคียงกับตลาดใหญ่ย่านในไก่ ตลาดน้อยอยู่ใกล้กับถนนย่านป่าทุ่งวัดโควัดกระบือ[13] ส่วนแขกมักกะสันเป็นชาวมุสลิม ซึ่งเดินทางมาจากเกาะมากัสซาร์ในมหาสมุทรอินเดีย มีบันทึกของชาวต่างประเทศรายงานว่าแขกมักกะสันได้เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร พระเจ้าแผ่นดินสยามในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์ เพราะถูกกดขี่จากชาวฮอลันดา[14] ต่อมาถูกปราบปรามและขับไล่ออกไปหมดสิ้นเนื่องจากได้ร่วมกันวางแผนยึดราชบัลลังก์จากสมเด็จพระนารายณ์เมื่อ ปี พ.ศ.2230[15]

แขกมัวร์เป็นชาวมุสลิม อีกกลุ่มหนึ่งในเมืองพระนครศรีอยุธยาซึ่งถูกกล่าวถึงในบันทึกของชาวตะวันตก เนื่องจากเคยมีบทบาททางด้านการค้าและการเมืองในกรุงศรีอยุธยาค่อนข้างสูง หลักฐานของลาลูแบร์กล่าวถึงการฉลอง “วันมรณกรรมของอาลี” บางครั้ง ลาลูแบร์เรียกแขกมัวร์ว่าแขกมะหง่ล หรือ แขกโมกุล[16] ลาลูแบร์ กล่าวถึงแขกอีกพวกหนึ่งว่า แขกปายัง (Payens) หรือแขกราชบุตร (Rasboultes หรือ Ragibouttes) เป็นทหารรักษาพระองค์เดินทางมาจากอินเดีย[17]

ดร.ธีรวัต ณ ป้อมเพชร เห็นว่า “แขกมัวร์” ซึ่งถูกกล่าวถึงในหลักฐานรายงานและบันทึกของชาวต่างประเทศ ส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิมจากอินเดีย หรือมุสลิมเปอร์เซีย[18] ยอร์ช ไวท์ รายงานว่า แขกมัวร์ส่วนหนึ่งเดินทางมาจากเมืองเบงกอล และเมตชเลปะตัน บันทึกของเขาจำแนกแขกมัวร์กับแขกเปอร์เซีย ออกจากกันอย่างชัดเจน[19] แขกเปอร์เซียบางคนได้เป็นเจ้าเมืองตะนาวศรี เมืองมะริด และหัวเมืองรายทางเข้าสู่กรุงศรีอยุธยา อาทิ เพชรบุรี ปราณบุรี กุยบุรี และ ฯลฯ ตัวแทนการค้า และนายเรือส่วนหนึ่งของราชสำนักสยามจากตะนาวศรีไปยังมาเก๊าและเบงกอล ก็เป็นแขกเปอร์เซีย อย่างไรก็ตามมีผู้เสนอว่า “แขกมัวร์” ซึ่งชาวสยามเรียกว่า “แขกใหญ่ หรือแขกเจ้าเซ็น” หมายถึงชาวอิหร่าน[20]

คำ “แขกเทศ” ซึ่งปรากฏในหนังสือคำให้การขุนหลวงวัดประดู่ทรงธรรม[21] นั้น อักขราภิธานศรับท์ หมอบรัดเลย์ อธิบายสั้นๆว่า

“แขกเทษ แขกที่มาแต่เมืองเทษนั้น”[22]

นอกจากนี้หนังสืออักขราภิธานศรับท์หมอบรัดเลย์ ได้อธิบายชื่อเมืองต่างๆ อาทิ “เมืองตะนี” “เมืองไญกัตรา(จาร์การ์ตา)” ว่าเป็นเมืองแขก หนังสือดังกล่าวอธิบายชื่อเมืองต่างๆ โดยบอกเจาะจงว่าเป็นเมืองลาว เมืองเขมร เมืองมอญและเมืองฝรั่ง แต่มิได้อธิบายว่า “เมืองเทษ” หรือ “เมืองเทศ” ที่กล่าวถึงนั้นเป็นเมืองอะไร เป็นของชนชาติใด และอยู่ที่ใดในทางภูมิศาสตร์ ดังนั้น เพื่ออธิบายว่าเมืองเทษ คือ เมืองอะไรนั้นจำเป็นต้องวิเคราะห์บริบทของหลักฐานต่างๆ ให้ลึกซึ้ง กล่าวคือ คำให้การขุนหลวงวัดประดู่ทรงธรรม ระบุถึงสินค้าผ้าชนิดหนึ่งเรียกว่า “ผ้าขาวเทศ”

“…ย่านบ้านริมวัดขุนพรม ชาวบ้านย่านนั้นเอาผ้าขาวเทศมาเขียนพิมพ์ตีพิมพ์ เป็นดอกผ้าลายน้ำจืดขาย บ้างต่อโลงไม้อุโลกสำหรับใส่สพไว้ขายก็หลายบ้าน”[23]

คำอธิบายที่มาของ “ผ้ากำมะหยี่” ในอักขราภิธานศรับท์หมอบลัดเลย์ระบุว่า
“กำมะหยี่, ผ้าเป็นขนนุ่ม อ่อนละเอียด สีต่างๆ งามนัก มาแต่เมืองจีน แลเมืองเทศบ้าง”[24]

คำอธิบายเหล่านี้น่าจะบอกได้ว่า “เมืองเทษ” นั้นอาจหมายถึง เมืองต่างๆซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกหรือตะวันออกก็ได้ หรืออาจเป็นเมืองในความหมายครอบคลุมกว้างขวาง และไม่ต้องการอธิบายอย่างจำเพาะเจาะจงถึงแหล่งที่มาอย่างชัดเจน การอธิบายหรือการใช้คำว่า “เทศ” เรียกชื่อคน สัตว์ สิ่งของต่างๆ ในภาษาไทย มักจะใช้เพื่ออธิบายว่าสิ่งต่างๆ มีที่มาจากแหล่งอื่นมิใช่ของพื้นบ้านพื้นเมือง หรือของที่รู้จักแหล่งที่มาอย่างคุ้นเคยเป็นอันดี ยกตัวอย่างเช่น ผ้าขาวเทศ (ผ้าขาวไทย) เครื่องเทศ (เครื่องไทย) พริกเทศ (พริกไทย) หรือมันเทศ[25] เป็นต้น จริงๆ แล้ว “คำแขกเทศ” มิได้มีความหมายรวมถึง “แขกใหญ่” หรือ “แขกใหญ่เจ้าเซ็น” เท่านั้น พ่อค้าชาวต่างประเทศซึ่งนับถือศาสนาอิสลามจากตะวันออกกลางอาทิชาวอิหร่านหรือเปอร์เชียก็ถูกเรียกว่าแขกเทศด้วย การที่ชาวอาหรับเข้ามาอยู่ในกรุงศรีอยุธยาน้อยจนเกือบจะไม่มีเลยทำให้คำว่าแขกเทศตกไปอยู่ที่ชาวเปอร์เซียพวกเดียว[26] กาญจนาคพันธุ์ อธิบายว่า

“แขกเทศ จะหมายถึงอะไรไม่ชัด เฉพาะคำเทศหมายถึง ต่างประเทศ เมื่อใช้กับ “แขก” ก็หมายถึง แขกต่างประเทศที่ไม่ใช่แขกชวามลายูมุหงิด มักกะสันอะไรที่อยู่ทางด้านเรา เป็นแขกทางอินเดียโน้น คำที่ใช้จึงกินความหมายกลุ่มทั้งแขกอินเดียเปอร์เซีย อาหรับ ฯลฯ”[27]

โคลงกระบวนแห่กฐินพยุหยาตราทางสถลมารคชลมารค ที่สมเด็จกรมพระ ปรมานุชิตชิโนรสนิพนธ์ถวายพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวกล่าวถึงแขกเทศจำนวน 3 บทดังนี้
แขกเทศกระบวนหน้า
“ไพร่หลวงกรมท่าพื้น ผจงกาย แต่งเฮย
อย่างแขกเทศทั้งหลาย เหล่าถ้วน
กระบี่โง้งง่าท้าทาย เสโลห์ หนังนา
ลายวิลาศอาตม์อ่าล้วน หมวกเสื้อ กางเกง” [28]

แขกเทศกระบวนหลัง
“กรมท่าแขกเทศล้วน แลโส ภณเฮย
กุมกระบี่เสโลห์ ง่าเงื้อ
พันธพัตรโพกเศียรโต ตามเพศ เขาเฮย
สวมใส่กางเกงเสื้อ จีบห้อม กรอมกรุย” [29]

กระบวนแห่พยุหยาตราน้อย
“ไพร่หลวงกรมท่าแสร้ง แต่งตน
แปลงเพศแขกเทศกล แขกค้า
หมวกฉากเชิดกระบานบน บังชาติ
ดูบ่รู้จักหน้า ห่อนแจ้ง แปลงปลอม”[30]

โคลงบทแรกและบทที่สอง กล่าวถึงแขกเทศว่าถือกระบี่โค้ง และโพกศีรษะโต เป็นเอกลักษณ์ของชนเชื้อชาติแขกทั้งมุสลิมและฮินดู แต่โคลงบทที่สาม “แขกเทศแขกค้า สวมหมวกฉาก” หรือหมวกปีก ชี้ให้เห็นว่าแขกเทศในที่นี้อาจหมายถึงชาวตะวันตกชาติหนึ่งซึ่งมิใช่แขกมุสลิมหรือฮินดู เห็นได้จากภาพลายเส้นรูป วาสโก ดา กามา[31]และรูปอัลฟองซู ดัลบูแกร์กึ[32] รวมทั้งนักเดินทางชาวโปรตุเกสอื่นๆ ในพุทธศตวรรษที่ 20-21[33] ล้วนแต่งกายมีหมวกปีกทั้งสิ้น หลักฐานดังกล่าวอาจเป็นข้อบ่งชี้ถึงพัฒนาการที่ไม่หยุดนิ่งของคำว่า “แขกเทศ” ในบริบททางประวัติศาสตร์ได้เป็นอย่างดี

การอ้างอิง
[1] Dhiravat na Pombejra, "European Accounts of 17th century Bangkok" , p.1 (เอกสารถ่ายสำเนา)
[2] ปรีดา ศรีชลาลัย, "คำให้การขุนหลวงวัดประดู่ทรงธรรม เอกสารหอหลวง", หน้า57-59.
[3] เรื่องเดียวกัน, หน้า64.
[4] เรื่องเดียวกัน, หน้า58.
[5] เรื่องเดียวกัน, หน้า22. บริเวณหลังคุกอาจหมายถึงย่านตะแลงแกงทางตะวันตกของวัดเกษ (หรือคุ้มขุนแผน)
[6] เรื่องเดียวกัน, หน้า58. พวกจามอาจอาศัยอยู่บริเวณปากคลองคูจามด้วยจึงเป็นที่มาของภูมินามนี้ขณะเดียวกันก็มีสุเหร่าของมุสลิมเรียกว่าวัดตะเกี่ยอยู่ที่ใกล้กับปากคลองคูจาม
[7] เรื่องเดียวกัน, หน้า58.
[8] คำให้การขุนหลวงวัดประดู่ทรงธรรม กล่าวถึง “นายกำปั่น สลุปสำเภา” ในความเดียวกัน ดู ปรีดา ศรีชลาลัย., เรื่องเดิม,หน้า58.
[9] ปรีดา ศรีชลาลัย, เรื่องเดิม, หน้า58
[10] เรื่องเดียวกัน, หน้า64
[11] บันทึกของยอร์ช ไวท์ ใน ประชุมพงศาวดาร เล่ม12, หน้า303 ระบุว่า เมื่อออกพระศรีมโนราชถึงแก่กรรม การค้าไม้หอมถูกยึดกลับเป็นของกรมพระคลังดังเดิม
* คลองประตูเทศ หรือประตูเทสมีนั้น น. ณ ปากน้ำ อธิบายว่า ได้ชื่อเพราะเป็นที่ตั้งของชุมชนแขกเทศ แต่แผนที่กรุงเทพทวารวดี ร.ศ.117 ของพระยาโบราณบุรานุรักษ์ ระบุชื่อคลองดังกล่าวว่า คลองประตูเทพ หรือประตูเทพหมี ซึ่งพิรักษ์ ชวนะเกรียงไกร เสนอความเห็นในการสนทนากันว่า อาจเคยเป็นบ้านของเจ้าพระยาพลเทพ (หมี) เสนาบดีกระทรวงกระเสตราธิบดี สมัยอยุธยา
[12] ปรีดา ศรีชลาลัย, เล่มเดิม, หน้า22
[13] เรื่องเดียวกัน, หน้า23.
[14] ประชุมพงศาวดารภาคที่80 จดหมายเหตุฟอร์บังอนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ พล.ต.ลม้าย อุทยานานนท์ วันที่ 12 มิถุนายน พ.ศ.2509,หน้า106
[15] เรื่องเดียวกัน, หน้า117-129
[16] ชิมอง เดอ ลาลูแบร์, เรื่องเดิม, หน้า435.
[17] เรื่องเดียวกัน, หน้า435.
[18] Dhiravat na Pombejr , ”Ayutthaya as a Cosmopolitan Society : a case study of Daniel Brochebourde and his descendants” ความยอกย้อนของประวัติศาสตร์ (กรุงเทพ : รุ่งแสงการพิมพ์, 2539),หน้า299-300.
[19] ประชุมพงศาวดาร เล่ม 12 (พระนคร : องค์การคุรุสภา,2507), หน้า 312-313
[20] จุฬิศพงศ์ จุฬารัตน์, “บทบาททางเศรษฐกิจและการเมืองของกรมท่าขวาสมัยพระเอกาทศรถ ถึงสมัยพระนารายณ์มหาราช พ.ศ.2149-2231” , การสัมมนาทางวิชาการ ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ภาคเรียนต้นปีการศึกษา 2540.
[21] ปรีดา ศรีชลาลัย, เรื่องเดิม, หน้า58.
[22] แดนบีช บรัดเลย์, อักขราภิธานศรับท์ (กรุงเทพ : คุรุสภาลาดพร้าว, 2514), หน้า78.
[23] ปรีดา ศรีชลาลัย, เรื่องเดิม, หน้า58.
[24] แดนบีช บรัดเลย์, เรื่องเดิม, หน้า14.
[25] ชิมอง เดอ ลาลูแบร์, เรื่องเดิม, หน้า88 ระบุว่า “พลเมืองในเกาะของเราในทวีปอเมริกาเป็นผู้ทำให้รู้จักมันเทศนี้…” หนังสืออภิธานศรับท์หมอบรัดเลย์อธิบาย “มันเทษ, มันยวณ, มันมาแต่เมืองเทษ เขาปลูกไว้เป็นพืชพันธุ์ต่อกันมา เปลือกมันแดงก็มี ขาวก็มี เนื้อก็เหมือนกัน” ,อ้างแล้ว,หน้า522
[26] สง่า กาญจนาคพันธ์, ภูมิศาสตร์วัดโพธิ์ เล่ม2 , หน้า165
[27] เรื่องเดียวกัน, หน้า164
[28] สง่า กาญจนาคพันธ์, เรื่องเดิม หน้า162-163.
[29] เรื่องเดียวกัน, หน้า162-163.
[30] เรื่องเดียวกัน, หน้า162-163
[31] ธาวิต สุขพานิช, "ยุคแห่งการบุกเบิกและการค้นพบ" วารสารธรรมศาสตร์ ฉบับที่18 (2532): 40.
[32] 470 ปีความสัมพันธ์ระหว่างไทยและโปรตุเกส, แปลโดย ลินจง สุวรรณโภคิน (กรุงเทพ : โรงพิมพ์คุรุสภา,2531),หน้า21
[33] Fernando Gutierrez, S.J. "A Survey on Nanban Art," Portugal e o Japão seculos XVI e XVII O Retrato do Encontro, (1993) : 112

วันจันทร์ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2553

เรือซากรีส

โดย
ประภพ เบญจกุล (ขอขอบคุณแหล่งข้อมูล ประภพ เบญจกุล)
ซากรืช เป็นเรือฝึกของกองทัพเรือโปรตุเกส ได้ชื่อว่าเป็นเรือใบที่สวยที่สุดในโลกลำหนึ่ง ลักษณะเป็นเรือใบสามเสา ตัวเรือยาว 90 เมตร ต่อเมื่อปี พ.ศ.2480 โดยอู่ต่อเรือบริษัท โบลห์ม แอนด์ วอสส์ ประเทศเยอรมนี และได้มาเป็นเรือชักธงแสดงสัญชาติโปรตุเกสเมื่อปี พ.ศ.2505ภารกิจของเรือลำนี้คือใช้สำหรับการฝึกภาคทางทะเลและฝึกอบรมลักษณะผู้นำในอนาคตของนายทหารเรือโปรตุเกส นอกเหนือจากการศึกษาภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติที่โรงเรียนนายเรือ


ความโดดเด่นของเรือซากรืช คือการชักใบและบังคับขับเคลื่อนด้วยกำลังคนเป็นหลัก แทนการใช้เทคโนโลยีทันสมัย ซึ่งนัยหนึ่งเป็นการสืบสานประเพณีการเดินเรือแบบดั้งเดิมของประเทศที่เคยมี อดีตเป็นนักผจญภัยและเกรียงไกรด้านการเดินเรือ และเพื่อให้นักเรียนนายเรือได้เรียนรู้การเดินเรือและรู้จักท้องทะเลอย่าง ถึงแก่น นอกจากนี้ ซากรืชยังเป็นเหมือนโรงเรียนชีวิตให้เหล่านักเรียนนายเรือ ได้ฝึกพัฒนาความเชื่อมั่นในตัวเอง ความกล้าหาญ ความเด็ดเดี่ยวและศักยภาพในการตัดสินใจ ซึ่งแน่นอนว่าคุณสมบัติเหล่านี้คือสิ่งที่กองทัพเรือทุกแห่งแสวงหาในตัวของผู้นำ

หน้าที่สำคัญของเรือซากรืชอีกอย่างคือ การเป็นทูตสัญจรของโปรตุเกส ลอยลำไปเชื่อมสัมพันธไมตรีกับมิตรประเทศในโอกาสสำคัญๆทางประวัติศาสตร์ทั่ว โลก ซึ่งก็ต้องยอมรับว่า สำหรับชาติที่เป็นที่รู้จักไปทั่วโลกเพราะความเก่งกล้าเรื่องการเดินเรือ เมื่อครั้งอดีตนั้น คงไม่มีสิ่งใดที่จะเป็นตัวแทนของโปรตุเกสได้ดีเท่านี้ ดังนั้น ไม่ว่าจะไปยังที่แห่งใด เรือซากรืชจึงถูกมองเสมือนเป็นทายาทของ วาสโก ดา กามา และเหล่านักเดินเรือสำรวจท่านอื่นๆของโปรตุเกส

นอกจากจะเต็มไปด้วยความหมายทางประวัติศาสตร์มากมายแล้ว ซากรืชยังได้ชื่อว่ามีความทันสมัยในแง่ของความเป็นมิตรกับสภาพแวดล้อม โดยได้รับรางวัล"บลู แฟลก" เป็นเครื่องการันตีเมื่อปีที่แล้วสำหรับการเดินทางมาแวะเยือนกรุงเทพพร้อมด้วยลูกเรือ 150 ชีวิตซึ่งในจำนวนนี้รวมทั้งนักเรียนนายเรือโปรตุเกส 35 นายและนักเรียนนายเรือต่างชาติอีก 15 นายนั้น ถือเป็นครั้งแรกของเรือซากรืช และเสมือนเป็นการโหมโรงการฉลองครบรอบ 500 ปีแห่งความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสยาม/ไทย-โปรตุเกส ที่กำลังจะมาถึงในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

วันจันทร์ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2553

(ร่าง)การผนวกราชอาณาจักรโปรตุเกสเข้ากับสเปนและการเข้ามาของชาวยุโรปชาติอื่นๆ : ความตกต่ำทางการเมืองชองชุมชนโปรตุเกสในสยาม

โดย พิทยะ ศรีวัฒนสาร

โปรตุเกสเป็นดินแดนบนคาบสมุทรไอบีเรียทางทิศตะวันตกเฉียงใต้สุดของทวีปยุโรป ทางทิศตะวันตกและทิศใต้ จรดมหาสมุทรแปซิฟิก ทางทิศตะวันออกและทิศเหนือติดกับประเทศสเปน โดยมีหมู่เกาะอาซูรึช (Azores)และหมู่เกาะมาไดรา ( Madeira) ในมหาสมุทรแอตแลนติก เป็นพื้นที่ส่วนหนึ่งของประเทศ พื้นที่ประเทศโปรตุเกสปัจจุบัน เคยมีการตั้งถิ่นฐานกันมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ และเมื่อจักรวรรดิโรมันผนวกเอาพื้นที่ดังกล่าวเป็นแคว้นลูซิตาเนีย (Lusitania) และส่วนหนึ่งของแคว้นแกลลิชี(Gallaecia) จึงมีชาวลูซิตาเนียนและชาวแกลีชีเข้ามาตั้งถิ่นฐานเมื่อ 29 ปีก่อนคริสต์ศักราช วัฒนธรรมโปรตุเกสจึงได้รับอิทธิพลมาจากผู้ตั้งถิ่นฐานชาวโรมันอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะคำในภาษาโปรตุเกสจำนวนมากพัฒนามาจากภาษาโรมัน ภายหลังจากการล่มสลายของจักรวรรดิโรมันในคริสต์ศตวรรษที่ 5 ประเทศโปรตุเกสถูกครอบครองโดยชาวเยอรมันหลายเผ่า ส่วนใหญ่เป็นเผ่าซูวี (Suevi) และเผ่าวิสิโกธ(Visigoths) ต่อมาในตอนต้นคริสต์ศตวรรษที่ 8 ชาวมุสลิมได้ยกเข้ามายึดครองอาณาจักรของพวกซูวีและวิสิโกธ ซึ่งมีพื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ในคาบสมุทรไอบีเรีย............(ขอขอบคุณข้อมูลจากhttp://en.wikipedia.org/wiki/Portugal) ...............
โปรตุเกสเคยอยู่ภายใต้การปกครองของสเปนมาตั้งแต่..จนกระทั่งขุนนางผู้ปกครองโปรตุเกสสามารถขับไล่ชาวมุสลิมออกไปจากคาบสมุทรไอบีเรียได้เมื่อ.....จึงได้รับพระราชทานรางวัลจากกษัตริย์โปรตุเกสให้ตั้งเป็นประเทศเอกราชได้.........หลังการสวรรคตของ........เมื่อ...โปรตุเกสไม่มีผู้สืบทอดราชบัลลังก์ที่เหมาะสม..........จึงถูกกษัตริย์.....แห่งสเปนอ้างสิทธิ์สืบทอดราชบัลลังก์โปรตุเกสเป็นเวลา.............

การถูกผนวกเข้าอยู่ภายใต้การปกครองของสเปนในปี พ.ศ.2123 และการเข้ามาของฮอลันดา อังกฤษ และฝรั่งเศส เป็นปัจจัยแห่งความเสื่อมอิทธิพลของโปรตุเกสในสยาม ความสัมพันธ์ระหว่างทางการสยามกับชุมชนโปรตุเกสจึงเริ่มมีปัญหา กล่าวคือในปี พ.ศ.2138 ชาวโปรตุเกสชื่อ ดิเอกู เวลูซู (เดียโก เบโลโซ ตามหลักฐาน สเปน) ซึ่งพำนักอยู่ในกัมพูชา ได้รับแต่งตั้งเป็นทูตกัมพูชาไปขอความช่วยเหลือจากมะนิลา เพื่อต่อต้านการรุกรานของสยาม แต่ปรากฏว่าเขาถูกจับกุมเข้ามายังกรุงศรีอยุธยา พร้อมด้วยชาวโปรตุเกสจำนวนหนึ่ง คนเหล่านี้ได้รับความเดือดร้อน เมื่อมาอยู่รวมกันในกรุงศรีอยุธยา จึงวางแผนขอกำลังทหารสเปนจากมะนิลามาสนับสนุนอาณาจักรกัมพูชารบกับสยาม[1] เมื่อสมเด็จพระนเรศวรทรงมีพระราชประสงค์ม้าพันธุ์คาสตินเลียนจากมะนิลา จึงทรงให้บาทหลวงนิกายฟรานซิสกัน ซึ่งเป็นเชลยอยู่ในกรุงศรีอยุธยา “แต่ง หรือ แปล? ” พระราชสาส์นถึงผู้สำเร็จราชการสเปนแห่งมะนิลา แล้วโปรดฯให้นำช้าง 2 เชือก และงาช้าง 1 กิ่งไปพระราชทานด้วย เวลูซู พร้อมด้วยทูตสยามออกเดินทางจากกรุงศรีอยุธยาไปยังมะนิลา

กัปตันแห่งมะละกาไม่เห็นด้วยกับแผนการให้ทางการสเปนช่วยกัมพูชารบกับสยามจึงกักตัวเวลูซูไว้ และพยายามจะเอาช้างลงจากเรือเพื่อส่งไปยังเมืองกัว แต่เวลูซู สามารถเดินทางต่อไปยังมะนิลาได้หลังจากกำจัดขุนนางสยามสำเร็จ ความพยายามในการขอกำลังทหารสเปนจากมะนิลาไปช่วยพระเจ้ากรุงกัมพูชาของเวลูซู สัมฤทธิ์ผลแม้ว่าหลักฐานสเปนจะระบุว่า กองทหารสเปนเป็นเพียงหน่วยทหารรับจ้าง รายงานถวายพระเจ้าฟิลิปเปที่2 ของฟรานซิสโก เตโยแห่งมะนิลา กล่าวว่า เมื่อเรือของผู้สำเร็จราชการดัสมารีญ์สแล่นหลงทางไปเทียบท่าใกล้เมืองมาเก๊า เรือมีสภาพรั่วและจวนจะอับปางต้องขนสัมภาระลง นายดัสมารีญ์ส พยายามติดต่อซื้อเรือจากชาวจีน 1 ลำ แต่ถูกชาวโปรตุเกสแห่งมาเก๊าขัดขวาง แต่ในที่สุดก็ได้รับความช่วยเหลือจากชาวสเปน ทำให้ชาวโปรตุเกสแห่งมาเก๊ากลับล่าถอยไป[2]

จะเห็นได้ว่า ทางการโปรตุเกสทั้งมะละกาและมาเก๊าต่างก็ไม่ได้มีส่วนร่วมรู้กับดิเอกู เวลูซู ในการดึงสเปนเข้ามาสนับสนุนให้กัมพูชาต่อต้านอำนาจของสยาม จึงเชื่อว่าชุมชนโปรตุเกสในกรุงศรีอยุธยา จะไม่ได้รับผลกระทบจากการสู้รบระหว่างสยามกับกัมพูชาในปี พ.ศ.2138 เพราะเมื่อชาวโปรตุเกสและบาทหลวงซึ่งพำนักอยู่ในกัมพูชาถูกกวาดต้อนจากกัมพูชาเข้ามายังกรุงศรีอยุธยา มีหลักฐานว่าพระเจ้ากรุงสยามกลับโปรดให้นำบาทหลวงผู้หนึ่งไปประจำในพระราชสำนัก ส่วนชาวโปรตุเกสคนอื่นๆนั้นได้พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้พำนักในชุมชนโปรตุเกส ดังปรากฏในหลักฐานของสเปน คือ จดหมายของเอร์นันโด เด โลส รีโอส โกโรเนล ถึง ดอกเตอร์ อันโตนิโอ เด มอร์กา เมื่อ พ.ศ.2141-2142 ระบุถึงนักบวชคณะดูมินิกันชาวโปรตุเกสซึ่งอาศัยอยู่ในราชสำนักสยามเป็นเวลา2ปี เป็นผู้ทำหน้าที่สั่งสอนทั้งพวกพ่อค้าโปรตุเกสในเมืองพระนครศรีอยุธยาและชาวโปรตุเกสที่ถูกกวาดต้อนจากกัมพูชาและกรุงหงสาวดี เมื่อครั้งที่สยามทำสงครามกับอาณาจักรทั้งสอง

ต่อมา พวกโปรตุเกสเหล่านี้กับพวกที่อยู่ในชุมชนโปรตุเกสเดิม มีเหตุวิวาทกับชาวสยามและฆ่าชาวสยามตายไป 1 คน พระเจ้ากรุงสยามทรงลงโทษพวกเขาโดยการนำไปทอดในน้ำมันทั้งเป็น 4-5 คน [3] และห้ามมิให้ชาวโปรตุเกสอื่นๆ และนักบวชชาวโปรตุเกสออกจากกรุงศรีอยุธยาหรือพระราชอาณาจักร แม้ว่าพวกเขาจะกราบทูลอ้อนวอนขอพระบรมราชานุญาตเดินทางออกนอกพระราชอาณาจักรก็ตาม

ดังนั้นเมื่อเห็นว่าพวกตนไม่ได้รับการปฏิบัติที่ดีดังเดิม ชาวโปรตุเกสกลุ่มดังกล่าวจึงวางแผนกับบาทหลวงฆวน มัลดูนาดู แห่งคณะดูมินิกัน (ซึ่งเดินทางมาจากกัมพูชา) ลอบเดินทางออกไปกับเรือของนายดอน ฆวน เมโดซา พ่อค้าชาวสเปน

เมื่อเมโดซาจัดการธุรกิจเรียบร้อยแล้ว แม้จะไม่ได้รับพระราชสาส์นตอบผู้สำเร็จราชการสเปนแห่งมะนิลาจากพระเจ้ากรุงสยาม และไม่สามารถขายสินค้าได้ผลกำไรตามที่ต้องการ แต่เขาก็ตัดสินใจล่องเรือลงไปตามลำน้ำแล้วแวะรับบาทหลวงชาวโปรตุเกสกับบาทหลวงจอร์เก เดอ ลามอตตา นิกายดูมินิกัน และผู้ติดตามจำนวนหนึ่งบริเวณนอกพระนครห่างลงไปประมาณ 2 ลีก เมื่อพระเจ้ากรุงสยามทรงทราบ จึงโปรดให้แต่งเรือมะลายูจำนวน 40 ลำ พร้อมด้วยปืนใหญ่และทหารมากมายออกติดตาม"ไม่ว่าจะจับเป็นหรือจับตาย"

ชาวโปรตุเกสเหล่านี้หนีกลับไปยังมะนิลาได้อย่างบอบช้ำโดยใช้เส้นทางโคชินไชน่า และได้รับความช่วยเหลือจากเรือโปรตุเกส ปรากฏว่าบาทหลวงมัลดูนาดู นายเมนโดซาและชาวสเปนอีก 8 คนเสียชีวิต[4]

สาเหตุบาดหมางระหว่างชุมชนโปรตุเกสกับชาวสยาม อาจนำมาสู่นโยบายเมินเฉยต่อชุมชนชาวโปรตุเกสของทางการสยามหลังปีพ.ศ.2141 กล่าวคือ เมื่อสเปนส่งทูตเข้ามา สำเนาพระราชสาส์นสมเด็จพระนเรศวร ลงวันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ.2141 ถึงผู้สำเร็จราชการสเปนแห่งมะนิลา (นายฟรานซิสโก เตโย) ระบุว่าทรงมีพระราชประสงค์จรรโลงพระราชไมตรีกับสเปน และจะปฏิบัติต่อชาวโปรตุเกสในกรุงศรีอยุธยาตามนโยบายของสเปน โดยพระองค์ทรงยืนยันว่า

ข้าพเจ้าได้รับคณะทูตของท่านด้วยความพึงพอใจเป็นอย่างยิ่ง และข้าพเจ้ามีความปรารถนามาช้านานแล้ว ที่จะมีมิตรภาพอันมั่นคงและจริงแท้ระหว่างเรานับแต่บัดนี้เป็นต้นไป ข้าพเจ้าใคร่ขอให้ท่านรักษาทางไมตรีนี้ และอาณาจักรของข้าพเจ้าก็จะยืนหยัดเคียงข้างทางไมตรีนี้ อาณาจักรของท่านและอาณาจักรของเราจักเป็นมิตรประเทศต่อกัน และเป็นมิตรโดยเฉพาะกับมหานครมะนิลาของท่าน นี่คือหน้าที่ของข้าพเจ้าและของท่าน เพราะข้าพเจ้าได้มองมุ่งหมายถึงท่านเสมอที่จะรักษามิตรไมตรีอันมั่นคง พระเจ้ากรุงโปรตุเกสจะทรงหยิบอาวุธขึ้นโดยลำพังพระองค์เอง เพราะขณะนี้เกิดความเดือดร้อนขึ้นบางประการจากกัปตันแห่งมะละกาคือ ดารูคา เฟียออน (Daroca Fiaon) เพื่อการนี้ ข้าพเจ้าจึงได้ให้สัตย์ปฏิญาณแก่ไมตรีอันมีขึ้นใหม่อีกครั้งนี้ดังได้เคยให้มาแล้ว สำหรับชาวโปรตุเกสนั้นไม่ว่าท่านจะขอร้องหรือออกคำสั่งประการใด ประเทศ (นี้) จะดำเนินการตามนั้น

ในปี พ.ศ.2153 ชาวฮอลันดาเดินทางเข้ามายังกรุงศรีอยุธยาในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรมนั้น ชาวฮอลันดาได้ทำในสิ่งที่แตกต่างจากทัศนคติของทางการโปรตุเกศที่ค่อนข้างเมินเฉยต่อสยามหลังจากสถาปนาความสัมพันธ์กับพะโคไม่นานนัก* กล่าวคือฮอลันดาได้ตอบสนองความต้องการของราชสำนักสยามในเรื่องช่างต่อเรือ ช่างไม้ ช่างเคลือบและช่างฝีมืออื่นๆ นอกจากนี้เจ้าชายออเรนจ์แห่งฮอลันดา ยังได้ถวายอาวุธปืนแด่กษัตริย์สยาม รวมทั้งส่งทหารไปช่วยสยามรบกับหลวงพระบาง(ล้านช้าง)ในปี พ.ศ.2155 ส่งทหารไปช่วยรบกับกัมพูชาในปี พ.ศ.2163[5] และยังได้ส่งเรือรบจำนวน 6 ลำไปช่วยรบกับปัตตานีในปี พ.ศ.2177 ด้วย[6]

ส่วนทางการโปรตุเกสกลับมีท่าทีต่อสยามค่อนข้างเมินเฉย มิหนำซ้ำยังเกรงว่าฮอลันดาจะเป็นพันธมิตรกับสยาม และอาจสอนวิทยาการเกี่ยวกับปืนใหญ่และตำราพิชัยสงครามให้แก่ชาวสยามด้วย[7]

การที่ฮอลันดาได้ลงนามในสัญญาสิทธิพิเศษการค้าหนังสัตว์เมื่อปี พ.ศ.2160 สร้างความไม่พอใจแก่พ่อค้าโปรตุเกสและอังกฤษ ชาวโปรตุเกสในเมืองพระนครศรีอยุธยาได้ประท้วงด้วยการยึดเรือฮอลันดาลำหนึ่งไว้ ทางการสยามจึงบังคับให้คืนเรือให้แก่พ่อค้าฮอลันดา แต่ชาวโปรตุเกสกลับโจมตีเรือของสยามก่อน จึงก่อให้เกิดการสู้รบระหว่างสยามกับโปรตุเกสขึ้น[8]

จดหมายถวายพระเจ้าฟิลิปเปที่ 4 กล่าวถึงการส่งทหารสเปนจากมะนิลา ไปช่วยป้องกันมาเก๊า จากการปิดล้อมของฮอลันดา[9] ภายใต้การนำของนาย เฟร์นันโด เด ซิลบา ระหว่างทางได้แวะเข้าพักที่สยาม และได้จับกุมเรือของชาวฮอลันดาในแม่น้ำเจ้าพระยา พระเจ้ากรุงสยามทรงให้นาย เด ซิลบา ปล่อยเรือฮอลันดาและคืนทรัพย์สินแก่พ่อค้าฮอลันดา เมื่อได้รับการปฏิเสธจึงโปรดให้กองเรือสยามและทหารญี่ปุ่นโจมตี

ทหารสเปนส่วนใหญ่ถูกจับกุมในการรบและถูกยึดเรือไว้ ทางการสเปนแห่งมะนิลาทราบข่าวดังกล่าวผ่านทางมาเก๊า จึงส่งบาทหลวงชื่อเปดรู มูรีฌอน (Pedro Morejon) อดีตพระสังฆาธิการแห่งญี่ปุ่น เป็นทูตมาขอเจรจากับพระเจ้ากรุงสยาม พระเจ้ากรุงสยามจึงโปรดให้รับไมตรีและอนุญาตให้บาทหลวงสเปนเข้ามาเผยแพร่ศาสนาได้อีกครั้งหนึ่งใน พ.ศ.2169

การส่งทหารสเปนจากมะนิลาไปช่วยป้องกันมาเก๊า จากการปิดล้อมของฮอลันดาในปี พ.ศ.2168 แสดงให้เห็นถึงความผูกพันระหว่างสเปนกับโปรตุเกสในตอนกลางพุทธศตวรรษที่22 ต่อมาหลักฐานอีกชิ้นหนึ่งของสเปนระบุว่า พ.ศ.2168-2169 เรือสเปนได้ยึดเรือของพระเจ้ากรุงสยาม ซึ่งบรรทุกสินค้าจะไปเมืองจีน และเรือที่กำลังเดินทางกลับจากเมืองกวางตุ้ง ในปี พ.ศ.2173 เรือสเปนก็ยึดเรือสินค้าของสยามอีกหลายครั้ง โดยสเปนถือว่าเป็นการยึดเรือเพื่อแก้แค้น มิใช่เป็นการปล้น[10]

บันทึกของ แวน โซเต็น (Van Schouten)พ่อค้าฮอลันดาเมื่อปี พ.ศ.2179 เป็นหลักฐานร่วมสมัยที่กล่าวถึงความบาดหมางระหว่างทางการสยามและชุมชนโปรตุเกสค่อนข้างละเอียด ว่า

"ก่อนหน้าที่ชาวฮอลันดาจะเดินทางเข้ามาในประเทศนี้ ชาวโปรตุเกสได้รับการยกย่องอย่างสูง พระเจ้าแผ่นดินสยามทรงแสดงความนับถือยิ่งต่อคณะทูตของอุปราชอินเดียและบิชอพชาวมาเลย์* ซึ่งได้รับอนุญาตให้เป็นผู้ทำหน้าที่ดูแลกิจการของโบสถ์ ชาวโปรตุเกสเริ่มเสียคะแนนนิยมทันทีที่ชาวฮอลันดาเข้ามามีบทบาท และในที่สุดสัมพันธภาพระหว่างสยามกับโปรตุเกสก็ได้สิ้นสุดลง ชาวโปรตุเกสคอยดักจับเรือสินค้าของชาวสยาม ระหว่างทางไปแซงตวน (Saintoine) และนีกาปาทาน และในปี พ.ศ.2167 โปรตุเกสยึดเรือรบของฮอลันดาในแม่น้ำเจ้าพระยา อย่างไรก็ตาม พ่อค้าชาวโปรตุเกสไม่ได้ออกไปจากสยาม แต่พวกเขายังคงพำนักอยู่ในประเทศนี้ โดยมิได้รับความเอาใจใส่และความเชื่อถือจากชาวบ้าน ดังนั้นในขณะนี้จึงมีชาวโปรตุเกสที่โดนเนรเทศจำนวนเล็กน้อยเท่านั้น ที่ยังคงอาศัยอยู่ที่นั่น ในปี พ.ศ.2174 พระเจ้าแผ่นดินสยามได้ยึดเรือสินค้าของโปรตุเกส และจับลูกเรือไว้เป็นเชลย เพื่อเป็นการตอบโต้การกระทำของโปรตุเกส สองปีต่อมาพวกเขาหลุดพ้นจากการตกเป็นเชลยโดยการอ้างสิทธิ์ทางการทูต ที่ท่าเรือเมืองนครศรีธรรมราชและตะนาวศรี เรือของสเปนและโปรตุเกสถูกยึดแต่พระเจ้าแผ่นดินทรงปล่อยให้ลูกเรือเป็นอิสระ และทรงให้ลูกเรือนำพระราชสาส์น ไปมอบให้ผู้สำเร็จราชการเมืองมะนิลา และเมืองมะละกา ในพระราชสาส์นนั้น พระองค์ทรงพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ชาวโปรตุเกสเข้ามาทำการค้าขายและตั้งถิ่นฐานอยู่ในประเทศสยามได้ ซึ่งอาจจะทำให้พวกเขากลับเข้ามาอีกก็เป็นได้"[11]

แวน โซเตน ระบุถึงสาเหตุที่ทำให้ชุมชนโปรตุเกสถูกกดดันจากทางการสยามว่า

" พระเจ้าแผ่นดินองค์ปัจจุบันโปรดชาวต่างชาติ เช่นเดียวกับพระเจ้าแผ่นดินองค์ก่อนๆ แต่พระองค์ทรงโปรดชาวฮอลันดามากกว่าชาวโปรตุเกส ฝ่ายหลังนั้นในปี พ.ศ.2167 ได้ยึดเรือฮอลันดาในแม่น้ำเจ้าพระยา พระเจ้าแผ่นดินสยามจึงได้ยึดเรือของดอน เฟอร์นันโด เดอ ซิลวา ยึดลูกเรือไว้เป็นเชลย และคืนเรือและสินค้าในเรือให้แก่ฮอลันดา ยังผลให้ชาวสเปนและชาวเมืองมะนิลา ได้ประกาศสงครามกับพระองค์ พร้อมทั้งจับกุมคนในบังคับของพระองค์ที่เดินทางไปค้าขายกับจีนไว้เป็นจำนวนมาก เพื่อเป็นการตอบแทนบุญคุณราชอาณาจักรสยาม ชาวฮอลันดาได้ให้พระเจ้าแผ่นดินสยามยืมเรือของฮอลันดา 6 ลำ ในปี พ.ศ.2177 เพื่อช่วยเหลือพระองค์ในการเตือนสติพวกปัตตานี ซึ่งอยู่ในบังคับของพระองค์ มิให้ก่อความวุ่นวายขึ้น"[12]

การที่ฮอลันดาได้รับสิทธิพิเศษมากมาย ทำให้การค้าในสยามขณะนั้นดีขึ้นมาก พ่อค้าฮอลันดาจึงมีอิทธิพลในราชสำนักสยามมากยิ่งขึ้น ในปี พ.ศ.2180-2181 บาทหลวงจูลิอู ซีซาร์ (Julio César) ในบังคับของโปรตุเกสถูกฆ่าตายและสยามได้ทำสงครามกับมะละกา ต่อมาได้ส่งทูตไปยังมะนิลาเพื่อขอเจรจาสันติภาพเนื่องจากเกรงอิทธิพลทางทหารของฮอลันดา ผู้สำเร็จราชการสเปนได้ส่งทูตไปยังสยาม ในปี พ.ศ.2261 พ่อค้าสเปนได้รับอนุญาตให้ตั้งสถานีการค้าในบริเวณค่ายญี่ปุ่นเดิม แต่เมื่อสยามส่งทูตตอบกลับไปยังมะนิลากลับมิได้รับการต้อนรับ ดังนั้น สัมพันธไมตรีระหว่างมะนิลากับสยามจึงชะงักลงอีก และในปี พ.ศ.2290 ทูตสยามและพ่อค้าสยามได้เดินทางไปยังมะนิลาเพื่อเจรจาทางการค้าทำให้มะนิลาส่งทูตตอบกลับมาใน พ.ศ.2295[13]

สำหรับชุมชนโปรตุเกสนั้น แม้จะมีส่วนร่วมในการสนับสนุนสมเด็จพระนารายณ์ยึดราชสมบัติจากสมเด็จพระศรีสุธรรมราชา แต่หลักฐานที่ข้าหลวงใหญ่และเคาน์ซิลแห่งปัตตาเวียเขียนถึงบริษัทอินเดียตะวันออกของฮอลันดาในสยาม ลงวันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ.2205 กล่าวถึงความบาดหมางระหว่างชุมชนชาวโปรตุเกสกับทางการสยามในปีนั้นว่า เกิดจากความไม่พอใจที่พ่อค้าโปรตุเกสถูกเกณฑ์ทรัพย์สินไปชดเชยความถดถอยพระราชทรัพย์ของพระคลังหลวงเนื่องจากการทำสงคราม จึงเป็นสาเหตุให้พ่อค้าโปรตุเกสส่วนหนึ่งแสดงปฏิกิริยาต่อต้านทางการสยาม และพยายามหาทางไปจากกรุงศรีอยุธยา กล่าวคือ

"...ด้วยเหตุนี้ ชาวโปรตุเกสจึงรู้สึกไม่พอใจ และยอมละทิ้งถิ่นอาศัยกลับไปบ้านเมืองของตน และคงจะไม่คิดกลับมาอีกเป็นเวลานาน เมื่อพวกโปรตุเกสล่องเรือไปตามลำน้ำออกสู่ทะเลนั้น พวกนี้ได้ขนเอากำปั่นเงินไปด้วยมากมาย ของพวกนี้เป็นของสมัครพรรคพวกของออกญาพิจิตร[14] จ่ายเป็นค่าเสียหายให้แก่พวกโปรตุเกส และถึงแม้พวกนี้จะได้คัดค้านด้วยประการทั้งปวงก็ดี แต่ก็ยังอุตส่าห์ส่งคนให้ขึ้นไปรายงานให้นายของเขาที่อยู่ทางต้นน้ำทราบถึงเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นกับพวกเขา ซึ่งทำให้พวกโปรตุเกสยิ่งโกรธแค้นมากขึ้น เหตุการณ์มิได้ยุติลงแค่นั้น พวกโปรตุเกสได้สั่งการให้พวกตนเข้าทำลายเรือสำเภาหลวงหลายลำที่เตรียมไว้สำหรับเดินทางไปยังเมืองกวางตุ้ง ทั้งนี้ก็เนื่องด้วยพวกนี้ขุ่นเคืองที่พระเจ้ากรุงสยามทรงจัดส่งคณะทูตไปยังโคชิน"[15]

การทิ้งถิ่นพำนักของพวกเขาเมื่อตอนต้นรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์ อาจเกิดขึ้นกับพ่อค้าเพียงกลุ่มเดียวเท่านั้น มิได้รวมถึงชาวโปรตุเกสทั้งชุมชน

การอ้างอิง
[1] จันทร์ฉาย ภัคอธิคม , ประวัติศาสตร์ไทยสมัยแรกเริ่มจนถึงสมัยธนบุรี : การศึกษาเฉพาะ ประเด็น (กรุงเทพ : โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยรามคำแหง , 2520), หน้า40-41.
[2] เรื่องเดียวกัน, หน้า61 , 89.
[3] เรื่องเดียวกัน, หน้า115.
[4] เรื่องเดียวกัน, หน้า92-94.
* มาเรีย ดา กงไซเซา ฟลูรึช , ความสัมพันธ์ระหว่างโปรตุเกสและสยามในคริสศตวรรษที่ 16 , แปลโดย มธุรส ศุภผล (เอกสารยังไม่ตีพิมพ์) , ใน บทที่4 บทบาททางการค้าของชาวโปรตุเกสในกรุงศรีอยุธยา.
[5] W.Blankwaardt, " Notes upon the Relations between Holland and Siam" , The Siam Society Journal Vol. III (1959):19.
[6] นันทา ตันติเวสส, เรื่องเดิม, หน้า15.
[7] W.Blankwaardt, op.,cit., p.18-19.
[8] สมจัย อนุมานราชธน, เรื่องเดิม , หน้า19-20.
[9] จันทร์ฉาย ภัคอธิคม, เรื่องเดิม, หน้า126.
[10] เรื่องเดียวกัน, หน้า126-134.
* หมายถึงบาทหลวงชาวโปรตุเกสในมะละกา
[11] นันทนา ตันติเวสส, เรื่องเดิม, หน้า13-14.
[12] จันทร์ฉาย ภัคอธิคม, เรื่องเดิม, หน้า15.
[13] เรื่องเดียวกัน, หน้า135-142.
[14] ออกญาพิจิตรผู้นี้ แปลจากต้นฉบับว่า " Oija Preekijt " , ดู กรมศิลปากร, บันทึกเรื่อง สัมพันธไมตรีระหว่างประเทศไทยกับนานาประเทศในคริสตศตวรรษที่17 เล่ม2 , หน้า55. แต่ไม่เคยปรากฏว่า ออกญาพิจิตรมีส่วนเกี่ยวข้องกับกิจการค้ากับต่างประเทศ ที่ถูกเห็นจะเป็นออกญาโกษาธิบดี ซึ่งปรากฏอยู่ในหลักฐานของวัน วลิต (หน้า144) ว่า "Trachousa Tsibidi" ขุนนางบางคนชื่อ "Gpreckedeke" ใน บันทึกเรื่องสัมพันธไมตรีระหว่างประเทศไทยกับนานาประเทศฯ เล่ม1, หน้า59. แปลว่าออกพระโชดึก ใกล้เสียงในภาษาไทย และสอดคล้องกับพระไอยการตำแหน่งนาพลเรือน เพราะหลวงโชดึกเศรษฐี ได้ว่าวิลันดา (เจ้ากรมท่าซ้าย)
[15] กรมศิลปากร, บันทึกเรื่องสัมพันธไมตรีระหว่างประเทศไทยกับนานาประเทศฯ เล่ม1, หน้า57-58.